หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 32)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. The cobra is a _______________snake.

(งูเห่าเป็นงู ____________________ )

(a) poisoned

(b) poison (ยาพิษ, ให้ยาพิษ, วางยาพิษ) (เป็นคำนามและคำกริยา)

(c) poisoning

(d) poisonous (เป็นพิษ, มีพิษ, มีอันตราย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบข้อ (d) ขยายหน้าคำนาม (snake) ต้องใช้คำคุณศัพท์

2. This machine is ________________________.

(เครื่องจักรเครื่องนี้ _________________ )

(a) can fold paper

(b) for fold paper

(c) for folding paper (สำหรับพับกระดาษ)

(d) to folding paper

ตอบข้อ (c) เนื่องจากตามหลัง Preposition “for” กริยา “fold” จึงต้องอยู่ในรูปคำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing)

3. Whenever we meet, we stop __________________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราจะหยุด ___________________ )

(a) talking

(b) talk

(c) to talk (เพื่อที่จะคุยกัน)

(d) to talking

ตอบข้อ (c)  เนื่องจาก “Stop + to + verb”  หมายถึง “หยุดเพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”  ส่วน “Stop + verb + ing” หมายถึง “หยุดการกระทำกริยานั้นๆ” เช่น

    - We stop to have lunch at 11.30 a.m. every day.

  (เราหยุด (ทำงาน) เพื่อกินอาหารเที่ยง ตอน ๑๑.๓๐ น. ทุกๆวัน)

    - We stopped having lunch when the fire broke out.

  (เราหยุดการกินอาหารเที่ยง เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย) เพื่อทำงานจนกระทั่งดึก)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

(ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่องนี้ ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๘ ข้อ ๑๖ – ข้อ ๙ ย่อย)

4. You had best ________________ it yourself.

(คุณควรจะ _____________________ มันด้วยตัวคุณเองดีที่สุด)

(a) do (ทำ)

(b) to do

(c) done

(d) doing

ตอบข้อ (a) เนื่องจาก “Had best” (ทำ.........เป็นดีที่สุด)  และ “Had better”  (ควรจะ) ต้องตามด้วย “Infinitive without to” (Verb 1- ไม่มี “To”)  เสมอ

5. A ______________ uses force, or a threat of force.

(___________________ ใช้กำลัง  หรือการขู่กรรโชกว่าจะใช้กำลัง)

(a) thief (หัวขโมย, โจรลักทรัพย์)

(b) robber (โจรปล้น, โจรชิงทรัพย์)

(c) burglar (โจรงัดแงะ-ย่องเบา)

(d) pick-pocket (นักล้วงกระเป๋า)

6. Please tell me the difference ______________ a habit and a custom.

(โปรดบอกผมความแตกต่าง _________________ นิสัย (หรือธรรมเนียมปฏิบัติ) และขนบธรรมเนียมประเพณี)

(a) of

(b) from

(c) between

(d) in

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการใช้ “คำคู่” “Between” และ “And” (ดูเพิ่มเติมการใช้คำคู่ ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๐)

7. This was the first time that I ______________your town.

(นี้เป็นครั้งแรกที่ผม __________________ เมืองของคุณ)

(a) visited

(b) have visited (ได้ไปเยือน)

(c) had tried

(d) was visiting

ตอบข้อ (b) เนื่องจากอนุประโยค “that I………your town” ที่นำหน้าด้วย   This is the first time” (นี่เป็นครั้งแรก) “This is the second time” (นี่เป็นครั้งที่ ๒) “This is the last time” (นี่เป็นครั้งสุดท้าย)  จะใช้รูป “Present perfect tense”  ในอนุประโยคดังกล่าว  แต่ถ้าข้อความข้างหน้าเปลี่ยนเป็น “This was the first time”  ในอนุประโยคก็จะเปลี่ยนเป็น “Past perfect tense” ตามไปด้วย เช่น

    - This is the first time I have tried to play tennis.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นเทนนิส)

8. Both of them can drive but Bill drives _________________.

(ทั้ง ๒ คนขับรถเป็น  แต่บิลขับ ____________________ )

(a) careful

(b) more careful

(c) more carefully (ระมัดระวังมากกว่า)

(d) most carefully

ตอบข้อ (c) เนื่องจากขยายกริยา “drives” “careful” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ “Adverb” และขยายด้วย “More” เมื่อแสดงการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า(Comparative degree) (ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๓ และ ตอนที่ ๘ ข้อ ๕)

9. How long ago _______________ the Second World War?

(a) was

(b) happened (เกิดขึ้น)

(c) occurred (เกิดขึ้น)

(d) took place (เกิดขึ้น)

ตอบข้อ (a)  เนื่องจากข้อนี้มาจากประโยคบอกเล่า “The Second World War was 70 years ago.” อย่างไรก็ตาม  ถ้าประโยคบอกเล่าเป็น “The Second World War happened (occurred, took place) 70 years ago.” เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม จะต้องใช้ว่า  “How long ago did the Second World War happen (occur, take place)? กล่าวคือ ต้องใช้ “Verb to do” (Did) ในการสร้างประโยคคำถาม

10. In some countries today there’s only one party at elections.  No _______ at all !

(ในบางประเทศในปัจจุบัน  มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวตอนเลือกตั้ง  ไม่มี ___________________ ใดๆเลย)

(a) choose (เลือก) (กริยาช่องที่ ๑)

(b) chose (กริยาช่องที่ ๒)

(c) chosen (กริยาช่องที่ ๓)

(d) choice (ทางเลือก, การเลือก, สิ่งหรือคนที่ถูกเลือก) (เป็นคำนาม)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากหลัง “No” ต้องเป็นคำนาม แม้จะมีคำคุณศัพท์มาคั่นก็ตาม  เช่น no good food”  “no appropriate person” etc.

