หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 2)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence (จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1.  If we hadn’t left the house so late, we ____________ the train. (ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เรา _________ รถไฟ)

     (a)  wouldn’t miss

     (b) won’t have missed

     (c)  won’t miss

     (d) wouldn’t have missed {คงจะไม่พลาด (ตก)}

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d.  เนื่องจากเป็นการสมมติในอดีต คือ “if clause”   แบบที่ 3  ซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงหรือตรงข้ามกับข้อความที่ให้มาในประโยค เช่น “ถ้าเราไม่ออกจากบ้านสาย (เมื่อเช้านี้หรือเมื่อวานนี้)  เราก็คงไม่ตกรถไฟ”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คือ  “if + subject + had (not) + V ช่อง 3, subject + would (not) + have + V ช่อง 3” หรือเอา “if clause”   ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาอีก “clause”  หนึ่งซึ่งเป็นประโยคใหญ่ (main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย (if clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต เช่น

-         If he had studied hard, he would have passed the exam. (ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-         If you had asked me, I would have told you the truth. (ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-         If they had not stopped smoking, they would have died of cancer. (ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-         She would have gone to the market if she had had something to buy. (เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ) จะเห็นว่าใน “if clause” มี  “had” 2 ตัว    ตัวหน้าแสดง “past perfect tense”   ส่วน “had”   ตัวหลังมาจาก  “have”  ที่แปลว่า “มี”  พอมาอยู่หลัง “had” จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น verb  ช่องที่ 3  ทำให้มี “had”  2 ตัว

-         I would not have bought a car if my office had not been very far from my home. (ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

           สรุป  ใน “if clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป “past perfect” {had (not) + V 3} เสมอ  ส่วนใน  “main clause”  (ประโยคใหญ่) จะเป็นรูป “past future perfect” {would (not) + have + V 3} จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

2.  They brought extra chairs into the room ____________ they expected a large number of people to attend the meeting. (พวกเขานำเก้าอี้เสริมเข้ามาในห้อง ________ พวกเขาคาดหวังว่าจะมีผู้คนมากมายมาร่วมประชุม)

     (a)  however (อย่างไรก็ตาม)

     (b) moreover (ยิ่งไปกว่านั้น)

     (c)  since (เพราะว่า)

     (d) although (ถึงแม้ว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.  เพราะสมเหตุสมผลที่สุด  เนื่องจากข้อความเป็นเหตุเป็นผลกัน คือ “นำเก้าอี้เสริมเข้ามา (เป็นผล)  เพราะว่าคาดว่าจะมีคนมาร่วมประชุมเยอะ (เป็นเหตุ)”

3.  ___________ he graduated from the university, he got a job at a good company. ( ___________ เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัย  เขาได้งานทำในบริษัที่ดี)

     (a)  Later (ต่อมา)

     (b) After (ภายหลังจาก)

     (c)  Following (ภายหลัง)

    (d) Next (ต่อมา, ถัดมา)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b. เพราะได้ใจความดีที่สุด  ทั้งนี้  “after” อาจตามด้วยประโยค หรือวลีก็ได้ส่วน  “following”  เป็น “preposition”  จึงต้องตามด้วยวลีเพียงอย่างเดียว  จะตามด้วยประโยค   (he graduated)  ไม่ได้  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-         After a heavy rain (วลี), there was a big flood (ประโยค). (หลังจากฝนตกหนัก  มีน้ำท่วมใหญ่)

-         After the police’s investigation (วลี), the man was found guilty (ประโยค). (หลังจากการสอบสวนของตำรวจ  ชายคนนั้นถูกพบว่ามีความผิด)

-         After he had finished his work (ประโยคย่อย), he went back home (ประโยคใหญ่). (หลังจากเขาทำงานเสร็จ  เขากลับบ้าน)

-         Following a hard day’s work (วลี), we felt very tired (ประโยค). (ภายหลังจากงานหนัก  เรารู้สึกเหนื่อยอย่างมาก)

-         Following a long and severe winter (วลี), there was a pleasant and warm spring (ประโยค). (หลังจากหน้าหนาวที่ยาวนานและ (หนาว) รุนแรง  มีฤดูใบไม้ผลิที่น่ารื่นรมย์และอบอุ่น – ตามมา) 

4.  Several important pieces of information were ____________ from the report. (ข่าวสารสำคัญหลายชิ้นได้ถูก ____________ จากรายงาน)

     (a) omitted (เอาออก, ตัดทอน, ข้ามไป, ไม่พูดถึง, ละเว้น, ละเลย)

     (b) omit

     (c)  omitting

     (d) omission (การละเว้น, การเอาออก, การตัดทอน)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a.  เนื่องจากเป็น “passive voice” คือ ประธานของประโยค  (pieces of information)   เป็นผู้ถูกกระทำ  หมายถึง “ข่าวสารถูกเอาออกหรือตัดทอนจากรายงาน”  ทั้งนี้ ประธานประโยคจริงๆคือ  “pieces”  ซึ่งเป็นพหูพจน์  ส่วน  “of information”   เป็นส่วนขยายประธาน และเนื่องจากประโยคนี้เป็นอดีต จึงต้องใช้ในรูป  {subject (พหูพจน์) + were + V 3}  หรือ  {subject (เอกพจน์)  + was + V 3}  ตัวอย่างประโยค  “passive voice”  ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต เช่น

