หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 452)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A: “Shall we eat out or do you want me to cook something tonight?”

(เราจะออกไปกินอาหารนอกบ้าน  หรือคุณต้องการให้ผมปรุงอาหารกินกันคืนนี้)

    B: “_______________________________________________________.  It’s up to you.

(_____________________________________________________ มันแล้วแต่คุณ)

(a) I’d love to   (ชั้นอยากที่จะ………….....................)

(b) I really don’t mind   (ชั้นไม่รังเกียจหรอก  จริงๆ เลย)  (หมายถึง  แบบไหนก็ได้)

(c) I couldn’t agree less   (ชั้นเห็นด้วยอย่างยิ่งเลย)

(d) Let me sleep on it   (ชั้นขอเวลาไตร่ตรองก่อนนะ)

 

2. A: “Could you do me a favor, please?”

(คุณจะกรุณาช่วยชั้นหน่อยได้มั๊ย)

     B: “___________________________________________________.  What is it?”

(__________________________________ อะไรล่ะ)  (หมายถึง  จะให้ช่วยเรื่องอะไร)

(a) Sure, I can be   (แน่นอน  ผมสามารถเป็น.................................)

(b) I’m afraid I can’t   (ผมเกรงว่า  ผมจะช่วยไม่ได้)

(c) Certainly   (ได้แน่นอนครับ)

(d) Absolutely, please do   (แน่นอนเลย-ใช่เลย  โปรดทำได้เลย)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

3. Bill’s uncle insists _______________________________________________ in this hotel.

(ลุงของบิลยืนกราน _________________________________________ ในโรงแรมนี้)

(a) not staying

(b) not to stay

(c) that he not stay    {เขาไม่ (ควรจะ) พัก}

(d) staying not

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “That he should not stay”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that ___________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า ___________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she _________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากวลี  “It is necessary that……………..........…..

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I ___________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม _____ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “It is (was) + Important  (Necessary, Essential, Imperative, etc.)”  กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี  “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China ______________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • He suggested ________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ____________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “……….....….…to Mary that she go……............…”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _______________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม __________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ  อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ  มิได้เขียนลงไป

                                                           ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter _____________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ ______________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest”  ทั้งนี้  มาจาก  “Should be”  แต่ละ  “Should”  ไว้  คือไม่เขียนลงไป

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone _______ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _______ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested”  ทั้งนี้  มาจาก  “Should be”  แต่ละ “Should”  ไว้  คือไม่เขียนลงไป  

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that ____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า ________________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ  กริยา  “Study”  เหมือนมีคำว่า “Should”  อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

                                                      ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The company states that it is necessary that an employee _________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive”  ทั้งนี้  มาจาก  “Should finish”  แต่ละ  “Should”  ไว้  คือไม่เขียนลงไป

                                                            ตัวอย่างที่  ๑๑

  • He recommended that I ______________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ______________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่)  (หรือ  แต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should"  ลงไปข้าง หน้าก็ได้)

                                                         ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I suggested to her that her husband ______________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ __________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1”  ทั้งนี้  มาจาก  “Should have”  แต่ละ  “Should”  ไว้  คือไม่เขียนลงไป

                                                          ตัวอย่างที่  ๑๓

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ______ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า  ความสำคัญด้านการค้า (ควร) __________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง  รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เ นื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                                         ตัวอย่างที่  ๑๔

  • I will recommend that the student ____________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _______________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้  คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1)  ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive”  ทั้งนี้  มาจาก  “Should speak”  แต่ละ “Should”  ไว้  คือไม่เขียนลงไป

 

                                                          ตัวอย่างที่  ๑๕

  • Many customers have requested that we ________________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า  ให้เรา __________ โนติส  (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)  แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   ( โดยมาจาก  “Should send”  แต่ละ  “Should”  ไว้  คือไม่เขียนลงไป)  เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”  หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed”  หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน    กรณี   คือ

                                 ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                             ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice  =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป  “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”  นำหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                 ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน,  คุณศัพท์ดังกล่าว  คือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น),  “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential”  (จำเป็น),  “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

