หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 344)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ___________ as a masterpiece, a work of art must transcend the ideals of the period in which it was created.

(_____________ เป็นงานชิ้นเอก (งานชิ้นดีที่สุด) ผลงานศิลปะจะต้องอยู่เหนือ (ทำได้ดีกว่า) แบบอย่างอันดีเลิศของช่วงเวลาซึ่งมันถูกสร้างขึ้นมา)  (คือ  ต้องดีกว่าผลงานที่ดีเลิศในช่วงเวลาเดียวกัน)

(a) Ranks    (ยศ, ตำแหน่ง)  (เป็นกริยา หมายถึง  “จัดอันดับ”)

(b) The ranking    (การจัดอันดับ)

(c) For being ranked    (สำหรับการได้รับการจัดอันดับ)

(d) To be ranked    (เพื่อให้ได้รับการจัดอันดับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้โครงสร้าง  “To + Verb 1”  “To + Be + Adverb of place”  (Active voice)  หรือ  “To + Be + Verb 3”  (Passive voice)  นำหน้าวลีที่ขึ้นต้นประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานของประโยคที่อยู่หลังคอมมา  (ในที่นี้  คือ  “A work of art”)  ว่าทำกริยาในประโยค  (Must transcend)  โดยมีวัตถุประสงค์อะไร  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • To see the doctor, you have to make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์  คุณจำเป็นต้องนัดหมายกับเขา)

  • To pass the exam, he must study harder.

(เพื่อที่จะสอบผ่าน  เขาจะต้องขยันเรียนให้มากขึ้น)

  • To become a freshman in a university, we have to take a competitive exam.

(เพื่อจะเป็นนักเรียนปี    ในมหาวิทยาลัย  เราจำเป็นต้องสอบแข่งขัน)

  • To cross the street safely, you must look both ways.

(เพื่อที่จะข้ามถนนอย่างปลอดภัย  คุณจะต้องมองทั้งซ้ายขวา)

  • To be there in time, you must start early.

(เพื่อที่จะไปถึงที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องเริ่ม (เดินทาง) แต่เนิ่นๆ)

                                     ในกรณีของ “Passive voice”  ใช้โครงสร้างดังนี้  คือ

  • To be considered a good citizen, we must pay tax.

(เพื่อที่จะได้รับการพิจารณาว่าเป็นพลเมืองดี  เราจะต้องจ่ายภาษี)

  • To be seen clearly, the bacteria is looked through a microscope.

(เพื่อที่จะถูกมองเห็นอย่างชัดเจน  แบคทีเรียจะต้องถูกมองผ่านกล้องจุลทรรศน์)

  • To be awarded a scholarship, students have to apply for it.

(เพื่อที่จะได้รับมอบทุน  นักเรียนจะต้องสมัครขอรับทุน)

 

2. He ________________________________________________ conscious of my presence.

(เขา ____________________ ตระหนัก-รู้ ถึงการมา (อยู่) ของผม)  (คือ  เขาไม่รู้ว่าผมมา (หรืออยู่) ที่นั่นด้วย)

(a) were not

(b) have not

(c) had not

(d) was not    (มิได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Conscious” (ตระหนัก, รู้, มีสติ, รู้สึกตัว, มีจิตสำนึก, มีเจตนา)  เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  จึงต้องใช้กับ  “Verb to be”  (Was)

 

3. When I heard that there were no survivors, I was very _____________________________.

(เมื่อผมได้ยินว่าไม่มีผู้รอดชีวิต  ผม (รู้สึก) ______________________________ อย่างมาก)

(a) distressful    (เต็มไปด้วยความเศร้าโศก-ทุกข์ยาก-ลำบาก)  (ใช้กับเหตุการณ์, ความทรงจำ  -  ไม่ใช้กับบุคคล)

(b) distressing    (น่าเศร้าโศก, น่าทุกข์ยาก, น่าลำบาก)

(c) distressed    (เศร้าโศก, ทุกข์ยาก, ลำบาก, ถูกบังคับ)

(d) distress    (ทำให้เศร้าโศก, ทำให้ทุกข์ยาก)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  ความเศร้าโศก, ความเสียใจ, ความลำบาก, ความทุกข์ยาก, ภัยพิบัติ, ความเคราะห์ร้าย)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับ  “Distressful”   ใช้ดังนี้  คือ

  • They were very distressful memories to her.