11. American children learn Lincoln’s Gettysburg speech ___________.  

(เด็กๆ อเมริกัน เรียนสุนทรพจน์ที่เมืองเก็ตตีสเบิร์กของประธานาธิบดี ลิงคอล์น  - กล่าวไว้อาลัยทหารที่ตายในการสู้รบกับทหารของฝ่ายใต้  ในสงครามกลางเมืองของอเมริกาเพื่อเลิกทาส - ___________________ )

(a)   in heart

(b)  by heart (โดยการท่องจำ)

(c)   with heart

(d)  to heart

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “by heart” หมายถึง “โดยการท่องจำ” (เด็กๆเรียนสุนทรพจน์ดังกล่าวด้วยการท่องจำ)  สำหรับวลีที่ใช้กับ “BY” ได้แก่  “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์)  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง)  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane) (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea” (โดยทางทะเล)  “by telephone” (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข) “by letter” (โดยทางจดหมาย)  “by trade” (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง) “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ - ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม =  (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.” (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake” (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”(โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  “by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  ‘by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา) “by-gone” (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค) “read a book by candlelight” (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ) “She came in by the back door.” (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960” (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.” (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.” (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.” (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.” (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔) “Multiply the amount by three.” (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”(แต่ละปี)  “She took him by the hand.” (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์ เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.” (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side” (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand” (เดินจูงมือกัน)  “by-election” (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison” (โดยการเปรียบเทียบ)

12. Who’s the girl ______________ this photograph?

(เด็กหญิง ____________________ รูปภาพนี้คือใคร)

(a) on

(b) of

(c) at

(d) in (ใน)

ตอบข้อ (d) (ดูเพิ่มเติมการใช้การใช้ “IN” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๐ ข้อ ๑๗)

13. Did you meet my sister _____________ your stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม _________________ ที่พักในโตเกียวหรือเปล่า)

(a) while

(b) when

(c) during (ในระหว่าง)

(d) between

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “During” เป็น “Preposition”   ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี  ส่วน “While”  และ “When”  ต้องตามด้วยประโยค (Subject + verb)  เช่น

    - During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์  อาจารย์วูดพูดหลายหัวข้อ)

   - While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics. (ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์  อาจารย์วูดพูดหลายหัวข้อ)

   - During the rain Jim went under a tree for a shelter.

 (ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

   - When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

14. I bought this car __________________.

(ผมซื้อรถยนต์คันนี้ _____________________ )

(a) for three years (เป็นเวลา ๓ ปี)

(b) since three years

(c) three years ago (๓ ปีมาแล้ว)

(d) only three years (เพียง ๓ ปี)

ตอบข้อ (c) สังเกตได้จากกริยา “bought” ซึ่งเป็นอดีต จึงต้องใช้กับ “three years ago” หรืออาจใช้อีกรูปแบบหนึ่ง คือ “I owe this car for 3 years หรือ  for only 3 years.” (ผมเป็นเจ้าของรถคันนี้ได้ ๓ ปี หรือ เพียง ๓ ปี)

15. Do you know _________________?

(คุณรู้จัก _____________________ )

(a) those old two men

(b) those old men two

(c) those two old men (ชายแก่ ๒ คนเหล่านั้นไหม)

(d) those two men old

ตอบข้อ (c) (ดูการเรียงคำกรณีมีคำคุณศัพท์หลายคำขยายหน้าคำนาม ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓๐ ข้อ ๑)

16. The elephant is _____________ larger than the horse.

(ช้างตัวใหญ่กว่าม้า ________________________ )

(a) so (ดังนั้น)

(b) far (มาก)

(c) quite (มาก)

(d) more

ตอบข้อ (b)  มีคำว่า “มาก” ๒ คำ ที่ใช้ขยายในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  คือ “Much”  และ “Far” เช่น “much bigger(ใหญ่กว่ามาก) “much colder” (หนาวกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่องนี้ใน หมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๓๑ ข้อ ๑๔)

17. She made her guests ________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ _____________________ )

(a) laugh (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบข้อ (a) เนื่องจากอยู่ในรูป “Subject + make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)  (ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “Infinitive without to”  ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๒๑)

18. ___________________ from her since March.