4. ____________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(____________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been   (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3} (ต้องใช้  “Have been”  เนื่องจาก  “Impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำ เนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน   และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก For  =  “เป็นเวลา”  (For + ความยาวของเวลา),  Since  =  “ตั้งแต่”,(Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now (= Up to the present time  =  Up until now)  =  (จนถึงบัดนี้),  So far  =  ( เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  Lately (= Recently)  =  (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  Over the past years (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา), In recent years  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆ มา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

 

5. Almost everyone has a headache at ___________________________________________.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  (ไม่) ณ  _____________________________________)

(a) one time or other

(b) one time or another   (เวลาใด (ก็) เวลาหนึ่ง)

(c) one time or the other

(d) one time or others

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเราใช้   “Another”  คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “ (ไม่).............................ใดก็...........................หนึ่ง”  เช่น

  • We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

                            สำหรับ  “Another”  (อีกหนึ่ง)  ใช้ในแบบไม่ชี้เฉพาะ + Noun  นับได้เอกพจน์  ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

  • We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก    สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

  • She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก    ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

  • He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก    คัน)

                             อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก................................”

  • They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

  • We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

  • The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก    ปี)

 

6. Our railways in Britain have often been in difficulties about _________________________.

(รถไฟของเราในอังกฤษ  มักตกอยู่ในความยากลำบากบ่อยๆ  เกี่ยวกับ _________________)

(a) something or other   {(ไม่) เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง}

(b) something or the others

(c) something or the other

(d) something or another

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากใช้   “Other”  คู่กับ  “Some” + นามเอกพจน์  หรือ คำผสมที่ขึ้นต้นด้วย  “Some”  =  {(ไม่)……....……..… ใด  (ก็) ………............…. หนึ่ง)}  ดังประโยคข้างล่าง

  • We must raise the money for the project somehow or other.

(เราต้องหาเงินสำหรับโครงการ (ไม่) วิธีใด (ก็) วิธีหนึ่ง)

  • I hope to visit my old friends in Chiang Mai some day or other.

(ผมหวังจะไปเยี่ยมเพื่อนเก่าที่เชียงใหม่ (ไม่) วันใด (ก็) วันหนึ่ง)

  • Someone or other has taken my bicycle.

(ไม่ – ใครคนใด – ก็ - คนหนึ่งได้เอารถจักรยานของผมไป)

  • Thai students studying abroad are homesick some time or other.

(นักเรียนไทยที่เรียนในต่างประเทศคิดถึงบ้าน  (ไม่) เวลาใด (ก็) เวลาหนึ่ง)  

 

7. ___________________________________________________ (that) they’ve got married.

(_______________________________________ (ที่ว่า) เขาทั้ง    คนได้แต่งงานกันแล้ว)

(a) It’s surprise

(b) It’s surprises

(c) It’s surprised    (มันรู้สึกประหลาดใจ)

(d) It’s surprising    (มันน่าประหลาดใจ)

ตอบ     -   ข้อ   (d)   สำหรับข้อ  (a)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “It’s a surprise

 

8. ____________________________ has succeeded in life and become rich before he is fifty.

(___________________________ ได้ประสบความสำเร็จในชีวิต  และร่ำรวยก่อนอายุ  ๕๐ ปี)

(a) A many poor boy

(b) Many a poor boy    (เด็กยากจนจำนวนมาก)

(c) A many poor boys 

(d) Many poor boy

(e) Many poor boys

(f) Many a poor boys

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Many a poor boy”  =  “Many poor boys” (เด็กยากจนจำนวนมาก)   แต่ใช้กับโครงสร้างต่างกันดังนี้

  • Many a wise student has got a scholarship.
  • Many wise students have got a scholarship.