(มันเป็นความทรงจำที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก-ทุกข์ยาก  อย่างมากสำหรับเธอ)

  • It was a distressful incident that nobody wanted to see happen.

(มันเป็นเหตุการณ์ที่เต็มไปด้วยความเศร้าโศก  ที่ไม่มีใครต้องการเห็นมันเกิดขึ้น)

 

4. According to legend, Betsy Ross was the woman _____________ the first American stars and stripes flag.

(สอดคล้องกับในตำนาน (ตามที่ตำนานกล่าวไว้) เบ็ทซี รอส เป็นสตรี _____________ ธงชาติอเมริกัน (ดาวและแถบขวาง) ผืนแรก)

(a) whom she made

(b) made

(c) who made    (ผู้ซึ่งสร้าง)

(d) and she made

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นประธาน  “Who”  และกริยา  “Made”  ของอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  (Who made the first American stars and stripes flag)  ซึ่งทำหน้าที่ขยายคำนาม  “The woman

 

5. On the premise  (เพร้ม-มิส  หรือ  พริ-ไม้ซ)  that two wrong don’t make a right, I forgave him for insulting me rather than calling him a nasty name.

(ตาม     สมมติฐาน-พื้นฐานสำหรับการสรุป-ที่ดินรวมสิ่งปลูกสร้าง     ที่ว่าผิด  ๒  ครั้งไม่ทำให้ถูกครั้งเดียว  (= ตบมือข้างเดียวไม่ดัง)  ผมเลยให้อภัยเขาที่มาดูถูกผม  แทนที่จะเรียกชื่อเขาอย่างหยาบคาย)  (คือ  ด่าว่าเขา)

(a) antithesis    (แอน-ที-ธี้-ซิส)  (สิ่งที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง, ความตรงกันข้าม, การต่อต้าน) 

(b) expedition    (เอค-สพิ-ดิ๊ช-ชั่น)  (การเดินทาง, การเดินทางเพื่อสำรวจ  ทำสงคราม หรืออื่นๆ, คณะผู้เดินทางดังกล่าว) 

(c) fistfight    (การชกต่อย) 

(d) assumption; basis for conclusion    (ข้อสมมติฐาน; พื้นฐานหรือข้อมูลสำหรับการสรุปเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

(e) heist    (ไฮ้ซท)  (การปล้น, การขโมย, การโจรกรรม)  (เป็นคำกริยา หมายถึง ปล้น, ขโมย) 

(f) cache    (แคช)  (๑. ที่ซ่อน, ที่เก็บ,   ๒.  ของที่ซ่อนหรือเก็บไว้)  

(g) mercy    (เม้อร์-ซี่)  (ความเมตตา, ความกรุณาปรานี, ความอนุเคราะห์, ความเห็นอกเห็นใจ) 

(h) enigma    (อิ-นิ้ก-ม่ะ)  (ปริศนา, คำพูดปริศนา, คนลึกลับ, สิ่งที่น่าฉงนสนเท่ห์) 

 

6. The conspirators plotted their sordid  (ซ้อร์-ดิด) schemes at a series of secret meetings in an abandoned warehouse.

(ผู้ร่วมสมคบกระทำผิดวางแผนการ (แผนลับ, แผนร้าย) ที่      ชั่วร้าย-ชั่วช้า-เลวทราม-เห็นแก่ตัว-สกปรก-โสมม      ที่การประชุมแบบลับๆหลายครั้ง  ณ  โกดังร้างแห่งหนึ่ง)

(a) specious    (สพี้-เชิส)  (ดูเรียบร้อยภายนอก, น่าชมแต่ภายนอก, หน้าเนื้อใจเสือ, ปากหวานก้นเปรี้ยว, ดูคล้ายมีเหตุผล  -  แต่ความจริงไม่ใช่) 

(b) sporadic    (สเพอร์-แร้ด-ดิค)  (๑. เป็นครั้งเป็นคราว, เป็นพักๆ, เป็นระยะ,  ๒. กระจัดกระจาย, บางตา) 

