หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 42)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. The food is _____________ that I can’t eat it.

(อาหาร ____________________ จนกระทั่งผมไม่สามารถกินมัน)

(a) very hot

(b) too hot  (ร้อนเกินไป)

(c) so hot  (ร้อนมาก)

(d) hot enough  (ร้อนพอ)

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากต้องใช้ตามโครงสร้าง  “Subject + is + so + Adj. + that + subject +Verb”  จงเปรียบเทียบกับประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         It was ________________ that we decided to buy it.

(มันเป็น ______________________ จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

(a) a such beautiful house

(b) such a beautiful house (บ้านที่สวยงามมาก)

(c) so beautiful house

(d) so a beautiful house

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างข้างล่าง

         - It is (was) + such + a + adjective+ noun (เอกพจน์นับได้)  + that ……..

(It is (was) such a small car that we can’t get into it.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

        - It is (was) + so + adjective + a + noun (เอกพจน์นับได้) + that……….

(It is (was) so small a car that we can’t get into it.)

-  Noun (เอกพจน์นับได้)  + is (was) + so + adjective + that ………..

(The car is (was) so small that we can’t get into it.)

-  They are (were) + such + adjective + noun (พหูพจน์) + that…….

(They are (were) such small cars that we can’t get into them.)

-  Noun (พหูพจน์)  are (were) + so + adjective + that …………

(The cars are so small that we can’t get into them.)

         สรุป  -  ดังนั้น จึงสามารถใช้ได้หลายรูปแบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ

-         It was such a beautiful house that we decided to buy it.

-         It was so beautiful a house that we decided to buy it.

-         The house was so beautiful that we decided to buy it.

(บ้านหลังนั้นสวยงามมาก  จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

-         It is such a small car that we can’t get into it.

-         It is so small a car that we can’t get into it.

-         The car is so small that we can’t get into it.

(รถคันนั้นเล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

(ทั้ง ๓ ประโยคข้างบน หมายถึง “มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้”)  แต่ในกรณีเป็นรูปพหูพจน์  จะสามารถใช้เพียง ๒ แบบเท่านั้น คือ

-         They are such small cars that we can’t get into them.

-         The cars are so small that we can’t get into them.

(ไม่สามารถใช้   They are so small cars that we can’t get into them.)

 2. Please, doctor, come and see my friend !  He is badly ______.

 (ได้โปรดเถิด คุณหมอ  ช่วยมาดูเพื่อนผมหน่อย  เขาได้รับ _______ สาหัส)

(a) to hurt  (ทำให้บาดเจ็บ)

(b) hurting

(c) hurted

(d) hurt  (บาดเจ็บ)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Passive voice”   เพราะว่า “เขาถูกทำให้ (หรือ ได้รับ) บาดเจ็บสาหัส”  สำหรับกริยา ๓ ช่องของ “Hurt”  คือ “Hurt  Hurt  Hurt”  ส่วนข้อ (c)   ไม่มีใช้

3. This train is not fast enough ______________ an express train.

(รถไฟคันนี้ไม่เร็วพอ _____________________ รถไฟด่วน)

(a) to be calling

(b) for calling

(c) to be called  (ที่จะถูกเรียกว่า)

(d) that can be called

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Subject + is (are) + (not) + adjective + enough + to + verb 1” (ในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้กระทำ – Active voice)  สำหรับในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ (Passive voice)  จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างเป็น  “…………+ enough + to + be + verb 3” เช่น

       - He is kind enough to love all of his colleagues. (Active voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะรักเพื่อนร่วมงานทุกคน)  (เขาเป็นผู้รัก – คือ ผู้กระทำ)

      - He is kind enough to be loved by all of his colleagues. (Passive voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะได้รับความรัก (ถูกรัก) จากเพื่อนทุกคน)  (เขาเป็นผู้ถูกรัก – คือ ถูกกระทำ)

            ตัวอย่างอื่นๆ ในรูป “Passive voice”  เช่น

         - She is clever enough to be awarded a scholarship.

(เธอฉลาดพอที่จะได้รับมอบทุนเล่าเรียน)

      - They were careless enough to be killed in an accident.

(พวกเขาประมาทพอที่จะตายในอุบัติเหตุ)

      -  We worked hard enough to be appreciated by our boss.

