หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 38)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Jimmy will be punished _______________ coming late.

(จิมมี่จะถูกลงโทษ ______________________ การมาสาย)

(a) by

(b) because

(c) for (สำหรับ)

(d) in

2. When I say ‘I have no idea’, I mean ‘_________________’.

(เมื่อผมพูดว่า ‘I have no idea’ ผมหมายความว่า ____________________ )

(a) I haven’t decided yet (ผมยังไม่ตัดสินใจเลย)

(b) I have no money left (ผมไม่มีเงินเหลือ)

(c) I have no doubt (ผมไม่มีข้อสงสัย)

(d) I don’t know (ผมไม่ทราบ)

3. _______________  patient, and you will succeed.

(____________________  อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย Infinitive without to” (Verb 1) แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์ เช่น  patient” (อดทน)  “careful” (ระมัดระวัง) จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be” สำหรับตัวอย่างประโยคคำสั่ง-ขอร้อง อื่นๆ  เช่น

-                  If you need any help filling out the forms, _________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้_____________  

ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a)  to ask

(b)  asking

(c)  asks

(d) ask (ถาม)

หมายเหตุตอบข้อ (d)  เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง (ในที่นี้ คือ ask somebody at the front desk”) ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน “you”  อยู่หน้าประโยค คือ อยู่หน้า “ask” (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to”  นำหน้า  (infinitive without to) ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-        Buy me a newspaper. (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

-        Go out. (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

-        Open the window, please. (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

-        (Please) come into the room. (โปรดเข้ามาในห้อง)

ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์ (adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “Be” เสมอ เช่น

-        Be careful. (จงระวัง)

-        Be patient. (อดทนหน่อยนะ)

-        Be thoughtful to other people. (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำก็ยังถือเสมือนว่ามี “you” เป็นประธาน

นำหน้าประโยค ดังนั้น จึงต้องขึ้นต้น “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ” ด้วย “Don’t”  เสมอ เช่น

-        Don’t make a loud noise. (จงอย่าทำเสียงดัง)

-        Don’t get up late. (อย่าตื่นสายนะ)

-        Don’t bother me while I’m working. (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

        ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “Don’t be” เสมอ เช่น

-        Don’t be late for class. (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

-        Don’t be careless while walking across the street. (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

-        Don’t be too serious with your work. (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

4. The air of the hills is cooler than __________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _______________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “Air” เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงต้องแทนด้วย “That” และตามด้วย “of the plains” เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้ “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ (d) เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง “อากาศ” และ “ที่ราบ”  มิใช่ “อากาศของเนินเขา” และ “อากาศของที่ราบ” ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ)

       - The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ) (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้ one แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

    - The students in this class are more hard-working than those in that class. (นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น) (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้ those  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

5. I object _______________ your proposal.

(ผมคัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) _____________________ข้อเสนอของคุณ)

(a) to (กับ)

(b) against

(c) in

(d) at

(e) on

ตอบข้อ (a) “Object to” หมายถึง “คัดค้าน, ไม่ชอบ, ไม่เห็นด้วย” เช่น

         - We object to the selection of Tom as our team leader.

(พวกเราไม่เห็นด้วยกับการเลือกทอมเป็นหัวหน้าทีมของพวกเรา)

6. Though the railways have no competition, most people see that their charges are fair and __________________.

(แม้ว่ารถไฟจะไม่มีการแข่งขัน  คนส่วนมากมองว่าราคา (ค่าบริการของรถไฟ)  เป็นธรรมและ _______________________ )

(a) reason (เหตุผล – เป็นคำนาม)

(b) reasonable (ราคาพอสมควร, ไม่แพงเกินไป, มีเหตุผล, เหมาะสม) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) reasonably (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) reasonless (ปราศจากเหตุผล)

7. I will give you _______________ details later.

(ผมจะให้รายละเอียด _______________________ แก่คุณ ในภายหลัง)

(a) farer (คำนี้ไม่มีใช้)

(b) farther (ไกลกว่า)

(c) further (เพิ่มเติม, มากขึ้น, ขยายออกไปอีก – เป็นคำคุณศัพท์) (ต่อไป, ไกลออกไป, นานออกไป – เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) longer (ยาวกว่า, นานกว่า)

8. “A corner shoe store” means “____________________”.

