หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 41)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. ______________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world.

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในส่วนต่างๆของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking

(c) Cooked(ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากประธานของประโยค คือ “snails”ซึ่งถูกปรุงในไวน์ Cooked” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (แสดง “Passive voice)

(ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง)

_________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(____________________โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบข้อ (b) เนื่องจากประธานประโยค คือ “I” เป็นผู้ “ถูกเตือน” โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า  จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๓ (Past participle)ซึ่งแสดงการ “ถูกกระทำ” (Passive voice) นำหน้าประโยค  มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา คือ “ถูกเตือน”ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

-         Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)เนื่องจากประธานของประโยค คือ “ballet” เป็นสิ่งที่ “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (Past participle)  สำหรับวลี “Loved throughout the Western world” เป็นข้อความที่ขยายประธาน (ballet)โดยทำหน้าที่เป็น “Adjective phrase” ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้ (Passive voice)  ได้แก่

-         Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

-         Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle) ดังตัวอย่าง เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

Hopingto be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา“หวัง”)

                  สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง Active voice”) เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

2. I don’t want to be _____________ you are.

(ผมไม่ต้องการที่จะ ___________________ คุณอ้วน)

(a) fat as

(b) so fat that

(c) quite fat as

(d) so fat as  (อ้วนเหมือนกับที่, อ้วนเท่ากับที่)

ตอบ  -  ข้อ(d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         I want to be _______________ you are.

(ผมต้องการ ______________________ ที่คุณสูง)

(a) quite so tall as

(b) so tall that

(c) so tall as

(d) as tall as  (สูงเท่ากับ, สูงเท่ากัน)

ตอบ  –  ข้อ  (d)เนื่องจาก “As…………..as” (........เหมือนกันกับ, ...........เท่ากันกับ) ใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ  ส่วน “So…………as” (......... เหมือนกันกับ, ............ เท่ากันกับ)  ใช้ในประโยคปฏิเสธพียงอย่างเดียว (ห้ามใช้ในประโยคบอกเล่า)เช่น

     - He is as clever as his brother.

(เขาฉลาดเท่าๆกับพี่ชาย)  (บอกเล่า) (ต้องใช้ “as…………as” อย่างเดียวเท่านั้น)

     - She is not as beautiful as her sister.

(เธอไม่สวยเท่ากับน้องสาว)  (ปฏิเสธ)  (ใช้ “as………..as” ก็ได้)

     - Jim was not as (so) hard-working as his colleagues.

(จิมไม่ขยันเท่าๆกับเพื่อนร่วมงาน)  (ปฏิเสธ)  (ใช้ “as……….as” หรือ “so………..as” ก็ได้)

***** (ห้ามใช้)We are so diligent as our neighbors. (บอกเล่า)

(เราเพียรพยายามเท่าๆกับเพื่อนบ้านของเรา)  (ใช้ “so…………..as”  ไม่ได้  เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)

  ******   (ต้องใช้)  They are as economical as we are. (บอกเล่า)

       (พวกเขาประหยัดเท่าๆกับพวกเรา)  (ต้องใช้ “as…………..as” เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)

3. I will tell her as soon as she ______________.

(ผมจะบอกเธอในทันทีที่เธอ ______________________ )

(a) is returning

(b) returned

(c) returns(กลับมา)

(d) will return

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากในประโยคใหญ่ (I will tell her)  เป็น“Present future tense”  ในอนุประโยค(as soon as she returns)  จึงเป็น“Present simple tense (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง)

-         When Mr. Woods gets here, we _________ the meeting.

(เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึงที่นี่  เรา __________________ การประชุม)

(a) start

(b) will start (จะเริ่มต้น)

(c) have started (ได้เริ่มต้นแล้ว)

(d) are starting (กำลังเริ่มต้น)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ (b) เพราะเป็นเรื่องอนาคตคือ  “เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึง  พวกเราจึงจะเริ่มประชุมเป็นการใช้รูป  “Present simple tense” (When Mr. Woods gets here)  ซึ่งเป็นอนุประโยคคู่กับ  “Future simple tense” (we will start the meeting)  ซึ่งเป็นประโยคใหญ่ตัวอย่างประโยคแบบนี้ ได้แก่

-         Whenhe has enough money, he will buy a new car.

(เมื่อเขามีเงินพอ  เขาจะซื้อรถคันใหม่)

-         Whenyou finish your work, we will go out for dinner.

(เมื่อคุณทำงานเสร็จ  เราจะออกไปกินอาหารเย็นกัน)

-         She will leave the room beforewe finish the meeting.

(เธอจะออกจากห้องก่อนเราประชุมเสร็จ)

-         We will start our work afterwe discuss with our boss.

(เราจะลงมือทำงานหลังจากเราปรึกษากับหัวหน้าของเรา)

-         We will begin our journey as soon as my sister arrives.

(เราจะเริ่มออกเดินทางในทันทีที่น้องสาวของผมมาถึง)

สรุป – ใช้ “Future simple tense” ในประโยคใหญ่ (Main clause) และใช้ “Present simple tense” ในประโยคย่อย (Subordinate clause)

ดูเพิ่มเติมการใช้  “As soon as, Before, After, When” จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-        He will call you as soon as he ____________________ .

-        (เขาจะโทรฯหาคุณในทันทีที่เขา______________________).

(a) arrive

(b) arrives  (มาถึง)

(c) arrived

(d) will arrive

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (b) เนื่องจากประโยคนี้มีประโยคใหญ่  (Main clause) “He will call you”)  เป็น“Future tense”ดังนั้นประโยคย่อย  (Subordinate clause) “as soon as he arrives  จึงต้องอยู่ในรูป “Present simple tenseนอกจากนั้น  หลังคำ “As soon as”  “Before”  “After”  “When” ไม่นิยมใช้ประโยคเป็นรูป “Future tense”แต่ใช้เพียง “Simple tense”เท่านั้น  ส่วนจะเป็น  “Present simple”หรือ  “Past simple”  ให้ดูที่กริยาในประโยคใหญ่  (Main clause) เป็นหลัก เช่น

-         He will call you as soon as he arrives.

(เขาจะโทรมาหาคุณทันทีที่เขามาถึง)

-         He would call you as soon as he arrived.

-         I will take a walk before I go to work.

(ผมจะเดินออกกำลังก่อนไปทำงาน)

-         I would take a walk before I went to work.

-         She will come to see me after she finishes her work.

(เธอจะมาเยี่ยมผมหลังจากเธอทำงานเสร็จ)

-         She would come to see me after she finished her work.

-         They will go swimming when they have time.

(พวกเขาจะไปว่ายน้ำเมื่อพวกเขามีเวลา)

-         They would go swimming when they had time.

4. _____________ not be late, or else you’ll be punished.

(________________________ อย่าล่าช้า มิฉะนั้นคุณจะถูกลงโทษ)

(a) Are

(b) Be

(c) Must

(d) Do  (จง)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง  (เริ่มจากประโยคสั่งหรือขอร้องให้ทำ  ไปจนถึงสั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ – โดยที่ประโยคนั้นๆ  ขึ้นต้นด้วยคำกริยาทั่วๆไป  (Verb)  และขึ้นต้นด้วยคำคุณศัพท์- Adjective)

-         _______________ patient, and you will succeed.

