หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 4)

1. If you __________ your reservations earlier, you would have gotten on the flight you wanted. (ถ้าคุณได้ทำการจองตั๋วเร็วกว่านี้  คุณก็คงจะได้ขึ้นเครื่องบินเที่ยวที่คุณต้องการแล้ว)  

    (a)  have made

    (b)  had made

    (c)  made

    (d) would have made

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากเป็น “if clause”   แบบที่ ๓ คือ เป็นการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  ที่เหตุการณ์เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  กล่าวคือ  “ถ้าคุณได้ทำการจองตั๋วเร็วกว่านี้  คุณก็คงจะได้ขึ้นเครื่องบินเที่ยวที่คุณต้องการแล้ว”   แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณจองตั๋วช้า  คุณก็เลยไม่ได้เดินทางเที่ยวบินที่คุณต้องการ  “if clause”  แบบนี้   ใน “if clause” (ประโยคย่อย)  ต้องใช้รูป “past perfect tense”  คือ “subject + had (not) + V ช่องที่  3” ส่วนใน “main clause”  (ประโยคใหญ่)  ต้องใช้รูป “past future perfect tense”  คือ “subject + would (should, could, might) + (not) + have + V 3” เสมอ เช่น

-         If he had bet on that horse, he would have lost all his money. (ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-         If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college. (ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

 

ดูรายละเอียดของ “if clause”   แบบที่ ๓ นี้ใน  “หมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๒ ข้อ ๑

2. If your passport is no longer _________ , then you should use some other form of identification. (ถ้าพาสปอร์ตของคุณไม่ ___________  ต่อไปอีกแล้ว  คุณควรใช้รูปแบบอื่นๆของการระบุตัวตนของคุณ)

     (a) valid (ยังไม่หมดอายุ, สมบูรณ์, ใช้ได้, ฟังขึ้น, มีเหตุผล, มีหลักฐาน, มีมูล, ชอบด้วยกฎหมาย, แข็งแรง)

     (b) validate (ทำให้มีเหตุผล-หลักฐาน, ทำให้ได้-เป็นกฎหมาย-มีผล-ฟังขึ้น-เป็นทางการ, ทำให้สมบูรณ์)

     (c)  validating

    (d) validation (การทำให้สมบูรณ์-มีเหตุผล-หลักฐาน-เป็นกฎหมาย-มีผล-ฟังขึ้น)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากต้องเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) เพราะขยายกริยา “is”   เหมือนในประโยค  เช่น  “The car is expensive.”  “The house is small.” หรือ “The building is high.”   ส่วนข้อ (b) และ (c) เป็นคำกริยา  ข้อ  (d) เป็นคำนาม

3. The rent on this office is _________ than the rent we have been paying at our old place. (ค่าเช่าสำนักงานแห่งนี้ __________  กว่าค่าเช่าที่เรากำลังจ่ายอยู่ ณ สถานที่เก่าของเรา)

     (a)  high (สูง)

     (b) highly (อย่างสูง)

     (c)  higher (สูงกว่า)

     (d) highest (สูงสุด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative)  สังเกตได้จากมีคำว่า “than” ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (adjective) ที่อยู่ในรูป “ขั้นกว่า” เช่น “bigger than”  “smaller than”  “older than”  “younger than”  “more expensive than” หรือ  “more spacious than”  (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น

4. He might _________ a discount if he pays for his ticket before next week. (เขาอาจจะ __________  การลดราคา  ถ้าเขาจ่ายเงินค่าตั๋วก่อนสัปดาห์หน้า)

     (a) gets

     (b) get (ได้รับ)

     (c) will get

     (d) going to get

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากกริยาที่ตามหลังกริยาประเภท “modal verb” (will, would, shall, should, may, might, must)   จะต้องอยู่ในรูป “infinitive without to”  คือ verb ช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to”  นำหน้า เสมอ เช่น

-         You should get up early to catch the bus. (คุณควรตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถ)

-         He may come to see me if he has time. (เขาอาจจะมาพบผมถ้าเขามีเวลา)

-         They must finish their work before noon. (พวกเขาจะต้องทำงานให้เสร็จก่อนเที่ยง)

-         We will go swimming if it does not rain this afternoon. (เราจะไปว่ายน้ำถ้าฝนไม่ตกบ่ายนี้)

