หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 34)

1. The text book _____________________.

(ตำรา ________________________)

(a) Prof. Moore wrote it is terrifying

(b) which Prof. Moore wrote it is terrifying

(c) which Prof. Moore wrote is terrifying (ซึ่งโปรเฟสเซอร์มัวเขียนน่าหวาดกลัว – สยองขวัญ)

(d) which Prof. Moore wrote is terrified

ตอบข้อ (c) เนื่องจากอนุประโยค“which Prof. Moore wrote”ซึ่งอยู่ในรูป “Adjective clause” ทำหน้าที่ขยายคำนามซึ่งเป็นประธานของประโยค (The text book) โดยมีประโยคใหญ่ (Main clause)คือ “The text book is terrifying.”ทั้งนี้  ยังสามารถเลือกใช้รูปแบบอื่นๆ ได้อีก เช่น

     - that Prof. Moore wrote is terrifying

     - Prof. Moore wrote is terrifying (สามารถต้ด “which” หรือ “that” ทิ้งได้ เนื่องจากเป็นกรรมของอนุประโยค คือ เป็น “หนังสือซึ่งถูกโปรเฟสเซอร์มัวร์เขียน”)

     - which (that) is written by Prof. Moor is terrifying (อยู่ในรูป “Passive voice”)

     - written by Prof. Moore is terrifying (เป็นการลดรูปอนุประโยค ซึ่งอยู่ในรูป “Passive voice”โดยการตัด “which is” หรือ “that is” ทิ้งไป)

สำหรับการใช้คำกริยา “Terrify”(ทำให้หวาดกลัว-ตกใจ-สยองขวัญ)  และ  Terrifying”(น่าหวาดกลัว-สยองขวัญ)  และ “Terrified” (มีความรู้สึกหวาดกลัว-สยองขวัญ)  รวมทั้งคำกริยาประเภทเดียวกัน  ให้ดูคำอธิบายใน  หมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๘)

2. All of a ____________ the light went out.

(ในทันใดนั้น  ไฟฟ้าก็ดับวูบลง)

(a) sudden (ทันที, ทันใด, ฉับพลัน – เป็นคำคุณศัพท์)

(b) suddenly (ในทันทีทันใด– เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) suddenness (ความทันทีทันใด, ความฉับพลัน – เป็นคำนาม)

(d) suddening

ตอบข้อ (a) เนื่องจาก “All of a sudden” เป็นสำนวน หมายถึง “ในทันทีทันใด”  “เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากและคาดไม่ถึง”  “เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

3. In Britain the maximum period that a government can remain _________ office is five years.

(ในอังกฤษ  ระยะเวลาสูงสุดที่รัฐบาลจะสามารถอยู่ ____________________ตำแหน่งได้ คือ ๕ ปี)

(a)   at

(b)  by

(c)    in (ใน)

(d)  with

4. In written English you are ________________ he is.

(ในภาษาอังกฤษแบบภาษาเขียน  คุณทำได้ ___________________เขา)

(a) so good as

(b) as good as (ดีเท่าๆกับ, ดีพอๆกันกับ)

(c) good as

(d) so good that

ตอบข้อ (b)  (ดูคำอธิบายเรื่อง “As good as” และ “So good as” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓๓ ข้อ ๑๖)

5. They went home and watched television.  _____________ they went to bed.

(พวกเขากลับบ้านและดูทีวี_________________พวกเขาก็เข้านอน)

(a) In addition (นอกเหนือจากนั้น)

(b) However (อย่างไรก็ตาม)

(c) Later (ต่อมา)

(d) As a result (ผลที่ตามมา คือ)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการเรียงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา (กลับบ้าน-ดูทีวี-เข้านอน)

6. ______________, but also German.

(__________________  แต่ (ยังเรียน) ภาษาเยอรมันด้วย)

(a) Not only Jim learns English

(b) Jim not only learns English

(c) Jim learns not only English (จิมเรียนรู้ไม่เฉพาะแต่ภาษาอังกฤษ)

(d) Jim doesn’t learn only English

ตอบข้อ (c) เป็นการใช้ “คำคู่”   สังเกตจาก “but also” อยู่หน้า “German”, not only”ก็ต้องอยู่หน้า “English” เพื่อให้สมดุลกัน (ดูเพิ่มเติมการใช้ “คำคู่Not only…………..but also” และอื่นๆ ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๐)  (และดูโครงสร้างเมื่อนำ “Not only” ขึ้นมาไว้หน้าประโยค {Not only + verb (พิเศษ)  + subject + verb (แท้)}  เพื่อต้องการจะเน้นย้ำว่า “ไม่เพียงแต่ (จะทำอย่างนี้ หรือเป็นแบบนี้)  แต่ยัง (ทำอย่างนั้นหรือเป็นแบบนั้นด้วย)” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๒๙)

7. ______________ the second time, the snake died.

