หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 345)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Despite its wide range of styles and instrumentation, country music has certain common features ___________ its own special character.

(ทั้งๆขอบเขตที่กว้างขวางของรูปแบบ (ท่วงทำนอง) และการใช้อุปกรณ์ของมัน (ดนตรีบ้านนอก),  ดนตรีบ้านนอกมีลักษณะร่วมกันบางอย่าง ________________ ลักษณะพิเศษของตัวเอง)

(a) give it that

(b) that give it to

(c) that give it    (ซึ่งให้มัน)  (ซึ่งให้ ...........ลักษณะพิเศษของตัวเอง............ แก่มัน)

(d) give that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (That)  กริยา  (Give)  และกรรมรอง  (It) ของอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  (That give it its own special character)  ทำหน้าที่ขยายคำนาม  (Features)  ส่วนกรรมตรงคือ  “Its own special character

 

2. ______________________________________________ of tissues is known as histology.

(________________ ของเนื้อเยื่อ  เป็นที่รู้จักกันว่าเป็น (วิชา)  “จุลกายวิภาคศาสตร์ของเนื้อเยื่อ”)

(a) Studying scientific

(b) The scientific study    (การศึกษาทางวิทยาศาสตร์)

(c) To study scientifically

(d) That is scientific studying

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Of tissues”  เป็นส่วนขยายประธาน   และ  “Is known”  เป็นกริยา

 

3. By tracking the eye of a hurricane, forecasters can determine the speed at which ___________.

(โดยการตามรอย (ติดตาม) ทิศทางลมของพายุเฮอริเคน  นักพยากรณ์สามารถกำหนดความเร็วซึ่ง __________________)

(a) is a storm moving

(b) a moving storm

(c) a storm is moving    (พายุกำลังเคลื่อนที่ไป)

(d) is moving a storm

 

4. His roommate said that he __________________________________________________.

(เพื่อนร่วมห้องพักของเขากล่าวว่า  เขา ______________________________________)

(a) lived here three years ago.

(b) lived there three years ago.

(c) would live there three years before.

(d) had lived there three years before.    (ได้อาศัยอยู่ที่นั่น  ๓  ปีก่อนหน้านั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็น  “Indirect speech”  โดยมาจากประโยค  “Direct speech”  คือ  His roommate said, “He lived here three years ago.”  จึงต้องเปลี่ยน  “Lived”  เป็น  “Had lived”  และ  “Here”  เป็น  “There”  และเปลี่ยน  “Three years ago”  เป็น  “Three years before”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He said he travelled more often than he had two years ______________________.

(เขากล่าวว่าเขาเดินทางบ่อยมากกว่าที่เขาได้เดินทางเมื่อ ๒ ปี  _____________________)

(a) ago    (ล่วงมาแล้ว)

(b) later    (ต่อมา)

(c) since    (ตั้งแต่)

(d) before    (ก่อนหน้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนประโยคพูดตรง-ถามตรง  (Direct speech) (I travel more often than I had two years ago.)  เป็นประโยคพูดอ้อม-ถามอ้อม  (Indirect speech) (He said he travelled more often than he had two years before.)  จะต้องเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่แสดงความใกล้  (Nearness)  เป็นถ้อย คำที่มีลักษณะห่างไกล  (Distance)  เช่น

Direct

 

Indirect

yesterday

เป็น

the day before

the previous day

today, tonight

เป็น

that day, that night      

last night

เป็น

the night before

last week

เป็น

the week before

last month

เป็น

the month before

last year

เป็น

the year before

tomorrow

เป็น

the next day

the following day

next week

เป็น

the following week

the week after

next year

เป็น

the following year

the year after

now

เป็น

then, at that time

ago

เป็น

before

this, these

เป็น

that, those

here

เป็น

there

come

เป็น

go

 

                                              นอกจากนั้น  ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลง  “Tense”  ด้วย  คือ

Direct

เป็น

Indirect

Present simple

เป็น

Past simple

Present continuous

เป็น

Past continuous

Present perfect

เป็น

Past perfect

Past simple

เป็น

Past perfect

Will

เป็น

Would

Shall

เป็น

Should

Can

เป็น

Could

May

เป็น

Might

Must

เป็น

Had to

                                              ตัวอย่างการเปลี่ยนประโยค  เช่น

Direct   : He said, “I play with these friends here today.”