(ทั้ง    ประโยคข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน   คือ   “นักเรียนที่ฉลาดจำนวนมากได้รับทุนการศึกษา”)

 

9. She began ___________________________________________ that she was in danger.

(เธอเริ่ม ________________________________________ ว่า  เธอตกอยู่ในอันตราย)

(a) to realize    (ตระหนัก)

(b) to realizing

(c) and realized

(d) realized

ตอบ    -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Begin + To + Verb 1”   หรือ  “Begin + Verb + ing”   โดยที่ความหมายเหมือนกันทุกอย่าง   ดูกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  “Begin”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  

  • I prefer reading to ____________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ______________________________________________)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ       ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”  ทั้งนี้   “Prefer” สามารถตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)   ก็ได้   โดยมีความหมายเหมือนกัน   ดังนั้น  ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง  คือ

             - I prefer to read to to write.

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้  เนื่องจากมี   “To”  ถึง    ตัว)

                         กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย   “Infinitive with to” (To + verb 1)  หรือ   “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน   ได้แก่  “Begin, Start, Continue  (ทำต่อไป), Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), Love, Hate  (เกลียด), Propose  (เสนอ), Prefer  (ชอบมากกว่า), Help, Intend  (ตั้งใจ), Hear, Attempt  (พยายาม), Bear  (ทน)”  เช่น

  • They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

  • She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

10. It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, __________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า,  แย่กว่า _________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก)  (หรืออาจใช้  “Far”  ก็ได้)

(d) more

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ในการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”   (Comparative degree)  ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่ามาก”,   “เล็กกว่ามาก”,   “ร้อนกว่ามาก”,   “สวยกว่ามาก”,    ให้ใช้  “Much”  และ   “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                           ตัวอย่างที่  

  • She looks much ____________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”   (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆ แล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต   เช่น    เมื่อวานนี้   หรือ   สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่าง  คือ  ถ้าไม่มีการเปรียบ เทียบ   จะต้องใช้  “Very”  แทน   “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”,  ส่วนการจะบอกว่า    มีความสุขมากขึ้น   “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”   และ   “Far” เท่านั้น  (สำ หรับความหมาย   “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  “Very

                                                          ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks _______________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,  “หนาวกว่ามาก”,  ฯลฯ   สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้  ๒  คำ คือ “Much”   และ   “Far”   ห้ามใช้   “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้   “Far more pleasant”  ก็ได้

                          ตัวอย่างอื่นๆ เช่น   “Much bigger” (ใหญ่กว่ามาก),  “Much older” (แก่กว่ามาก),   “Far hotter” (ร้อนกว่ามาก),  “Far colder” (หนาวกว่ามาก),  “Much more important” (สำคัญกว่ามาก),  “Much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก),  “Far smaller” (เล็กกว่ามาก),  “Far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก),  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)เป็นต้น

                               ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”,  “หนาวกว่านิดหน่อย”,  “หนักกว่าเล็กน้อย”,   “เบากว่าเล็กน้อย”,   “แพงกว่านิดหน่อย”,   “ยากกว่านิดหน่อย”,  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • I hope you will try _______________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น __________________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -    ข้อ  (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น   “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่า   “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little,  A bit,  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย),  เป็นต้น

 

11. Would you be so kind ___________________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา ___________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as    (พอ)

(d) that you have

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “So………….…….as”  นอกจากจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้นแล้ว  (“As……....…………as”    ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า,  ปฏิเสธ,  และคำถาม)   แต่เมื่อตามด้วย    “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ตัวหน้าจะต้องใช้   “So”  อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As”)  ไม่ว่าจะเป็นประโยคบอกเล่า,  ปฏิเสธ  หรือ  คำถาม  ดังโครงสร้างข้างล่าง

  • “So + Adjective + As + To + Verb 1 + Phrase”

(โดยมีความหมายว่า   “.......................พอที่จะ......................”  หรือ   “.....................จนถึงขนาดที่จะ........................”)   เช่น

  • Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)

  • Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)

  • Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)

  • Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)

  • I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือโง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)

 

12. He hasn’t been able to get a good job __________ his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้ __________ มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาราคาแพง)

(a) on account of    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(b) because of    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(c) in case of    (ในกรณีของ, เผื่อว่าจะมี..........................)

