หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 44)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. One hour doing good _____________ a hundred in prayer.

(ทำความดี ๑ ชั่วโมง _____________________ สวดมนตร์ ๑๐๐ ครั้ง)

(a) does worth

(b) is worth  (มีค่า)  (หมายถึง มีค่าเท่ากับ)

(c) has worth

(d) makes worth

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก “Worth”  ในที่นี้ใช้เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง “มีค่า”  จึงต้องใช้กับ “Verb to be” (Is)  ตามประธานของประโยค คือ “One hour

2. The flood waters are _______________.

(น้ำท่วม _________________________ )

(a) out from control

(b) out off control

(c) out of control  (ไม่สามารถควบคุมได้)

(d) away from control

3. The heat of the sun ______________ transmitted to the earth by radiation. 

(ความร้อนของดวงอาทิตย์ _____________________ ส่งผ่านมายังโลกโดยการแผ่รังสี)

(a) had

(b) was

(c) has

(d) is  (ได้รับการ, ถูก)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน (Present simple tense)  และต้องอยู่ในรูปในรูปของ “Passive voice”  เพราะประธานของประโยค คือ “The heat”  ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (และมี “of the sun” ขยาย)  เป็นผู้  “ถูกกระทำ” (ถูกส่งผ่านมายังโลก)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + is + Verb 3

4. She ______________ a few pounds since then.

(เธอ ________________________ ๒ – ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained  {ได้รับ (น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining  

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด  จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense” {Subject + has (have) + Verb 3} ดูคำอธิบายเพิ่มเติม “Present perfect tense” จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         I ________________ to Japan several times.

(ผม ______________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone  (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been  (เคยไป – ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ  –  ข้อ  (b)  ดูหลักเกณฑ์การใช้ “Present perfect tense” ดังต่อไปนี้  โดยเฉพาะ ข้อ ๓

          ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  just =  เพิ่งจะ, recently = เมื่อเร็วๆนี้,  lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

   - I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

    - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

       - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

           ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้   อาจไม่ต้องมี “Already” และ “Yet” ก็ได้ เช่น

        - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

        - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)  (เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

        - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

        - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

       - Have you (already) finished your report?  (= Have you finished your  report already?)  (คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

             ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต   และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน   และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก For = เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา), Since = ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

- She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - So far, you have not done your best.  (You have not done your best so far.)  (เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

    - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

              ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  ever”  “never”  เช่น

       - Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

        - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

        - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

            ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจากAdverb of frequency” เหล่านี้  “again and again” = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  many times” “several times” = หลายครั้ง,  “sometimes” = บางที,  “over and over     (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “this is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

      - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

      - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

      - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

       - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด”  “Superlative degree” เช่น

        - He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

      - She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

      - It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

     - They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

              ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี   this morning, this week, this month, this year” เช่น

      - I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ ๓ เล่ม เดือนนี้ – คืออ่านจบแล้ว)

      - He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห็นี้ – คืองานเสร็จแล้ว)

            แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ใช้รูป  “Continuousเช่น

      - He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

      - They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว  ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน  เช่น

       - I have lost my key.  (ผมทำกุญแจหาย – ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

       - I have locked the door.  (ผมล็อคประตูแล้ว – ประตูยังปิดอยู่)

       - John has read many books on astronomy.

(จอห็นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์ – คืออ่านจบไปแล้ว)

         แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2)  เช่น

-  I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

-  She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

-I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

5. They will get ______________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Get used to” หรือ “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”  (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)   ส่วน  “Used to” “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-        My grandfather ______________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม _____________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to  (เคย)  (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมข้างล่าง

-         He got used to ______________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment  (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing)  เพราะในที่นี้  “To” เป็นPreposition สำหรับ  Get used to” หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  หรือ ปัจจุบัน ก็ได้   ดังตัวอย่าง  เช่น

         -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

         - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

         - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

         - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

         - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-         He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว) (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-         She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

6. On Sundays, many children spend their time _____________.

(ทุกๆวันอาทิตย์  เด็กจำนวนมากใช้เวลาของตน ______________________ )

(a) to watch a television

(b) to watch the television

(c) watching television  (ดูโทรทัศน์)