(________________  เป็นครั้งที่ ๒  งูตาย)

(a) Beat

(b) Beating (ตี)

(c) Beaten (ถูกตี)

(d) To beat

ตอบข้อ (c) เนื่องจากประธานของประโยค (the snake) เป็นผู้ถูกกระทำ (ถูกตี) จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๓ ขึ้นต้นประโยค (ดูเพิ่มเติม การใช้ “Verb + ing” และ Verb 3” ขึ้นต้นประโยค โดยขยายประธานที่อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมาย คอมม่า)  เพื่อแสดง “Active voice” และ “Passive voice”(ตามลำดับ)  ใน หมวดข้อสอบ Error Detection ตอนที่ ๘ ข้อ ๘)

8. I wish today ______________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were (เป็น)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนา “ตรงข้ามกับความเป็นจริง” จะต้องใช้รูป “Subject + wish + that + subject + verb) แต่ that” มักจะละไว้เสมอ (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  

Past subjunctive”) โดยมีหลัก คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  ให้ใช้ “Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้ – แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ – แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  ให้ใช้ “Verb”เป็น “Past perfect (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterdayhad been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปราถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish” ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็น “Would”“Should”  “Could”  “Might”ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก เช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้– แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห็หน้า – แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า – แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง“Wish + to + verb 1” ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun” มีความหมาย คือ “ขออวยพรให้” เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year.(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

9. I don’t know ______________ to buy for dinner.

(ผมไม่รู้จะซื้อ _______________________ สำหรับอาหารค่ำ– คือไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี)

(a) when

(b) where

(c) how

(d) what (อะไร)

10. He has ______________ more money than I.

(เขามีเงินมากกว่าผม ________________________ )

(a) many

(b) very

(c) much (มากมาย, เยอะแยะ)

(d) too

ตอบข้อ (c) เนื่องจากสามารถใช้คำว่า “มาก” ขยายในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree) ได้ ๒ คำ คือ “Much” และ “Far”(หมายถึง “มาก” มิใช่ “ไกล”)  (ใช้ขยายคำคุณศัพท์  และคำนามนับไม่ได้ ซึ่งต้องเป็นเอกพจน์เสมอ)        แต่ถ้าขยายคำนามนับได้และเป็นพหูพจน์  ให้ใช้ “Many”  เช่น

       - His house is much (far) bigger than mine.

(บ้านของเขาใหญ่กว่าบ้านของผมมากมาย)

       - This room has much (far) more furniture than that room.

(ห้องนี้มีเฟอร์นิเจอร์มากกว่าห้องนั้นเยอะแยะเลย) (“Furniture” เป็นนามนับไม่ได้)

       - He has many more friends than his brother.

(เขามีเพื่อนมากกว่าพี่ชายเยอะเลย)

-         There are many more people in Bangkok than in Vientiane.

(มีผู้คน – ประชาชน – ในกรุงเทพฯ มากกว่าในเวียงจันทร์)  (“People” เป็นคำนามนับได้ พหูพจน์ )

(ดูเพิ่มเติมการใช้ “Much” และ “Far”(มาก)  ขยายในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓๑ ข้อ ๑๔)

11. Sometimes accidents _____________ by people who are too tired.

(บางที  อุบัติเหตุ __________________ โดยผู้คนที่เหน็ดเหนื่อยมากเกินไป)

(a) cause

(b) caused

(c) were caused

(d) are caused (ถูกทำให้เกิดขึ้น)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Passive voice” {Subject + is (am, are, was, were) + verb 3} และต้องเป็น“Present simple tense”ด้วยเนื่องจากข้อความในประโยคเป็นข้อเท็จจริง และยังเกิดขึ้นในปัจจุบัน (ทำให้ไม่เลือกข้อ C”) สังเกตได้จากกริยาในอนุประโยค (who are too tired) คือ“Are

12. They serve _____________ in a Chinese restaurant.

(เค้าเสิร์ฟ ______________________ ในภัตตาคารจีน)

(a) fry rice

(b) fried rice (ข้าวผัด)

(c) frying rice

(d) fries rice

ตอบข้อ (b) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Passive voice” เพราะ “ข้าวถูกผัด