(เขาพูดว่า,  “ผมเล่นกับเพื่อนๆเหล่านี้  ที่นี่วันนี้”)

Indirect   : He said that he played with those friends there that day.

(เขาพูดว่า  เขาเล่นกับเพื่อนๆเหล่านั้น  ที่นั่นวันนั้น)

Direct     : John said to me, “We are staying here now.”

(จอห์นพูดกับผมว่า  “เรากำลังพักที่นี่ในขณะนี้”)

Indirect   : John told me that they were staying there then (หรือ at that time).

(จอห์นบอกผมว่า  พวกเขากำลังพักอยู่ที่นั่น ในตอนนั้น หรือ ในขณะนั้น)

Direct    : She said to me, “I sent a gift to my brother yesterday.”

(เธอพูดกับผมว่า  “ฉันส่งของขวัญไปให้น้องชายของฉันเมื่อวานนี้)

Indirect  : She told me that she had sent a gift to her brother the day before  (หรือ the previous day).

(เธอบอกผมว่า  เธอได้ส่งของขวัญไปให้น้องชายของเธอเมื่อวันก่อนหน้า (วันที่พูดประโยคนี้)  หรือ วันก่อน)

Direct    : He said to her, “I last met my mother two years ago.”

(เขาพูดว่า  “ผมพบแม่ของผมครั้งสุดท้ายเมื่อ ๒ ปีมาแล้ว)

Indirect   : He told her that he had last met his mother two years before.

(เขาบอกเธอว่า  เขาได้พบแม่ของเขาครั้งสุดท้าย  เมื่อ  ๒  ปีก่อนหน้า – ที่พูดประโยคนี้)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Mary does not know __________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า______________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech” (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค  “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • He asked me _____________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว __________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if     (หรือไม่)

(e) weather    (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยค “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.) ซึ่งทั้ง ๒ คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป คือ ถ้าประโยค  “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech”  (He asked me)  และ  “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  เสมอ  ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student? 

(คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis? 

(คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party?

(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano?

(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                                             ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า ให้ใช้  “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)   เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                                             สำหรับในกรณีที่ ประโยค  “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา   “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…….to find that where it is hiding”

                                     ตัวอย่างที่              {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)}

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะ ได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –    ข้อ   (4)   แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech”  หรือ  “Reported speech”  คือ   “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”   เป็นการเปลี่ยนจากประโยค   “Direct speech” (Where is it hiding?)   มาเป็นประโยค  “Indirect speech”   ที่ขึ้นต้นด้วย   “are you going to find ……..….”  จึงต้องเอาประ ธานมาไว้หน้าคำกริยา   “where it is……..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)   เหมือนในประโยคคำถามดังตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you?  (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are.  (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going(Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going.  (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work?  (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

  • I asked him when he would retire from his work.  (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

5. Dave was integral (อิ๊น-ที-เกริ้ล) to the organization; it could never have gone so well without him.

(เดฟ     สำคัญ-สมบูรณ์-ทั้งหมด-ถ้วนทั่ว    ต่อองค์กร  มันคงดำเนินไปไม่ได้ดีมากเช่นนี้  โดยปราศจากเขา)

(a) intransigent    (อิน-แทร้น-ซิ-เจิ้นท)  (ไม่ประนีประนอม, ไม่ยอม, ไม่ยอมอ่อนข้อ, ดื้อ, หัวแข็ง) 

(b) essential    (จำเป็นยิ่ง, สำคัญ, จะขาดเสียมิได้)

(c) insular    (อิ๊น-ซู-ล่าร์)  (แยกตัวโดดเดี่ยว, โดดเดี่ยว, แยกตัวอยู่ต่างหาก, เกี่ยวกับเกาะหรือหมู่เกาะ, ซึ่งอยู่บนเกาะ) (คำนาม คือ  “Insularity”) 

(d) insidious     (อิน-ซิ้ด-เดียส)  (มีเล่ห์กระเท่ห์, ร้ายกาจ, ที่ทำอย่างลับๆ, ที่หลอกลวง, ไม่น่าไว้ใจ, ทรยศหักหลัง) 