(c) spurious    (สพิ้ว-เรียส)  (ไม่แท้, เก๊, ปลอม, หลอกลวง) 

(d) vile; filthy   (ชั่วร้าย; สกปรก)

(e) static   (สแต๊ท-ทิค)  (อยู่กับที่, ไม่เคลื่อนที่, คงที่, ไม่เปลี่ยนแปลงหรือเคลื่อนไหว, ไม่กระฉับกระเฉง) 

(f) unwitting    (ไม่ตั้งใจ, ไม่เจตนา, ไม่รู้, ไม่รู้ตัว, ไม่ตระหนัก) 

(g) unwonted    (อัน-ว้อน-ทิด)  (ผิดปกติ, ผิดธรรมดา, ไม่เคยมาก่อน) 

(h) equitable    (เอ๊ค-วิ-ทะ-เบิ้ล)  (เที่ยงธรรม, ไม่ยุติธรรม, มีเหตุผล) 

 

7. I scrutinized (สครู้-ทิ-ไนซ)  the card catalog at the library but couldn’t find a single book on the topic I had chosen for my term paper.

(ผม      พิจารณาอย่างละเอียดลออ-พิจารณาอย่างรอบคอบ-ตรวจสอบอย่างรอบคอบ      แค๊ตตาล็อกบัตรห้องสมุด  แต่ไม่สามารถหาหนังสือในหัวเรื่องที่ผมได้เลือกเพื่อทำรายงานประจำเทอมได้  แม้แต่เพียงเล่มเดียว)

(a) intervened    (อิน-เทอะ-วี่น)  (แทรกแซง, ก้าวก่าย, ยุ่ง, เกิดขึ้นโดยบังเอิญและขัดขวาง, เกิดขึ้นระหว่าง)  

(b) inundated    (อิ๊น-อัน-เดท)  (ท่วม, ไหลบ่า, ทำให้เต็มไปด้วย) 

(c) examined very carefully    (ตรวจสอบอย่างรอบคอบ)

(d) intruded    (อิน-ทรู้ด)  (บุกรุก, รุกล้ำ, ก้าวก่าย, ก้าวร้าว)  

(e) resented    (ริ-เซ้นท)  (ไม่พอใจ, ขุ่นเคือง, แค้นใจ) 

(f) lionized    (ไล้-เอิน-ไนซ)  (ยกย่องเป็นผู้มีชื่อเสียง, ยกย่องให้เป็นคนสำคัญ, ชมสิ่งหรือสถานที่ที่น่าสนใจ) 

(g) litigated    (ลิ้ท-ทิ-เกท)  (ฟ้องร้อง, ดำเนินคดี, โต้แย้ง) 

(h) loathed    (โลธ)  (เกลียด, เกลียดชัง, รังเกียจ, ไม่ชอบ)  

(i) loitered    (ล้อย-เท่อะ)  (เดินเตร่, เดินเอ้อระเหย, เถลไถล, ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์)  

 

8. ________________ used simple instruments, the ancient Greek astronomer, Hipparchus, made the first accurate map of the stars 2,100 years ago.

(__________________ ใช้เครื่องมืออย่างง่ายๆ  นักดาราศาสตร์ชาวกรีกสมัยโบราณ, ฮิพพาชูส, ทำแผนที่ดวงดาวที่ถูกต้องแผ่นแรก  เมื่อ  ๒,๑๐๐  ปีมาแล้ว)

(a) Even though    (ถึงแม้ว่า)

(b) Even though he    (ถึงแม้ว่าเขา)

(c) Until he    (จนกระทั่งเขา)

(d) Because he    (เพราะว่าเขา)

 

9. It is strange that _________ my heart tells me to stay home, my head tells me to go back to work.

(มันแปลกที่ว่า ________________ หัวใจของผมบอกผมให้พักอยู่กับบ้าน  สมอง (หัว) ของผมบอกผมให้กลับไปทำงาน)

(a) because    (เพราะว่า)

(b) as soon as    (ในทันทีที่)

(c) while    (ในขณะที่)

(d) however    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

 