13. Thank you very much for making my visit so ______________.

(ขอบคุณมากสำหรับการทำให้การมาเยือนของผม __________________ -  คือมีการต้อนรับขับสู้ พาไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งให้ทั้งความรู้ความบันเทิง)

(a) interest(ความสนใจ, ทำให้สนใจ)

(b) interested (มีความสนใจ)

(c) interesting (น่าสนใจ)

(d) tobe interested

ตอบ– ข้อ (c) เนื่องจากได้ความหมาย และถูกหลักไวยากรณ์ (Make + กรรม  + adjective) (ดูเพิ่มเติมการใช้กริยาในกลุ่มนี้ (frighten, surprise, satisfy,amaze, annoy, irritate, attract, etc.)  ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๘)

14. Whenever we meet, we talk about the days when we were _____________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราคุยเกี่ยวกับยุคสมัยเมื่อเรา _________________)

(a)  at college (เรียนมหาวิทยาลัย)

(b)  at the college

(c)   at a college

(d)  at our college

ตอบ –  เมื่อหมายถึง “เรียนหนังสือ” ไม่ต้องมี “Article” (A, An, The) นำหน้า College” สำหรับอื่นๆ ที่คล้ายๆกัน คือ “Go to school” (ไปโรงเรียน เพื่อเรียนหนังสือ) “Go to university”(ไปมหาวิทยาลัย เพื่อเรียนหนังสือ)  “Go to church”(ไปโบสถ์เพื่อร่วมพิธีเช่น ฟังเทศน์)  “Go to hospital”(ไปโรงพยาบาล เพื่อเป็นคนไข้) ต่างจาก “Go to the school” (ไปโรงเรียน เพื่อไปพบเพื่อน) “Go to the hospital”  (ไปโรงพยาบาล เพื่อเยี่ยมคนป่วย)  “Go to the church” (ไปโบสถ์ เพื่อคุยกับบาทหลวง) “Go to the university” (ไปมหาวิทยาลัย เพื่อดูกีฬาฟุตบอล)

15. The man ______________ has been busy cutting the grass in the  garden all day.

(ผู้ชาย _____________________ มีธุระยุ่งอยู่กับการตัดหญ้าในสวนตลอดทั้งวัน)

(a) in the next door

(b) the next door

(c) next door (ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป)

(d) lives next door

ตอบข้อ (c) เนื่องจากลดรูปมาจาก “who lives next door” หรืออาจใช้รูป living next door” ก็ได้

16. Mrs. Crown is from the country.  She is not used to the noise and _________ of London.

(มิสซิสคราวน์มาจากบ้านนอก  เธอไม่คุ้นเคยกับเสียงและ ________________________ของลอนดอน)

(a)   busy traffics

(b) busy traffic (การจราจรที่คับคั่ง)

(c) a busy traffic

(d) the busy traffics

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “Traffic” (การจราจร) เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงไม่สามารถนำหน้าด้วย “A” หรือเติม “S” เข้าข้างท้าย

17. They don’t know _____________ they will be staying in Bangkok.  It may be a week or more.

(พวกเขาไม่ทราบว่า จะพักอยู่ในกรุงเทพฯ __________________ มันอาจจะเป็น ๑ สัปดาห์ หรือนานกว่านั้น)

(a) how

(b) how much (มากเท่าใด) (ใช้ถามเกี่ยวกับราคา)

(c) how often (บ่อยเท่าใด)

(d) how long (นานเท่าใด)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

18. I don’t like playing cards any more, though I ____________ thought it was a wonderful way to have a good time.

(ผมไม่ชอบเล่นไพ่อีกแล้ว  แม้ว่าผม ____________________ คิดว่ามันเป็นวิธีการที่วิเศษมากที่จะได้รับความสนุกสนาน)

(a) used to (เคย)

(b) have never (ไม่เคย)

(c) once (ครั้งหนึ่งในอดีต – ปัจจุบันมิได้เป็นอย่างนั้นแล้ว)

(d) one time (หนึ่งครั้ง, ครั้งเดียว)

19. Before a long journey you ought to fill up your tank ____________ petrol.

(ก่อนการเดินทางไกล  คุณควรจะเติม ___________ น้ำมันรถให้เต็มถัง – คือเติมน้ำมันเต็มถัง)

(a)   by

(b)  to

(c)   in

(d)        with (ด้วย)

20. The conductor will tell you ______________ to get off the bus.

(กระเป๋ารถเมล์จะบอกคุณว่าจะลงรถ _______________________ )