(e) indolent    (อิ๊น-โด-เลิ่นท)  (เกียจคร้าน) 

(f) indulgent    (อิน-ดั๊ล-เจิ้นท)  (ผ่อนปรน, ตามใจตัว, ที่ปล่อยตัว, หมกมุ่น, ที่หลงผิด, ที่ซ่องเสพสุขอย่างไม่ลืมตา) 

(g) ineffable    (อิน-เอ๊ฟ-ฟะ-เบิ้ล)  (ซึ่งไม่อาจจะพรรณนาหรืออธิบายได้ (เพราะวิเศษยอดเยี่ยมมาก), เหลือที่จะกล่าว) 

(h) indigent    (อิ๊น-ดิ-เจิ้นท)  (ยากจน, ขัดสน)  

(i) degenerate    (ดิ-เจ๊น-เนอะ-เรท)  (ที่เสื่อม, ที่เสื่อมทราม) 

 

6. We must not allow fulsome praise to delude (ดิ-ลู้ด) us about our actual abilities.

(เราจะต้องไม่ยอมให้คำสรรเสริญที่มากจนน่าสะอิดสะเอียน     หลอก-หลอกลวง-ลวงตา-ตบตา      เรา  เกี่ยวกับความสามารถที่แท้จริงของเรา)

(a) enunciate    (อิ-นั้น-ซิ-เอท)  (อ่านออกเสียง, ออกเสียง, กล่าวอย่างชัดแจ้ง, ประ กาศ, แถลง) 

(b) perpetuate    (เพอร์-เพ้ช-ชู-เอท)  (ทำให้คงอยู่ตลอดไป, ทำให้ถาวร, ทำให้ไม่สูญไป, ทำให้เป็นอมตะ)  

(c) deceive    (ดิ-ซี้ฟว)  (หลอกลวง, ต้มตุ๋น, โกง)

(d) taint    (เท้นท)  (ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง, ทำให้เป็นรอยเปื้อน, ทำให้ด่างพร้อย) 

(e) neutralize    (นิ้ว  หรือ  นู้-เทริล-ไลซ)  (ทำให้เป็นกลาง, ทำให้ไม่ได้ผล, ต่อต้าน, ลบล้าง, ถอนพิษ, ประกาศตัวเป็นกลาง) 

(f) palliate    (แพ้ล-ลิ-เอท)  (ทำให้บรรเทา, ทำให้ลดน้อยลง, ลด, ผ่อนคลาย) 

(g) incapacitate    (อิน-คะ-แพ้ส-ซิ-เทท)  (ทำให้ไร้ความสามารถ, ทำให้ขาดคุณสมบัติ) 

(h) nurture    (เน้อร์-เช่อะ)  (๑. สนับสนุน, เลี้ยง, บำรุง, ถนอม, ทะนุถนอม, อุปถัมภ์,   ๒.  ฝึกฝน, ให้การศึกษา) 

(i) ponder    (พ้อน-เดอะ)  (ครุ่นคิด, คำนึง, ไตร่ตรอง, พิจารณา) 

 

7. The millionaire looked upon the poor workers with evident disdain

(เศรษฐีคนนั้นมองกรรมกรผู้น่าสงสารด้วย    การดูถูกดูหมิ่น-ความรู้สึกรังเกียจ     อย่างเห็นได้ชัด) 

(a) contempt; arrogant scorn    (การดูหมิ่นเหยียดหยาม; การดูถูกอย่างยโสโอหัง)

(b) innuendo    (อิน-นิว-เอ๊น-โด้)  (การเหน็บแนม, การพูดเสียดสี, การว่ากล่าว, การชี้แนะ) 

(c) inadvertence    (การขาดความสนใจ, ความไม่ตั้งใจ, ความเลินเล่อ, ความประมาท) 

(d) exigency    (เอ๊ค-ซิ-เจิน-ซี่)  (๑. ภาวะฉุกเฉิน, เรื่องด่วน, เหตุฉุกเฉิน, ความยุ่งยาก    ๒. ความต้องการ, ความจำเป็น) 