5. The number of people who ask questions at the end of the lecture _________ always quite astonishing. (จำนวนของผู้คนที่ถามคำถามเมื่อตอนเสร็จสิ้นการบรรยาย ___________ น่าประหลาดใจทีเดียว – คือมีผู้ถามคำถามมากมายจนนึกไม่ถึง)

     (a)  be

     (b)  is

     (c)  are

    (d) were

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “the number of”  แม้จะตามด้วยคำนามที่เป็นพหูพจน์ (plural)  แต่ต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ (singular)  ซึ่งในที่นี้คือ  “is” เพราะหมายถึง “จำนวน  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The number of boys is twenty. (จำนวนเด็กผู้ชายคือ ๒๐ คน)

-         The number of people who came to the motor show was quite impressive. (จำนวนคนที่มางานมอเตอร์โชว์น่าประทับใจมาก – คือมากันเยอะแยะ)

6. We are concerned _________ the high rate of absenteeism among our employees. (เรามีความวิตกกังวล __________  อัตราการขาดงานที่สูงในบรรดาพนักงานของเรา)

     (a)  for

     (b) of

     (c)  about (เกี่ยวกับ, ในเรื่อง)

     (d) on

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “be concerned about”  หมายถึง “วิตกกังวลเรื่อง”   ส่วน   “be concerned with”  หมายถึง “เกี่ยวข้องกับ” หรือ “เกี่ยวกับ ”  ดังตัวอย่างประโยค

-         The President was concerned about the level of unemployment in the country. (ท่านประธานาธิบดีวิตกกังวลในเรื่องระดับของการว่างงานในประเทศ)

-         This chapter is concerned with changes that are likely to take place in the near future. (บทนี้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงซึ่งมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้)

7. She __________ about that issue for last month’s report. (เธอ __________เกี่ยวกับประเด็นนั้นสำหรับรายงานของเดือนที่ผ่านมา)

      (a) writes

      (b) is writing

      (c) wrote (เขียน)

      (d) written

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต “รายงานของเดือนที่ผ่านมา  จึงต้องใช้กริยาในช่องที่ ๒ ที่แสดงอดีต (past simple tense) (write-wrote-written)

8. Miss Sylvia got the job _________ she has very little experience and no college degree. (มิสซิลเวียได้งานทำ ___________  เธอมีประสบการณ์น้อยมากและไม่มีปริญญาจากมหาวิทยาลัย)

     (a)  because (เพราะว่า)

     (b)  even though (ถึงแม้ว่า)

     (c)  however (อย่างไรก็ตาม)

     (d) moreover (นอกจากนั้น, ยิ่งไปกว่านั้น)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากข้อความในประโยคใหญ่ “Miss Sylvia got the job”   ขัดแย้งกับข้อความในประโยคย่อย “she has very little experience ……….”  (คือ ได้งานทั้งๆที่ไม่มีประสบการณ์  สำหรับ  because”  ใช้กับประโยคที่เป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น “He did not go to work because he was ill.” กล่าวคือ  เขาไม่ไปทำงาน”  เป็นผล ส่วน เพราะเขาป่วยหนัก”  เป็นเหตุ  ส่วน however  ใช้กับ ประโยคที่มีความขัดแย้งกัน  แต่ต้องอยู่กันคนละตำแหน่งกับ “even though”  ดังเช่น

-         Miss Sylvia has very little experience and no college degree; however, she got the job. สำหรับ moreover  ใช้กับประโยคที่บอกมีการบอกข้อมูลเพิ่มเติม  เช่น

-         I gave him a lot of money, moreover, I gave him a ride to the airport. (ผมให้เงินเขาไปเยอะแยะ  ยิ่งไปกว่านั้น  ผมยังขับรถไปส่งเขาที่สนามบินด้วย)

9. Prices continue to _________, causing a great deal of financial difficulty. (ราคายังคง __________  ต่อไป  ซึ่ง (หรือและ) ก่อให้เกิดความยุ่งยากทางการเงินอย่างมากมาย)

      (a) high (สูง – เป็นคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์)

      (b) up (ขึ้น – เป็นคำบุพบท)

      (c) rise (สูงขึ้น, ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น, เพิ่มขึ้น, ลอยขึ้น, ผุดขึ้น, เจริญเติบโต)

      (d) raise {ยก, ยกขึ้น, ยกขึ้นมาพูด, ชูขึ้น, ยกระดับ, เพิ่ม, เพาะปลูก, เลี้ยง (เด็ก, สัตว์)}