10. Of all the factors affecting agricultural yields, weather is the one _____________ the most.

(ในบรรดาปัจจัยทั้งหมดที่มีผลกระทบกับผลผลิตทางการเกษตร  ดินฟ้าอากาศเป็นปัจจัย ______ มากที่สุด)

(a) it influences farmers

(b) that influences farmers    (ที่มีอิทธิพลต่อชาวนา)

(c) farmers that it influences

(d) why farmers influence it

 

11. Most of ______________ archaeologists know about prehistoric cultures is based on studies of material remains.

(ส่วนใหญ่ของ ________________ นักโบราณคดีรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมยุคก่อนประวัติศาสตร์  มีพื้นฐานอยู่บนการศึกษาเศษซากทางวัตถุ)

(a) these

(b) what    (สิ่งที่)

(c) which

(d) their

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What archaeologists know about prehistoric cultures”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”  (Of)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • He is always boasting about ___________________________________________.

(เขากำลังคุยโม้โอ้อวดอยู่เสมอเกี่ยวกับ (ว่า)  __________________________________)

(a) how a beautiful wife he has

(b) how a figure his beautiful wife has

(c) what his wife has a beautiful figure

(d) what a beautiful figure his wife has    (ภรรยาของเขามีรูปร่าง-ทรวดทรงที่สวยงามอะไรเช่นนั้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”  (About)  จึงต้องเรียงในรูปบอกเล่า  “……….......…his wife has”  อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบในโครงสร้างอื่นๆได้  เช่น

  • He is always boasting about how beautiful his wife is.

(เขากำลังคุยโม้โอ้อวดอยู่้เสมอเกี่ยวกับ (ว่า) ภรรยาของเขาช่างสวยงามจริง)

  • He is always boasting about what a beautiful wife he has.

(เขากำลังคุยโม้โอ้อวดอยู่เสมอเกี่ยวกับ (ว่า) เขามีภรรยาสวยเสียจริง)

                                   ตัวอย่างที่ 

  • ______________ he thinks sensible turns out to be ridiculous in other people’s eyes.

(____________________ เขาคิดว่าฉลาด (มีเหตุผล-มีไหวพริบ) กลายเป็นน่าหัว เราะเยาะ (น่าขัน-ไร้สาระ) ในสายตาของผู้อื่น)

(a) That

(b) Which

(c) What    (สิ่งที่, อะไรที่)

(d) When

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (What he thinks sensible)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Turns out” 

                                      ตัวอย่างที่ 

  • I wonder what __________________________.  I feel that we have been a bit late.

ผมสงสัยว่า (ขณะนี้) _________________ อะไร  ผมรู้สึกว่าเราล่าช้าไปนิดหน่อยแล้วนะ)

(a) it is time

(b) time is it

(c) time it is    (เป็นเวลา)

(d) is it time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากข้อความ  “What time it is”  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Wonder”  โดยต้องเรียงประโยคในรูปบอกเล่า  คือ  ประธานอยู่หน้ากริยา  (What time it is)   

                                      ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ______________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน (ในขณะนี้)  ผมจะใช้คืน _________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (What I owe)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Pay”

                                      ตัวอย่างที่ 

  • _______________ astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought is indicated by their apparent universality.

(___________________ วิชาโหราศาสตร์และอัลเคมี (การเล่นแร่แปรธาตุ)  อาจจะถูกถือว่าเป็นแง่มุมพื้นฐานของความคิด  ได้รับการบ่งชี้โดยความเป็นสากลที่เห็นได้ชัดเจนของมัน)  (คือ  ของทั้ง  ๒  วิชา)

(a) Both are

(b) What both

(c) Both

(d) That both    (ที่ว่าทั้ง)  (คือ  ทั้ง  ๒  วิชา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (That both astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Is indicated”  เป็นกริยา  

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The fact _______________ money orders can usually be easily cashed has made them a popular form of payment.

