หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 37)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. He won’t pass his examination _____________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน _____________________ )

(a) if he is not enough diligent

(b) unless he is not diligent enough

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough(ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “Unless = If not” แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง “Unless + subject + verb(บอกเล่า)ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”ซึ่งเป็นปฎิเสธ รวมอยู่ในคำด้วยแล้ว

2. There are ________________ on the desk.

(มี _______________ บนโต๊ะเรียน)

(a) several sheets paper

(b) several sheet of paper

(c) several sheets of paper(กระดาษหลายแผ่น)

(d) several sheets of papers

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “Paper” (กระดาษ) เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้ในรูปพหูพจน์ หรือ เติม “S” เข้าข้างท้ายได้ดังนั้น  เวลาจะนับ  จึงต้องนับเป็น “แผ่น

Sheet” ซึ่งสามารถทำเป็นรูปพหูพจน์ได้ คือ “หลายแผ่น”หรือ “แผ่นเดียว” (A sheet of paper)

3. He should ______________ himself for doing so well in his work.

(เขาควร __________________ ในตนเอง  สำหรับการทำงานได้เป็นอย่างดี)

(a) proud of

(b) proud

(c) be proud

(d) be proud of (ภูมิใจ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “Proud” เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ “Verb to be แต่เนื่องจากอยู่หลัง “Should”จึงต้องอยู่ในรูป “Infinitive without to” (Be)  และ  ต้องตามด้วย Preposition “Of

4. It takes ______________ time to cross the Pacific Ocean than it does to cross the Atlantic Ocean.

(มันใช้เวลา ________________ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิค  (มากกว่า) การใช้เวลาในการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก)

(a) longer

(b) long

(c) more long

(d) a longer(ยาวนาน...................มากกว่า)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree) สังเกตได้จาก “thanซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์(adjective)ที่อยู่ในรูป “ขั้นกว่า” เช่น“bigger than”  “smaller than”  “older than”  “younger than”  “more expensive than” (แพงกว่า)หรือ“more spacious than(มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้นแต่สำหรับในข้อ ๔ มีข้อความมาคั่นระหว่าง longer” และ“than”คือ“time to cross the Pacific Ocean

5. Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped(คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็น “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอสำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause” แบบที่ ๓ ได้แก่

-         If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คืออนุประโยค“If + subject + had (not) + V ช่อง 3”, ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Vช่อง3”หรือเอา“if clause”ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่(Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยคความหมายจะเหมือนกันทุกประการแต่ถ้าเอา“Main clauseมาไว้ข้างหน้าประโยคเมื่อจบMain clauseแล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย(if clause)เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต เช่น

-        If he had studied hard, he would have passed the exam.(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-        If you had asked me, I would have told you the truth.(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-        If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-        She would have gone to the market if she had had something to buy.(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ) จะเห็นว่าใน“if clause”มี  “had” 2ตัว    ตัวหน้าแสดง“past perfect tense”ส่วน“had”ตัวหลังมาจาก  “have”ที่แปลว่า “มี”  พอมาอยู่หลัง“had”จึงต้องเปลี่ยนไปเป็นverbช่องที่3ทำให้มี“had”  2ตัว

-        I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-         If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-        If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

สรุปใน“if clause”(ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป“past perfect” {had + (not) + V 3}เสมอ  ส่วนใน  “main clause”(ประโยคใหญ่) จะเป็นรูป“past future perfect”{would (should, could, might) + (not) + have + V 3}จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

6. I don’t know ________________ to do.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำ ____________________ )

(a) how

(b) whom

(c) what(อะไร)

(d) why

ตอบข้อ (c) ซึ่งมีความหมาย คือ “ไม่รู้ว่าจะทำอะไร” คือ ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ผู้พูดๆในลักษณะที่หมดปัญญาจะทำ  งงสับสนไปหมด  ส่วนถ้าจะตอบข้อ (a) ต้องแก้เป็น “how to do it”หรือถ้าจะตอบข้อ (d) ก็ต้องแก้เป็น “why I have to do it”(ทำไมผมจึงต้องทำมัน)