(d) notwithstanding    (นอท-วิธ-สแท้น-ดิ้ง)  (ทั้งๆที่, อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Notwithstanding” = “Despite = In spite of” =  “ทั้งๆที่”  ต้องตามด้วยวลี  หรือ  คำนาม  สำหรับการใช้คำอื่นๆ ให้ดูจากตัวอย่างข้างล่าง

  • In spite of (= Despite = Notwithstanding) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

  • In spite of (= Despite = Notwithstanding) all their differences, Mary and Ann remain friends. 

 (ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out in spite of (= despite = notwithstanding) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆ ที่ฝนตกหนัก)

  • On account of (= Because of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • On account of (= Because of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป   ชั่วโมง)

  • He could not go to university on account of (=owing to = because of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • There is a fire extinguisher on every floor in case of fire.

(มีเครื่องดับเพลิงอยู่ทุกชั้น (ของอพาร์ตเมนต์) ในกรณีที่เกิดไฟไหม้)  (คือ  มีเตรียมไว้เผื่อเกิดไฟไหม้)

  • In case of fire, take an emergency exit.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้ใช้ทางออกฉุกเฉิน)

  • Take your umbrellas in case of rain.

(เอาร่มของคุณติดไปด้วยนะ  เผื่อฝนตก)

  • The wall was built along the river in case of floods.

(กำแพงถูกสร้างขึ้นตามฝั่งแม่น้ำเพื่อป้องกัน (หรือในกรณีที่เกิด) น้ำท่วม)

 

13. Is there _______________________________ sickness in Thailand in the rainy season?

(มีความไข้ได้ป่วย ________________________________ ไหมในประเทศไทยในฤดูฝน)

(a) many

(b) none

(c) much   (มาก)

(d) few

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Sickness”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้กับ  “Much”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • Please give me some ___________________________________ about rice exports.

(โปรดให้ ________________________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform   (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)

(b) informant   (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information   (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations   (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม“S”  ได้)

ตอบ  -  ข้อ   (C)   “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   (เป็นเอกพจน์เสมอ)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • That is _____________________________________________________________.

(นั่นเป็น ___________________________________________________________)

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์    ชิ้น)

ตอบ  –  ข้อ   (d)   เนื่องจาก “Information” เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   “A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ  (c)  ดังนั้น   เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ”  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)   อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ   ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”  ได้แก่  Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior (พฤติกรรม)   เป็นต้น   คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้  สมุหนาม (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ  เช่น

  • a piece of paper   (กระดาษ แผ่น)
  • a loaf of bread   (ขนมปัง ปอนด์ หรือก้อน)
  • a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • an item of news   (ข่าว หัวข้อ)
  • a kilo of fruit   (ผลไม้ กิโล)
  • a bunch of fruit  (ผลไม้ พวง)
  • a piece of luggage  (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ใบ หรือ ชิ้น)
  • a subject of knowledge   (ความรู้ เรื่อง หรือ วิชา)

 

14. I shall send her these ____________________________________________ dictionaries.

(ผมจะส่งพจนานุกรม _________________________________________ เหล่านี้ให้เธอ)

(a) two German big

(b) big German two

(c) two big German   (ภาษาเยอรมันเล่มใหญ่    เล่ม)

(d) big two German

(e) German two big

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูการเรียงลำดับคำจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • He bought __________________________________________________________.

(เขาซื้อ ___________________________________________________________)

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt   (เสื้อเชิ้ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต” อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย,  ถัดไปเป็น  “สี”,  ถัดไปถ้ามี  “ขนาด” (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”,  แล้วต่อด้วย  “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน  ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน  กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะ ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า  เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                                       ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

  • I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ตัวเหล่านั้น)

  • She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆ ที่หวานมาก)

  • Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

  • She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า หลังเหล่านี้)

  • There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

  • These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

  • She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ใบ แก่ผม)

  • We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว เครื่อง)

 

15. When _________________________________________________ the accident occur?

(อุบัติเหตุเกิดขึ้น _______________________________________________ เมื่อใด)

