หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 43)

Part V : Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. I have no pencil to write ______________.

(ผมไม่มีดินสอจะเขียน ___________________ )

(a) by

(b) on

(c) with  (ด้วย)

(d) (No word is needed.) (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า  “I write with a pencil. จึงต้องมี with” ติดมาด้วย

2. Are you permitted ______________ here?

(คุณได้รับอนุญาตให้ ________________ ที่นี่หรือเปล่า)

(a) stay

(b) stayed

(c) staying

(d) to stay  (พัก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากหลังกริยาช่องที่ ๓ (Passive voice)  ต้องตามด้วย Infinitive with to”(To + Verb 1)กล่าวคือหลังรูป “Passive voice” ต้องตามด้วย “Infinitive with to” (To + Verb 1)เสมอ เช่น

-         Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

-         She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

-         They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

-         Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

-         Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume.

(ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา ๓ ชุด)

-         She was encouraged to try harder.

(เธอถูกกระตุ้นให้พยายามหนักขึ้น)

-         They were told to leave early.

(พวกเขาถูกแจ้งให้ไปเสียแต่เช้าตรู่)

-         He is forced to accept the proposal.

(เขาถูกบังคับให้ยอมรับข้อเสนอ)

3. The snow is already three feet _________________.

(หิมะ _______________________ ๓ ฟุตแล้ว)

(a) high (สูง)  (ใช้กับ ต้นไม้, ตึก, อาคาร สิ่งก่อสร้าง)

(b) deep  (ลึก)

(c) tall (สูง)  (ใช้กับ คน สัตว์)

(d) highly

ตอบ  -  ข้อ  (b)  คนไทยใช้ว่า “หิมะสูง ๓ ฟุต”  แต่ฝรั่งใช้ว่า “ลึก ๓ ฟุต

4. While we were walking in the park, she often stopped _____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look  (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking

(c) looked

(d) for looking

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  (Stop + to + verb =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         I remember that restaurant; we stopped there ____________ on our way to Korat.

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น____________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating  (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat  (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร(Stop to eat)โดยมีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + verb 1) และGerund (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา “Remember, Forget, Try Stop” แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

5. How did the cat get into the house?  I remember _______________ it out last night. 

  (แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)   putting  (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ  -  ข้อ  (c)  (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ ๔ ของข้อสอบชุดนี้

6. They ______________ to go at once to the doctor.

(พวกเขา_______________________ ไปหาหมอในทันที)

(a) will  (จะ)

(b) had better  (ควรจะ)

(c) must  (จะต้อง)

(d) have  (จำเป็นต้อง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Have to” (จำเป็นจะต้อง)  ต้องตามด้วย “Verb 1”  ส่วนอีก ๓ ข้อที่เหลือ  จะต้องตามด้วย “Infinitive without to” (Verb 1)  คือ  “Will go”  “Had better go”  “Must go

7. _______________ European gentleman is waiting for you in the hall.

(สุภาพบุรุษชาวยุโรป  ___________________กำลังรอพบคุณในห้องโถง)

(a) A   (คนหนึ่ง)

(b) An

(c) There is  (มี)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำเติม)

ตอบ  -  ข้อ  (a)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         Thoreau admired (1) a honest farmer more than (2) a hypocritical

scholar, who (3) would do anything (4) just to build up his fame.

(ธอโร่เลื่อมใส (หรือนับถือ) ชาวนาที่ซื่อสัตย์มากกว่านักปราชญ์ที่เสแสร้ง-หลอกลวง 

ผู้ซึ่งจะทำอะไรก็ได้เพียงเพื่อจะสร้างชื่อเสียงของตัวเอง)

ตอบ  –  ข้อ  (1)  แก้เป็น  “an honest”  เนื่องจาก  “honest” (ออ-เนสท์)   มีพยางค์แรกออกเสียงเป็นเสียงสระ  “ออ”  จึงเสมือนกับคำนามเอกพจน์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ “A”  “E”  “I”  “O”  และ“U” เช่น  Ant, Egg, Idea, Orange, Uncleเป็นต้น  จึงต้องใช้  Article “An”  ขยายคำอื่นๆที่ใช้ในลักษณะเดียวกัน ได้แก่