7. Household goods are ______________ furniture for the home, and also things needed for cooking and meals.

(สินค้าครัวเรือนคือ ___________________เฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้าน  และรวมถึงสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับการปรุงอาหารและมื้ออาหารต่างๆ)

(a) such a thing as

(b) such a thing like

(c) such things like

(d) such things as(สิ่งต่างๆเช่น)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นการยกตัวอย่างซึ่งมีมากกว่า ๑ สิ่ง จึงต้องใช้ things” และ“such”ใช้คู่กับ “as

8. The man ________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ___________________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave(กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก to be about to” หมายถึง “กำลังจะ หรือ จวนจะ หรือ พร้อมที่จะ” เช่น

- His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

     - She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

     - It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

     - We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)
     - I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

9. In this much-travelled world, there are still _______________ which are inaccessible to tourists.

(ในโลกแห่งการท่องเที่ยวมากมายนี้  ยังคงมี __________________ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยนักท่องเที่ยว)

(a) many thousands places

(b) thousands of places (สถานที่หลายพันแห่ง)

(c) many thousands of place

(d) thousand of places

ตอบข้อ (b)  หรืออาจใช้ “many thousands of places”

10. Billy is often in difficulties ________________ money.

(บิลลี่มักพบกับความยุ่งยากบ่อยๆ __________________ เรื่องเงินๆทองๆ)

(a) of

(b) on

(c) with

(d) about(เกี่ยวกับ)

(e) from

11. Mr. Simpson went to work ______________ being exhausted.

(มิสเตอร์ซิมสันไปทำงาน ___________________ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า)

(a) though(ถึงแม้ว่า)

(b) because of (เนื่องจาก)

(c) in spite of (ทั้งๆที่)

(d) for

ตอบข้อ (c)  คือ “ไปทำงานทั้งๆที่เหนื่อย” สำหรับข้อ (a) ต้องแก้เป็น “though he was exhausted”(ถึงแม้ว่าเขาเหนื่อยล้า)ก็ใช้ได้เช่นกัน

12. He became a doctor _______________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like(เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “Like” เมื่อหมายถึง “เหมือน” จะเป็น “Preposition” จึงต้องตามด้วยคำนามสำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”ส่วน   As”(เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย “Subject + verb” (ดูความแตกต่างการใช้ Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

-         Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Unionduring the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุประโยคข้างบนใช้“Like” เนื่องจาก “like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น  “the other nations” “his father”  “most hard-working people(คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)  ต้องตามด้วยอนุประโยค(as + subject + verb) เช่น

- He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

 - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

สำหรับ “As” เมื่อเป็น “preposition”  มีความหมายว่า “ในฐานะ หรือ เป็น” จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

- She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

 - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

      - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

      - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

13. The shopkeeper was angry with us _______________ not buying anything.

(เจ้าของร้านโกรธเรา ___________________ ไม่ซื้ออะไรสักอย่าง)

(a) since(เพราะว่า, เนื่องจาก)

(b) because(เพราะว่า, เนื่องจาก)

(c) for(เนื่องจาก, เพราะว่า)

(d) as we did(เนื่องจากเรา)

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “For + Gerund (Verb + ing) (for not buying)สำหรับข้อ (a) (b)  และ (d) สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น “since (because, as) we did not buy anything” (เนื่องจากเราไม่ซื้ออะไรเลย)

14. The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________ )

(a) rain(ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบข้อ (a) เนื่องจาก “Like” ในที่นี้เป็น “Preposition” หมายถึง “เหมือน, คล้าย” ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้ คือ “ฝน” (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ ๑๒)

15. When Tim heard that he had passed his exam with high marks, he realized that he had been worrying quite ________________.