(____________________  อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be  (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบ  –  ข้อ (b) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย Infinitive without to” (Verb 1) แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์ เช่นpatient” (อดทน)  “careful” (ระมัดระวัง)  จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วยBe” สำหรับตัวอย่างประโยคคำสั่ง-ขอร้อง อื่นๆ  เช่น

- If you need any help filling out the forms, _________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้ _____________   ผู้ที่(นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a)  to ask

(b)  asking

(c)  asks

(d) ask  (ถาม)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ (d)เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  (ในที่นี้ คือask somebody at the front desk”)  ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “you”อยู่หน้าประโยค คือ อยู่หน้า “ask” (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี“to” (Infinitive without to)  ขึ้นต้นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง ดังตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-        Buy me a newspaper. (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

-        Go out. (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

-        Open the window, please. (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

-        (Please) come into the room. (โปรดเข้ามาในห้อง)

ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”เสมอ เช่น

-        Be careful(จงระวัง)

-        Be patient.  (อดทนหน่อยนะ)

-        Be thoughtful to other people.  (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ก็ยังถือเสมือนว่ามีyou”เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้นจึงต้องขึ้นต้น “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ” ด้วย  “Don’t”(เหมือนกับอยู่หลัง “You”)  เสมอ เช่น

-        Don’t make a loud noise.  (จงอย่าทำเสียงดัง)

-        Don’t get up late.  (อย่าตื่นสายนะ)

-        Don’t bother me while I’m working. (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

           ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Don’t be”เสมอเช่น

-        Don’t be late for class.  (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

-        Don’t be careless while walking across the street.  (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

-        Don’t be too serious with your work.  (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

5. I wish I _____________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt  (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  ดูคำอธิบายการใช้ “Wish” จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         I wish today ______________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were (เป็น)

ตอบ  –  ข้อ (d) เนื่องจากเมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนา “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”(คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา) จะต้องใช้รูป “Subject + wish + that + subject + verb) แต่  that” มักจะละไว้เสมอ (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้ – แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ – แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต(ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-         I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish” ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็น Would”“Should”  “Could”  “Might”ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า  –  แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง  “Wish + to + verb 1” ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun” มีความหมาย คือ “ขออวยพรให้” เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

6. It ____________ when I went outside at nine o’clock.

(______________________เมื่อผมออกไปข้างนอกตอน ๙ โมง)

(a) rained

(b) had rained

(c) was raining  (ฝนกำลังตก)

(d) has rained

ตอบ  -  ข้อ (c) ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         We ___________________ in the elevator when the electricity went out, and we were stuck there for almost an hour.

(เรา __________  ในลิฟต์เมื่อไฟฟ้าดับ  และเราติดอยู่ที่นั่น (ในลิฟต์) เป็นเวลาเกือบ ๑ ชั่วโมง)

(a) rode

(b) were riding  (กำลังโดยสาร)

     (c) ridden

(d)  had ridden

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ (b)เนื่องจากเป็นการใช้  “Past continuous tense” (were riding) ควบคู่กับ “Past simple tense” (went out) กล่าวคือมี ๒ เหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต  โดยเหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่  (และเกิดขึ้นก่อน)  ให้ใช้“Pastcontinuous”  (Subject + was (were) + Verb +ing)  ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดแทรกเข้ามาทีหลัง  ให้ใช้  “Past simple”(Subject + Vช่องที่2)ตัวอย่างประโยค เช่น

-         My children were sleepingwhen I arrived home.

(ลูกๆของผมกำลังหลับเมื่อผมมาถึงบ้าน)

-         She was cookingwhen it rained.

(เธอกำลังปรุงอาหารเมื่อตอนฝนตก)

-         When he came in, we were watching TV.

(เมื่อเขาโผล่เข้ามา  พวกเรากำลังดูทีวีกันอยู่)

7. He is twenty and _____________ to work.

(เขาอายุ ๒๐ ปี  และ _____________________ ที่จะทำงาน)

(a)  too old  (อายุมากเกินไป, แก่เกินไป)

(b) so young  (เด็กมาก, หนุ่ม/สาวมาก)

(c) old enough  (อายุมากพอ)

(d) enough young

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  และ “Enough” เมื่อเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ต้องวางไว้หลังคำคุณศัพท์ (Adjective) เสมอ เช่น  “easy enough”“big enough”  “clean enough” (สำหรับข้อ (d) ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น young enough”) แต่เมื่อ “Enough” เป็นคำคุณศัพท์  ต้องวางไว้ข้างหน้าคำนาม  เช่น 

             - He has enough money to buy a new car.