(“ร้านรองเท้าที่หัวมุมถนน” หมายถึง ____________________ )

(a) the shoe at the corner of a store (รองเท้าที่มุมของร้าน)

(b) one corner of a shoe store (มุมหนึ่งของร้านรองเท้า)

(c) a store selling shoes at the corner (ร้านขายรองเท้าอยู่ที่หัวมุมถนน)

(d) the shoe at one corner of the store (รองเท้าที่มุมหนึ่งของร้าน)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากการแปลความหมายของคำนามขยายคำนาม หรือ “นามประกอบ” (Compound noun)  ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นมาข้างหน้า (ทั้งนี้  มีข้อสังเกต  คือ คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์ คือไม่เติม “s” แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลังดูเพิ่มเติม “นามประกอบ” จากคำต่อไปนี้

   - bus station (สถานีรถประจำทาง)

   -  service buses (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งประชาชนทั่วไป หรือพนักงานบริษัท)

   -  bus service (บริการรถประจำทางหรือรถรับส่งพนักงาน)

   -  flower garden (s) (สวนดอกไม้)

   -   wood house (บ้านไม้)

   -  steel table (s) (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s) (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s) (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s) (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)(ราคาสินค้า)

    -  price competition (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s) (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s) (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s) (คู่ค้า)

   -  leather belt (เข็มขัดหนัง)

    -  business transaction (s) (การดำเนินธุรกิจ)

9. My brother has a box in which he keeps his _________________.

(น้องชายของผมมีกล่อง ๑ ใบ ซึ่งเขาเก็บ ____________________ ของเขาไว้)

(a) save (ประหยัด, ออมเงิน) (เป็นคำกริยา)

(b) safe (ปลอดภัย, ไม่เสียหาย, มั่นคง, แน่นหนา) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) saving (การประหยัด, การอดออม, การลดค่าใช้จ่าย) (เป็นคำนาม)

(d) savings (เงินที่เก็บออมไว้, เงินสะสม) (เป็นคำนาม)

10. I ________________ to Japan several times.

(ผม ______________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been (เคยไป – ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบข้อ (b)  ดูหลักเกณฑ์การใช้ “Present perfect tense” ดังต่อไปนี้  โดยเฉพาะ ข้อ ๓ และ ข้อ ๕

          ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  just =  เพิ่งจะ, recently = เมื่อเร็วๆนี้,  lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

   - I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

    - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

       - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

           ๒. ใช้บอกข้อความว่า “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง” มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี “Already” และ “Yet” ก็ได้ เช่น

        - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

        - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

        - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

        - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

       - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your  report already?)(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

             ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา (For + ความยาวของเวลา), Since = ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

- She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.) (เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

    - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

              ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก ever”  “never”  เช่น

       - Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

        - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

        - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

            ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจากAdverb of frequency”เหล่านี้ “again and again” = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  many times” “several times” = หลายครั้ง,  “sometimes” = บางที,  “over and over     (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก, “this is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

      - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

      - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

      - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

       - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” “Superlative degree” เช่น

        - He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

      - She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

      - It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

     - They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

              ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี  this morning, this week, this month, this year” เช่น

      - I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ ๓ เล่ม เดือนนี้ – คืออ่านจบแล้ว)

      - He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห็นี้ – คืองานเสร็จแล้ว)

            แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ใช้รูป  “Continuousเช่น

      - He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

      - They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน เช่น

       - I have lost my key. (ผมทำกุญแจหาย – ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

       - I have locked the door. (ผมล็อคประตูแล้ว – ประตูยังปิดอยู่)

       - John has read many books on astronomy.

(จอห็นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์ – คืออ่านจบไปแล้ว)

         แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้ “Past simple” (Verb 2) เช่น

-  I lost my key last week. (ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

-  She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

-I locked the door last night. (ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

11. Travelling by air is not cheap.  _________________ is it enjoyable.

(การเดินทางโดยทางอากาศไม่ได้ราคาถูก _________________ สนุกสนานด้วย)

(a) Also

(b) And

(c) Either

(d) Neither (และไม่)

ตอบข้อ (d) ใช้ “Neither” หรือ “Nor” เพื่อแสดงการคล้อยตามในประโยคปฏิเสธ

สำหรับตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-            A sneeze cannot be performed voluntarily, neither (nor) can it be easily suppressed.

(การจามมิสามารถถูกกระทำได้โดยสมัครใจ  และมันไม่สามารถถูกระงับได้อย่างง่ายๆ เช่นเดียวกัน)

             เนื่องจากการใช้คำ neither หรือ nor ที่หมายความว่า “ไม่..........ด้วย

เช่นเดียวกัน”  ทั้ง๒ คำ เมื่อนำมาขึ้นหน้าประโยค  มีรูปแบบการใช้ดังนี้ คือ

            Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน + กริยาแท้ (ช่องที่ ๑ ไม่มี “to” )  หรือ

            Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน (จบเพียงแค่นี้)  เช่น  ในประโยค

-         He doesn’t like cats.  Nor (neither) do I.

(เขาไม่ชอบแมว – ผมก็ (ไม่ชอบ) เช่นเดียวกัน)  หรือ

-         He doesn’t like cats and nor (neither) do I.

-         She won’t go to the movies.  Nor (neither) will I.

(เธอจะไม่ไปดูหนัง – ผมก็ (จะไม่ไป) เช่นเดียวกัน)

-         They can’t swim.  Nor (neither) can we.

(พวกเขาว่ายน้ำไม่เป็น – พวกเรา (ก็ว่ายไม่เป็น) เช่นเดียวกัน)

-         She has not cleaned her room, nor has she done her homework.

(เธอยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องเลย  และเธอก็ยังไม่ได้ทำการบ้านด้วย)

-         They must not make a loud noise.  Not (neither) must we.

(พวกเขาจะต้องไม่ทำเสียงดัง – พวกเราก็ (ต้องไม่ทำเสียงดัง) เช่นเดียวกัน)

12. President Lincoln’s hometown is __________________.

(บ้านเกิดของประธานาธิบดีลิงคอล์นอยู่ ____________________ )

(a) far from here three hundred miles

(b) three hundred miles from here {(ห่างออกไป) ๓๐๐ ไมล์จากที่นี่ }

(c) far three hundred miles from here

(d) three hundred miles far from here.

ตอบข้อ (b) มีการเรียงคำ คือ “จำนวนระยะทาง + from hereไม่ต้องมีคำว่า Far

13. Father left a message for ________________.

(พ่อทิ้งข้อความไว้สำหรับ _____________________ )

(a) I and you

(b) you and I

(c) me and you

(d) you and me (คุณและผม)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจากในภาษาอังกฤษ ให้กล่าวถึงตัวผู้พูดทีหลังสุด และเนื่องจากอยู่หลัง Preposition “For” จึงต้องอยู่ในรูป “กรรม” คือ “Me” สำหรับ “You” เป็นทั้ง “ประธาน” และ “กรรม” ในตัวเดียวกัน ในที่นี้ถือว่าอยู่ในรูป “กรรม”  เปรียบเทียบกับตัวอย่างข้างล่าง

           - Father left a message for her, him and me.

14. There is a house ______________ in the next street.

(มีบ้าน ____________________ ในถนนถัดไป)

(a) letting

(b) for let

(c) to let (ให้เช่า)

(d) having let

ตอบข้อ (c) “A house to let” =  บ้านให้เช่า

15. Have you ever had your voice _______________ ?

(คุณเคย ___________________ เสียงไหม – คือให้เสียงถูกบันทึกโดยผู้อื่น)

(a) record

(b) to record

(c) recorded (บันทึก)

(d) recording

ตอบข้อ (c) เป็นการใช้ในโครงสร้าง “Causative use” ในแบบ “Passive voice”  คือ “ประธานให้กิจกรรมบางอย่างถูกกระทำโดยผู้อื่น” (Subject + have (get) + something + done (กริยาอะไรก็ได้ แต่เป็นช่องที่ ๓) + (by someone)  แต่ทั้งนี้ นิยมพูดในภาษาไทยว่า  “ประธานทำสิ่งนั้นสิ่งนี้เอง” เช่น

       - He has his hair cut once a month.

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

     - She has her room cleaned every day.

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

     - We had our car washed once a week last year.

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

              สำหรับการใช้โครงสร้าง “Causative use” ในแบบ “Active voice” คือSubject + have + someone + do (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something” หรือ (= Subject + get +  someone + to do + something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

1. subject + have + someone + do + something (กรรมของ  verb “do”)

2. subject + get + someone + to do + something (กรรมของ verb “do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

            ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน ถือว่าอยู่ในรูปของ “Active voice” เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                    อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการใช้ในรูป “passive voice” คือ {Subject + have (get)    + something + done + (by someone)}   {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้  ทั้ง “have และ “get”  ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

16. Neither I nor my sister ________________ going to the dance.

(ไม่ทั้งผมและน้องสาว _________________ ไปเต้นรำ – คือ ทั้งผมและน้องสาวไม่ไปเต้นรำ)

(a) is

(b) am

(c) are

(d) aren’t

ตอบข้อ (a) เนื่องจาก ประธานประโยค ๒ ตัว เชื่อมด้วย “Or, Either… …..or, Neither…….nor, Not only……..but also   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง เช่น

       - You or I am to blame for the error.

(ไม่คุณก็ผมที่ควรถูกตำหนิสำหรับความผิดพลาด)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ  “I”)

      - When I came in, neither the radio nor the television was on.

(เมื่อผมเข้ามา  ทั้งวิทยุและทีวีมิได้เปิดอยู่)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ “the television”)

        - Neither you nor I was glad.

(ทั้งคุณและผมไม่ดีใจ)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ “I”)

        - Although we have been living in Thailand for 5 years, neither my husband nor I speak Thai fluently.

(แม้ว่าเราได้อยู่เมืองไทยมา ๕ ปีแล้ว  ทั้งสามีและฉันพูดไทยไม่คล่อง) (ใช้กริยาตาม “I”)

        - Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work. (ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  หรือ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยาตาม “plain laziness”)

17. _________________ by this sad example, I shall try to do better in the future. (____________________  โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบข้อ (b) เนื่องจากประธานประโยค คือ “I” เป็นผู้ “ถูกเตือน” โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า  จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๓ (Past participle) ซึ่งแสดงการ “ถูกกระทำ” (Passive voice) นำหน้าประโยค   มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา คือ “ถูกเตือน”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

-         Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่า

เรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)         เนื่องจากประธานของประโยค คือ “ballet” เป็นสิ่งที่ “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (past participle)  สำหรับวลี “Loved throughout the Western world” เป็นข้อความที่ขยายประธาน (ballet) โดยทำหน้าที่เป็น “adjective phrase” ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้ (passive voice)  ได้แก่

-         Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

-         Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

    ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

 Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

               สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย) เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง Active voice”) เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

18. He got used to ______________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________ )

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “Get (got) used to” (คุ้นเคย, เคยชิน) ต้องตามด้วย คำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing) เพราะในที่นี้ “To” เป็น “Prepositionสำหรับ 

Get used to” หรือ “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน) จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต หรือ ปัจจุบัน ก็ได้  ดังตัวอย่าง เช่น

         - We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

            - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

        - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

        - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

        - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

               ****** สำหรับ “used to”หมายถึงเคยทำในอดีต  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)  ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ (used to + Verb 1) ดังตัวอย่าง เช่น

           - He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว) (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

           She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

19. We have not _________________ yet about what is happening.

(เรายังไม่มี ____________________  เกี่ยวกับว่ามีอะไรเกิดขึ้น)

(a) much informations

(b) many informations

(c) much information (ข้อมูลข่าวสารมากมาย)

(d) many information

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “Information” เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม  “s” ได้  และต้องใช้กับ “Much

20. It was ________________ that we decided to buy it.

(มันเป็น ______________________ จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

(a) a such beautiful house

(b) such a beautiful house (บ้านที่สวยงามมาก)

(c) so beautiful house

(d) so a beautiful house

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างข้างล่าง

         - It is (was) + such + a + adjective+ noun (เอกพจน์นับได้)  + that ……..

(It is (was) such a small car that we can’t get into it.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

        - It is (was) + so + adjective + a + noun (เอกพจน์นับได้) + that……….

(It is (was) so small a car that we can’t get into it.)

-  Noun (เอกพจน์นับได้)  + is (was) + so + adjective + that ………..

(The car is (was) so small that we can’t get into it.)

-  They are (were) + such + adjective + noun (พหูพจน์) + that…….

(They are (were) such small cars that we can’t get into them.)

-  Noun (พหูพจน์)  are (were) + so + adjective + that …………

(The cars are so small that we can’t get into them.)

21. They ______________ buried their gold in the ground outside the city. (พวกเขาฝังทอง _____________________ ในพื้นดินนอกเมือง)

(a) secret (ความลับ, สิ่งที่ปกปิด, ลับ, เป็นความลับ, เร้นลับ) (เป็นคำนามและคุณศัพท์)

(b) secrecy (ความลับ, การปิดบัง) (เป็นคำนาม)

(c) secretary (เลขานุการ)

(d) secretly (อย่างลับๆ) (เป็นกริยาวิเศษณ์)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากขยายกริยา “ฝัง” จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์

22. The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll. (เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting (น่าตื่นเต้น)

(b) excited (ตื่นเต้น)

(c) excite (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบข้อ (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-         The results of the traveler preference survey are surprising.

 (ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุประโยคข้างบนนี้ต้องใช้ “surprising” เนื่องจาก “surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า “ทำให้ประหลาดใจ” แต่ถ้าใช้ในรูป “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า “น่าประหลาดใจ” ส่วนเมื่อใช้ในรูป “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ surprise ได้แก่

satisfy – ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint – ทำให้ผิดหวัง

attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise – ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust – ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้ คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป “Subject + verb + object”  จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “verb + ing” {subject + is (am, are, was, were) + V. ing} หรือ  (V. ing + noun) มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing” พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work isboring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking.  (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม “ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง “verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น “passive voice” (subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ ฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.(present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.(present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.(past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tiredof hard work.(past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.(past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.(past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.(present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.(present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

23. The food ________________ by my mother tastes better than anyone else’s. (อาหารที่ __________________ โดยแม่ของผม  มีรสชาติดีกว่าอาหารของคนอื่นๆ)

(a) is cooked

(b) was cooked

(c) cooking

(d) cooked (ถูกปรุง)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค which (that) is cooked by my mother” โดยไม่สามารถเลือกข้อ (a) ได้ เพราะว่าประโยคข้างต้นมีกริยาแท้อยู่แล้ว คือ tastes” ดังนั้น  จะมีกริยาแท้ซ้อนอีกตัวไม่ได้  นอกจากว่าจะมีคำเชื่อม เช่น “and

24. Tim was so popular that they appointed him ________________.

(ทิมเป็นที่นิยมชมชอบมาก  จนกระทั่งพวกนั้นแต่งตั้งเขาเป็น ______________ )

(a) being a chairman

(b) chairmen

(c) chairman (ประธาน)

(d) chairman’s

ตอบข้อ (c) สำหรับข้อนี้จะตอบ “as chairman” ก็ได้

25. I shall leave ______________ tomorrow.

(ผมจะออกจาก _____________________ ในวันพรุ่งนี้)

(a) from Bangkok to Chiengmai

(b) Bangkok to Chiengmai

(c) from Bangkok for Chiengmai

(d) Bangkok for Chiengmai (กรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่)

ตอบข้อ (d)  ต้องจำโครงสร้างนี้ให้ได้

26. If he ________________ some money with him then, he would have bought it.

(ถ้าเขา ___________________ เงินติดตัวในขณะนั้น  เขาก็คงจะซื้อมันแล้ว)

(a) had

(b) has

(c) had had (มี)

(d) has had

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “If clause” แบบที่ ๓ (Past unreal) คือ เป็นการสมมติเรื่องในอดีต  กล่าวคือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  โดยข้อความที่เกิดขึ้นจริง คือ เพราะว่าเขาไม่มีเงินติดตัวในตอนนั้น  เขาเลยไม่ได้ซื้อมัน”  การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คือ  “if + subject + had (not) + V ช่อง 3, subject + would (not) + have + Vช่อง 3” หรือเอา “If clause”   ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาอีก “clause”  หนึ่งซึ่งเป็นประโยคใหญ่ (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการแต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต เช่น

-        If he had studied hard, he would have passed the exam. (ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-        If you had asked me, I would have told you the truth. (ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-        If they had not stopped smoking, they would have died of cancer. (ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-        She would have gone to the market if she had had something to buy. (เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ) จะเห็นว่าใน “If clause” มี  “had” 2 ตัว    ตัวหน้าแสดง “Past perfect tense”   ส่วน had”   ตัวหลังมาจาก  “have”  ที่แปลว่า “มี”  พอมาอยู่หลัง “had” จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น Verb  ช่องที่ 3 ทำให้มี “had” 2 ตัว

-        I would not have bought a car if my office had not been very far from my home. (ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

สรุป  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป “Past perfect” {had (not) + V 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่) จะเป็นรูป “Past future perfect”{would (not) + have + V 3} จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้