(d) to watch television

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Subject + spend + กรรม + Verb + ing” (He spent two hours reading in the library)  (เขาใช้เวลา ๒ ชั่วโมง  อ่านหนังสือในห้องสมุด)  สำหรับ “Watch televisionไม่ต้องมี “A” หรือ “The

7. An announcement _______________ to be made in Bangkok.

(การประกาศ ______________________ ว่าจะถูกทำขึ้นในกรุงเทพฯ)

(a) has believed

(b) believed

(c) had believed

(d) is believed  (ถูกเชื่อ)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากอยู่ในรูป “Passive voice” {Subject + is  (am, are, was, were) + Verb 3)   กล่าวคือ  ประธานของประโยค คือ “An announcement” (เป็นเอกพจน์)  ถูกกระทำ  คือ “ถูกเชื่อ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ ๓ ของข้อสอบชุดนี้

8. I met _____________ on my way to the North.

(ผมพบ _________________________ ในระหว่างเดินทางไปภาคเหนือ)

(a) an old friend of mine  (เพื่อนเก่าของผมคนหนึ่ง)

(b) my friend of old

(c) an old friend of me

(d) one of old friends

ตอบ  -  ข้อ  (a)  สำหรับข้อ  (d) ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “one of my old friends

9. The headmaster watched his students _____________ school.

(ครูใหญ่เฝ้ามองนักเรียนของตน ______________________ โรงเรียน)

(a) leaving from

(b) to leave from

(c) leave  (เดินทางออกจาก)

(d) left

ตอบ  -  ข้อ (c)  เนื่องจาก  “Subject + watch +  กรรม + Verb 1” (Verb 1 = Infinitive without to)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

         ตัวอย่างที่ ๑

-         What she saw made her ______________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ______________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn  (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

            ตัวอย่างที่ ๒

-       The manager let everyone _________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน____________________สำนักงานแต่เนิ่นๆ  เพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

      (a) to leave

      (b) leaves

      (c) left

      (d) leave   (เดินทางออกจาก)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Watch, Hear, Feel”   ต้องอยู่ในรูป“Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี to  นำหน้า  ตัวอย่างประโยค เช่น

-        She lets them play in the field.  (เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

-        We made them laugh.  (เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

-        I heard her sing.  (ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

-        He saw her walk in the street.  (เขาเห็นเธอเดินในถนน)

-        She had them clean her room.  (เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

10. Some die ______________ their own carelessness.

(บางคนตาย ______________________ ความประมาทของตนเอง)

(a) of   (ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ)  (อีกความหมายคือ  อยากอย่างมาก เช่น น้ำ หรือ อาหาร)

(b) by  (ตายด้วยอาวุธ  เช่น  มีด, ปืน) 

(c) with   

(d) owing to  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)

11. I want you to wait here ______________ I’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่ ___________________ ผมกำลังซื้อผลไม้)

(a) during  (ในระหว่าง)  (ตามด้วย คำนาม หรือ วลี)

(b) while  (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ “Subject + Verb”)

(c) where

(d) that

ตอบ  -  ข้อ (b)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-           Did you meet my sister _____________ your stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม _________________ ที่พักในโตเกียวหรือเปล่า)

(a) while

(b) when

(c) during   (ในระหว่าง)

(d) between

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจาก “During” เป็น “Preposition” ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   ส่วน “While”  และ “When”  ต้องตามด้วยประโยค  (Subject + verb)  เช่น

      - During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

     - While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

   - During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

   - When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

12. The floor of the sitting room in my home _____________ a beautiful carpet. 

(พื้นห้องนั่งเล่นในบ้านของผม ___________________ พรมที่สวยงาม)

(a) is covered by

(b) was covered with

(c) covers

(d) is covered with  (ถูกปูลาดด้วย, ถูกปกคลุมด้วย)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากอยู่ในรูป “Passive voice”  ประธานของประโยค  (The floor)  เป็นผู้ถูกกระทำ  คือ “ถูกปูลาดด้วย..........”  และเป็นข้อเท็จจริง (Fact)  จึงใช้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน (Present simple tense) (The floor…………is covered with……….) นอกจากนั้น  ยังใช้  “with” แทน  “by” เนื่องจากเป็น พรม” มิใช่ “บุคคล

13. Just _____________ sugar in my coffee, please.

(ขอน้ำตาลเพียง __________________ ในกาแฟของผม – ได้โปรดเถอะ)

(a) a little (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(b) little

(c) a few  (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(d) few

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจาก “Just” หรือ “Only”   ต้องตามด้วย “A little” เมื่อขยายนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  และใช้กับ  “A few” เมื่อขยายนามนับได้ พหูพจน์  เช่น

       - He has only a few friends.