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากหลัง “to”   ต้องเป็นคำกริยาช่องที่ ๑  และในที่นี้ใช้ “rise” เพราะไม่มีกรรมมารับข้างท้าย  สำหรับคำกริยา “raise”   จะต้องมีกรรมมารับข้างท้ายเสมอ  เช่น  - The country raised its interest rates to attract foreign money. (ประเทศนั้นเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดเงินตราต่างประเทศ)

       - The manager attempted to raise safety standards in the factory. (ผู้จัดการพยายามยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในโรงงาน)

       - She began to raise her voice in protest. (เธอเริ่มพูดเสียงดังมากขึ้นเพื่อคัดค้าน)

       - They planned a variety of events to raise funds for the orphans. (พวกเขาวางแผนจัดงานมากมายเพื่อหาทุนให้เด็กกำพร้า)

       - My neighbor raises beans, wheat and sugar cane. (เพื่อนบ้านของผมปลูกถั่วข้าวสาลี  และอ้อย)

10. Time is short and we will have to work very hard to ________ our goals by the end of the year. (เวลามีน้อยและเราจำเป็นจะต้องทำงานหนักมากเพื่อ ________เป้าหมายของเราภายในสิ้นปี)

     (a)  receive (ได้รับ)

     (b) conceive (นึก, คิด, คิดได้, จินตนาการ, ตั้งครรภ์)

     (c)  perceive (สังเกต, มองเห็น, มองออก, เข้าใจ, สำเหนียก, รู้)

     (d)  achieve (ทำได้สำเร็จ, บรรลุ, บรรลุผล)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด

11. _________ in today’s business world is difficult, and many new businesses fail. ( ___________ ในโลกธุรกิจในปัจจุบันมีความยากลำบาก  และธุรกิจใหม่ๆ จำนวนมากต้องพบกับความล้มเหลว)

     (a)  Compete (แข่งขัน)

     (b)  Competing (การแข่งขัน)

     (c)  To compete

     (d) Having competed

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นประธานของประโยค โดยมีคำกริยา คือ “is” จึงต้องอยู่ในรูปของ “gerund”   คือ “V + ing” (ถือเป็นเอกพจน์เสมอ) ซึ่งมีความหมาย  “การ ........ ............”  ส่วน “in today’s business world”   เป็นส่วนขยายประธาน ทำหน้าที่เป็น “adjective phrase ” บ่งบอกว่าเป็นการแข่งขันในด้านใด  สำหรับ “to compete”  ก็สามารถใช้เป็นประธานของประโยคได้เช่นเดียวกัน  แต่ไม่เป็นที่นิยมเหมือนกับรูป “gerund” (competing)  ตัวอย่างการใช้ “gerund”  เป็นประธานของประโยค  ได้แก่

-         Swimming is a good exercise. (การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

-         Learning Chinese is difficult. (การเรียนภาษาจีนเป็นเรื่องยาก)

-         Sleeping is necessary to health. (การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

-         Living in a poor house makes him sad. (การอาศัยอยู่ในบ้านที่สุดห่วยทำให้เขาเศร้า)

-         Working too hard made her sick. (การทำงานหนักเกินไปทำให้เธอป่วย)

12. The list of registered guests _________ sitting on the manager’s desk.  (รายชื่อของแขกผู้ลงทะเบียน __________   ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงานของผู้จัดการ)

       (a) are

       (b) were

       (c) is

       (d) have

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากประโยคนี้อยู่ในรูป “present continuous tense  และประธานของประโยคคือ “the list”  ซึ่งเป็นเอกพจน์  ส่วนกริยาคือ “is sitting”  (กำลังตั้งอยู่) สำหรับ “of registered guests”  เป็นเพียงส่วนขยายประธานเท่านั้น  กริยาของประโยค จึงต้องใช้ตามประธาน (the list)  เป็นสำคัญ

13. We can’t work on a solution until we ________ the source of the problem. (เราไม่สามารถหาวิธีแก้ปัญหาได้  จนกระทั่งเรา ___________  แหล่งกำเนิด (ต้นตอ) ของปัญหาได้)

       (a) identity (เอกลักษณ์, ลักษณะเฉพาะตัว)

       (b) identification (การระบุเอกลักษณ์หรือตัวบุคคล)

       (c) indemnify (ชดใช้ค่าเสียหาย)