-         The birds were shot by the hunter. (นกถูกยิงโดยนายพราน)

-         The dog was run over by a car. (หมาถูกทับโดยรถ หรือ หมาถูกรถทับ)

-         They were punished by their parents. (พวกเขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่)

-         She was admitted to a hospital. (เธอถูกรับเข้า – เป็นคนป่วย – ในโรงพยาบาล)

5.  The office was in excellent condition when we moved in because the former ____________ was very tidy. (สำนักงานอยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยมเมื่อเราย้ายเข้ามา  เพราะว่า ____________ คนก่อนมีระเบียบเรียบร้อย-สะอาดสะอ้านอย่างมาก)

     (a) occupant (ผู้ครอบครอง, ผู้เช่าอาศัย, ผู้พำนักอาศัย)

     (b) occupy (ครอบครอง, ครอง, อาศัยอยู่, ยึดครอง)

     (c) occupied

     (d) occupancy (การครอบครอง, การพำนักอาศัย, การยึดครอง, ช่วงเวลาการครอบครองหรือยึดครอง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a.  เนื่องจากเหมาะสมที่สุด  คำที่จะเติมลงไปในข้อนี้จะต้องเป็นคำนามเนื่องจากมีคำคุณศัพท์  (former)  ขยายอยู่ข้างหน้า  และต้องเป็นบุคคลด้วย คือ “ผู้ครอบครองคนก่อน”  ส่วนข้อ  b.  และ c.  เป็นคำกริยา  สำหรับข้อ  d.  เป็นคำนามก็จริง  แต่ความหมายสู้ข้อ  a.  ไม่ได้

6. The document that you requested _____________ on your desk. (เอกสารที่คุณร้องขอ __________  บนโต๊ะทำงานของคุณ) 

    (a) am

    (b) is

    (c) are

    (d) were

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b.  เนื่องจากประธานของประโยคคือ “the document”   ซึ่งเป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องเป็น  “is”  ส่วนข้อ  c. และ  d. ใช้กับประธานพหูพจน์  สำหรับข้อความ “that you requested”  เป็นอนุประโยค  (adjective clause)  ทำหน้าที่ขยายประธาน (the document)

7. Dr. Simon is a well-respected expert and has ____________ experience in her field. (ด็อกเตอร์ไซม่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับความเคารพเป็นอย่างมาก  และมีประสบการณ์ ___________ ในสาขาของเธอ)

     (a)  extend (ขยายหรือต่อเวลาออกไป, ขยายออกไป, ทำให้กว้างออก, กางออก, แผ่ออก)

     (b) extends

     (c)  extensive (กว้างขวางมาก, กว้าง, ครอบคลุม, แพร่หลาย, ถ้วนทั่ว)

     (d) extension (การขยายหรือต่อออกไป, การทำให้กว้าง, การกางออก-แผ่ออก)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.  เนื่องจากคำที่จะเติมลงไปต้องเป็นคำคุณศัพท์  (adjective)  เพราะขยายคำนาม  (experience) ส่วนข้อ  a.  และ b.  เป็นคำกริยา  สำหรับข้อ  d.  เป็นคำนาม

8. The reports must be turned ____________ before the end of the week.  (รายงานจะต้องถูก ___________  ก่อนปลายสัปดาห์)

    (a) on

    (b) up

    (c) off

    (d) in

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d. turn in   มีความหมายว่า “ส่งหรือมอบ”  turn up  หมายถึง “มาถึง, ปรากฎตัว, พบ, ปรับเสียงให้ดังขึ้น, เลาะปลายขากางเกงให้สูงขึ้นมา”  turn on หมายถึง เปิด (วิทยุ, ทีวี, ไฟ, น้ำก๊อก), ดึงดูดหรือทำให้หลงเสน่ห์, จู่โจมทำร้าย  ส่วน  turn off  หมายถึง ปิด (วิทยุ, ทีวี, ไฟ), เลิกตื่นเต้นหรือสนใจ

9. Mr. Ford _____________ investing in that company, but he finally decided against it. (มิสเตอร์ฟอร์ด _________  การลงทุนในบริษัทนั้น  แต่ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจไม่ลงทุน)

     (a)  considerate (เกรงอกเกรงใจ, นึกถึงผู้อื่น)

     (b) considerable (มากมาย)

     (c)  considerably (อย่างมากมาย)

    (d) considered (พิจารณา, ครุ่นคิด, คิด, คำนึงถึง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d.  เนื่องจากประโยคนี้ขาดคำกริยาแท้  โดยมีประธานคือ “Mr. Ford” ส่วน  “investing”  เป็น  “gerund”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาแท้   “considered”   สำหรับข้อ  a.  และ  b. เป็นคำคุณศัพท์  (adjective)  ส่วนข้อ  c.  เป็นกริยาวิเศษณ์ (adverb) (สำหรับรายละเอียดกลุ่มคำกริยา ที่ต้องมีกรรมมารับหรือตามด้วยกรรม  ทั้งที่เป็นคำนามหรือ “gerund” (V + ing)    ให้ดูในหมวดข้อสอบ TOEIC  (ตอนที่ 1) ข้อ 2 )