(a) when

(b) where (ที่ไหน)

(c) why

(d) how

21. He told the boy ______________ make a loud noise.

(เขาบอกเด็ก _____________ ทำเสียงดัง)

(a) don’t

(b) do not to

(c) not to (มิให้)

(d) not

ตอบข้อ (c) เนื่องจากมาจากโครงสร้าง “Subject + tell + object + to + verb” (ประธานบอกใคร (กรรม) ให้ทำอะไร)  ส่วนเมื่อบอกไม่ให้ทำ  ให้เอา “Not  วางไว้ข้างหน้า “to + verb

22. He is _______________ on the project.

(เขาเป็น ________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)

(d) one of the young artist

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “One of the + noun (plural)” (หนึ่งในบรรดา.............) สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค ต้องใช้กริยาตาม “One” เช่น

-        One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

-        One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

              ในกรณีที่อยู่ในประโยค แต่เป็นส่วนของอนุประโยค ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ “นามพหูพจน์” เช่น

      - Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

     - Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

     - She is one of the girls who have been admitted to the university. (เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

23. This is _____________ I have tried to do from the very beginning.

(นี่เป็น _______________ ผมได้พยายามทำตั้งแต่ตอนเริ่มต้น)

(a) whatever (อะไรก็ตาม)

(b) what (สิ่งที่)

(c) while

(d) that

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นการใช้รูป Noun clause” มาเป็น Complement” (ช่วยทำให้สมบูรณ์ ได้ความหมาย) ของ “Verb to be” (is)  (ดูเพิ่มเติมโครงสร้างและหน้าที่ของ “Noun clause”  ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๘ ข้อ ๑)

24. At the bank _____________ I am employed, we had a college student working for the summer.

(ที่ธนาคาร ________________ ผมได้รับการว่าจ้าง  เรามีนักศึกษามหาวิทยาลัย ๑ คน ทำงานช่วงหน้าร้อน)

(a) that

(b) which

(c) for which

(d) where (ที่ซึ่ง)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากขยายสถานที่ (the bank) หรืออาจใช้ “in which” หรือ at which” แทน “where” ก็ได้

25. He is director of product research for a firm that invented bubble gum in 1928 and _____________ the market ever since.

(เขาเป็นผู้อำนวยการด้านการวิจัยผลิตภัณฑ์ของบริษัท  ซึ่งผลิตหมากฝรั่งในปี ๑๙๘๒  และ _________________ ตลาดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา)

(a) dominate

(b) dominates

(c) dominated

(d) has dominated (ครอบงำ, มีอิทธิพลเหนือ)

ตอบข้อ (d) ซึ่งอยู่ในรูป “Present perfect tense” เนื่องจากแสดงการเกิดต่อเนื่องของเหตุการณ์ตั้งแต่อดีต (ครอบงำตลาดเริ่มในปีที่ผลิต คือ ๑๙๘๒) มาจนถึงปัจจุบัน  สำหรับหลักการใช้ “Present perfect” มีดังนี้ คือ

          ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  just =  เพิ่งจะ, recently = เมื่อเร็วๆนี้,  lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

- I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

    - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

    - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

๒. ใช้บอกข้อความว่า “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง” มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี “Already” และ “Yet” ก็ได้ เช่น

- I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

    - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

    - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

    - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

    - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your  report already?)(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา, Since = ตั้งแต่,  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา

- She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - He has been in Chicago since last week.

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

    - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก “ever”  “never”  เช่น

-Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

 - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจากAdverb of frequency”เหล่านี้ “again and again” = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  many times” = หลายครั้ง,  “sometimes” = บางที,  “over and over”   (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก, “this is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

- He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

     - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

     - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

     - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” “Superlative degree” เช่น

     - He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

   - She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

   - It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

   - They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง สังเกตได้จากวลี  this morning, this week, this month, this year” เช่น

      - I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ ๓ เล่ม เดือนนี้ – คืออ่านจบแล้ว)

      - He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห็นี้ – คืองานเสร็จแล้ว)

      แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ใช้รูป  “Continuousเช่น

     - He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

     - They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน เช่น

       - I have lost my key. (ผมทำกุญแจหาย – ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

       - I have locked the door. (ผมล็อคประตูแล้ว – ประตูยังปิดอยู่)

       - John has read many books on astronomy.

(จอห็นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์ – คืออ่านจบไปแล้ว)

         แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้ “Past simple” (Verb 2) เช่น

-  I lost my key last week. (ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

-  She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

-I locked the door last night. (ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)