       (d) identify (ระบุ, ชี้ตัว, หาเอกลักษณ์, บอกชื่อ, จำแนกแยกแยะ, พิสูจน์เอกลักษณ์)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เพราะต้องเป็นคำกริยาของประธาน (we)  ในประโยคย่อย “until we the source of the problem”  สำหรับข้อ (a) และ (b) เป็นคำนาม  ส่วนข้อ (c) ไมได้ความหมาย

14. You can choose to have your paycheck mailed to you, _________ you can have your salary deposited directly into your bank account. (คุณสามารถเลือกที่จะให้ (คน) ส่งเช็คเงินเดือนไปให้คุณทางไปรษณีย์ __________   คุณให้เขาฝากเงินเดือนเข้าในบัญชีธนาคารของคุณโดยตรงก็ได้)       

     (a) if (ถ้า)

     (b) or (หรือ, มิฉะนั้น)

     (c) so (ดังนั้น)

     (d) but (แต่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากเป็นการให้เลือกเอาระหว่างวิธีใดวิธีหนึ่งใน ๒ วิธี คือ “จะให้ส่งเช็คเงินเดือนให้ทางไปรษณีย์  หรือฝากเงินเข้าบัญชีธนาคารโดยตรง”

15. We _________ in the elevator when the electricity went out, and we were stuck there for almost an hour. (เรา __________  ในลิฟต์เมื่อไฟฟ้าดับ  และเราติดอยู่ที่นั่น (ในลิฟต์) เป็นเวลาเกือบ ๑ ชั่วโมง)

     (a)  rode

     (b)  were riding (กำลังโดยสาร)

     (c)  ridden

     (d)  had ridden

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นการใช้ “past continuous tense” (were riding)  ควบคู่กับ “past simple tense” (went out)  กล่าวคือมี ๒ เหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต  โดยเหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่  (และเกิดขึ้นก่อน)  ให้ใช้ “past continuous”  (subject + was (were) + V ing)  ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดแทรกเข้ามาทีหลัง  ให้ใช้ “past simple” (subject + V ช่องที่ 2) ตัวอย่างประโยค เช่น

-         My children were sleeping when I arrived home. (ลูกๆของผมกำลังหลับเมื่อผมมาถึงบ้าน)

-         She was cooking when it rained. (เธอกำลังปรุงอาหารเมื่อตอนฝนตก)

-         When he came in, we were watching TV. (เมื่อเขาโผล่เข้ามา  พวกเรากำลังดูทีวีกันอยู่)

16. Cash awards were given to employees who _________ suggestions to improve quality and raise production. (รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงานผู้ซึ่ง ___________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

     (a) had offered (ได้เสนอ)

     (b) had been offered

     (c)  have offered

     (d) are offering

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากเป็นการใช้รูป “past perfect tense” (had offered)   ควบคู่กับ “past simple tense” (were given – ในที่นี้อยู่ในรูป “passive voice”)  กล่าวคือ  มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น ๒ เหตุการณ์ (จบลงไปแล้วทั้งคู่) เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและจบลงก่อน  ใช้ “past perfect” (subject + had + V. 3)  ส่วนเหตุการณ์ที่เกิด

ทีหลังและจบทีหลัง  ใช้ “past simple” (subject + V. 2) ทั้งนี้ ในประโยคข้างบน  ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”  เกิดขึ้นภายหลังข้อความ “(พนักงาน) ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง ............”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ” เกิดขึ้นก่อน จึงใช้ “past perfect”  ส่วน “มอบรางวัล หรือรางวัลถูกมอบ” เกิดขึ้นทีหลัง เพื่อเป็นการตอบแทน จึงใช้   past simple  ประโยคในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะมีคำ “before” “after” หรือ “when”   ปรากฏอยู่ด้วย  ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้ ได้แก่

-         Dang had learnt English before he went to England. (แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ) (การเรียนเกิดก่อน ใช้ “past perfect.  การไปอังกฤษเกิดทีหลัง ใช้ “past simple”)

-         When I called on Jim, his sister told me that he had left home. (เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว) (ออกจากบ้านเกิดก่อน  ใช้ “past perfect”  บอกผมเกิดทีหลัง  ใช้ “past simple”)

-         We went out for a walk after we had eaten dinner. (เราออกไปเดินเล่นหลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว) (กินอาหารค่ำเกิดก่อน ใช้ “past perfect” ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง ใช้ “past simple)

-         When we reached the theater, the movies had started. (เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว) (ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง  ใช้ “past simple”  หนังฉายเกิดขึ้นก่อน  ใช้ “past perfect”)