(เขามีเงินพอที่จะซื้อรถยนต์ใหม่)

        - The hotel has enough rooms to accommodate lots of people.

(โรงแรมมีห้องเพียงพอที่จะจุคนจำนวนมากได้)

        - We have enough staff to finish the work in time.

(เรามีพนักงานเพียงพอที่จะทำงานได้เสร็จทันเวลา)

8. Some people have pleasant memories of their ______________.

(คนบางคนมีความทรงจำที่น่ายินดี-น่ารื่นรมย์ของ ____________ ของพวกเขา)

(a) childhood  (วัยเด็ก)

(b) childment

(c) childship

(d) childness

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจากข้อ (b)  (c)  และ(d) ไม่มีรูปใช้ (เป็นข้อหลอกให้ตอบ)

9. Our train will ____________ London at 9.15 a.m.

(รถไฟของเราจะ ___________________ ลอนดอนตอน ๙.๑๕ น.)

(a) get at (ค้นหาความจริง, วิจารณ์หรือล้อเลียน)

(b) get in (ได้รับเลือก, ทำได้สำเร็จ)

(c) get to (มาถึง)

(d) get into  (เริ่มต้น, เข้าไปร่วม)

10. Do it at once, ______________?

(จงทำมันโดยทันที ______________________ )

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you  (ได้ไหม)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจาก “Question tag”ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยคคำสั่ง, ขอร้อง เชื้อเชิญ ในส่วน “Tag” ให้ใช้“………………., will you ?”เช่น

- Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

       - Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

       - Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

       - Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

       - Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                สำหรับในประโยคเชิญชวน ที่ขึ้นต้น “Let’s (Let us)”  ในส่วน Tag ต้องใช้  “Let’s ……………….., shall we?” เช่น

          - Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

          - Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

         - Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

         - Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                 แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “Let me”“Let him”  “Let her” ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น  ในส่วน Tag ต้องใช้  “will you?” เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไปเช่น

-         Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

-         Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

-         Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

-         Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

-         Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

11. If you agree, I ______________ the car now.

(ถ้าคุณเห็นด้วย  ผม_____________________รถยนต์ตอนนี้เลย)

(a) take

(b) would take

(c) will take  (จะซื้อ หรือ เอา...(รถ).......ไป)

(d) have taken

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากเป็น “If clause” แบบที่ ๑ คือ  ถ้าข้อความใน “If clause” (ประโยคย่อย) เกิดขึ้นจริง  ข้อความในประโยคใหญ่  “Main clause” ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วยดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         If you ________________ your application tomorrow, you will still be eligible for the job.

(ถ้าคุณ _______________ ใบสมัครของคุณวันพรุ่งนี้  คุณจะยังคงมีสิทธิ์สำหรับงานนี้อยู่)

 (a) to submit

(b) submitted

(c) submit  (เสนอ, เสนอให้พิจารณา, ยอม, ยอมตาม, ยอมจำนน)

(d) submits

-         หมายเหตุตอบข้อ(c)เนื่องจากเป็น“If clause”แบบที่ ๑  (If + subject + V. 1, subject + will (shall) + V. 1)  คือ ผู้พูดมีความมั่นใจว่า ถ้าเหตุการณ์ในประโยคย่อย  (If clause)เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่(Main clause)  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วยและเนื่องจากประธานของประโยคย่อยคือ“you”กริยา“submit”จึงไม่ต้องเติม  “s

12. She went there _____________ business.

(เธอไปที่นั่น __________________ ธุรกิจ)

(a) by

(b) in

(c) on  (ด้วยเรื่อง, เพื่อ)

(d) through

ตอบ  -  ข้อ (c) สำหรับคำกริยาหรือวลีที่ต้องใช้กับ Onเช่น  keep on(ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol  (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์) เป็นต้น

13. The Government _____________ the choice of a new minister for the last two hours.

(รัฐบาล ___________________ การเลือกรัฐมนตรีคนใหม่ในช่วง ๒ ชั่วโมงที่ผ่านมา) (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังคงประชุมอยู่)

(a) has been debating

(b) have been debating  (ได้กำลังประชุมอภิปราย)

(c) debated

(d) had debated

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจากแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต (ตั้งแต่ ๒ ชั่วโมงที่แล้วมา)จนถึงขณะที่พูดก็ยังประชุมอยู่ จึงต้องใช้รูป  “Present perfect continuous tense” (Subject + has (have) + been + verb + ing)นอกจากนั้น  “Government” (รัฐบาล)  แม้จะมีรูปเป็นคำนามเอกพจน์ และใช้ในความหมายเอกพจน์ ถ้าหมายถึง “รัฐบาลหนึ่ง”และตามปกติใช้กับกริยาเอกพจน์  เช่น  “Is”  “Was”  “Has”  แต่ถ้า“Government” หมายถึงสมาชิกหรือรัฐมนตรีแต่ละคนในรัฐบาลนั้น  ดังในกรณีของประโยคในข้อ ๑๓ ที่หมายถึงรัฐมนตรีแต่ละคนที่กำลังประชุมอภิปรายกันอยู่  ก็ต้องถือเป็นคำนามพหูพจน์  และใช้กับกริยาพหูพจน์ เช่น  “Are”  “Were”  “Have”  ดังคำตอบในข้อ (b) (have been debating)  สำหรับคำนามอื่นๆที่สามารถเป็นทั้งรูปเอกพจน์และพหูพจน์ในคำเดียวกันแล้วแต่ความหมายที่ต้องการใช้ ประกอบด้วย  “Family, Team, Cabinet (คณะรัฐมนตรี), Committee, Party(พรรค, คณะ, ฝ่าย), Class(ชั้น, ชนิด), Army(กองทัพบก), Flock(ฝูงสัตว์), Jury (คณะลูกขุน), Fleet(กองเรือ), Mob(ฝูงชน), Swarm(ฝูงแมลง)  เป็นต้น  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         The jury is unanimous in its verdict.

(คณะลูกขุนเป็นเอกฉันท์ในคำตัดสิน – หมายถึงทุกคนในกลุ่ม มิได้แยกเป็นแต่ละคนในคณะฯ แต่ถือรวมทั้งกลุ่ม  จึงถือเป็นเอกพจน์)

-         The jury are debating on the cause of the murder.

(คณะลูกขุนกำลังอภิปรายกันในเรื่องสาเหตุของการฆาตกรรม – หมายถึงลูกขุนแต่ละคนกำลังอภิปรายปัญหากัน นับเป็นหลายๆคน  จึงถือเป็นพหูพจน์)

                   สำหรับตัวอย่างเพิ่มเติมการใช้ “Present perfect continuous tense” ดูจากประโยคข้างล่าง

-         Miss Kim ____________ with us since last October.

(มิสคิม_________  กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working  (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น “Present perfect continuous tense  (Subject + have (has) + been + V. ing)   โดยสังเกตจาก “since last October”ทั้งนี้  “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย  ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน  เดือน  ปี  หลายๆปี  หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้  ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า  “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่  และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน  ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว  อนึ่ง สามารถใช้รูป “Present perfect” (Subject + have (has) + V. 3)  แทน  ก็ได้   โดย   “Present perfect”ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน  แต่ไม่เน้นความต่อเนื่องหรือยาวนานเหมือนกับ “Present perfect continuous” นอกจากนั้น  “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆในอดีต

                รูปแบบของ Tense ทั้ง ๒ ที่กล่าวมาข้างต้น  มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่) for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  This is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น  Past tense”   เช่น  “since we were born”  (ตั้งแต่เมื่อเราเกิด)  since they were at college” (ตั้งแต่เมื่อเราเรียนมหาวิทยาลัย)  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-         I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว  –  เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก,

-         She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย  –  เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

-        He has just gone out

(เขาเพิ่งจะออกไป  –  เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

-         I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง  –  เน้นว่าทำซ้ำๆ)

-         They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว  –  เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-         We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐  –  เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-         They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว  –  เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

-         They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว  –  เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

-         We have lived here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด  -  เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่ คือหลายสิบปีแล้ว)

14. The surgeon decided to operate ______________ the patient.

(ศัลยแพทย์ตัดสินใจที่จะผ่าตัด ____________________ คนไข้)

(a) at

(b) with

(c) on

(d) for

ตอบ  -  ข้อ (c) “Operate on”  หมายถึง “ผ่าตัด”ดูการใช้ “On” ในข้อ ๑๒ ของข้อสอบชุดนี้

15. Tell the manager something _____________ about your friend so that he can get the job.

(จงเล่าให้ผู้จัดการฟังอะไรบางอย่าง _________________ เกี่ยวกับเพื่อนของคุณ  เพื่อที่ว่าเขาจะได้งานทำ) (หมายถึง  เพื่อนของคุณไปสมัครงาน  และขอให้คุณให้ “Reference”  ในทางที่ดีเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้  แก่ผู้จัดการบริษัทที่เขาไปสมัครงาน  เพื่อที่ว่าเขาจะได้งานทำ)

(a) favourite  (เป็นที่โปรดปราน, คนโปรด)

(b) favourable  (ที่เป็นประโยชน์, ที่เอื้ออำนวย)

(c) favour  (ความกรุณา, การสงเคราะห์, ความนิยม, การสนับสนุน, ความช่วยเหลือ)

(d) favourably

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจากลดรูปมาจาก  “something which (that) is favourable”

16. _______________ off his coat, he dived into the river and saved the child.

(เมื่อ__________________  เสื้อคลุมของเขาออก  เขาดำลงไปในแม่น้ำ  และช่วยชีวิตเด็กเอาไว้)

(a) Taking  (ถอด)

(b) When the man takes

(c) He was taking

(d) To take

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจากประธานของประโยค คือ “he” เป็นผู้กระทำกริยา “ถอดเสื้อคลุมออก”  กริยา “Take” จึงต้องอยู่ในรูป “Present participle” (Verb + ing)  แสดงถึง “Active voice  กล่าวคือ  เมื่อประธานประโยค (ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยค (ซึ่งเป็นวลีที่ขยายประธาน)  ด้วย “Verb + ing” (Present participle) ดังตัวอย่าง เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

Hopingto be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

                 สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง Active voice”)  เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                  สำหรับประโยคในข้อ ๑๖ อาจใช้ว่า “When (หรือ  After) the man took off his coat,…………..”   ก็ได้  (คือต้องใช้ให้เป็นอดีต  ทั้งในประโยคใหญ่และย่อย)

17. Dick is _______________ in debt.  He is in debt to all the tradesmen in the neighborhood.

(ดิ๊คเป็นหนี้ __________________ เขาเป็นหนี้พ่อค้าทุกคนในละแวกบ้าน)

(a) heavy

(b) heavily  (อย่างหนัก, อย่างมาก)

(c) much heavy

(d) heaviness

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจากขยาย “Adjective phrase” (in debt) (เป็นหนี้)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (Adverb)

18. He ______________ that paper.

(เขา _____________________ กระดาษแผ่นนั้น)

(a) had angrily torn up (ได้ฉีกอย่างโกรธเคือง)