(เราทำงานหนัก – หรือขยัน – พอที่จะได้รับการยกย่องชื่นชมจากหัวหน้าของเรา)

4. He told one of the men _____________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ __________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit  (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจาก  “Subject + tell + กรรม  + to + verb 1” กล่าวคือ

กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง (บุคคลหรือสิ่งของ) ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป  infinitive with to”  เสมอ  ได้แก่  “cause  force  compel  invite  advise  instruct  persuade  allow  permit  encourage  press  warn  order  request  tempt  teach  tell  oblige”  ตัวอย่างประโยค เช่น

-         We ordered him to leave

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-         She forced her servant to finish the work by noon.

 (เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-         They invited her to go to their party. 

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-         The teacher instructed him to study hard.

 (ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-         I told him to play outside. 

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-         She taught him (how) to cook.

 (หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-         We encouraged her to fight against cancer.

 (พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-         The flood caused the train to move slowly. 

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-         She requested him to buy her a new dress.

 (เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-         The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

5. What would you have me _____________?

(คุณจะให้ผม ____________________ อะไรครับ)

(a) mend

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + have + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

              สำหรับการใช้โครงสร้าง “Causative use” ในแบบ “Active voice” คือSubject + have + someone + do (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something” หรือ (= Subject + get +  someone + to do (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี “To” นำหน้า) + something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

1. Subject + have + someone + do + something (กรรมของ  verb do”)

2. Subject + get + someone + to do + something (กรรมของ verb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

            ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน ถือว่าอยู่ในรูปของ “Active voice” เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                    อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการใช้ในรูป “Passive voice” คือ {Subject + have (get)   + something + done + (by someone)}   {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้  ทั้ง “Have และ “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

       - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

     - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

     - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

6. I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่า  ผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what (สิ่งที่)

(b) whatever  (อะไรก็ตาม)

(c) that  (ที่, ซึ่ง)

(d) which  (ที่, ซึ่ง)

(e) whom (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจาก “what I really want” เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “Complement”  (สิ่งที่มำช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be (Is)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมหน้าที่ของ “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

-         Tell me ________________.

(บอกผมซิว่า _______________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want  (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ  –  ข้อ (c) เนื่องจากเป็น “Noun clause” ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยาTell” ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี That” อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ “Noun clause” คือ  Question word + subject + verb”  (เรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

๑.     เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค เช่น

      - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

      - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

       - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

       - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

       - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

       - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

๒.  เป็นกรรมของ “Verb” หรือประโยค เช่น

       - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

       - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

       - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

       - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

       - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

       - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

       - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

๓.  เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

- She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

      - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

      - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

      - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

 ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์ (Adjective) ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

      - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

      - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

      - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

      - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

๕.  ใช้แทนคำนาม (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

             - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

              (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑ เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor

ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun

clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้นthat (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

      - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันมิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause)

      - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people.  (ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause)

หมายเหตุ  –  จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้ “that” นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น “Adjective clause”  จะใช้ “that” หรือ “which” ก็ได้  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของประโยคอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

-      The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย “The book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของ

Clause

        -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น Adjective clause” ขยาย “The book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ Clause”  ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

7. You can learn _____________ the word from the dictionary.

(คุณสามารถเรียนรู้ ____________________ คำจากพจนานุกรม)

(a) pronunciation   (การออกเสียง, วิธีการออกเสียง)

(b) pronouncing

(c) to pronounce  (ที่จะออกเสียง)

(d) pronounce

ตอบ  -  ข้อ (c)  เนื่องจาก  “Learn + to + Verb 1ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

-    I’ll try _______________ my best.

(ผมจะพยายาม ___________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do (ทำ)

ตอบ  –  ข้อ  (d) “Do one’s best” = “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา “Try” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยInfinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่   “promise (สัญญา),  offer (เสนอ),   want (ต้องการ),   hope (หวัง),   plan (วางแผน),   hesitate (รีรอ, ลังเลใจ),   fail (ล้มเหลว),   learn (เรียนรู้),   expect (คาดหวัง),   refuse (ปฏิเสธ), need (ต้องการ),  dare (กล้า),  claim (อ้าง),   agree (ตกลง),  demand (เรียกร้อง),   wish (ปรารถนา),   intend (ตั้งใจ),  seem (ดูเหมือนว่า),  resolve (ตกลงใจ),  determine (ตัดสินใจ),  decide (ตัดสินใจ),  pretend (แสร้งทำ), afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้),  happen (บังเอิญ),  appear (ดูเหมือนว่า), prove (พิสูจน์ว่า),   ask (ขอร้อง),  beg (ขอร้อง),  choose (เลือก),  manage (ประสบความสำเร็จ),   hurry (เร่งรีบ),   tend (มักจะชอบ),   arrange (จัดแจง, เตรียมการ),   care (สนใจ),  come (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