17. Mr. Thomson was __________ that his company would be awarded the contract. (มิสเตอร์โทมัส __________  ว่าบริษัทของเขาจะได้รับสัญญา – ว่าจ้างให้ทำโครงการ)

      (a)  constant (สม่ำเสมอ, คงที่, เป็นประจำ)

      (b) confidant (ผู้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจ, คนที่ไว้วางใจ, คู่คิด, คนสนิท)

      (c)  confident (มั่นใจ, เชื่อมั่น, ไว้วางใจ, กล้า, กล้าเกินไป)

      (d) confidential (ลับ, เป็นที่ไว้วางใจ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด

18. The friendships __________ I made in college are some of the most valuable ones I have ever made. (มิตรภาพ ___________  ผมสร้างขึ้นในมหาวิทยาลัย  เป็นมิตรภาพที่มีคุณค่ามากที่สุด (ในบรรดามิตรภาพทั้งหลาย) ที่ผมได้เคยสร้างมา)

      (a) which (ซึ่ง, ที่)

      (b) whom (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)

      (c)  when (เมื่อ)

      (d) where (ที่ซึ่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจาก “friendships” มิใช่คน  จึงใช้ “whom”  ไม่ได้  ส่วน “when” ต้องใช้ขยายคำที่เกี่ยวกับเวลา  และ “where”  ต้องใช้ขยายคำที่เกี่ยวกับสถานที่

19. _________ Henry Ford first sought financial backing for making cars, the very notion of clerks and farmers owing automobiles was considered ridiculous. ( __________  เฮ็นรี่ ฟอร์ด แสวงหาการสนับสนุนทางการเงินในครั้งแรกเพื่อการสร้างรถยนต์นั้น  ความคิดที่ว่าเสมียนและชาวไร่ชาวนาจะเป็นเจ้าของรถยนต์ถูกมองว่าเป็นเรื่องน่าหัวเราะ – หรือไร้สาระ) – คือรถที่ฟอร์ดจะผลิต และนำมาขายให้กับเสมียนและชาวนาถูกมองว่าเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้  เพราะคน ๒ กลุ่มนี้จัดอยู่ในพวกคนจนในอเมริกาในขณะนั้น)

     (a)  Despite (ทั้งๆที่)

     (b) Even though (ถึงแม้ว่า)

     (c)  Because (เพราะว่า)

    (d) When (เมื่อ, ในขณะที่, ตอนที่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ “d” เพราะได้ความหมายดีที่สุด  สำหรับ “even though”  ต้องใช้กับประโยค ๒ ประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน เช่น “แม้ว่าเขาจะจน  เขามีความสุข”  ส่วน “because”  ใช้กับ ๒ ประโยคที่มีใจความเป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น “เพราะว่าเขาจน  เขาจึงไม่มีความสุข”  ส่วน “despite”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลีเท่านั้น และใช้กับข้อความที่มีความขัดแย้งกัน เช่น “Despite the heavy rain, he went out.”  (ทั้งๆที่ฝนตกหนัก  เขาออกไปข้างนอก)  ทั้งนี้ จะเห็นว่าข้อความ “………Henry Ford first sought financial……” เป็นประโยค  จึงมิสามารถใช้กับ “despite”  ได้

20. A sneeze cannot be performed voluntarily, _________ be easily suppressed.  (การจามมิสามารถถูกกระทำได้โดยสมัครใจ ___________  ถูกระงับได้อย่างง่ายๆ)

      (a) nor it can

      (b) nor can it (และมันไม่สามารถ – ถูกระงับได้อย่างง่ายๆ – เช่นเดียวกัน)

      (c) it cannot

      (d) and cannot it

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากการใช้คำ nor หรือ neither ที่หมายความว่า ไม่..........ด้วยเช่นเดียวกัน  ทั้ง ๒ คำ เมื่อนำมาขึ้นหน้าประโยคมีรูปแบบการใช้ดังนี้ คือ Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน + กริยาแท้ (ช่องที่ ๑ ไม่มี “to” )  หรือ Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน (จบเพียงแค่นี้)  เช่น ในประโยค

-        He doesn’t like cats.  Nor (neither) do I. (เขาไม่ชอบแมว – ผมก็ (ไม่ชอบ) เช่นเดียวกัน)  หรือ

-         He doesn’t like cats and nor (neither) do I.