( _____________________ จากเธอตั้งแต่เดือนมีนาคม)

(a) I didn’t receive a letter

(b) I wasn’t receiving a letter

(c) I don’t receive a letter

(d) I haven’t received a letter (ผมไม่ได้รับจดหมาย)

ตอบ  - ข้อ (d) เนื่องจากอยู่ในรูป “Present perfect tense” {Subject + has (have) + V 3} คือแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต (ไม่ได้รับจดหมายตั้งแต่เดือนมีนาฯ) ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  สำหรับ “Present perfect” มักใช้ในกรณีต่อไปนี้

          ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก just =  เพิ่งจะ, recently =  เมื่อเร็วๆนี้,  lately =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

     - I have just finished my assignment.

  (ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

    - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

    - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

          ๒. ใช้บอกข้อความว่า “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง” มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี “Already” และ “Yet” ก็ได้ เช่น

     - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

    - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.) (เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

    - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

    - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

    - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your  report already?) (คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

          ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา, Since =  ตั้งแต่,  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา

      - She has lived here for 10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - He has been in Chicago since last week.

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.) (เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

    - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

          ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก “ever”  “never”  เช่น

      - Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

     - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

     - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

          ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจาก  “Adverb of frequency”เหล่านี้ “again and again” =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “many times” =  หลายครั้ง,  “sometimes” =  บางที,  “over and over” (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก, “this is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

      - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

     - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

     - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

     - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

19. Mr. Johnson arrived in Bangkok _____________ November 15.

(คุณจอห์นสันมาถึงกรุงเทพ ________________ วันที่ ๑๕ เดือนพศจิกายน)

(a) in

(b) on (เมื่อ)

(c) at

(d) during

ตอบข้อ  (b) วันที่ต้องใช้ “On” (ดูเพิ่มเติมการใช้ “On” ใน หมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๒๕)

20. I would rather ______________________.

(ผมอยากจะ _____________________ )

(a) die than beg. (ตายมากกว่าที่จะขอทาน)

(b) dying than begging

(c) dying to begging

(d) to die than beg

ตอบข้อ (a) “Would rather” (อยากที่จะ) ต้องตามด้วย “Infinitive without to” (Verb 1)   และ ใช้กับ “Than” (มากกว่า)

21. If you want to make sure of a seat on the bus, you had better go to the _________________. (ถ้าคุณต้องการมั่นใจว่าจะมีที่นั่งบนรถประจำทาง  คุณควรจะไปที่ ____________________  )

(a) station bus (รถของสถานี)

(b) station’s bus

(c) bus’s station

(d) bus station (สถานีรถประจำทาง)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม หรือ “นามประกอบ” (Compound noun) ในกรณีนี้ คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์ คือไม่เติม “s” แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง เช่น

    -  service buses (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s) (สวนดอกไม้)

   -   wood house (บ้านไม้)

   -  steel table (s) (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment (การจ่ายเงินปันผล)

     -  debt payment (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s) (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s) (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s) (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s) (ราคาสินค้า)

    -  price competition (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s) (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s) (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s) (คู่ค้า)

    -  leather belt (เข็มขัดหนัง)

    -  business transaction (s) (การดำเนินธุรกิจ)

22. When I was a boy, we had no ____________ in the village.

(ตอนผมเป็นเด็ก  เราไม่มี ______________________ ในหมู่บ้าน)

(a) electric (ซึ่งใช้ไฟฟ้า, เกี่ยวกับไฟฟ้า) (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) electrical (ซึ่งใช้ไฟฟ้า, ด้านไฟฟ้า) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) electrify (อัดไฟฟ้า, ปล่อยกระแสไฟฟ้า, ทำให้มีกระแสไฟฟ้าใช้, ทำให้ตื่นเต้น-ตกใจ) (เป็นคำกริยา)

(d) electricity (ไฟฟ้า, กระแสไฟฟ้า, วิชาไฟฟ้า) (เป็นคำนาม)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

23. ______________ hard, and you will succeed.

(_____________________  หนัก  แล้วคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Work (จงทำงาน)

(b) Working

(c) To work

(d) Having worked

ตอบข้อ (a)  เนื่องจากประโยคคำสั่งหรือขอร้อง ต้องขึ้นต้นด้วย “Infinitive without to” (Verb 1)  (ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง-ขอร้อง ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๓)

24. I have spent _______________today.

(ผมได้ใช้เงิน ___________________ วันนี้)

(a) money ten dollars

(b) ten dollars money

(c) ten dollars of money

(d) ten dollars (๑๐ เหรียญ)

ตอบข้อ (d) ให้บอกจำนวนเงิน  และสกุลเงิน  โดยไม่ต้องมีคำว่า “Money

25. She said, “_____________________”

(เธอพูดว่า “ ________________________

(a) Seldom we hear him sing.

(b) We hear him sing seldom.

(c) Seldom do we hear him sing. (เราได้ยินเขาร้องเพลงนานๆครั้ง)

(d) We seldom hear him to sing.

ตอบข้อ (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง {Seldom (hardly, scarcely) + Verb (ช่วย)  + Subject + Verb (แท้)} (ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้ใน หมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๒๐ ข้อ ๑๗ และ ตอนที่ ๑๘ ข้อ ๒๕)