-         She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

-         He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

-         We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

-         He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

-         We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

-         She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

-         She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

-         They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

-         We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

-         He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

-         They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

-         The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

-         They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

-         Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

8. How old must one _____________ in an election?

(คนเราจะต้องอายุเท่าใด ___________________ ในการเลือกตั้ง)

(a) to vote

(b) to be voted

(c) to be to vote

(d) be to vote  (ที่จะลงคะแนนเสียง)

ตอบ  -  ข้อ  (d) เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า  “One must be 20 years old to vote in an election.” (คนเราจะต้องอายุ ๒๐ ปี ถึงจะลงคะแนนในการเลือกตั้งได้)  และ “Must” ต้องตามด้วย “Infinitive without to” (Verb 1) ดังนั้น  จึงต้องใช้ “One must be 20 years………….” จะใช้ “Must is, Must areไม่ได้  และเมื่อเป็นประโยคคำถาม จึงต้องใช้ว่า  “How old must one be to vote…………..?” (คนเราจะต้องอายุเท่าใด  จึงจะลงคะแนน...............)

9. When the burglar ran down the stairs, Miss Emmy threw a chair ________ him and knocked him down.

(เมื่อเจ้าหัวขโมยวิ่งลงบันไดไป  มิสเอ็มมี่ได้ขว้างเก้าอี้ ______ เขา  และทำให้เขาล้มลง)

(a)   to

(b)  on

(c) at  (ไปที่)

(d) against

10. His son was given a watch for his birthday, and his daughter a necklace for __________. 

(ลูกชายของเขาได้รับนาฬิกาสำหรับวันเกิดของตน  และลูกสาวได้สร้อยคอสำหรับ (วันเกิด) ______________ )

(a) him

(b) her

(c) hers  (ของเธอ)

(d) his

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Possessive pronoun” (His, Hers, Its, mine, yours, ours, theirs)   จึงสามารถอยู่ลอยๆคำเดียวได้  ไม่ต้องมีคำนามตามหลัง  ซึ่งมีค่าเท่ากับ “Her birthday ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

        - My house is small but yours (= your house) is big.

(บ้านของผมหลังเล็ก  แต่ของคุณหลังใหญ่)

       - His dog is ferocious while hers (= her dog) is tame and lovely.

(หมาของเขาดุร้าย  ในขณะที่ของเธอเชื่องและน่ารัก)

11. The number of _____________ one has depends upon one’s kindness. 

(จำนวนของ ___________ ที่คนเรามี  ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณา-ใจดีของเขา)

(a) friend

(b) friends  (เพื่อน)

(c) friendly  (เป็นมิตร)

(d) friendship  (มิตรภาพ)

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจาก “The number of + noun (นับได้ พหูพจน์)   หมายถึง “จำนวนของ.........”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวมทั้งหมด)  ต้องใช้กับกริยาที่เป็นเอกพจน์ด้วย (Is, Has, Depends)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

-       The number of people who ask questions at the end of the lecture _______________ always quite astonishing.

-      (จำนวนของผู้คนที่ถามคำถามเมื่อตอนเสร็จสิ้นการบรรยาย  _______ น่าประหลาดใจทีเดียว  –  คือมีผู้ถามคำถามมากมายจนนึกไม่ถึง)

(a) be

(b) is

(c) are

(d) were

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ (b) เนื่องจาก   “The number of”  แม้จะตามด้วยคำนามที่เป็นพหูพจน์  (Plural)  แต่ต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Singular)  ซึ่งในที่นี้คือ  is” เพราะหมายถึง  “จำนวน”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

-         The number of boys is twenty. 

(จำนวนเด็กผู้ชายคือ ๒๐ คน)

-         The number of people who came to the motor show was quite impressive. 