-         She won’t go to the movies.  Nor (neither) will I. (เธอจะไม่ไปดูหนัง – ผมก็ (จะไม่ไป) เช่นเดียวกัน)

-         They can’t swim.  Nor (neither) can we. (พวกเขาว่ายน้ำไม่เป็น – พวกเรา (ก็ว่ายไม่เป็น) เช่นเดียวกัน)

-         She has not cleaned her room, nor has she done her homework. (เธอยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องเลย  และเธอก็ยังไม่ได้ทำการบ้านด้วย)

-        They must not make a loud noise.  Not (neither) must we. (พวกเขาจะต้องไม่ทำเสียงดัง – พวกเราก็ (ต้องไม่ทำเสียงดัง) เช่นเดียวกัน)

21. The practice of making excellent films based on rather obscure novels has been going on so long in the United States ___________ constitute a tradition. (การดำเนินการสร้างภาพยนตร์ที่ดีเยี่ยมจากนิยายที่ค่อนข้างจะไม่มีชื่อเสียง  ได้เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานมากในสหรัฐฯ _____________ได้ก่อให้เกิดเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ – หมายถึง  การสร้างหนังดังๆจากนิยายที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก  ได้กลายเป็นสิ่งที่ปฏิบัติกันมาอย่างยาวนานจนเป็นเรื่องปกติ (ประเพณี) ในอเมริกา)

     (a)  so that (เพื่อที่ว่า)

     (b) is being

     (c)  as to (จนกระทั่งว่า)

     (d) could (สามารถ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากมาจากข้อความ “………..so long in the United States as to constitute………” =  (.......นานมากในสหรัฐฯจนกระทั่งก่อให้เกิด..........)  ส่วนถ้าจะใช้  “so that”  จะต้องเปลี่ยนให้เป็น  “……….so long in the United States that it constitute………” = (..........นานมากในสหรัฐจนกระทั่งมันก่อให้เกิด............)   สำหรับ “could”  ใช้ไม่ได้ เนื่องจากประโยคในข้อ ๒๑ ประธานคือ “The practice”   และกริยาคือ “has been going on”  ดังนั้น  จะมี “could”  มาเป็นกริยาซ้อนอีกตัวไม่ได้  จงดูประโยคเปรียบเทียบต่อไปนี้

-         He worked so hard that he became ill. มีความหมายเหมือนกับ  He worked so hard as to become ill.  คือ “เขาทำงานหนักมากจนกระทั่งล้มป่วย”

22. The company president asked for the letter from the trust company, saying that he would deal with the matter __________. (ประธานบริษัทขอจดหมายจากบริษัททรัสต์  โดยกล่าวว่า  เขาจะจัดการกับเรื่องนี้ _____________ )

     (a)  politically (ในทางการเมือง, ในแบบรัฐศาสตร์)

     (b) politely (อย่างสุภาพ)

     (c)  probably (บางที, อาจจะ)

     (d) personally (อย่างเป็นการส่วนตัว)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เพราะได้ความหมายดีที่สุด โดยอาจสังเกตจากข้อความ “ขอจดหมายจากบริษัททรัสต์จึงควรเป็นว่า  จะจัดการกับเรื่องนี้เป็นการส่วนตัว”  ส่วน probably  หมายถึง “บางที, อาจจะ”  ซึ่งผู้พูดไม่แน่ใจว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่  จะไม่เอาไว้ท้ายสุดของประโยค  แต่มักจะวางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  หรือไว้หลัง “modal verb” (will, would, shall, should, may, might, must, is, am, are, was, were)  เช่น                                

         - He probably went to the party last night. (เขาอาจจะไปงานเลี้ยงเมื่อคืนนี้ก็ได้)

        - Next year I shall probably be looking for a job. (ปีหน้า  ผมอาจจะกำลังหางานทำอยู่นะ)

        - You are probably right. (คุณอาจจะถูกก็ได้ – ไม่แน่นะ)

        - The owner is probably a salesman. (เจ้าของ  บางทีอาจจะเป็นคนขายของ – ผมไม่แน่ใจ ๑๐๐  เปอร์เซนต์นะ)

23. Early philosophers believed that the mind was divided into three faculties __________ as feeling, intellect and wisdom. (นักปรัชญาในยุคก่อนๆเชื่อว่าจิตใจ (ของมนุษย์) ถูกแบ่งออกเป็นความสามารถที่จะทำอะไรได้ ๓ อย่าง ____________กันว่า (หรือในฐานะ) คือ ความรู้สึก (อารมณ์),  สติปัญญา  และความเฉลียวฉลาด)