(เมื่อทิมได้ยินว่าเขาได้สอบผ่านด้วยคะแนนสูง  เขาตระหนักว่า  เขาได้วิตกกังวล ___________ อย่างยิ่ง)

(a) unnecessary

(b) unnecessarily (อย่างไม่จำเป็น, โดยไม่จำเป็น)

(c) not necessary

(d) not necessarily

ตอบข้อ (b) เนื่องจากขยายกริยา (worrying) จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์(Adverb)

16. Tell me ________________.

(บอกผม ________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “Noun clause” ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยาTell”ทั้งนี้“Noun clause”มักขึ้นต้น (นำหน้า) ด้วย“Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่) (โดยไม่ต้องมี “That” อยู่ข้างหน้า) ทั้งนี้ โครงสร้างของ “Noun clause” คือQuestion word + subject + verb(เรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)  สำหรับ“Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.     เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค เช่น

    - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

    - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

     - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

     - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

     - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

     - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

๒. เป็นกรรมของ “Verb” หรือประโยค เช่น

- I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

     - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

     - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

     - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

     - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

     - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

     - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

๓. เป็นกรรมของ “preposition” เช่น

- She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

      - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

      - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

      - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

 ๔. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์ (adjective) ที่แสดงความรู้สึก (sure, confident, happy, sorry, grateful, doubtful, suspicious, certain, delighted, delightful, anxious, worried, etc.) เช่น

- I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

      - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

      - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

      - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

๕. ใช้แทนคำนาม (noun) ที่มาข้างหน้ามัน เช่น

- The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

(ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑ เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“the fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”

ดังนั้น “that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “noun

clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  the fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้นthat (which) he told me” จึงเป็น “adjective clause” มาขยาย “thefact

      - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันมิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “noun clause)

      - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. (ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)(ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “noun clause)

หมายเหตุจากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น “noun clause” จะใช้ “that” นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”) และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น “adjective clause”  จะใช้ “that” หรือ “which” ก็ได้  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของประโยคอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

-         The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)(ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “adjective clause”  ขยาย “the book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของ

clause

   -    The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก) (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น adjective clause” ขยาย “the book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ “clause”  ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

17. The hotel ___________ was very comfortable.

(โรงแรม __________ มีความสะดวกสบายมาก)

    (a) which I slept last week

    (b) that I slept last week

    (c) where I slept in last week (ผิด เพราะมี “where”  แล้ว ห้ามใช้“in”อีก)

    (d) in which I slept last week (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “in which” มีความหมายเท่ากับ “where”  สำหรับข้อนี้  นอกจากตอบในแบบข้อ (d) แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ ได้อีก คือ

   - (d) in which I slept last week

     - which I slept in last week

     - that I slept in last week

     - where I slept last week

หมายเหตุห้ามใช้  “in that I slept last week

18. _______________ the teacher, the boys stopped playing.

(______________  ครู  นักเรียนหยุดการเล่น)

(a) To see

(b) Saw

(c) Seeing (เห็น)

(d) They saw

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Present participle” (Verb + ing) แสดงรูป “Active voice”  คือ  ขยายประธานของประโยค (the boys)   เพื่อบอกให้รู้ว่า  ประธานฯ เป้นผู้ทำกริยา “เห็นครู”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ “Present participle” ที่บ่งบอกว่าประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

           กริยา “มอง”)

 Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

               สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย) เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง Active voice”) เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                ในกรณีที่นำกริยาช่องที่ ๓  (Past participle) มาขึ้นหน้าประโยค  มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำกริยานั้นๆ คือแสดงถึง “Passive voice”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

-         Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

     (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่า

     เรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

                  เนื่องจากประธานของประโยค คือ “ballet” เป็นสิ่งที่ “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (past participle)  สำหรับวลี “Loved throughout the Western world” เป็นข้อความที่ขยายประธาน (ballet) โดยทำหน้าที่เป็น “adjective phrase” ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้ (passive voice)  ได้แก่

-         Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

-         Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

19. I am too busy ______________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ ______________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go (ไป)      

(d) that I can’t go

ตอบ – ข้อ (c) เนื่องจากเป็นการใช้ “to + verb” ตามหลัง  “adjective” หรือ adverb” ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน  สำหรับในข้อ ๑๙ ใช้ “to go”  เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ขยายคำคุณศัพท์ busy” {มีธุระยุ่ง (เกินไป) ที่จะไป} ตัวอย่างอื่นๆประเภทนี้  ได้แก่