(จำนวนคนที่มางานมอเตอร์โชว์น่าประทับใจมาก – คือมากันเยอะแยะ)

                สำหรับ “A number of”  (จำนวนมาก)  ต้องตามด้วยคำนามพหูพจน์  และ ถือเป็นพหูพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาพหูพจน์  ดังตัวอย่าง

            - A number of students are in the classroom.

(นักเรียนจำนวนมากอยู่ในห้องเรียน)

        - A number of tourists have visited Thailand over the past few years.  (นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้มาเยือนประเทศไทยในช่วง ๒ – ๓ ปีที่ผ่านมา)

         - A number of women have become executives in both the government and the private sector.

(ผู้หญิงจำนวนมากได้เป็นผู้บริหารทั้งในภาครัฐและเอกชน)

12. He always tries to avoid ______________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ___________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work  (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจาก “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม “S”  ได้ (ตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์  (ตัดข้อ (d)  ทิ้ง)  สำหรับ ข้อ (a) สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard” เนื่องจากหลัง “Avoid”  ต้องใช้รูป Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมการใช้ “Work hard” (ทำงานหนัก)  และ “Hardly work” (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

-Those people are working very ________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน _____________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ  –  ข้อ (b) เนื่องจาก “Hard” เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา are working” จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น “hardly”  (หรือ อาจตอบข้อ (d) แต่ต้องแก้เป็น “successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)  สำหรับ “Hardly” เป็น Adverb of frequency” (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)  หมายถึง “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely” ดังตัวอย่าง

      - He hardly works.

   (เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

      - She is hardly patient.

     (เธอไม่ใคร่จะอดทน)

      - They had hardly finished their work when it began to rain.

     (พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                  สำหรับการวางตำแหน่งของ “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค มีดังนี้ คือ

๑.     วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

-         They always come late.(พวกเขามาสายเสมอ)

-         She usually goes shopping.(เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

-         He seldom drives to work.(เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

๒.   วางไว้หลัง “verb to be” เช่น

-         He is often late for class.(เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

-         They are always busy with their work.(พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

-         She is never contented with her life.(เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

๓.    ถ้ามีคำกริยา ๒ ตัวในประโยค ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น เช่น

-         They have always had lunch there.(พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

-         She will never love him.(เธอจะไม่มีวันรักเขา)

-         You should never come to class late.(คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

-         He is always asking me.(เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

-         We have never traveled to New York.(เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

๔.    สำหรับ “never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น “never,  hardly,  seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only (ไม่เพียงแต่),  not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + subject + verb (แท้)เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

13. I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ______________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ (หรือ “ตั้งตารอ”) ___________ คุณทั้ง ๒ คน  -  หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing  (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ  -  ข้อ (b)  เนื่องจาก “To” ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่

 Look forward to” (ตั้งตารอคอย), “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย), Devote…..to” (อุทิศ..............ให้กับ), “Dedicate………to” (อุทิศ............ให้กับ), “Apply……to” (ประยุกต์.............เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง  

          - She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

       - We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow. 

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

       - He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

       - They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work.  (พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

14. She spoke slowly and emphatically in order to ______________.

(เธอพูดอย่างช้าๆ และเน้นย้ำ  เพื่อที่จะ ___________ )

(a) make herself clearly

(b) making herself clear

(c) be made herself clear

(d) make herself clear  (ทำให้ตัวเธอเองเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน)  (ไม่มีผู้ใดข้องใจหรือสงสัยในตัวเธอ)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “Make +  กรรม + Adjective หรือ “Make +  กรรม + Verb 1” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         News services make _________ for newspapers to give their readers news from around the world. 

(การบริการข่าวสารทำให้___________   สำหรับหนังสือพิมพ์ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) possible  (เป็นไปได้)

     (b) it possible  (มันเป็นไปได้)

     (c) it is possible

(d)  possible that

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (b) เพราะเป็น  “Pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย คือ (Make + กรรม + adj.)  เช่น   “Make it difficult”  “Make it impossible”  “Make it necessary”“Make it popular”  “Make you skillful”  “Make her happy”  “Make them famous”  ซึ่งมีความหมายคือ  “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง (ตามลำดับ)

15. “Have you ever been to Hua-Hin?”

(คุณเคยไปหัวหินหรือเปล่า)

“Yes, I ___________________  there during last week.”