(ข้อเท็จจริง ________________ ธนาณัติโดยปกติแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างง่ายดาย  ทำให้มัน (ธนาณัติ) เป็นรูปแบบของการชำระเงินที่เป็นที่นิยมกัน)

(a) of

(b) that    (ที่ว่า)

(c) is that

(d) which is

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ   “The fact that money orders can usually be easily cashed”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี   “Has made”  เป็นกริยา

                                     ตัวอย่างที่ 

  • ________________ dog was the first animal to be domesticated is generally agreed upon by authorities in the field.

(___________________ สุนัขเป็นสัตว์ชนิดแรกที่ถูกทำให้เชื่อง  ได้รับการเห็นด้วยโดยทั่วไปโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้)

(a) Until the

(b) It was the

(c) The

(d) That the    (ที่ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากข้อความ   “That the dog was the first animal to be domesticated”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมีข้อความส่วนที่เหลือเป็นกริยา  (Is………agreed upon)  และส่วนขยายกริยา

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Did you hear ______________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน __________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”    ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear

                                         ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us __________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด ____________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  ส่วนกรรมรอง  คือ  “Us” จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                       ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ____________________________ I really want.   

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ___________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “What I really want” เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                                     ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Tell me ____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า _______________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ  “Me”)  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                     ๑. เป็นประธานของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • That we, the Earth, live alone in the universe is still a question.

(ที่ว่าเรา, มนุษย์บนโลก, มีชีวิตอยู่ตามลำพังในจักรวาล  ยังคงเป็นปัญหา (เป็นที่สงสัย) อยู่)  (คือ  เชื่อกันว่ามีมนุษย์ต่างดาวในดาวอื่นๆ ด้วย)

  • That she was not compatible with her husband was known to all.

(ที่ว่าเธอไปกันไม่ได้กับสามีของเธอ  เป็นที่รู้กันกับทุกคน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                      ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                       ๓.  เป็นกรรมของ  “Preposition”   เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                      ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                       ๕.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ    เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.”  (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”  จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone. 

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause” จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้ “which”)   และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า “ที่” หรือ “ซึ่ง”)   และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน “me”  เป็นกรรมรอง)

 

12. Before 1000 B.C. wheat did not grow as prolifically ____________________ it does today.

(ก่อนปี  ๑,๐๐๐  ก่อนคริสตศักราช  ข้าวสาลีมิได้เจริญเติบโตอย่างอุดมสมบูรณ์ ____________ มันเจริญเติบโตในปัจจุบัน)

(a) like    (เหมือน)  (เป็น “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) as    (As…………..as)  (เท่าๆกับที่)  (เป็น  “Conjunction”  ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(c) for

(d) than

 

13. Lee has been sick for a very long time, but it was only recently that he began to manifest  (แม้น-นิ-เฟสท)  symptoms.

(ลีได้ป่วยมาเป็นเวลานานมากแล้ว  แต่เพิ่งจะเร็วๆมานี้เองที่เขาเริ่ม     แสดง-ชัดแจ้ง-ปรากฏชัดแจ้ง-ทำให้เห็นได้-ทำให้ปรากฏชัด     (ซึ่ง) อาการของโรค)

(a) incense    (อิน-เซ้นส)  (ทำให้โกรธอย่างมาก) 

(b) inaugurate    (อิน-อ๊อ-กิว-เรท)  (๑.  เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ, เปิดฉาก, เปิดทำการ,   ๒. เข้ารับตำแหน่งเป็นทางการ) 

(c) implement    (อิ๊ม-พลี-เมิ่นท)  (ดำเนินการ, ลงมือทำ, ทำให้เป็นผล, ทำให้สำเร็จ)

(d) hibernate    (ไฮ้-เบอร์-เนท)  (จำศีลอย่างกบ, (สัตว์) จำศีลฤดูหนาว, รับความอบอุ่น, ดำเนินชีวิตอย่างเกียจคร้าน) 

(e) hoard    (ฮ้อร์ด)  (เก็บสะสม, กักตุน) 

(f) heed    (ฮี้ด)  (เอาใจใส่, แยแส, สนใจ) 

(g) humiliate    (ฮิว-มิ้ล-ลี-เอท)  (ทำให้อับอายขายหน้า, ทำให้เสียเกียรติ) 

(h) lampoon    (แลม-พู่น)  (เหน็บแนมอย่างรุนแรง, ถากถางอย่างรุนแรง) 