-         Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.(บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

-         She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

-         The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

-         It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

-         He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

20. She did nothing but ________________ .

(เธอไม่ทำอะไร  ยกเว้น _____________________ )

(a) cry

(b) cried

(c) crying

(d) to cry

ตอบข้อ (a)  เนื่องจากหลัง “But” (ยกเว้น) และ “Except” (ยกเว้น) ซึ่งถือเป็น Preposition” ทั้ง ๒ คำ  ต้องตามด้วย “Infinitive without to” (Verb 1)   โดยถือเป็น “กรรม” ของ “But” และ “Except”   เช่น

-         He desired nothing except pass his exam.

(เขาไม่ปรารถนาอะไร  นอกจากสอบผ่าน)

-         She wants nothing but marry a millionaire.

(เธอไม่ต้องการอะไร  นอกจากแต่งงานกับเศรษฐี)

      This robot can do everything but smile.

        (หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถทำได้ทุกอย่าง  ยกเว้นยิ้ม)

    -    There was little I could do except wait.

       (มีอะไรนิดหน่อยที่ผมสามารถทำได้  ยกเว้นรอคอย)

21. Those people are working very ________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน _____________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “Hard” เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในคำเดียวกัน โดยหมายถึง “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา “are working” จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น “hardly” สำหรับ “Hardly” เป็น “Adverb of frequency” (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)  หมายถึง “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely” ดังตัวอย่าง

      - He hardly works.

   (เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

      - She is hardly patient.

     (เธอไม่ใคร่จะอดทน)

      - They had hardly finished their work when it began to rain.

     (พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                  สำหรับการวางตำแหน่งของ “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค มีดังนี้ คือ

๑.     วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

-         They always come late.(พวกเขามาสายเสมอ)

-         She usually goes shopping.(เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

-         He seldom drives to work.(เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

๒.   วางไว้หลัง “verb to be” เช่น

-         He is often late for class.(เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

-         They are always busy with their work.(พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

-         She is never contented with her life.(เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

๓.    ถ้ามีคำกริยา ๒ ตัวในประโยค ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น เช่น

-         They have always had lunch there.(พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

-         She will never love him.(เธอจะไม่มีวันรักเขา)

-         You should never come to class late.(คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

-         He is always asking me.(เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

-         We have never traveled to New York.(เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

๔.    สำหรับ “never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น “never, hardly, seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย), never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner, in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), not often, not only(ไม่เพียงแต่), not even once (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), not until (ไม่จนกระทั่ง)อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.) + subject + verb (แท้)}เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง –เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย –เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place. (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

22. Our school was ________________ in 1930.

(โรงเรียนของเราถูก _____________________ ในปี ๑๙๓๐)

(a) find (พบ, หา, เจอ)

(b) found (พบ, หา, เจอ) (เป็นกริยาช่องที่ ๒ และ ๓ ของ “find”)

(c) finding

(d) founded (เป็นกริยาช่องที่ ๒ และ ๓ ของ “found” – สร้าง, ก่อตั้ง)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจากโรงเรียน “ถูกสร้าง หรือ ถูกก่อตั้ง

23. Thailand’s population ________________ is an average of 0.8 percent each year.

(_________________  ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซนต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม (Compound noun) หรือ นามประกอบ” (population increase)  ในกรณีนี้ คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์ คือไม่เติม “s” แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง เช่น

   -  service buses (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service(บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)(สวนดอกไม้)

   -   wood house(บ้านไม้)

   -  steel table (s)(โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development(การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy(กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate(อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party(งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment(การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction(การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance(การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance(การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market(ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)(อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s) (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas(กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector(ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change(การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s) (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)(ราคาสินค้า)

    -  price competition(การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt(หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)(การขายรถยนต์)

    -  distribution channel(ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence(การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)(สำนักงานสาขา)

    -  insurance company(บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)(คู่ค้า)

    -  leather belt(เข็มขัดหนัง)

    -  business transaction (s) (การดำเนินธุรกิจ)