(a) does

(b) is

(c) did

(d) was

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Verb to do”  (Did)  ช่วยสร้างประโยคคำถามจากกริยา  “Occur”,   และใช้  “Did”  เนื่องจากถามถึงเหตุการณ์ (อุบัติเหตุ) ซึ่งเกิดผ่านไปแล้วในอดีต

 

16. She is worse today, _____________________________________ worse than yesterday.

(เธออาการแย่ลงวันนี้, แย่ลง ____________________________________ กว่าเมื่อวานนี้)

(a) very

(b) so

(c) too

(d) much    (มากกว่า)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   คำว่า  “มาก”  ที่ใช้ขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  มีอยู่    คำ  คือ   “Much”  และ  “Far”  (มาก)  เท่านั้น  เช่น

  • Her house is much (far) bigger than mine.

(บ้านของเธอใหญ่กว่าบ้านของผมมาก)

  • This issue is much (far) more important than the other one.

(ประเด็นนี้มีความสำคัญกว่าอีกประเด็นหนึ่งมาก)

                           ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้ใน  ข้อ  ๑๐  ของข้อสอบชุดนี้

 

17. These are my newspapers, and those are _____________________________________.

(เหล่านี้คือหนังสือพิมพ์ของผม  และพวกโน้นคือ (หนังสือพิมพ์) ______________________)

(a) their

(b) they’s    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) theirs    (ของพวกเขา)

(d) their’s    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลัง  “Verb to be”  (Are)  ต้องใช้รูป  “Possessive pronoun”  (His, Hers, Mine, Yours, Its, Theirs, Ours)

 

18. Scarcely ______________________________________________ when it began to rain.

(_____________________ (แทบจะยังไม่ได้) __________________ เมื่อตอนฝนเริ่มตก)

(a) he had gone out

(b) he went out

(c) had he gone out   (เขา........................แทบจะยังไม่ได้..........................ออกไปข้างนอก)  (คือ  ยังไม่ทันออกไปพ้นประตูบ้าน  ฝนก็ตกลงมาเสียก่อน)

(d) he would go out

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Scarcely + Has (Have, Had) + Subject + Verb 3ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • Scarcely ________________ his election speech when the assassin shot him down.

(ยังไม่ทันที่ _________________ สุนทรพจน์ในการเลือกตั้ง  เมื่อผู้ลอบสังหารยิงเขาล้มลง)

 (a) has he finished    (ผิด  เพราะ “tense” ไม่สอดคล้องกับ “tense” ในประโยคย่อย (อนุประโยค) (when…………..…….. down.) ที่มีคำกริยาเป็นอดีต  “shot”)

 (b) he has finished

 (c) he had finished

(d) had he finished    (เขาจะ พูดจบ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากหลักการเรียงคำในประโยค   เมื่อเอา  “Scarcely, Hardly, Rarely, Seldom, Never, Never before, No sooner……...........than”   มาไว้หน้าประโยค  คือ

  • Scarcely (hardly, never, never before) + Verb (ช่วย)  + Subject + Verb (แท้) + กรรม + ข้อความต่อๆ ไป  เช่น
  • Never before have they seen such a beautiful place in their lives.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่พวกเขาได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้นในชีวิต)

  • Rarely will she find such a good job with a high income.

(หายากที่เธอจะได้เจองานที่ดีพร้อมด้วยรายได้สูง)

  • Seldom did we hear a good news like that.