(i) languish    (แล้ง-กวิช)  (๑.  อ่อนกำลัง, อ่อนเพลีย, อ่อนเปลี้ย,  อิดโรย, ร่วงโรย, โรยรา,  ๒. ละห้อย, ทำหน้าตาเศร้าหมอง, หดหู่) 

(j) decay   (ดิ-เค่)  {๑. (คำกริยา) อ่อนกำลัง, (กล้ามเนื้อ) หดตัว, เสื่อมลง (สุขภาพ, ความเจริญ ฯลฯ),  ๒. ตาย, เน่าเปื่อย, ผุพัง, สลาย  ๓. (คำนาม)  การเน่าเปื่อย, การผุพัง, การค่อยๆเสื่อมลง, การเสื่อมสลาย, การสูญเสียสุขภาพ  กำลัง  สติปัญญา  ฯลฯ} 

 

14. The political group was charged with sedition (ซี-ดิ๊ช-ชั่น) because it had advocated burning the capital to the ground.

(กลุ่มการเมืองถูกตั้งข้อหา     การปลุกระดมมวลชน (ให้ต่อต้านรัฐบาล)-การปลุกปั่นให้ก่อความไม่สงบหรือการกบฏ-การต่อต้านรัฐบาล-การจลาจล      เพราะว่ากลุ่มฯได้สนับสนุนการเผาเมืองหลวงจนราบเป็นหน้ากลอง)

(a) integrity    (อิน-เท้ก-กริ-ที่)  (๑. ความซื่อสัตย์, การยึดถือหลักคุณธรรม,  ๒. ความสมบูรณ์, ความมั่นคง, ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน) 

(b) treason    (ทรี้-เซิ่น);  the incitement of public disorder or rebellion   (การกบฏ-การทรยศขายชาติ; การปลุกระดมมวลชนให้ก่อความไม่สงบ หรือการกบฏ)

(c) virtue    (เว้อร์-ชู่)  (๑. คุณงามความดี, ศีลธรรม, ความถูกต้อง,  ๒. คุณสมบัติที่ดีหรือน่าสรรเสริญ, ความบริสุทธิ์, ความเข้มแข็ง, ความโอบอ้อมอารี) 

(d) probity    (พร้อบ-บิ-ที่  หรือ  โพร้-บิ-ที่)  (ความซื่อสัตย์, ความซื่อตรง, ความตรง  ไปตรงมา) 

(e) perfidy    (เพ้อร์-ฟิ-ดี้)  (การโกง, การทุจริต, การไม่ซื่อสัตย์, การทรยศ, การหักหลัง) 

(f) deference    (เด๊ฟ-เฟอะ-เริ่นซ)  (การเคารพนับถือ, การยอมตาม, การคล้อยตาม, การอนุโลม, การเชื่อฟัง) 

(g) perjury    (เพ้อร์-จู-รี่)  (การเบิกความเท็จ, การให้การเป็นพยานเท็จ, การสาบานเท็จ) 

(h) covenant    (คั้ฟ-วะ-เนิ่นท)  (ข้อตกลง, ข้อสัญญา, ข้อกำหนด, ทำสัญญา, ทำข้อตกลง, ให้คำมั่น) 

(i) cacophony    (คะ-ค้อฟ-ฟะ-นี่)  (เสียงดังขรม, เสียงแหบ, เสียงห้าวๆ, เสียงผิดปกติ, เสียงที่ไม่ประสานกัน, ท่วงทำนองเสียงที่ไม่ประสานกัน) 

 

15. After the death of his wife, the man was despondent (ดิส-พ้อน-เดิ้นท) for many months.

(หลังจากการตายของภรรยา  ชายคนนั้น     หดหู่ใจ-ท้อแท้ใจ-หมดกำลังใจ-หมดหวัง     เป็นเวลานานหลายเดือน)  (คำนาม คือ  “Despondence”  หรือ  “Despondency”)

(a) insolent    (อิ๊น-โซ-เลิ่นท)  (ทะลึ่ง, อวดดี, ไร้มารยาท) 