-         an honor (ออ-เน่อะ) – เกียรติ

-         an honorable (ออ-เนอะ-เร-เบิ้ล) person – บุคคลที่มีเกียรติ

-         an hour (อาวร์) – ชั่วโมง

-         an honest (ออ-เนส) man– คนที่ซื่อสัตย์

-         an heir (แอร์) – ทายาท, ผู้สืบทอด, ผู้สืบมรดก

-         an heiress  (แอร์-ริส) – ทายาทหญิง

-         an unusual (อัน-ยูส-ชวล) name (ชื่อที่ไม่ธรรมดาหรือแปลก)

ในขณะเดียวกัน  คำนามเอกพจน์ที่แม้จะขึ้นต้นด้วยสระ “A”  “E”  “I”  “O”  และ   “U”  แต่มิได้ออกเสียงสระ “ออ” แต่ออกเสียงพยัญชนะ เช่น “ยอ”  ก็จะต้องใช้ “A”  ขยายเช่น

-         a unit (ยู-นิท)  –  หน่วย

-         a union (ยู้-เนียน)  –  สหภาพ

-         a European  (ยู-โร้-เพียน)  –  ชาวยุโรป

-         a unanimous (ยู-แน้น-นิ-เมิส) decision  –  คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์

-         a usual (ยู้-ชวล) meeting –  การประชุมหรือพบปะตามปกติหรือเป็นประจำ

-         a university (ยู-นิ-เว้อ-ซิ-ที่)  –  มหาวิทยาลัย

-         a eunuch (ยู้-นัค)  –  ขันที

-         a euphemism (ยู้-เฟ-มิ-ซึ่ม) – การใช้ถ้อยคำหรือภาษาที่สละสลวยเพื่อมิให้คนฟังขัดหู

-         a euphonious (ยู-โฟ้-เนียส) song–เพลงไพเราะรื่นหู

-         a euphonium (ยู-โฟ้-เนี่ยม)  – แตรทองเหลืองขนาดใหญ่

-         a euphony (ยู้-โฟ-นี่)  –  ความไพเราะที่เกิดจากเสียงที่ไม่ขัดหู

-         a eulogy (ยู้-โล-จี้)  –  คำสรรเสริญ, การยกย่องสรรเสริญ

-         a euphoria (ยู-ฟ้อร์-เรีย)  –  ความรู้สึกสบาย, ความเคลิบเคลิ้มเป็นสุข

-         a Eurasian (ยู-เร้-เซียน)  – ผู้ที่มีเลือดชาวยุโรปผสมเอเชีย

-         a urinalysis (ยัว-ริ-แน้ล-ลิ-ซิส)  –  การตรวจปัสสาวะ

-         a urologist (ยัว-ร้อล-ละ-จิสท)  –  นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับปัสสาวะ

-         a use(ยูซ)  –  การใช้, การใช้ประโยชน์, วิธีการใช้, ประโยชน์

-         a useful (ยูซ-ฟูล) tool –  เครื่องมือที่มีประโยชน์

-         a useless (ยูซ-ลิส) car  –  รถยนต์ที่ไม่มีประโยชน์หรือใช้การไม่ได้

-         a user (ยู้-เซ่อะ)  –  ผู้ใช้

-         a usurer (ยู้-เซอะ-เร่อะ)  –  ผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก

-         a utensil (ยู-เท้น-เซิ่ล)  –  เครื่องใช้ในครัว, เครื่องใช้, เครื่องมือ

-         a utilitarian (ยู-ทิล-ลิ-แท้-เรี่ยน)  –  ผู้ยึดถือลัทธิผลประโยชน์เป็นสำคัญ

-         a utility (ยู-ทิ้ล-ลิ-ที่)  –  ประโยชน์, ผลประโยชน์, การบริการสาธารณะ เช่น รถเมล์, รถราง, รถไฟ, โทรศัพท์, ไฟฟ้า, ประปา

8. He asked me ______________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ______________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if  (หรือไม่)

(e) weather  (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจากประโยค “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  Ifหรือ “Whether”(He asked me if (whether) I was hungry.)ซึ่งทั้ง ๒ คำมีความหมายเหมือนกัน คือ  “หรือไม่, หรือปล่าว”  กล่าวโดยสรุป  คือ ถ้าประโยค Direct speechซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ (Verb to be, to have, to do)  หรือ Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must) เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง Reporting speech” (He asked me) และ “Reported speech” (I washungry)  ด้วย  “If” หรือ “Whether”เสมอ ห้ามใช้ “That”ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  - Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

      - Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

      - Will you go to my party?  (คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

- Can you play the piano?  (คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                  ในกรณีที่ประโยค “Indirect speech” เป็นประโยคบอกเล่า ให้ใช้ “That” เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป) เช่น

-            I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

-            I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

    (She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                สำหรับในกรณีที่ ประโยค “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”  ให้เอา “Question word” นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย “ไม่ต้องใช้” “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…….to find that where it is hiding”

-         Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to

find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงานเพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ  –  ข้อ  (4)  แก้เป็น “it is” เนื่องจากอยู่ในรูป “Indirect speech” หรือ Reported speech”  คือ “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค Direct speech” (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speechที่ขึ้นต้นด้วย “are you going to find …….” จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยาwhere it is……..”ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้างล่าง

-         How old are you? (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

-         I want to know how old you are. (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

-         Where is she going? (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-         He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-         When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

- I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

9. _______________ by the tiger, he ran away.

(________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing (เห็น)

(b) To see

(c) Seen  (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง ๓ (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

ตัวอย่างที่ ๑

          - ______________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world.

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking  (ปรุง)

(c) Cooked  (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ  -   ข้อ  (c)  เนื่องจากประธานของประโยค คือ “snails”ซึ่งถูกปรุงในไวน์Cooked”  หรือ  “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓  (แสดง “Passive voice)

ตัวอย่างที่ ๒

_________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(____________________โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned  (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจากประธานประโยค คือ “I” เป็นผู้  “ถูกเตือน”  โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๓  (Past participle)  ซึ่งแสดงการ “ถูกกระทำ” (Passive voice)  นำหน้าประโยค   มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา  คือ  “ถูกเตือน”   (สำหรับข้อ A   ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having been warned” –  ได้ถูกเตือนแล้ว)   ดังตัวอย่างประโยคอื่นๆ  เช่น

- Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่า

เรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ “ballet” เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (Past participle)  สำหรับวลี Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน(ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”  ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้  (Passive voice)  ได้แก่

-         Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

-         Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.   (ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.   (ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

        ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)   ดังตัวอย่าง เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

Hopingto be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา “หวัง”)

                   สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง Active voice”)  เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

10. She looks much ______________ this morning.

(เธอมีท่าทาง __________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier  (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness  (ความสุข)

(e) happiest  (มีความสุขที่สุด)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree) เพียงแต่ไม่มี  “Than” ปรากฎให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต เช่น เมื่อวานนี้  หรือ  สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้ Veryแทน “Much” เพื่อขยาย  “Happy” ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น “อย่างมาก” ให้ใช้ “Muchและ “Far” เท่านั้นสำหรับความหมาย  “อย่างมาก”ห้ามใช้  “Very”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมข้างล่าง

-         The scenery looks ______________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ  –   ข้อ  (b) เนื่องจากการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามากฯลฯ สามารถใช้แทนคำว่า  “อย่างมากมาย” ได้ ๒ คำ  คือ “Much” และ “Far” ห้ามใช้  “Very  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “far more pleasant”  ก็ได้

                    ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก) “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)  “much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller”  (เล็กกว่ามาก)   “far thinner”  (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful” (สวยกว่ามาก)

11. My grandfather ______________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม _____________________ เดินทางมาก  เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to (เคย)  (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมข้างล่าง

-         He got used to ______________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ___________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment  (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing)  เพราะในที่นี้  “To” เป็นPreposition สำหรับ  Get used to” หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)  จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต หรือ ปัจจุบัน ก็ได้   ดังตัวอย่าง เช่น

         -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

         - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

         - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

         - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

         - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-         He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว) (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-         She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

12.  If the project ________________, we shall learn a great deal about the earth.

(ถ้าโครงการ_____________________ เราจะได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับโลก)

(a) has success

(b) is success

(c) is successful  (ประสบความสำเร็จ)

(d) success  (ความสำเร็จ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นประโยคเงื่อนไข   “If clause”แบบที่ ๑  ดูคำอธิบายจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         If you agree, I ______________ the car now.

(ถ้าคุณเห็นด้วย  ผม_____________________รถยนต์ตอนนี้เลย)

(a) take

(b) would take

(c) will take  (จะซื้อ หรือ เอา...(รถ).......ไป)

(d) have taken

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น “If clause” แบบที่ ๑  ความหมาย คือ  ถ้าข้อความใน If clause” (ประโยคย่อย)  เกิดขึ้นจริง  ข้อความในประโยคใหญ่  “Main clause” ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-          If you ________________ your application tomorrow, you will still be eligible for the job.

(ถ้าคุณ _______________ ใบสมัครของคุณวันพรุ่งนี้  คุณจะยังคงมีสิทธิ์สำหรับงานนี้อยู่)

(a) to submit

(b) submitted

(c) submit  (เสนอ, เสนอให้พิจารณา, ยอม, ยอมตาม, ยอมจำนน)

(d) submits

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”แบบที่ ๑  (If + subject + Verb 1, subject + will (shall) + V. 1)  คือ ผู้พูดมีความมั่นใจว่า  ถ้าเหตุการณ์ในประโยคย่อย  (If clause)  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย   และเนื่องจากประธานของประโยคย่อยคือ“you”กริยาsubmit”  จึงไม่ต้องเติม  “s

13. These books ________________ about space travel are very interesting.

   (หนังสือเหล่านี้ (ซึ่ง) _______________ เกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  น่าสนใจอย่างมาก)

(a) was written

(b) were written

(c) written  (ถูกเขียน)

(d) to be written

ตอบ  -  ข้อ (c)  เนื่องจากลดรูปมาจากประโยคย่อย  แบบ  “Adjective clause”  คือwhich” หรือ “that” were written about space travel”  (โดยตัด “which were” หรือ “that were” ทิ้งไปสำหรับข้อ  (b) ไม่สามารถใช้ได้  เนื่องจากประโยคในข้อ ๑๓ มีกริยาแท้อยู่แล้ว คือ “are” ดังนั้น  จะใช้กริยาแท้ซ้อนลงไปอีกไม่ได้  นอกจากจะมีคำเชื่อม  เช่น“And”  “Or”  “But” เป็นต้น   ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         Early philosophers believed that the mind was divided into three faculties_____________ as feeling, intellect and wisdom.

(นักปรัชญาในยุคก่อนๆเชื่อว่าจิตใจ (ของมนุษย์) ถูกแบ่งออกเป็นความสามารถที่จะทำอะไรได้ ๓ อย่าง _________________กันว่า (หรือในฐานะ) คือ ความรู้สึก (อารมณ์), สติปัญญา  และความเฉลียวฉลาด)

(a)    to know

(b) knowing

(c) known  (เป็นที่รู้จัก, ถูกรู้จัก)

(d) knew them

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (c)  เนื่องจากประโยคย่อย   “the mind was divided into three…..………………wisdom”  มีกริยาแท้คือ  “was divided”  ดังนั้นknown”ในข้อ  (c)  จึงเป็นกริยาแท้อีกไม่ได้  แต่เป็นได้เพียงกริยาไม่แท้  โดยลดรูปมาจากประโยคย่อยของประโยคย่อยอีกทีหนึ่ง  กล่าวคือ ลดรูปมาจากประโยคย่อย(faculties) which were known as……………wisdom”  ซึ่งอยู่ในรูปของPassive voice”  เนื่องจาก“faculties” เป็นผู้ถูกกระทำ  คือ   “ถูกรู้จักหรือเป็นที่รู้จัก”  ซึ่งประโยคย่อยนี้  ถูกลดรูปโดยการตัด  “which were”  ทิ้งไป  เหลือแต่known

14. Due to new developments, it was necessary to __________ the management team.  

(เนื่องมาจากการพัฒนาการใหม่ๆ  มันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะ _____________   คณะผู้บริหาร)

(a) reorganize  (จัดระเบียบใหม่, ปฏิรูป, ปรับปรุง)

(b) reassure  (ทำให้มั่นใจใหม่, ทำให้วางใจใหม่, รับรองใหม่, ประกันใหม่)

(c) require  (ต้องการ, ปรารถนา, ขอร้อง, เรียกร้อง)

(d) relocate  (ย้ายที่ใหม่, หาที่ใหม่, กำหนดตำแหน่งใหม่)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (a)  เพราะได้ใจความดีที่สุด