(เคยครับ  ผม ___________________ ที่นั่นในระหว่างสัปดาห์ที่แล้ว)

(a)   have been  (เคยไป)

(b)  have ever been  (เคยไป – แต่ในประโยคบอกเล่าไม่นิยมใช้  )

(c)  was  (อยู่ที่)

(d)  had been

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจาก “สัปดาห์ที่แล้ว”  เป็นอดีต  จึงต้องใช้  “Was

16. “How _____________ will that clock go without winding?”

(_____________________  เท่าใด  ที่นาฬิกาเรือนนั้นจะเดินโดยไม่ต้องไขลาน)

“Just twenty-four hours.  I have to wind it daily.”

“เพียง ๒๔ ชั่วโมงเท่านั้น  ผมจำเป็นต้องไขลานมันทุกวัน”

(a)         soon  (เร็ว)  (ใช้กับเวลา ช้า-เร็ว)

(b)        often  (บ่อย)

(c)         good  (ดี)

(d)     long  (นาน)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากถามถึง “ความยาวนานของเวลา”  ที่นาฬิกาเดินไปได้โดยไม่ต้องไขลาน

17. The houses here are a little less modern than ____________ in the city.

 (บ้านที่นี่มีความทันสมัยน้อยกว่านิดหน่อย  (เทียบกับ) _____________   ในเมือง)

(a) that

(b) those  (บ้าน)

(c) ones

(d) there are

ตอบ  -  ข้อ (b)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         The air of the hills is cooler than __________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _______________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ  –  ข้อ (c) เนื่องจาก “Air” เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงต้องแทนด้วย “That” และตามด้วย “of the plains” เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้ “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ (d) เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง “อากาศ” และ “ที่ราบ”  มิใช่ “อากาศของเนินเขา” และ “อากาศของที่ราบ” ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

           - The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ) (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้ one แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

        - The students in this class are more hard-working than those in that class. (นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้ those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

          - The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  that  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

18. House owners pay a tax ______________ their property.

(เจ้าของบ้านจ่ายภาษี ___________________ ทรัพย์สินของตน)

(a) on  (เพื่อ)

(b) for

(c) to

(d) from

ตอบ  -  ข้อ (a)  เนื่องจาก “Pay a tax + on +   ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี

19. Always ______________ honest in whatever you do.

(____________  ซื่อสัตย์อยู่เสมอในสิ่งใดก็ตามที่คุณทำ)

(a) are

(b) being

(c) be  (จง)

(d) to be

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         _______________  patient, and you will succeed.

(____________________  อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบ  –  ข้อ (b) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย Infinitive without to” (Verb 1) แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์ เช่น  Patient” (อดทน)  “Careful” (ระมัดระวัง)  “Hopeful”  (มีความหวัง)  จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be” สำหรับตัวอย่างประโยคคำสั่ง-ขอร้อง อื่นๆ  เช่น

-                  If you need any help filling out the forms, _________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้_____________   ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a)   to ask

(b)   asking

(c)   asks

(d)  ask (ถาม)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ (d)  เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง (ในที่นี้ คือ ask somebody at the front desk”)  ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “You”  อยู่หน้าประโยค คือ อยู่หน้า  “Ask” (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)   จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-        Buy me a newspaper. (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

-        Go out. (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

-        Open the window, please. (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

-        (Please) come into the room. (โปรดเข้ามาในห้อง)

ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “Be” เสมอ เช่น

-        Be careful. (จงระวัง)

-        Be patient. (อดทนหน่อยนะ)

-        Be thoughtful to other people. (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

            อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำก็ยังถือเสมือนว่ามี  “You” เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น จึงต้องขึ้นต้น  “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ” ด้วย “Don’t”  เสมอ เช่น

-        Don’t make a loud noise. (จงอย่าทำเสียงดัง)

-        Don’t get up late. (อย่าตื่นสายนะ)

-        Don’t bother me while I’m working. (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

        ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “Don’t be” เสมอ  เช่น

-        Don’t be late for class.  (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

-        Don’t be careless while walking across the street.  (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

-        Don’t be too serious with your work.  (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

20. I remember that restaurant; we stopped there ________ on our way to Korat.

 (ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น _______ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating  (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat  (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร (Stop to eat)  โดยมีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + verb 1) และGerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา “Remember, Forget, Try Stop” แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

     (เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด  (กิน, เล่น, พูดคุย ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)