     (a)  to know

     (b) knowing

     (c)  known (เป็นที่รู้จัก, ถูกรู้จัก)

     (d) knew them

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากประโยคย่อย “the mind was divided into three…..………wisdom” มีกริยาแท้คือ  “was divided”  ดังนั้น  “known” ในข้อ   (c) จึงเป็นกริยาแท้อีกไม่ได้  แต่เป็นได้เพียงกริยาไม่แท้  โดยลดรูปมาจากประโยคย่อยของประโยคย่อยอีกทีหนึ่ง  กล่าวคือ ลดรูปมาจากประโยคย่อย “(faculties) which were known as……………wisdom” ซึ่งอยู่ในรูปของ “passive voice” เนื่องจาก  “faculties” ถูกรู้จักหรือเป็นที่รู้จัก  ซึ่งประโยคย่อยถูกลดรูปโดยการตัด “which were”  ทิ้งไป เหลือแต่ “known”

24. Due to new developments, it was necessary to __________ the management team. (เนื่องมาจากการพัฒนาการใหม่ๆ  มันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะ _____________   คณะผู้บริหาร)

     (a) reorganize (จัดระเบียบใหม่, ปฏิรูป, ปรับปรุง)

     (b) reassure (ทำให้มั่นใจใหม่, ทำให้วางใจใหม่, รับรองใหม่, ประกันใหม่)

     (c)  require (ต้องการ, ปรารถนา, ขอร้อง, เรียกร้อง)

     (d) relocate (ย้ายที่ใหม่, หาที่ใหม่, กำหนดตำแหน่งใหม่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เพราะได้ใจความดีที่สุด

25. News services make _________ for newspapers to give their readers news from around the world. (การบริการข่าวสารทำให้ ___________   สำหรับหนังสือพิมพ์ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

     (a)  possible (เป็นไปได้)

     (b) it possible (มันเป็นไปได้)

     (c)  it is possible

     (d) possible that

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เพราะเป็น “pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย คือ (make + กรรม + adj.) เช่น  “make it difficult”  “make it impossible”  “make it necessary”  “make it popular”  “make you skillful”  “make her happy”  “make them famous”  ซึ่งมีความหมายคือ “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง”

26. When the information became _________, it was published in the newspaper. (เมื่อข้อมูลข่าวสาร ___________ , มันได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์)

      (a)  provided (ถูกจัดหา, ถูกมอบให้)

      (b) publicly (อย่างเปิดเผย, เป็นแบบสาธารณะ)

      (c)  available (หามาได้, มี, หาง่าย, ใช้ประโยชน์ได้, เท่าที่จะหาได้)

      (d) sustainable (ยั่งยืน, รักษาไว้ได้, ทำต่อไปได้)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด  ส่วนข้อ (a) “provided”  ไม่นิยมใช้กับคำกริยา “became” แต่นิยมใช้กับ  “verb to be” (is, am, are) เช่น  “when the information was provided

27. _________ his tight schedule, Mr. Samuel will not be able to visit the factory this week. ( __________ ตารางเวลาที่แน่นเอี้ยดของเขา  มิสเตอร์แซมมวลจะไม่สามารถไปเยือนโรงงานได้ในสัปดาห์นี้)

      (a)  Instead of  (แทนที่จะ)

      (b) In spite of  (ทั้งๆที่)

      (c)  According to (ตามที่............ว่าไว้, สอดคล้องกับ)

      (d) Because of (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  ทั้งนี้  “because of”  หรือ  “due to” ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน คือ “เนื่องมาจาก” หรือ “เพราะว่า”  จะใช้กับข้อความที่เป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น  “เพราะว่าตารางเวลาแน่น  เขาจึงไม่สามารถไปเยือน..........”  “เพราะว่าฝนตก  น้ำจึงท่วม”  “เพราะว่าเขาเกียจคร้าน  เขาจึงสอบตก”  เป็นต้น

28. __________ Indiana, is in a rich farming and dairy area, it is primary a diversified industrial center. ( ___________  รัฐอินเดียน่า  อยู่ในพื้นที่เพาะปลูก และทำฟาร์มโคนมที่อุดมสมบูรณ์  แต่โดยพื้นฐานแล้ว  มันเป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลาย)