(b) inimical    (อิ-นิ้ม-มิ-เคิ่ล)  (๑. ไม่เป็นมิตร, เป็นปฏิปักษ์, มีเจตนาร้าย,  ๒. เป็นอันตราย, บ่อนทำลาย, ไม่เอื้ออำนวย, ไม่เป็นมงคล) 

(c) interminable    (อิน-เท้อร์-มิ-นะ-เบิ้ล)  (ไม่มีที่สิ้นสุด, ไม่รู้จักจบ, น่าเบื่อ) 

(d) extremely depressed; full of despair    (หดหู่ใจ-ซึมเศร้าอย่างมาก; เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง)

(e) insurmountable    (อิน-เซ้อร์-เม้าน-ทะ-เบิ้ล)  (ซึ่งไม่สามารถเอาชนะได้, ไม่สามารถจะผ่านได้) 

(f) rebellious    (ริ-เบ๊ล-เยิส)  (เป็นกบฏ, ซึ่งก่อการกบฏหรือจลาจล, ขัดขืน, ไม่เชื่อฟัง, พยศ, ทรยศ) 

(g) diffident    (ดิ๊ฟ-ฟิ-เดิ้นท)  (ประหม่า, ขี้อาย, ไม่มั่นใจในตัวเอง, ลังเล) 

(h) destitute    (เดส-ทิ-ทิวท)  (๑. ยากจน,  ขัดสน,  ๒. ขาดแคลน, ไม่เพียงพอ, ไม่มี, อดอยาก, ใช้หมดไป) 

(i) desultory    (เดส-เซิล-ทอ-รี่)  (ไม่ปะติดปะต่อ, ไม่ต่อเนื่อง, ไร้จุดหมาย, ไม่เป็นระเบียบ, โยกเยก) 

 

16. He soon fell _________________________________________________________.

(เขาในไม่ช้าก็ม่อย __________________________________________________ ไป)

(a) sleep    (หลับ)  (เป็นคำกริยา)

(b) sleeping

(c) asleep    (หลับ, หลับอยู่)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) to sleep

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา   “Fall, Fell, Fallen” ามด้วยคำคุณศัพท์  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • Linda looked ___________________________________________ at her husband.

(ลินดาจ้องมองสามีของเธอ _______________________________________________)

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์) 

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  “Look at”  หมายถึง   “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look” (ไม่มี  “At” )   ในความหมาย  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ Look เป็น Linking verb)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  เช่น

  • She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

  • He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

  • The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                                                สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look” (Linking verb)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • Let us __________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง _______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • I _______________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _____________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ  ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about…….........…”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ................)  และ   “I wonder about……......……” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)   สำหรับกริยาตัวอื่นๆ ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ____________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์   (Adverb)

                                   ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels _____________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)  มิใช่  “Adverb”  เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                      ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells _____________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ____________________________________________)

(a) sweetness     (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly     (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -   ข้อ    (c)    เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                                        ตัวอย่างที่       {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ   ๔   แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                    ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ____________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _______________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ    –      ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)   แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง   แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน   เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา   เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb  ได้แก่   Be  (Is, Am, Are, Was, Were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become, Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel   (รู้สึก),  Get,  Grow, Keep, Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น)Sound, Taste  (มีรสชาติ)Turn   (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)   เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.    (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

17. Have you ever seen a man _______________________________________________?

(คุณเคยเห็นคน _________________________________________________ ไหม)

(a) hang

(b) hanging

(c) hung

(d) hanged    (ถูกแขวนคอ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Hang, Hanged, Hanged”  =   “แขวนคอ”  ส่วน  “Hang, Hung, Hung”  =   “แขวน  -  เสื้อผ้า, หมวก

 

18. The police accused him __________________________________________ the money.

(ตำรวจกล่าวหาเขา ________________________________________________ เงิน)

(a) to steal

(b) of stealing    (ว่าขโมย)

(c) with stealing

(d) to stealing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Accuse + กรร + Of + Doing + Something”  (ประธานฯกล่าวหาว่าใครทำอะไร)