(b) has angrily torned up

(c) was angrily torn up

(d) became angrily torn up

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจากอยู่ในรูป “Past perfect tense” (Subject + had + verb 3) ซึ่งมีความหมายเป็นอดีต  เหมือนกับ  “Past simple tense” (Subject + verb 2) โดยมาจากกริยา “Tear (แทร์), Tore, Torn” (ฉีก, ฉีกออก, ฉีกขาด)

สำหรับข้อ (b)  ผิด  เนื่องจากกริยา “torned”  ไม่มีใช้  ส่วนข้อ (c) ผิด  เนื่อง จากอยู่ในรูป “Passive voice”  ส่วนข้อ (d) ผิด เนื่องจากมีกริยาซ้อนกัน ๒ ตัว  คือ became” และ “torn

19. They kept moving their belongings from _______________.

(เขาเคลื่อนย้ายทรัพย์สมบัติ-ข้าวของของพวกเขาอยู่เรื่อยๆ  จาก ____________ )

(a) one place to other places

(b) place to another place

(c) one to the other places

(d) place to place  (ที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง)

ตอบ  -  ข้อ (d)  ความหมาย “จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง” สามารถใช้ได้ ๒ รูปแบบ  คือ From place to place”  และ “From one place to another place” จึงต้องจำ

20. She saw _____________ unusual in that room, but she did not tell anybody about it. 

(เธอเห็น __________________ ผิดปกติในห้องนั้น  แต่เธอมิได้บอกใครๆเกี่ยวกับมัน)

(a) a thing

(b) something  (บางสิ่งบางอย่าง)

(c) the thing

(d) anything

ตอบ  -  ข้อ (b)  สำหรับ “Anything” ใช้ในประโยคปฏิเสธ  เช่น

         - She did not see anything wrong with her children.

(เธอมิได้เห็นอะไรผิดปกติกับลูกๆของเธอ)

21. _____________ outside of the cities is used for farming.

(_________________  นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ (b)  เนื่องจาก “Area” เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง  พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้ สำหรับประโยคในข้อ ๒๑ กริยา คือ “is used”  จึงต้องใช้ “Area” แบบนามนับไม่ได้ คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  Most of the” และ “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง  (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ  –  ข้อ (3)  แก้เป็น  “most olives”  เนื่องจากหมายถึง “ผลมะกอกส่วนใหญ่”  สำหรับ  “the most”  ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ “ขั้นสูงสุด”  (superlative)  เช่น

-         the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

22. It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ________   ___________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested (มีความสนใจ)

(d) interesting (น่าสนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            - The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting  (น่าตื่นเต้น)

(b) excited  (ตื่นเต้น)

(c) excite  (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable  (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบข้อ (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-         The results of the traveler preference survey are surprising.

 (ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุประโยคข้างบนนี้ต้องใช้ “surprising” เนื่องจาก “surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า “ทำให้ประหลาดใจ” แต่ถ้าใช้ในรูป “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า “น่าประหลาดใจ” ส่วนเมื่อใช้ในรูป “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ surprise ได้แก่

     satisfy – ทำให้พอใจ

     excite – ทำให้ตื่นเต้น

     disappoint – ทำให้ผิดหวัง

     attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

     interest – ทำให้สนใจ

     amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

     please –ทำให้ยินดี-พอใจ

     annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

     bore – ทำให้เบื่อ

     tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

     frighten – ทำให้ตกใจ

     confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

     surprise – ทำให้ประหลาดใจ

     amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

     delight – ทำให้ยินดี

     exhaust – ทำให้หมดแรง

     fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

     charm – ทำให้หลง

      convince – ทำให้เชื่อ

     tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

     entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

      embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

     puzzle –ทำให้งง

     thrill – ทำให้ตื่นเต้น

      upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

     irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

     exasperate –ทำให้โกรธ

     astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

     infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

     horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้ คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป “Subject + verb + object”  จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “verb + ing” {subject + is (am, are, was, were) + V. ing} หรือ  (V. ing + noun) มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing” พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking.  (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม “ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ ฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)