     (a)  Fort Wayne

     (b) Fort Wayne is in

     (c)  Fort Wayne, in

     (d) Although Fort Wayne, (แม้ว่าเมืองฟอร์ท เวย์น)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากประโยคนี้มีทั้งประโยคย่อย (Although Fort Wayne….……. diary area)  และประโยคใหญ่ (it is primary …………..center)  ซึ่งทั้ง ๒ ประโยคล้วนมี “ประธาน” และ “กริยา” ของตนเอง และมีข้อความที่ขัดแย้งกัน คือ “แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่เพาะปลูกและทำฟาร์มโคนม  แต่ก็เป็นศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรมที่หลากหลาย”   จึงต้องตอบข้อ (d) ได้เพียงอย่างเดียว

29. Not only __________ faster than cars in the old days, they also consume less gas and require less maintenance. (รถยนต์สมัยใหม่ไม่เพียงแต่จะวิ่งเร็วกว่ารถในสมัยโบราณ  มันยังใช้น้ำมันน้อยกว่าและต้องการการซ่อมบำรุงน้อยกว่าด้วย)

      (a)  modern cars are

      (b) modern cars

      (c)  are modern cars (รถยนต์สมัยใหม่)

      (d) because modern cars (เพราะว่ารถยนต์สมัยใหม่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากเป็นการเอา “not only”  มาไว้หน้าประโยค  แทนทีจะไว้ข้างในประโยค ซึ่งจะอยู่ในรูป  “Modern cars are not only faster…………”  แต่เมื่อต้องการจะเน้นย้ำคำว่า “ไม่เพียงแต่” (not only) (ซึ่งความหมายยังคงเหมือนกับเมื่อตอนที่อยู่ข้างในประโยค)  รูปแบบประโยคจะต้องเปลี่ยนไปดังนี้ คือ

-         Not only + modal verb (will, would, shall, should, can, could, may, might, must) + subject + V. 1  เช่น ในประโยค

-         Not only will he go to England, but he will also visit Scotland. (เขาไม่เพียงแต่จะไปอังกฤษเท่านั้น  แต่ยังจะไปเยือนสก๊อตแลนด์ด้วย) (= He will not only go to England but……………)

-         Not only can she swim well, but she can also cook skillfully. (เธอไม่เพียงแต่ว่ายน้ำเก่งเท่านั้น  เธอยังปรุงอาหารอย่างชำนาญด้วย) (= She can not only swim well but………….)

-        Not only + is (am, are, was, were) + subject + adjective  เช่น

-         Not only is she beautiful, but she is also kind. (เธอไม่เพียงแต่สวยเท่านั้น  แต่เธอยังใจดีด้วย) (= She is not only beautiful but………..)

-         Not only are they rich people, but they are also helpful. (พวกเขาไม่เพียงแต่เป็นคนร่ำรวยเท่านั้น  แต่ยังชอบช่วยเหลือคนด้วย) (= They are not only rich people but they…………..)

-         Not only + has (have) + subject + V. 3  เช่น

-         Not only has she divorced him, she has also taken her 2 children with her. (เธอไม่เพียงแต่จะหย่ากับเขา  แต่เธอยังพาลูก ๒ คนไปกับเธอด้วย) (= She has not only divorced him but she has…………)

-         Not only have they got good grades in college, they have also got a scholarship to study abroad. (พวกเขาไม่เพียงแต่เรียนได้คะแนนดีในมหาวิทยาลัย  แต่ยังได้ทุนไปเรียนเมืองนอกด้วย) (= They have not only got……college but they have also………..)

30. The gymnasium facilities of this public school are _________ those of the finest private school in the country. (เครื่องอำนวยความสะดวกในโรงยิมของโรงเรียนรัฐบาลแห่งนี้ __________  เครื่องฯของโรงเรียนเอกชนที่ดีที่สุดในประเทศ)

     (a)  second place from (เป็นที่สองจาก)

     (b) second only to (เป็นรองหรือเป็นที่สองก็เฉพาะแต่............เท่านั้น)

     (c)  second after (เป็นที่สองหลัง)

     (d) first except for (เป็นที่หนึ่งยกเว้นแต่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากเป็น “pattern”  ที่ต้องจำ คือ “second only to”  (เป็นรองหรือเป็นที่ ๒ ก็เฉพาะแต่..........เท่านั้น)  เช่น

-         San Francisco is second only to New York as the tourist city of the States. (ซานฟรานซิสโกเป็นรองก็เฉพาะแต่นิวยอร์คเท่านั้นในฐานะเมืองท่องเที่ยวในสหรัฐฯ)