(เขามีเพื่อนเพียงไม่กี่คน)

      - We read just a few books each year.

(เราอ่านหนังสือเพียงไม่กี่เล่มในแต่ละปี)

14. The train _____________ which he was travelling was late.

(รถไฟซึ่งเขากำลังเดินทาง ____________________ มาถึงช้า)

(a) in  (ด้วย, ในมัน)

(b) of

(c) for

(d) with

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจากมาจากโครงสร้างที่ว่า  “He was travelling in  that train.”

15. If you have a bad tooth _____________ out, it won’t hurt you again.

  (ถ้าคุณให้หมอ __________________ ฟันที่ปวด – หรือผุ – ออกเสีย  มันก็จะไม่ทำให้คุณเจ็บปวดอีก)

(a) pull

(b) pulling

(c) pulled  (ถอน)

(d) being pulled

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-           What would you have me _____________?

(คุณจะให้ผม ____________________ อะไรครับ)

(a) mend  (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + have + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

              สำหรับการใช้โครงสร้าง “Causative use” ในแบบ “Active voice” คือSubject + have + someone + do (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something” หรือ (= Subject + get +  someone + to do (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี “To” นำหน้า) + something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

1. Subject + have + someone + do + something (กรรมของ  verb do”)

2. Subject + get + someone + to do + something (กรรมของ verb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

            ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน ถือว่าอยู่ในรูปของ “Active voice” เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                    อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป “Passive voice” คือ  {Subject + have (get)   + something + done + (by someone)}   {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้  ทั้ง “Have และ “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

       - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

     - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

     - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

16. He is ______________ a house.

(เขา ______________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting  (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

          ตัวอย่างที่ ๑

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _______ ___________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested  (มีความสนใจ)

(d) interesting  (น่าสนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

             ตัวอย่างที่ ๒

           The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.  

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting  (น่าตื่นเต้น)

(b) excited  (ตื่นเต้น)

(c) excite  (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable  (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบข้อ (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-   The results of the traveler preference survey are surprising.

 (ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ  –  ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising” เนื่องจาก  “surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”   ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ surprise ได้แก่

   satisfy – ทำให้พอใจ

   excite – ทำให้ตื่นเต้น

   disappoint – ทำให้ผิดหวัง

   attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

   interest – ทำให้สนใจ

   amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

   please –ทำให้ยินดี-พอใจ

   annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

   bore – ทำให้เบื่อ

    tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

   frighten – ทำให้ตกใจ

   confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

   surprise – ทำให้ประหลาดใจ

   amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

   delight – ทำให้ยินดี

    exhaust – ทำให้หมดแรง

   fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์    

   charm – ทำให้หลง

   convince – ทำให้เชื่อ

   tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

   entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

   embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

   puzzle –ทำให้งง

   thrill – ทำให้ตื่นเต้น

   upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

   irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

   exasperate –ทำให้โกรธ

   astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

   infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

   horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า    

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้  คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป “Subject + verb + object”  จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “verb + ing” {subject + is (am, are, was, were) + V. ing} หรือ  (V. ing + noun) มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing” พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking.  (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม “ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ ฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

17. She _____________ vitamins since her recovery.

(เธอ ______________________ วิตามินตั้งแต่หายจากไข้)

(a) has been taken

(b) has been taking  (ได้กินมาตลอด)

(c) is taking

(d) had been taking

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจากอยู่ในรูป “Present perfect continuous tense  คือบอกเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตแลดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  คล้ายกับ  Present perfect tense” {Subject + has (have) + Verb 3)  แต่เน้นตรงความต่อเนื่องของเวลาที่เกิด   หรือ  ความยาวนานของเวลาที่เกิด ซึ่งอาจเป็นเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมง หรือหลายเดือน หลายปี ก็ได้