10. The report has to be completed ____________ 4.00 p.m. today at the latest. (รายงานจะต้องถูกทำให้เสร็จ ___________  ๔ โมงเย็นวันนี้เป็นอย่างช้า)

       (a) to

       (b) after (ภายหลัง)

       (c) by (ภายในหรือราวๆ)

       (d) until (จนกระทั่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.   เพราะได้ใจความดีที่สุด

11. Currently they ____________ lower prices than any of their competitors. (ในปัจจุบัน  พวกเขา __________  ราคาที่ต่ำกว่าของผู้แข่งขัน (ผู้ขาย) รายใดๆ)

      (a) offered (เสนอ)

      (b) are offering (กำลังเสนอ)

      (c) did offer

      (d) to offer

หมายเหตุ –  ตอบข้อ  b.   ข้อนี้คำกริยาต้องอยู่ในรูปปัจจุบัน (present)  เพราะมีคำ  “currently  โดยจะเป็น “present simple”  หรือ  “present continuous”  ก็ได้   ในที่นี้เป็น “present continuous”  ส่วนข้อ  a.  เป็นอดีต

12. It is a bit scary riding this elevator because it ___________ at such a rapid rate. (มันน่ากลัวนิดหน่อยในการขึ้น (ใช้) ลิฟต์ตัวนี้  เพราะว่ามัน __________    ด้วยอัตราความเร็วที่มาก)

      (a) descends (เคลื่อนลง, ลง, ตกลงมา)

      (b) decreases (ลดลง, น้อยลง, ทำให้ลดลง)

      (c) diminishes (ลดลง, ทำให้ลดลง)

      (d) devalues (ลดค่า, ทำให้ลดค่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a.  เพราะได้ความหมายดีที่สุด คือ “น่ากลัวเพราะลิฟต์เคลื่อนขึ้น-ลงเร็ว”

13. There were several qualified candidates for the job, but we could __________only one. (มีผู้สมัครเข้าแข่งขันที่มีคุณวุฒิครบถ้วนอยู่มากมายสำหรับงาน  แต่ว่าเราสามารถ ___________ เพียงคนเดียวเท่านั้น)

     (a) choose (เลือก)

     (b) chose (กริยาช่องที่ ๒)

     (c)  chosen (กริยาช่องที่ ๓)

     (d) choice (การเลือก, ทางเลือก, ตัวเลือก)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a.  เนื่องจากกริยาที่ตามหลัง “could”   ต้องเป็นรูป “infinitive without to”   คือ  verb ช่องที่  1 (V. 1) ที่ไม่มี “to” นำหน้าเสมอ  verb   ประเภท modal verb ที่ต้องตามด้วย  infinitive without to  ได้แก่  can  could  will  would  shall  should  may  might  must  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-        I will leave for London next week. (ผมจะไปลอนดอนสัปดาห์หน้า)

-        They should get up early to catch the bus. (เขาควรจะตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถ)

-        We can not swim in that dangerous river. (เราไม่สามารถว่ายน้ำในแม่น้ำที่อันตรายนั้นได้)

-        You must study hard to get a scholarship. (คุณต้องขยันเรียนเพื่อที่จะรับทุน)

14. No one can go home _____________ the work is finished. (ไม่มีใครสามารถกลับบ้านได้ ___________  งานถูกทำจนเสร็จ)

      (a) since (เพราะว่า, ตั้งแต่)

      (b) until (จนกระทั่ง)

      (c) if (ถ้า)

      (d) because (เพราะว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b. เพราะได้ใจความดีที่สุด คือ “ยังกลับบ้านไม่ได้  จนกระทั่งงานเสร็จ)

15. There’s a phone on the table ____________ my desk. (มีโทรศัพท์เครื่องหนึ่งบนโต๊ะ ___________  โต๊ะทำงานของผม)

       (a) outside (ข้างนอก)

       (b) inside (ข้างใน)

       (c) beside (ข้าง)

       (d) over (เหนือ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.  เพราะได้ใจความดีที่สุด คือ “มีโทรศัพท์บนโต๊ะข้างโต๊ะทำงาน”

16. Everyone is expected to arrive at the meeting _____________. (ทุกคนได้รับการคาดหวังให้มาถึงที่การประชุม __________ )

      (a) prompt (รวดเร็ว, ฉับพลัน, ทันทีทันใด)

      (b) promptness (ความรวดเร็ว-ฉับพลัน-ทันทีทันใด)

      (c) promote (ส่งเสริม, สนับสนุน)

      (d) promptly (อย่างรวดเร็ว-ฉับพลัน-ทันทีทันใด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d.  เนื่องจากขยายคำกริยา (arrive)   จึงต้องเป็นคำกริยาวิเศษณ์ (adverb)

17. They will interview each candidate before they _____________ who to hire. (พวกเขาจะสัมภาษณ์ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนก่อนที่พวกเขา  _________  ว่าจะจ้างใคร)

     (a) decide

     (b) will decide

     (c)  decided

     (d) will be decided

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a.  เพราะต้องใช้รูป “present tense”  คู่กับ “future tense”  เพราะเป็นเรื่องอนาคต  แต่จะใช้รูป “future tense”   ทั้งกับประโยคใหญ่และประโยคย่อย (ที่นำหน้าด้วย  “before” ) ไม่ได้ โดยเฉพาะประโยคหลัง  “before”  “after”  “when”   นิยมใช้เป็น “present simple”  ธรรมดาเท่านั้น (หรือใช้รูป “past simple”  ถ้ากริยาในประโยคใหญ่ อยู่ในรูป “would + V. 1”)  สำหรับข้อ  c.  เป็นอดีต ซึ่งผิด  ส่วนข้อ  d.  เป็นอนาคตแบบถูกกระทำ  (passive voice)  ซึ่งไม่ใช่  เพราะประธาน (they)  เป็นผู้กระทำกริยา คือตัดสินใจเอง  ตัวอย่างประโยคประเภทนี้ได้แก่

-        They will finish their work before we arrive. (พวกเขาจะทำงานเสร็จก่อนเราไปถึง)

-        He will lose all his money before he wins the lottery. (เขาจะสูญเสียเงินทั้งหมดก่อนเขาถูกล็อตตารี่)

-        We will suffer a great deal after the flood increases. (เราจะเดือดร้อนอย่างมากหลังจากน้ำท่วมมากขึ้น)

-        She would lock her house before she went out. (เธอจะล๊อกบ้านของเธอก่อนออกไปข้างนอก)

-        I will tell you when I complete all my work. (ผมจะบอกคุณเมื่อผมทำงานเสร็จหมดแล้ว)

18. The new chairs that he bought for the office ____________ not very comfortable. (เก้าอี้ตัวใหม่ที่เขาซื้อสำหรับสำนักงาน _________  (นั่ง) ไม่สบายมากนัก)

    (a)  is

    (b)  are

    (c)  was

    (d) do

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b.  เนื่องจากประธานประโยค (chairs)  เป็นพหูพจน์  และต้องใช้ “verb to be” (are)  เนื่องจากมีคำคุณศัพท์  (comfortable) มาขยาย   ส่วนข้อ  d. ใช่ไม่ได้  เพราะ “do not”  ต้องตามด้วย คำกริยาเท่านั้น  สำหรับข้อความ “that he bought for the office”   เป็น  “adjective clause” ขยายประธาน (chairs)

19. _____________ your time card whenever you enter or leave the building. ( __________ บัตรลงเวลาทำงานของคุณเมื่อใดก็ตามที่คุณเข้าหรือออกจากอาคาร)

     (a) Punching

     (b) Punch (ตอก, ปั๊ม)

     (c) Punches

     (d) Punched

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b.  เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยคคำสั่ง เหมือนกับมีประธาน “you” อยู่หน้าประโยค  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ดังนั้น  กริยาที่ตามหลัง “you”  ซึ่งเป็นคำสั่งในปัจจุบัน  จะต้องเป็น  “infinitive without to”   คือ “verb ช่องที่ 1 (V. 1)”  ที่ไม่มี  “to”  นำหน้าเสมอตัวอย่างประโยคคำสั่งแบบนี้ เช่น

-        Study hard if you want to pass the exam. (ขยันเรียนนะถ้าคุณอยากสอบผ่าน)

-        Leave her alone until she calms down. (จงปล่อยเธอไว้คนเดียว – คืออย่าไปกวน – จนกระทั่งเธอค่อยสงบสติอารมณ์ลง)

-        Come to see me tomorrow at my office. (มาพบผมพรุ่งนี้ที่ออฟฟิศนะ)

20. The office is right ____________ the street from the subway station.  (สำนักงานอยู่ ___________  ถนนจากสถานีรถไฟใต้ดิน)

      (a) next (ถัดไป, ถัดจาก)

      (b) under (ใต้)

      (c) across (อยู่อีกข้างหนึ่ง, ข้าม, ขวาง, จากข้างหนึ่งไปยังอีกข้างหนึ่ง)

      (d) between (ระหว่าง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ c. เพราะได้ความหมายดีที่สุด คือ “ออฟฟิศอยู่อีกข้างหนึ่งของถนน  จาก สถานีฯ”  ส่วน “next”  ต้องตามด้วย  “to”  เสมอ เช่น “His house is next to my house.” (บ้านของเขาอยู่ถัดจากบ้านของผมไป)

21. If we ____________ all night, we might have finished the report on time. (ถ้าเรา _________  ตลอดคืน  เราอาจจะทำรายงานได้เสร็จทันเวลา)

      (a) worked

      (b) have worked

      (c) had worked

      (d) would have worked

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เนื่องจากเป็นการสมมติในอดีต (if clause  แบบที่ 3) คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค กล่าวคือ  “ถ้าเราได้ทำงานกันตลอดคืน  เราก็อาจจะได้ทำรายงานเสร็จทันเวลาไปแล้ว”  แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น คือ  “เรามิได้ทำงานกันตลอดคืน  เราเลยทำงานไม่เสร็จทันเวลา”  “if clause”   ประเภทนี้  ใน “if clause”  ใช้ “if + subject + had (not) + V. 3   ส่วนใน “main clause” ใช้  “subject + would (should, might) + have + V. 3”   โดยหลัง “would, should, might”  อาจตามด้วย  “not” ทั้งนี้แล้วแต่ความหมายของประโยค  ตัวอย่างการสมมติในอดีต  และเหตุการณ์เกิดตรงกันข้าม  เช่น

-         I would have lost all my money if I had bet on that horse. (ผมคงเสียเงินไปทั้งหมดแล้วถ้าผมแทงพนันเจ้าม้าตัวนั้น – ความจริงคือ  ผมไม่เสียเงิน เพราะไม่ได้แทงม้าตัวนั้น)

-         He would have bought a car if he had had enough money. (เขาคงซื้อรถยนต์ไปแล้วถ้าเขามีเงินพอ – ความจริงคือ เขาไม่ได้ซื้อรถเพราะเงินไม่พอ)

-         She would not have sold her house if she had not moved to live in another town. (เธอคงไม่ขายบ้านไปหรอกถ้าเธอมิได้ย้ายไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง – ความจริงคือ  เธอขายบ้านไปแล้วเพราะเธอย้ายไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง)

-         If it had not rained, we would have gone for a picnic. (ถ้าฝนไม่ตก เราคงไปปิ๊คนิกกันแล้ว – ความจริงคือ ฝนตก เราจึงไม่ได้ไปปิ๊คนิก)

-         They might have been killed in the accident if they had not put on a life jacket. (พวกเขาอาจจะตายในอุบัติเหตุไปแล้ว ถ้าพวกเขามิได้สวมเสื้อชูชีพ – ความจริงคือ พวกเขายังมีชีวิตอยู่เพราะสวมเสื้อชูชีพ)

(สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมของ  “if clause”  ประเภทนี้ดูได้จากข้อที่ 1 ของข้อสอบชุดนี้)

22. ____________ we paid the painters a lot of money, they did a terrible job. ( ___________  เราจ่ายเงินให้ช่างทาสีไปมากมาย  พวกเขาทำงานห่วยแตกมาก)

      (a) Because (เพราะว่า)

      (b) Although (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)

      (c) Since (เพราะว่า, ตั้งแต่)

      (d) Despite (ทั้งๆที่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ b. เนื่องจากข้อความในประโยคใหญ่และย่อย (นำหน้าด้วย “although” ) มีความแย้งกัน คือ “แม้ว่าจ่ายเงินให้เยอะ  แต่ก็ทำงานห่วย”   ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้คำเหล่านี้ในข้อ 28  ของ “หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 1)

23. This _____________ is very important, so think it over carefully. ( ___________  ครั้งนี้มีความสำคัญมาก  ดังนั้น  จงไตร่ตรองให้รอบคอบ)

       (a) decide (ตัดสินใจ)

       (b) decidedly (อย่างเด็ดขาด-แน่นอน-ตัดสินใจแล้ว-ไม่มีปัญหา)

       (c) decisive (แน่วแน่, ซึ่งมีลักษณะชี้ขาด, มีความสามารถในการตัดสินใจ)

      (d) decision (การตัดสินใจ, การตกลงใจ, ความแน่วแน่, สิ่งที่ได้ตัดสินใจ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d.  เนื่องจากเป็นประธานของประโยค จึงต้องเป็นคำนาม  จงสังเกตว่า “this”   ต้องขยายคำนาม

24. The _____________ of our products is well known throughout the world.  ( ___________ ของผลิตภัณฑ์ของเราเป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก)

       (a) quality (คุณภาพ)

       (b) quantity (ปริมาณ, จำนวน, จำนวนมาก)

       (c) quantify (หาจำนวน, บอกจำนวน)

       (d) qualify (เหมาะสม, ทำให้เหมาะสม, มีคุณสมบัติ, ทำให้มีคุณสมบัติ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ a.  เนื่องจากเป็นประธานประโยค  จึงต้องเป็นคำนาม และมีใจความดีกว่า    ข้อ b.  และยังดูได้จากตรงที่มี  article “the” นำหน้า ซึ่งคำที่อยู่หลัง “a”  “an”  “the”   จะต้องเป็นคำนามเท่านั้น แม้จะมีคำคุณศัพท์ “adjective”  มาขยายอยู่หน้าคำนามก็ตาม คือแทรกอยู่ตรงกลางระหว่าง “article”  และคำนามนั่นเอง เช่น  “a book”  “a good book”  “a dog”  “a big dog”  “the people”  “the angry people”  ส่วนข้อ  c.  และ d.  เป็นคำกริยา  ซึ่งใช้ไม่ได้

25. If we _____________ more time, we would be able to do a more thorough  job. (ถ้าเรา ________  เวลามากขึ้น  เราคงจะสามารถทำงานได้ละเอียดละออมากยิ่งขึ้น)

     (a)  have

     (b)  had (มี)

     (c)  will have

     (d) would have

หมายเหตุ – ตอบข้อ b.  เนื่องจากเป็น “if clause”  แบบที่ 2  คือเป็นการสมมติถึงอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น  แต่ผู้พูดมั่นใจว่ามีโอกาสที่จะเกิดตามนั้นได้ไม่มากนัก  ในกรณีนี้คือ  “ถ้าเรามีเวลามากขึ้น (ในอนาคต) เราคงทำงานได้ละเอียดขึ้น”  แต่จริงๆ แล้ว ผู้พูดเชื่อว่าเราคงจะไม่มีเวลาเสียมากกว่า (ที่จะมี)  และดังนั้น  ก็คงไม่สามารถทำงานได้ละเอียดขึ้น  ตามที่อยากจะทำ  ประโยคแบบนี้เป็นการคาดการณ์ในอนาคต  ที่ผู้พูดคาดว่าคงไม่เกิดขึ้นจริงหรือมีโอกาสเกิดน้อย  รูปประโยคของ  “if clause “ ประเภทนี้ คือ (if + subject + V. 2, subject + would + V. 1)  จึงต้องจำรูปแบบให้ได้

26. All expenses must be approved _____________ the department head at the beginning of each month. (ค่าใช้จ่ายทั้งหมดจะต้องได้รับการอนุมัติ _________ หัวหน้าภาคฯในตอนต้นเดือนของทุกเดือน)

     (a)  to

     (b) for

     (c)  by

     (d) from

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.  เป็นรูปประโยคแบบ “passive voice”  ทั่วๆไป  ที่ประธานประโยคถูกกระทำโดยกรรมของประโยค  จึงต้องใช้ by(โดย)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ เช่น

-         He was hit by a car. (เขาถูกชนโดยรถ)

-         She was cheated by a dishonest friend. (เธอถูกต้มตุ๋นโดยเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์)

-         English is spoken by millions of people. (ภาษาอังกฤษถูกพูดโดยผู้คนหลายล้านคน)

27. This store offers a wide ______________ of office equipment. (ร้านนี้เสนอ ___________ ที่กว้างขวาง (มากมาย) ของอุปกรณ์สำนักงาน)

       (a) select (เลือก, เลือกสรร, เลือกเฟ้น, สรรหา, คัด)

       (b) selective (ซึ่งเลือกมาก, เกี่ยวกับการเลือก)

       (c) selecting

       (d) selection (การเลือกสรร, สิ่งที่เลือกมาแล้ว)

หมายเหตุ – ตอบข้อ d.  เนื่องจากต้องเป็นคำนาม  เพราะเป็นกรรมของกริยา (offers) และมีคำคุณศัพท์ (wide) มาขยายข้างหน้ามัน  และยังมีข้อความ “of office equipment”  มาขยายข้างหลังมันอีกด้วย  คำที่จะเติมในข้อนี้จึงต้องเป็นคำนามเท่านั้น

28. The storm caused a lot of damage to the building and we had to buy new  _____________ for many of the windows. (พายุก่อให้เกิดความเสียหายแก่ตัวอาคารเป็นอย่างมาก  และเราจำเป็นต้องซื้อ __________  ใหม่สำหรับหน้าต่างจำนวนหลายบาน)

     (a) glass (กระจก)

     (b) glasses (แก้ว)

     (c)  glassy (คล้ายแก้ว, เงียบสงบ, ไม่มีชีวิตชีวา)

    (d) glassine

หมายเหตุ – ตอบข้อ a.  เพราะได้ใจความดีกว่าข้อ  b.

29. ____________ off the lights before you leave the office. (จง  __________  ไฟก่อนคุณออกจากสำนักงาน)

      (a) Turning

      (b) Turn (ปิด)

      (c) Turned

      (d) Will turn

หมายเหตุ – ตอบข้อ b.  เพราะเป็นประโยคคำสั่ง จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย “infinitive without to” (V. 1)   เสมอ  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ 19

30. The train ___________ Chicago leaves at 9.00 a.m. (รถไฟ _________ ชิคาโก้ออกเดินทางเวลา ๙.๐๐ น.)

        (a) at (ที่)

       (b) in (ใน)

       (c) to (ไปยัง)

       (d) by (โดย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เพราะได้ใจความดีที่สุด คือ เฉพาะรถไฟที่ไปชิคาโก้ออกเดินทาง ๙.๐๐ น. ส่วนรถไฟที่ไปเมืองอื่นๆ อาจออกเดินทางเวลาอื่น  ส่วนข้อ  a.  และ  b. ใจความไม่ดี  และไม่เป็นความจริง  ถ้าจะบอกว่า  “รถไฟที่หรือในชิคาโก้ออกเดินทาง ๙.๐๐ น.”  ซึ่งมิได้เป็นเช่นนั้นทุกขบวน

31. The books that he recommended _____________ not very interesting.  (หนังสือที่คุณแนะนำ ___________  น่าสนใจมากนัก)

       (a) is

       (b) was

       (c) were

       (d) did

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เนื่องจากประธานของประโยคคือ “the books”   ซึ่งเป็นพหูพจน์  ดังนั้น กริยาที่จะเติมได้จึงมีเพียงข้อ c. (were)  เท่านั้น  นอกจากนั้น “interesting”  ยังเป็นคำคุณศัพท์ ที่จะต้องใช้กับ “verb to be”  ด้วย  จึงใช้ “did”  ไม่ได้

32. We hired an accountant to ____________ the company’s financial records. (เราจ้างนักบัญชีเพื่อ ___________  บันทึก (เอกสาร) ทางการเงินของบริษัท)

      (a) audit (ตรวจสอบ)

      (b) audition (การตรวจสอบ)

      (c) auditory (เกี่ยวกับการฟังหรือการได้ยิน)

      (d) auditorium (ห้องบรรยาย, ห้องประชุม, อาคารห้องประชุม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ a.  เนื่องจากหลัง “to”  ต้องเป็นคำกริยาช่องที่ 1 (audit) ส่วนข้อ  b. และ   d.   เป็นคำนาม  สำหรับข้อ  c.  เป็นคำคุณศัพท์

33. Please don’t ask for personal information about our employees, as we keep that information ______________. (กรุณาอย่าถามหาข้อมูลส่วนตัวเกี่ยวกับลูกจ้างของเราเนื่องจากเราเก็บข้อมูลนั้น ___________ )

    (a)  conservative (อนุรักษ์นิยม, ซึ่งสงวนไว้, ซึ่งอนุรักษ์ไว้)

    (b) considerate (เห็นอกเห็นใจ, ซึ่งคิดถึงคนอื่น, ซึ่งพิจารณาอย่างรอบคอบ)

    (c)  consequential (เกี่ยวกับผลลัพธ์, เกี่ยวกับผลที่ตามมา, อวดดี, วางท่า)

    (d) confidential (ลับ, เป็นความลับ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  d.  เพราะได้ความหมายดีที่สุด  และให้สังเกตข้อความ “อย่าถามหาข้อมูลส่วนตัว”

34. We realized that nobody had been _____________ the checkbook. (เราตระหนักว่าไม่มีใครได้ ___________  สมุดเช็ค)

       (a) balance (ความสมดุล, ดุลยภาพ, ความได้สัดส่วน, งบดุล, ตาชั่ง)

       (b) balances

       (c) balanced

       (d) balancing (ตรวจสอบความสมดุล)

หมายเหตุ – ตอบข้อ d.  เนื่องจากเป็น “past perfect continuous tense” (subject + had + been + V. ing)   ซึ่งใช้คู่ขนานกับ  “past simple tense” (subject + V. 2)  ทั้งนี้ประโยคข้างบนกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต ๒ เหตุการณ์ เหตุการณ์ที่เกิดก่อน  ให้ใช้รูป “past perfect continuous” (subject + had + been + V. ing) ซึ่งเน้นการเกิดก่อนและต่อเนื่องมายาวนานจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  หรือไม่ก็ใช้รูป  “past perfect” (subject + had + V. 3)   แทนได้  ต่างกันอยู่นิดหนึ่งตรงที่ว่า  “past perfect”  เน้นการเกิดขึ้นก่อนของเหตุการณ์หนึ่งเท่านั้น  แต่มิได้เกิดต่อเนื่องมาจนถึงเหตุการณ์ที่เกิดหลัง  คือเกิดก่อนแล้วก็จบไปเลย   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังใช้รูป “past simple” (subject + V. 2)  ซึ่งก็จบไปแล้วเช่นกัน

          ประโยคในข้อ 34.  มีเหตุการณ์เกิดขึ้น ๒ เหตุการณ์  และก็จบไปแล้วทั้งคู่  คือ ประโยคใหญ่ที่เป็น past simple,  “we realized” (เราตระหนักดี) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  และประโยคย่อยที่เป็น  past perfect continuous , “nobody had been balancing …….” (ไม่มีใครได้กำลังตรวจสอบความสมดุลของจำนวนเงินที่จ่ายไปและที่มี (หรือเหลือ) อยู่ในสมุดเช็ค) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อน  และต่อเนื่องมาจนถึงเหตุการณ์ “we realized”  อนึ่ง เราสมารถใช้รูป

“past perfect”  แทน “past perfect continuous”   ได้  เช่น “We realized that nobody had balanced the checkbook.”  ซึ่งความหมายก็เหมือนกับประโยคในข้อ 34. 9  แต่ต่างกันอยู่หน่อยเดียวตรงที่ว่า “การตรวจสอบความสมดุลฯ” เกิดก่อน “เราตระหนัก” และได้จบสิ้นลงไปก่อน มิได้ต่อเนื่องมาจนถึง “เราตระหนัก” เหมือนกับตอนที่ใช้รูป “had been balancing” อย่างไรก็ตาม ความหมายของ tense ทั้ง ๒ แทบไม่แตกต่างกันเลย

35. Our business is rapidly ____________ and we are hiring many new people. (ธุรกิจของเรา ___________ อย่างรวดเร็ว  และเรากำลังว่าจ้างคนใหม่ๆอีกมากมาย)

      (a) expand (ขยายตัว)

      (b) expands

      (c) expanding (กำลังขยายตัว)

      (d) has expanded

หมายเหตุ – ตอบข้อ c.  เพราะเป็น “present continuous tense”  ธรรมดา “ธุรกิจกำลังขยายตัว”  โดยประธานของประโยคคือ “our business”  และมีกริยา “is”   ข้อนี้ต้องใช้ในรูป “active voice” เพราะ “our business” ขยายตัวได้เอง  จึงเลือกข้อ  a. ไม่ได้ (เพราะเป็นรูป passive voice) 

36. Miss Kim ____________ with us since last October. (มิสคิม _________  กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

      (a) works

      (b) worked

      (c) has been working (ได้กำลังทำงาน)

      (d) is working

หมายเหตุ – ตอบข้อ  c.  เนื่องจากเป็น “present perfect continuous tense”  (subject + have (has) + been + V. ing)   โดยสังเกตจาก “since last October”  ทั้งนี้  “present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และเน้นความยาวของช่วงเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย  ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน  เดือน  ปี  หลายๆปี  หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้  ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่  และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน  ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว  อนึ่ง สามารถใช้รูป “present perfect” (subject + have (has) + V. 3)  แทน  ก็ได้   โดย   “present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน  แต่ไม่เน้นความต่อเนื่องหรือยาวนานเหมือนกับ “present perfect continuous”   นอกจากนั้น  “present perfect”  ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆในอดีต

             รูปแบบของ tense ทั้ง ๒ ที่กล่าวมาข้างต้นมักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since (ตั้งแต่)   for (เป็นเวลา)  recently (หมู่นี้)  lately (เมื่อเร็วๆนี้)  so far (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now (จนถึงบัดนี้)  up to the present (จนถึงปัจจุบัน)  already (แล้ว)  yet (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet (ใช้ในประโยคปฎิเสธ)  ever (เคย)  never (ไม่เคย)  just (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น “past tense   เช่น since we were born  since they were at college   ตัวอย่างประโยค เช่น

-         I have already eaten my breakfast. (ผมกินอาหารเช้าแล้ว – เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก,

-         She has not eaten her dinner yet. (เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย – เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

-         He has just gone out.(เขาเพิ่งจะออกไป – เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

-         I have seen her on TV several times. (ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง – เน้นว่าทำซ้ำๆ)

-         They have lived here for ten years. (พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-         We have not seen each other since 2010. (เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-         They have been playing since the morning. (พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

-         They have been waiting here for two hours. (พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว – เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

-         We have lived here since we were born. (เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด - เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่ คือหลายสิบปีแล้ว)

37. People who have no _____________ are seldom disappointed. (คนที่ไม่มี _____________ มักจะไม่ผิดหวัง)

      (a) expect (คาดหวัง, คาดหมาย, หวังว่า)

      (b) expectations  (ความหวัง, ความคาดหวัง, การคาดหวัง-คาดคิด, สิ่งที่คาดหวัง)

      (c) expects

      (d) expectant (ซึ่งคาดหวังหรือคาดคิดไว้, มีครรภ์, ตั้งครรภ์)

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b.  เพราะเป็นกรรมของกริยา “have (no)”  ซึ่งต้องเป็นคำนามเท่านั้น จงสังเกตด้วยว่า  “no”  ต้องนำหน้าคำนามเสมอ  แม้จะมีคำคุณศัพท์  มาขยายข้างหน้าอีกทีก็ตาม  เช่น

no money  no friends  no good books  no beautiful houses  “no”  2 ตัวหลังขยาย  “books”  และ  “houses”

38. We decided not to rent that office because it was not very _____________.  (เราตัดสินใจไม่เช่าสำนักงานนั้น  เพราะว่ามันไม่ ___________   มากมายอะไร)

       (a) space (อวกาศ, ช่องว่าง, ที่ว่างเปล่า, ระยะห่าง, ช่องว่างระหว่างบรรทัด,

       (b) spacious (กว้างขวาง, มีเนื้อที่มาก)

       (c) spaced (เว้นช่อง, เว้นระยะ, เว้นวรรค, เว้นช่องบรรทัด)

       (d) spaciousness (ความกว้างขวาง-มีเนื้อที่มาก)

หมายเหตุ – ตอบข้อ b.   เนื่องจากอยู่หลังกริยา  “was”  และกริยาวิเศษณ์  “very”  จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์ “spacious”   และต้องดูความหมายด้วย คือ  “เราไม่เช่าออฟฟิศ  เพราะว่ามันไม่กว้างขวางมากนัก)  สำหรับข้อ  a.  และ  d. เป็นคำนาม  ส่วนข้อ  c.   เป็นคำกริยาที่เป็นอดีต

39. ____________ this pack of paper in the closet next to the box of envelopes. ( จง ______________ กระดาษกล่อง (ปึก) นี้ในตู้ถัดจากกล่องซองจดหมาย)

     (a) Put (วางหรือเก็บ)

     (b) Putting

     (c) To put

     (d) Will put

หมายเหตุ – ตอบข้อ  a.   เพราะเป็นประโยคคำสั่ง  กริยาจึงต้องอยู่ในรูป “infinitive without to” คือกริยาช่องที่ ๑  ที่ไม่มี  “to”  นำหน้า  เสมอ  (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ ๑๙)

40. The President of the United States of America ____________ a number of obstacles to win the election. (ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ  อุปสรรคมากมายเพื่อชนะการเลือกตั้ง)

     (a)  overcome

     (b) overcomes (เอาชนะ, ก้าวข้าม)

     (c)  overcame

    (d) overcoming

หมายเหตุ – ตอบข้อ  b.   เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง จึงใช้ในรูปเหตุการณ์ปัจจุบัน (present simple tense)  และเมื่อประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ “the president”  (โดยมีส่วนขยายประธาน คือ “of the United States of America”)  กริยา  “overcomes”  จึงเติม  “s”   อนึ่ง ข้อนี้ไม่เลือกข้อ  c.  เพราะไม่ใช่อดีต  แต่เป็นการกล่าวถึงประธานาธิบดีอเมริกาทุกคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อชนะเลือกตั้ง  จึงถือเป็นข้อเท็จจริง และใช้กับ  “present simple tense”