15. His reputation has been spoilt; people have no longer a very high opinion _______________ him.  

(ชื่อเสียงของเขาได้ถูกทำให้เสื่อมเสีย    ผู้คนมิได้มีทัศนะ-ความคิดเห็นที่สูงส่งอย่างมาก_______________ ตัวเขาอีกต่อไป)

 

(a) for

(b) in

(c) to

(d) of  (ต่อ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Have a high opinion of” =  “มีทัศนะ-ความคิดเห็นที่สูงส่งกับ, ยกย่องอย่างสูงต่อ

16. The older he grows, _______________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ______________________ )

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher  (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish  (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d) ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

            - Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.   (บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ  –  ข้อ  (3)  แก้เป็น  “worse”  (มาจาก  “bad  worse  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)  เนื่องจากมาจากรูป  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + adjective (ขั้นกว่า)  + subject + verb, the + adjective (ขั้นกว่า) + subject + verb)  เช่น

      - The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

      - The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

      - The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

      - The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

      - The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

      - The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

-         The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

-        The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

-         The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

-         The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 17. The professor sometimes makes remarks that are not _______________ the topic. 

(ท่านอาจารย์บางครั้งก็กล่าวคำพูดซึ่งไม่ _________________ กับหัวเรื่อง)

(a)    relevant with

(b)   relevant for

(c)   relevant to  (เข้าเรื่องกันกับ, สัมพันธ์กันกับ, ตรงประเด็นกันกับ)

(d)   relevant on

18. Does Betty object to ______________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ _______________ สำหรับเธอทุกๆคืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆคืน  ใช่หรือปล่าว)

(a) your waiting  (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจาก “To”  ใน  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น  Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย  ดังนั้น  จึงสามารถใช้  “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป เช่น  “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking” เป็นต้น 

                  กล่าวโดยสรุป  คือ  “Gerund” (Verb + ing) อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

             - His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

            - We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

            - Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

            - It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

            - The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

            - I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

            - You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

19. “We can’t go out now.  It’s raining.”

(เราไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ในตอนนี้  ฝนกำลังตก)

      “I wish the rain _______________ soon.”

(ผมปรารถนาว่าฝน _______________________ ในไม่ช้า)

(a)    stops

(b)   will stop

(c)    to stop

(d) would stop  (จะหยุดตก)

ตอบ  -  ข้อ (d)  ดูคำอธิบายการใช้กริยา “Wishจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

ตัวอย่างที่ ๑

-         I wish I _____________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt  (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน) 

ตัวอย่างที่ ๒

-         I wish today ______________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were  (เป็น)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนา  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา) จะต้องใช้รูป  “Subject + wish + that + subject + verb) แต่  that” มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   Past subjunctive”)   โดยมีหลัก  คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ Were”  กับประธานทุกตัว)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้ – แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ – แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)   ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-         I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish” ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็น Would”“Should”  “Could”  “Might” ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า  –  แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง  “Wish + to + verb 1” ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun” มีความหมาย คือ ขออวยพรให้” เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

20. They were careful to seat the important guests ______________ the host so he could talk to them easily. 

(พวกเขามีความรอบคอบที่จัดที่นั่งให้แขกคนสำคัญ ______________ กับเจ้าภาพ  เพื่อที่ว่าเขา (เจ้าภาพ) จะได้สามารถสนทนากับแขกคนสำคัญได้อย่างง่าย – สะดวก)

(a) near to

(b) near  (ใกล้, ใกล้เคียง)

(c) next  (ถัดไปจาก, ติดกัน, ใกล้กับ)

(d) nearly  (เกือบจะ, จวนจะ)

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจาก “Near”  ไม่ต้องตามด้วย “To”  ส่วน “Next” ต้องตามด้วย “To” เสมอ  (ในความหมาย “ถัดไปจาก หรือ ติดกันกับ”)  ส่วน  “Nearly”  ใช้ดังนี้  คือ

-         She has been sitting here for nearly an hour.

(เธอนั่งอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมงหนึ่งแล้ว)

-         He was nearly as tall as his sister was.

(เขาสูงเกือบจะเท่ากับพี่สาวของเขา)

-         It was nearly dark.

(มันจวนจะค่ำแล้ว)

-         I think about it nearly all the time.

(ผมคิดเกี่ยวกับมันเกือบจะตลอดเวลา)