(e) felicity    (ฟิ-ลิ้ส-ซิ-ที่)  (ความสุข, ภาวะที่เป็นสุข, แหล่งของความสุข, โชคดี, ความสามารถ, ความเชี่ยวชาญ) 

(f) fidelity    (ฟิ-เด๊ล-ลิ-ที่)  (ความซื่อสัตย์, ความจงรักภักดี, ความเที่ยงตรง, ความแม่นยำ, ความถูกต้อง) 

(g) finesse    (ฟิ-เน็ส)  (กลเม็ด, กลวิธี, อุบาย, ความพลิกแพลง, ความเชี่ยวชาญ, ความคล่องแคล่ว)  

(h) glut    (กลัท)  (จำนวนที่มากเกินไป, ความเหลือเฟือ, ส่วนเกิน) 

(i) gravity    (แกร้ฟ-วิ-ที่)  (๑. ความรุนแรง, ความจริงจัง, ความเคร่งขรึม, อันตราย, ความหนักหนาสาหัส  ๒.  แรงดึงดูดของโลก, แรงโน้มถ่วง, แรงดึงดูด) 

 

8. She wants to do some shopping _______________ she will have enough food at home if her parents come to see her at the weekend.

(เธอต้องการซื้อของ (จ่ายตลาด) _________________ เธอจะได้มีอาหารเพียงพอที่บ้าน  ถ้าพ่อแม่ของเธอมาเยี่ยมเธอในวันสุดสัปดาห์)

(a) when    (เมื่อ)

(b) unless    (ถ้า.......................ไม่)

(c) so that    (เพื่อที่ว่า)

(d) in order to    (เพื่อที่จะ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  (หรือ  “In order that”)  เนื่องจากประโยคที่อยู่หน้า  “So that”  (In order that)  เป็นเหตุ  (เธอต้องการไปจ่ายตลาด)  ส่วนประโยคที่ตามหลัง  “So that”  (In order that)  เป็นผล  (จะได้มีอาหารปรุงอย่างเพียงพอ  ถ้าพ่อแม่มาเยี่ยม)

 

9. He looked at her teacher ________________ when she gave him the news that he had passed the exam.

(เขาจ้องมองครูของเขา __________________ เมื่อเธอให้ข่าวแก่เขาว่า  เขาได้สอบผ่านแล้ว)

(a) happy

(b) with happy

(c) happily    (อย่างมีความสุข)

(d) to be happy

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากขยายกริยา  “Looked”  (ในกรณีหมายถึง  “มอง, จ้องมอง”)  จึงต้องอยู่ในรูป  “กริยาวิเศษณ์”  (Adverb)  แต่ถ้า  “Look”  หมายถึง  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Jenny looked ___________________________________________ at her husband.

(เจนนี่จ้องมองสามีของเธอ ______________________________________________)

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์) 

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  Look at  หมายถึง  “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look”  (ไม่มี  “At” )  ในความหมาย   “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ Look  เป็น  Linking verb)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   เช่น

  • She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

  • He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

  • The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                                                สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look” (Linking verb)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • Let us ___________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง _____________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • I _________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _______________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective” สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......)  และ  “I wonder about…………”  (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่  

  • Everything looks _____________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)

                                           ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels ______________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก __________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่   “Adverb”   เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                         ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ______________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Smell + Adjective

                                      ตัวอย่างที่          {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ  ๔   แก้เป็น   “Awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                         ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed __________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้   จะอยู่ในรูปคำ คุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb”  ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า),   Appear  (มีลักษณะท่าทาง),  Feel  (รู้สึก),  Get,  Grow, Keep,  Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น)Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.    (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.    (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

10. In his lecture this morning, Professor Baker explained ___________________________.

(ในการบรรยายของเขาเมื่อเช้านี้  อาจารย์เบเกอร์อธิบาย __________________________)

(a) both the cause of the war and what its result was

(b) both what was the cause and what was its results

(c) both the cause of the war and its results

(d) both the cause and the result of the war    (ทั้งสาเหตุและผลลัพธ์ของสงคราม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องวางตำแหน่งของคำให้สมดุลกัน  (Both the cause and the result………..)  โดยมาจากรูปเต็ม  คือ  “Both the cause of the war”  และ  and the result of the war

 

11. Mild forms of exercises can __________ some of the loss of flexibility that accompanies aging.

(รูปแบบเบาๆของการออกกำลังกาย  สามารถ ________________ การสูญเสียความยืดหยุ่น (ความคล่องแคล่วของร่างกาย) ซึ่งติดตามมากับความชรา)

(a) stop    (หยุด)

(b) to stop

(c) stopping

(d) be stopped

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากหลังกริยา  “Modal verb”  (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)   ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)

 

12. George H. Gallup, _________________ specialized in opinion polls and business surveys.

(จอร์ช เอช แกลลัพ, _______________ มีความชำนาญพิเศษในการสำรวจความคิดเห็นและการสำรวจด้านธุรกิจ)

(a) a statistician who

(b) a statistician,    (นักสถิติ)

(c) whose statistician

(d) as a statistician, he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Adjective clause”  (……..Gallup, who was a statistician, specialized…………)

 

13. Billy’s decision to move the chickens into the barn turned out to be sagacious (ซะ-เก๊-เชิส); about an hour later, the hailstorm hit.

(การตัดสินใจของบิลลี่ในการเคลื่อนย้ายไก่เข้าไปไว้ในยุ้งฉาง  กลายเป็นเรื่อง      ฉลาด-เฉียบแหลม-หลักแหลม-มีไหวพริบ-ฉลาดในการตัดสินใจ     (เพราะว่า) อีกราวครึ่งชั่วโมงต่อมา  พายุลูกเห็บก็จู่โจม)

(a) pertinent    (เพ้อร์-ทิ-เนิ่นท)  (เข้าเรื่อง, เกี่ยวข้อง, ตรงประเด็น, ตรงกับปัญหา) 

(b) perennial    (พี-เร้น-เนี่ยล)  (ตลอดปี, ตลอดกาล, ต่อเนื่อง, เกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก หรือปีแล้วปีเล่า, ซึ่งมีทั้ง  ๔  ฤดู) 

(c) perfunctory   (เพอร์-ฟั้งค-โท-รี่)  (๑.  พอเป็นพิธี, สุกเอาเผากิน, ลวกๆ, ซึ่งทำไปอย่างแกนๆ หรือซังกะตาย   ๒.  เฉื่อยชา, ขาดความสนใจ, ไร้อารมณ์) 

(d) wise; shrewd    (ฉลาด;  มีไหวพริบ)

(e) salient    (เซ้-ลี-เอิ้นท)   (๑. เด่น, สะดุดตา, เป็นลักษณะเฉพาะ,  ๒. นูนขึ้น, ยื่นออก, โผล่ออก) 

(f) salutary    (แซ้ล-ลู-เทอะ-รี่)  (๑. ส่งเสริมสุขภาพ, มีประโยชน์ต่อสุขภาพ,  ๒.  มีประโยชน์, ช่วยเยียวยารักษา, เอื้ออำนวยผล) 

(g) sanctimonious    (แซงค-ทิ-โม้-เนียส)  (แสร้งทำเป็นศักดิ์สิทธิ์, แสร้งทำเป็นถูกต้อง, แสร้งทำเป็นศรัทธาหรือเคร่งศาสนา) 

(h) sardonic    (ซาร์-ด๊อน-นิค)  (ถากถาง, เหน็บแนม, เสียดสี, เยาะเย้ย, หัวเราะเยาะเย้ย, พูดกระทบกระแทก) 

 

14. Sentencing people to death is a prerogative  (พรี-ร้อก-กะ-ทิฟว)  of many kings and queens.

(การตัดสินลงโทษประหารชีวิตประชาชน (ผู้คน) เป็น     สิทธิพิเศษ-อภิสิทธิ์     ของพระ ราชาและพระราชินีจำนวนมาก)  (หมายถึงในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์  ทั้งในอดีตและปัจจุบัน)

(a) entreaty    (เอน-ทรี้-ที่)  (การขอร้อง, การวิงวอน, การอ้อนวอน, คำขอร้อง-วิงวอน-อ้อนวอน) 

(b) gusto   (กัส-โท)  (ความเพลิดเพลินเต็มที่, ความเอร็ดอร่อย, ความชอบ, ความพอใจ)  

(c) debris    (เด๊บ-บรี  หรือ  เด๊-บรี)   (ซากปรักหักพัง, เศษ, เศษอิฐ หิน ปูน ฯลฯ, ขยะ, การสะสมของเศษหิน ดิน ทราย ที่ถูกลมพัดพามา) 

(d) detriment    (ดี๊-ทริ-เมิ่นท)  (การสูญเสีย, ความเสียหาย, เคราะห์ร้าย, ความทรุดโทรม, การได้รับบาดเจ็บ, สาเหตุของความสูญเสียหรือความเสียหาย) 

(e) privilege    (พริฟ-วะ-ลิจ)  (สิทธิพิเศษ, อภิสิทธิ์, เอกสิทธิ์, ประโยชน์พิเศษ, ข้อได้เปรียบ)

(f) longevity    (ลอน หรือ ลาน-เจ๊ฟ-วิ-ที่)  (ชีวิตอันยืนยาว, ความมีอายุยืน, ระยะยาวนานของชีวิต, ช่วงชีวิต)  

(g) pinnacle    (พิ้น-นะ-เคิ่ล)  (ยอด, จุดสุดยอด, ขีดสุด, ยอดภูเขา เจดีย์  ตึก หอ หรืออื่นๆ, ส่วนที่เป็นยอดแหลม) 

(h) humility    (ฮิว-มิ้ล-ลิ-ที่)  (ความนอบน้อม, ความถ่อมตัว) 

 

15. The umpire (อั๊ม-ไพ-เออะ) was adamant  (แอ๊ด-ดะ-แม่น)  about his decision to expel the foul player.

(กรรมการตัดสิน (ผู้ชี้ขาด)      ใจแข็ง-ไม่เปลี่ยนใจ-ยืนกราน-ไม่ยืดหยุ่น-แข็งแกร่ง      เกี่ยวกับการตัดสินใจของเขา  ในการไล่ออก (จากสนาม) ผู้เล่นที่ทำฟาวล์  -  หรือเล่นสกปรก)

(a) vitriolic    (วี-ทริ-อ๊อล-ลิค)  (กัดกร่อนมาก, แสบไส้, (คำพูด) เผ็ดร้อน) 

(b) ardent    (อ๊าร์-เดิ้นท)  (มีอารมณ์เร่าร้อน, กระตือรือร้น, รุนแรง) 

(c) inflexible    (๑.  ไม่ยืดหยุ่น, แน่วแน่, ดื้อรั้น, ไม่ยอม, มั่นคง, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่ปรับตัว,   ๒. งอไม่ได้, ดัดไม่ได้, แข็งเหมือนเหล็ก)

(d) obscure    (ออบ-สเคียว)  (๑. ไม่ชัดแจ้ง, คลุมเครือ, มีความหมาย  ๒  นัย, ลึกลับ, เข้าใจยาก, เป็นปริศนา,   ๒.  มัว, มืดมัว, ทึบ, อับแสง,  มืดมน,   ๓.  มิได้กำหนดหรือทำให้ชัดเจน,  ปิดบัง, ซ่อนเร้น, ห่างไกล, ไกลลิบลับ, โดดเดี่ยว, ไม่มีใครสังเกตเห็น, ไม่มีชื่อเสียง) 

(e) senile    (ซี้-ไนล)  (๑. แก่, ชรา, สูงอายุ,   ๒.  เก่าคร่ำคร่า, มอซอ, ขาดวิ่น, ทรุดโทรม, เสื่อม, เน่าเปื่อย, ถูกกัดกร่อนจนเป็นที่ราบ) 

(f) virile    (เว้อร์-ไรล  หรือ  เว้อร์-เริล)  (สมเป็นชาย, มีกำลังเช่นชาย, สามารถแพร่พันธุ์ได้, สามารถให้กำเนิดลูกได้) 

(g) deplorable    (ดิ-พล้อ-ระ-เบิ้ล)  (น่าเสียใจ, น่าเสียดาย, น่าเวทนา, น่าโศกเศร้า, เลว, น่าตำหนิ) 

(h) congenial    (คัน-จี๊-เนี่ยล)  (๑. ซึ่งเข้ากันได้, ไปกันได้, เห็นอกเห็นใจ, คงเส้นคงวา   ๒.  ถูกใจ, เป็นที่พอใจ)  

 

16. He compared the heart _____________________________________________ a pump.

(เขาเปรียบเทียบหัวใจ __________________________________________ เครื่องสูบน้ำ)

(a) with

(b) to     (เหมือนกับ, เป็นเหมือน)

(c) by

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Compare……….to………”  =   “เปรียบเทียบสิ่งนี้เหมือนกับ-เป็นเหมือนสิ่งนั้น..............ซึ่งเป็นของคนละชนิด”  ส่วน  “Compare… ………with………”  “เปรียบเทียบสิ่งนี้กับสิ่งนั้น..............ซึ่งเป็นของชนิดเดียวกัน”  เช่น

  • Some people compare sleep to death.

(บางคนเปรียบการนอนหลับเหมือนกับความตาย)

  • She didn’t want to compare her new car with the old one.

(เธอไม่ต้องการเปรียบเทียบรถยนต์คันใหม่ของเธอกับคันเก่า)

                                           สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                          สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

17. I must remind him __________________________________________________ it.

(ผมจะต้องเตือนเขา ________________________________________________ มัน)

(a) for

(b) on

(c) to

(d) about    (เกี่ยวกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรือ  อาจตอบ   “Of”  ก็ได้

                                           สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “The works of Shakespeare”  (= Shakespeare’s works)  (ผลงานของเชกสเปียร์),  “This watch was the property of his father.)  (= This watch was his father’s.)  (นาฬิกาเรือนนี้เป็นทรัพย์สินของพ่อของเขา),  “He came of poor parents.”  (เขามาจากพ่อแม่ที่ยากจน),  “He is a native of London.”  (เขาเป็นชาวลอนดอนโดยกำเนิด),  “the University of Cambridge”  (มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์),  “the Queen of England”  (พระราชินีแห่งประเทศอังกฤษ),  “the manager of the factory’  (ผู้จัดการโรงงาน),  “the City of London”  (กรุงลอนดอน), the history of America”  (ประวัติศาสตร์ของอเมริกา), “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

18. This dictionary cost ____________________________________________ ten dollars.

(พจนานุกรมเล่มนี้ทำให้  _________________ ต้องจ่ายเงิน  ๑๐  เหรียญ)  (พจนานุกรมฯ มีราคา  ๑๐  เหรียญ)

(a) me    (ผม)

(b) from me

(c) myself

(d) itself

 

19. ________________________ is my favourite sport.  I often fish for hours whenever I’m free.

(__________________ คือกีฬาที่โปรดปรานของผม   ผมไปตกปลาบ่อยๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง  เมื่อใดก็ตามที่ผมว่าง)

(a) The fish    (ปลา)

(b) The fishing

(c) Fishing    (การตกปลา)

(d) Fishery    (การทำประมง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Fishing”  (การตกปลา)  ไม่ต้องมี  “A, An, The” นำหน้า

 

20. Not ____________________________________________ furniture is sold in that shop.

(เฟอร์นิเจอร์ไม่ _____________________________________ ถูกขายออกไปในร้านนั้น)

(a) many    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(b) much    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) a lot

(d) every kind    (ทุกชนิด)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Furniture”  เป็นนามนับไม่ได้  ต้องใช้กับ  “Much”  หรืออาจใช้กับ  “A lot of  =  Lots of”  (มากมาย)  หรือ  “Every kind of” (ทุกชนิด)  ก็ได้

                                       สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  อื่นๆ  ได้แก่  Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน), Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress   (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น

 

21. I went out shopping with my friend ______________________________ buying anything.

(ผมออกไปซื้อของกับเพื่อน  _________________________ ซื้ออะไรเลย  -  หรือสิ่งใดเลย)

(a) having no intention    (ไม่มีเจตนา)

(b) had the intention of    (มีเจตนาที่จะ)

(c) with no intention of    (ด้วยความตั้งใจ (เจตนา) จะไม่)

(d) did not intend    (มิได้ตั้งใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (ต้องจำโครงสร้างนี้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • She had no intention of spending the rest of her life working as a waitress.

(เธอไม่มีเจตนาที่จะใช้ส่วนที่เหลือของชีวิต  ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้