                                         สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “The works of Shakespeare”  (= Shakespeare’s works)  (ผลงานของเชกสเปียร์),  “This watch was the property of his father.)  (= This watch was his father’s.)  (นาฬิกาเรือนนี้เป็นทรัพย์สินของพ่อของเขา),  “He came of poor parents.”  (เขามาจากพ่อแม่ที่ยากจน),  “He is a native of London.”  (เขาเป็นชาวลอนดอนโดยกำเนิด),  “the University of Cambridge”  (มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์),  “the Queen of England”  (พระราชินีแห่งประเทศอังกฤษ),  “the manager of the factory’  (ผู้จัดการโรงงาน),  “the City of London”  (กรุงลอนดอน), the history of America”  (ประวัติศาสตร์ของอเมริกา), “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

19. ______________________ much you may acquire, you will always wish to acquire more.

( _______________ คุณจะได้มามาก ________________, คุณก็จะปรารถนาให้ได้มามากขึ้นอีกอยู่เสมอ)  (ยิ่งมีมาก  ยิ่งต้องการมาก)

(a) As long as    (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(b) However    (ไม่ว่า ............................ อย่างไรก็ตาม)

(c) Even    (แม้กระทั่ง)

(d) Whatever    (อะไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “However”  (ใช้กับ  ๒  ประโยค หรือ ข้อความที่มีความขัดแย้งกัน)  มีการใช้  ๒  โครงสร้าง   คือ

                                     ๑. However  (อย่างไรก็ตาม), + Subject + Verb  เช่น

  • He is very rich; however, he is never happy.

(เขารวยมาก  อย่างไรก็ตาม  เขาไม่เคยมีความสุข)

  • They were lazy; however, they passed the exam.

(พวกเขาขี้เกียจ  อย่างไรก็ตาม  พวกเขาสอบผ่าน)

                                     ๒. However  (ไม่ว่า .............อย่างไรก็ตาม) + Adjective (Adverb) + Subject + Verb  เช่น

  • However beautiful she is, nobody likes her.

(ไม่ว่าเธอจะสวยอย่างไรก็ตาม  ไม่มีใครชอบเธอ)

  • However rich he is, he is never happy.

(ไม่ว่าเขาจะร่ำรวยเพียงไร  เขาไม่เคยมีความสุข)

  • She didn’t pass her exam however hard-working she was.

(เธอสอบไม่ผ่าน  ไม่ว่าเธอจะขยันเพียงไรก็ตาม)

  • However quickly we walked, we could not catch the bus.

(ไม่ว่าเราจะเดินเร็วเพียงไรก็ตาม  เราไปไม่ทันรถเมล์)

  • However carefully she walked, she fell down on a slippery road.

(ไม่ว่าเธอจะเดินระมัดระวังเพียงไรก็ตาม  เธอล้มลงบนถนนที่ลื่น)

  • He failed however hard (Adverb) he might try.

(เขาล้มเหลว  ไม่ว่าเขาจะพยายามหนักเพียงไรก็ตาม)

 

20. The man who was arrested by the police had nothing _____________________________.

(ชายที่ถูกจับกุมโดยตำรวจ  ไม่มีอะไรที่จะ _____________________________________)

(a) for saying

(b) to say    (พูด)

(c) to be said

(d) said

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Has (Have) + Nothing (Something) + To + Verb 1”  {ประธานฯ  + ไม่มีอะไร (มีบางสิ่ง)  + ที่จะ........................ทำ (พูด, บอก, เล่า, เสนอ  ฯลฯ)}  เช่น

  • The manager had something to say to his staff.

(ผู้จัดการมีอะไรที่จะบอกลูกน้องของเขา)

  • I have so many things to do this weekend.

(ผมมีอะไรต้องทำเยอะแยะปลายสัปดาห์นี้)

  • She has a lot to tell you.

(เธอมีอะไรมากมายที่จะเล่าให้คุณฟัง)

  • We have nothing to give you except this ring.

(เราไม่มีอะไรจะให้คุณ  นอกจากแหวนวงนี้)

  • They even had no money to buy food.

(พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งเงินจะซื้ออาหาร)

  • He has no time to waste if he wants to succeed.

(เขาไม่มีเวลาจะใช้อย่างเปล่าประโยชน์  ถ้าเขาต้องการประสบความสำเร็จ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้