(เราแทบจะไม่ได้ยินข่าวดีเช่นนั้น)

 

19. These essays are the best that _______________________________ ever been written.

(เรียงความเหล่านี้ดีที่สุดที่ _____________________________________ เคยถูกเขียนขึ้น)

(a) has

(b) have    (ได้)

(c) had

(d) having

ตอบ    -    ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “That”  แทน  “These essays”    จึงต้องใช้กับ “Have”   (ไม่ใช้  “Had”  เพราะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  โดยดูที่คำกริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)   คือ  “Are”   สำหรับกริยาในประโยคย่อย  (That have ever  been written  –  ซึ่งได้เคยถูกเขียนขึ้นมา)   อยู่ในรูป  “Present perfect tense”  (Have ever been written  -  เคยถูกเขียน)  (ในแบบ  “Passive voice”)  {Subject + Has (Have) + Been + Verb 3}  ตามหลักไวยากรณ์ที่ว่า  “เคยทำ  หรือ ไม่เคยทำ”  ดูเพิ่มเติมหลักการใช้  “Present perfect tense”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   (โดยเฉพาะกฎข้อ  )

                                                      ตัวอย่างที่        

  • She ____________________________________________ a few pounds since then.

(เธอ ________________________________________ ๒ – ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained    {ได้รับ (น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining

ตอบ    -    ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด  จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}

                                                        ตัวอย่างที่  

  • I ________________________________________________ to Japan several times.

(ผม ____________________________________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป)  (ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูหลักเกณฑ์การใช้   “Present perfect tense”  ดังต่อไปนี้(โดยเฉพาะ ข้อ  )

                                ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน  ณ  ขณะที่พูดนั้น   สังเกตได้จาก   Just =  เพิ่งจะ,  Recently  =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately  = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้    เช่น

  • I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

  • My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                 ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already”   (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี   “Already”   และ   “Yet”  ก็ได้  เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)  (คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                ๓.  ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต   และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน   และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  “For” = เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” = ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, Up to the present time, Up until now =  จนถึงบัดนี้  (ทั้ง    วลี),   So far  =   เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                                ๔.  ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”,  “Never”   เช่น

  • He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

  • It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                           ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก  สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “Again and again”  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “Many times”,  “Several times”  =  หลายครั้ง,   “Sometimes”  =   บางที,  “Over and over”  (= Over and over again)  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “This is the first (second) time”  =   นี่เป็นครั้งแรก  (ครั้งที่ ๒),   เช่น

  • He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์กมาหลายครั้งแล้ว)

  • She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                                ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative degree)  เช่น

  • He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

  • She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

  • It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

  • They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

                                  ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง   และจบสิ้นไปแล้ว   สังเกตได้จากวลี    “This morning, This week, This month, This year”   เช่น

  • I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ เล่ม เดือนนี้)  (คือ  อ่านจบแล้ว)

  • He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้)  (คือ  งานเสร็จแล้ว)

                                 แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ  ใช้รูป   “Continuous”   เช่น

  • He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

  • They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                                ๘. ใช้กับเหตุการณ์  หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว   ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน   เช่น

  • I have lost my key. 

(ผมทำกุญแจหาย)  (ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

  • I have locked the door.  

(ผมล็อคประตูแล้ว)  (ประตูยังปิดอยู่)

  • John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์)  (คือ  อ่านจบไปแล้ว)

                               แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2) เช่น

  • I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

  • She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

  • I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

20. ________________________ the seminar, the audience had trouble hearing the speaker.

(___________ การสัมมนา,  ผู้ฟังประสบปัญหาการได้ยินผู้พูดพูด)  (เช่น  ผู้พูดๆ เสียงค่อยเกินไป หรือ ไมโครโฟนหอน ฯลฯ)

(a) Since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(b) During    (ในระหว่าง)  (ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

(c) Although    (ถึงแม้ว่า)   (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(d) While    (ในขณะที่)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด  และถูกหลักไวยากรณ์  สำหรับ  “While”  ต้องตามด้วย  “Clause” {While + Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb + ing}  เช่น

  • While he was working in his office, the telephone rang.

(ในขณะที่เขากำลังทำงานในออฟฟิศ  โทรศัพท์ดังขึ้น)

  • While she was reading, her mother was cooking. (= Her mother was cooking while she was reading.)

(ในขณะที่เธอกำลังอ่านหนังสือ  แม่ของเธอกำลังปรุงอาหาร)

  • There was a loud noise while we were sleeping last night.

(มีเสียงดังลั่นในขณะที่เรากำลังนอนหลับเมื่อคืนนี้)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป