หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 188)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A: Why didn’t you go to the lecture?

(ทำไมคุณไม่ไปฟังการบรรยาย)  (เป็นอดีต)

    B: __________________________.

(a) I was not interesting.    (ผมไม่น่าสนใจ)

(b) I didn’t interest in it.

(c) I was not interested in it.    (ผมไม่สนใจมัน)  (เป็นอดีต)

(d) I am not interested in it.    (ผมไม่สนใจมัน)  (เป็นปัจจุบัน)

 

2. There is ___________________ in my car for one more person only.

(มี ________________ ในรถของผม  สำหรับคน (โดยสาร) อีกเพียง  ๑  คนเท่านั้น)

(a) a room    (ห้อง  ๑  ห้อง)

(b) room    (ที่ว่าง)

(c) no room    (ไม่มีห้อง หรือที่ว่าง)

(d) any room

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Room”  มีความหมายดังนี้  คือ

            ๑.   “ห้อง”  ใช้แบบนามนับได้  เช่น

-         There are many rooms in her house.

(มีห้องจำนวนมากในบ้านของเธอ)

-         I want a single room, please.

(ผมต้องการห้องเดี่ยวหนึ่งห้อง)

           ๒.     “ที่ว่าง”  (Space)  ใช้แบบนามนับไม่ได้  เช่น

-         There wasn’t enough room for everybody.

(ไม่มีที่ว่างเพียงพอสำหรับทุกๆคน)

-         There’s plenty of room in the hall.

(มีที่ว่างมากมายในห้องโถง)

-         He waited impatiently for the crowd to give him more room.

(เขารอคอยอย่างกระวนกระวาย  เพื่อให้ฝูงชนให้ที่ว่างเขามากขึ้น)

-        This furniture takes up too much room.

(เฟอร์นิเจอร์นี้กินที่ (ว่าง) มากเกินไป)

-        Move along and make room for me!

(ขยับไปหน่อยเพื่อให้ผมมีที่บ้าง)

           ๓. “โอกาส, ช่องทาง”  (Opportunity, Chance)  ใช้แบบนามนับไม่ได้  เช่น

     -  They should retire to make room for younger men.

(พวกเขาควรเกษียณตัวเอง  เพื่อเปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาว)

     -  There is no room for new traders to make a profit in this business.

(ไม่มีโอกาสสำหรับพ่อค้าใหม่ๆ  ที่จะทำกำไรในธุรกิจนี้)

     -  There is no room for improvement.

(ไม่มีช่องทางที่จะทำการปรับปรุงได้เลย)

 

3. Most people felt that the brave soldiers _________________ a medal.

(คนส่วนมากรู้สึกว่าทหารผู้กล้าหาญ _____________________ เหรียญกล้าหาญ)

(a) reserved    (จอง, สงวน, รักษาไว้, สำรอง)

(b) earned    (มีรายได้, ได้รับ, หาได้, หามาได้, ได้กำไร, ปรารถนา, ต้องการ)

(c) deserved    (สมควรจะได้รับ)

(d) expected    (คาดหวัง, คาดหมาย, คาดว่า, หวังว่า, คาดคิด, ปรารถนาให้, ตั้งครรภ์)

 

4. ______________________ to the meetings?

(__________________________ ที่การประชุม (เป็นประจำ)  ใช่หรือไม่)

(a) Doesn’t usually he come

(b) Doesn’t he come usually

(c) He doesn’t usually come

(d) Doesn’t he usually come    (เขามิได้มา (ประชุม) เป็นประจำ)

 

5. Mother could have more time for rest if the family _______________ a washing machine.

(แม่สามารถมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น  ถ้าครอบครัว _________________ เครื่องซักผ้า)

(a) has

(b) had    (มี)

(c) has had

(d) would have

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  คือ  เป็นการกล่าวถึงเงื่อนไขของเหตุการณ์ในปัจจุบัน  ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก  หรือไม่เกิดขึ้นจริง  (เช่น  ถ้าเขาเป็นนก........., ถ้าเธอเป็นราชินี.............., ถ้าพวกเขาเป็นเศรษฐี............ซึ่งทั้งหมดไม่เกิดขึ้นจริง)  ในกรณีของประโยคข้างบน  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดได้ยากในปัจจุบัน  เนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นจริงในขณะนี้  คือ  แม่มีเวลาพักผ่อนน้อย  เพราะครอบครัวไม่มีเครื่องซักผ้า  ทั้งนี้  โครงสร้างของประโยค  “If clause”  แบบที่  ๒  คือ  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ประกอบด้วย  “Subject + Would (Should, Could, Might) + Verb 1”  ส่วนในประโยคย่อย  (If clause)  ประกอบด้วย    “If + Subject + Verb 2”  จึงต้องตอบข้อ  (b) “Had

 

6. Provided Jimmy _________________ time and money, he would travel around the world.

(ถ้าจิมมี่ ________________________ เวลาและเงิน  เขาจะเดินทางรอบโลก)

(a) had had

(b) would have

(c) had    (มี)

(d) would have had

ตอบ   -    ข้อ   (c)  “Provided Jimmy  =  If Jimmy”  จึงเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  คือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก  (หรือไม่เป็นจริง)  ในปัจจุบัน  เนื่องจาก  เหตุการณ์ที่เป็นจริงในขณะนี้  คือ  “จิมมี่ไม่มีเวลาและเงิน  เขาจึงมิได้เดินทางรอบโลก”  ใน   “If clause”  ใช้  “Provided (If) + Subject + Verb 2”  ในกรณีของประโยคข้างบน  คือ  “Had” (Verb 2)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๒  ในข้อ  ๕  (ข้างบน)

 

7. He should try _______________ his best to make his family proud.

(เขาควรจะพยายาม ___________________ ดีที่สุด  เพื่อให้ครอบครัวภาคภูมิใจ)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do    (ทำ)

ตอบ   –   ข้อ   (d) “Do one’s best” = “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา  “Try” ต้องตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb 1) สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยInfinitive with to” (To + Verb 1)   ได้แก่  promise (สัญญา), offer (เสนอ), want (ต้องการ), hope (หวัง), plan (วางแผน), hesitate (รีรอ, ลังเลใจ), fail (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), expect (คาดหวัง), refuse (ปฏิเสธ), need (ต้องการ), dare (กล้า), claim (อ้าง), agree (ตกลง), demand (เรียกร้อง), wish (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem (ดูเหมือนว่า), resolve (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide (ตัดสินใจ), pretend (แสร้งทำ), afford (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen (บังเอิญ), appear (ดูเหมือนว่า), prove (พิสูจน์ว่า), ask (ขอร้อง), beg (ขอร้อง), choose (เลือก), manage (ประสบความสำเร็จ), hurry (เร่งรีบ), tend (มักจะชอบ), arrange (จัดแจง, เตรียมการ), care (สนใจ), come (มา)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

-         She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

-         He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

-         We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

-         He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

-         We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

-         She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา)

-         She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

-         They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

-         We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

-         He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

-         They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

-         The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

-         They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

-         Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

                  สำหรับวลีที่ใช้   “Do” และ “Make”  ได้แก่

                                        Do

        - do one’s best (do his/her best) (ทำดีที่สุด)

        - do one’s duty (ทำหน้าที่ของตน)

        - do good (ทำดี)

        - do bad (ทำชั่ว)

        - do harm (ทำอันตราย)

        - do someone a favor (ช่วยเหลือคนอื่น)

        - do someone good (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)

        - do the right (wrong) thing (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)

        - do duty (ทำหน้าที่)

        - do work (ทำงาน)

         - do things (ทำสิ่งต่างๆ)

        - do a lot of reading (อ่านหนังสือเยอะแยะ)

       - do your teeth (แปรงฟันของคุณ)

       - do the flowers (จัดดอกไม้)

       - do the cleaning (ทำความสะอาด)

      - do the washing up (ซักผ้า-ล้างจาน)

      - do the cooking (ปรุงอาหาร)

      - do nothing (ไม่ทำอะไร)

       - do something about a problem (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)

       - do something about immigration (แก้ปัญหาการอพยพ)

       - do all we can (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)

       - There’s nothing I can do about it.

  (ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือช่วยอะไรไม่ได้)

      - That hat does nothing for you. (หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

      - I wonder what his father does. (ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

      - He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

      - Do you do train bookings to London?

(คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

      - PWA does tap water for the public.

(กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

      - do a subject (ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

       -   He can do 120 miles per hour in that car. (เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

       - This pen will do. (ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

     - Two thousand dollars will do me very well.

 (เงิน ๒,๐๐๐ เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

       - What did you do with the keys?

 (คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

      - What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

      - What can I do for you? (ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

      - How are you doing? (คุณสบายดีหรือครับ)

      - How do you do” (ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า  “How do you do?” เช่นเดียวกัน)

      - This book has (หรือ is) to do with married life.

 (หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

    - Easier said than done. (พูดง่ายกว่าทำ – เป็นสุภาษิต)

    - make do (อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้ – เงิน, สิ่งของ – เท่าที่มีไปพลางๆก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)

(I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it.) (ผมมีเงินแค่  ๑๐๐  เดียว  มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

(He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)

(เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู  แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้ (ตอก) แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

      - dos and don’ts (สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)

(There are plenty of dos and don’ts in this contract.

 (มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

      - do homework (housework) (ทำการบ้าน-งานบ้าน)

      - do crossword puzzles (ทำปริศนาอักษรไขว้)

      - do the exercise (ออกกำลัง)

      - do the bedroom (จัดห้องนอน)

      - do away with (กำจัด, ทำลาย)

     -  do the shopping (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)

      -  do business (ทำธุรกิจ)

      - have something to do with (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

      - have nothing to do with (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

                                    Make

-         make a mistake (ทำผิด)

-         make a noise (ทำเสียงดัง)

-         make a speech (กล่าวสุนทรพจน์)

-         make a hole (เจาะรู)

-         make beds (สร้างเตียง)

-         make the beds (จัดเตียง, ปูเตียง)

-         be made of gold (ทำด้วยทอง) (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)

-         be made from wheat(ทำมาจากข้าวสาลี) (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)

-         a car (which was) made in China (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         a Japanese-made car (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         make a choice (เลือก)

-         make a discovery (ค้นพบ)

-         make a statement (พูด, กล่าว)

-         make a decision (ตัดสินใจ)

-         make a suggestion (แนะนำ)

-         make an announcement (ประกาศ)

-         make up (กุเรื่อง, แต่งหน้า)

-         make up for (ชดเชย)

-         make out (เข้าใจ)

-         make you a good secretary (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)

-         make a good doctor (เป็นหมอที่ดี)

-         sixty minutes make an hour (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)

-         two and two make four (๒ บวก ๒ เป็น ๔)

-         make a fool of oneself (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

 

8. There was a ___________________ of water in the north.

(มี ______________________________ น้ำในภาคเหนือ)

(a) short    (ขาดแคลน, สั้น, เตี้ย)

(b) shortness    (ความสั้น, ความเตี้ย)

(c) shortage    (ความขาดแคลน)

(d) shortest    (สั้นหรือเตี้ยที่สุด)

 

9. The food __________________ by my mother tastes better than anyone else’s.

(อาหารซึ่ง _____________________ โดยแม่ของผม  มีรสชาติดีกว่า (อาหาร) ของคนอื่นใด)

(a) is cooked

(b) was cooked

(c) cooking

(d) cooked    (ถูกปรุง)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “which (that) is cooked by my mother

 

10. I want to be __________________ you are.

(ผมต้องการ _________________________ ที่คุณสูง)

(a) quite so tall as

(b) so tall that

(c) so tall as

(d) as tall as    (สูงเท่ากับ, สูงเท่ากัน)

ตอบ    –    ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “As…………..as”  (........เหมือนกันกับ, ...........เท่ากันกับ)   ใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ  ส่วน   “So…………as” (................... เหมือนกันกับ, ............ เท่ากันกับ)   ใช้ในประโยคปฏิเสธพียงอย่างเดียว   (ห้ามใช้ในประ โยคบอกเล่า)   เช่น

           - He is as clever as his brother.

   (เขาฉลาดเท่าๆกับพี่ชาย)

          - She is not as beautiful as her sister.

   (เธอไม่สวยเท่ากับน้องสาว)

          - Jim was not as (so) hard-working as his colleagues.

   (จิมไม่ขยันเท่าๆกับเพื่อนร่วมงาน)

***** (ห้ามใช้)  We are so diligent as our neighbors. (ปฏิเสธ)

      (เราเพียรพยายามเท่าๆกับเพื่อนบ้านของเรา)

  ******   (ต้องใช้)   They are as economical as we are. (บอกเล่า)

       (พวกเขาประหยัดเท่าๆกับพวกเรา)

 

11. I need to get _____________________.

(ผมต้องการ _________________________ )

(a) polishing my shoes

(b) my shoes polishing

(c) my shoes polished    (ขัดรองเท้า – แปลตรงๆ คือ ให้รองเท้าถูกขัด หรือให้คนอื่นขัดรองเท้าให้)

(d) polished my shoes

ตอบ   –   ข้อ   (c)  สำหรับรายละเอียดการใช้โครงสร้าง  “Get (have) something done by someone” (ให้อะไรถูกทำโดยใคร)   หรือ   “Have someone do something” (= Get someone to do something)   (ให้ใครทำอะไร) มีดังนี้ คือ

1. Subject + have + someone + do + something (กรรมของ  verb “do”)

2. Subject + get + someone + to do + something (กรรมของ verb “do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                     ทั้ง  ๒  โครงสร้างข้างบน ถือว่าอยู่ในรูปของ “Active voice” เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                    อย่างไรก็ตาม   ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice” คือ {Subject + have (get)    + something + done + (by someone)}   {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้  อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้  ทั้ง “Have และ “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือน กันทุกประการ    ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

 

12. He won’t pass his examination _____________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ______________________________ )

(a) if he is not enough diligent

(b) unless he is not diligent enough

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ (d) เนื่องจาก  “Unless = If not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง “Unless + subject + verb(บอกเล่า)ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธ   รวมอยู่ในคำด้วยแล้ว

 

13. There are __________________ on the desk.

(มี ___________________________ บนโต๊ะเรียน)

(a) several sheets paper

(b) several sheet of paper

(c) several sheets of paper    (กระดาษหลายแผ่น)

(d) several sheets of papers

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Paper” (กระดาษ)  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้ในรูปพหูพจน์ หรือ เติม “S” เข้าข้างท้ายได้ดังนั้น  เวลาจะนับ  จึงต้องนับเป็น  “แผ่น

(Sheet)  ซึ่งสามารถทำเป็นรูปพหูพจน์ได้ คือ “หลายแผ่น”หรือ “แผ่นเดียว” (A sheet of paper)

 

14. He should ___________________ himself for doing so well in his work.

(เขาควร _______________________ ในตนเอง  สำหรับการทำงานได้เป็นอย่างดี)

(a) proud of

(b) proud

(c) be proud

(d) be proud of    (ภูมิใจ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Proud”  เป็นคำคุณศัพท์   จึงต้องใช้กับ “Verb to be”  แต่เนื่องจากอยู่หลัง   “Should”   จึงต้องอยู่ในรูป   “Infinitive without to” (Be)  และ  ต้องตามด้วย Preposition  “Of

 

15. It takes ___________________ time to cross the Pacific Ocean than it does to cross the Atlantic Ocean.

(มันใช้เวลา _________________________ ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิค  (มากกว่า) การใช้เวลาในการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก)

(a) longer

(b) long

(c) more long

(d) a longer    (ยาวนาน...................มากกว่า)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  สังเกตได้จาก “Than”  ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่อยู่ในรูป   “ขั้นกว่า” เช่น  “Bigger than”  “Smaller than”  “Older than”  “Younger than”  “More expensive than” (แพงกว่า)  หรือ  “More spacious than”  (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น  แต่สำหรับในประโยคข้างบน  มีข้อความมาคั่นระหว่าง   “Longer”  และ  “Than”  คือ   “Time to cross the Pacific Ocean

 

16. Nancy ___________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _____________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause” แบบที่  ๓  ได้แก่

-   If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คืออนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

-        If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-        If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-        If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-        She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ) จะเห็นว่าใน“If clause”มี  “Had” 2ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

-        I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-         If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-        If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)   จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + Had + (not) + V 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect” {would (should, could, might) + (not) + have + V 3}  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

17. Jimmy will be punished ____________________ coming late.

(จิมมี่จะถูกลงโทษ __________________________ การมาสาย)

(a) by

(b) because

(c) for    (สำหรับ)

(d) in

 

18. When I say ‘I have no idea’, I mean ‘____________________’.

(เมื่อผมพูดว่า ‘I have no idea’ ผมหมายความว่า ______________________ )

(a) I haven’t decided yet    (ผมยังไม่ตัดสินใจเลย)

(b) I have no money left    (ผมไม่มีเงินเหลือ)

(c) I have no doubt    (ผมไม่มีข้อสงสัย)

(d) I don’t know    (ผมไม่ทราบ)

 

19. _____________________ patient, and you will succeed.

(___________________________ อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be    (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย Infinitive without to” (Verb 1) แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์  เช่น  Patient” (อดทน)  “Careful” (ระมัดระวัง)  จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be” สำหรับตัวอย่างประโยคคำสั่ง-ขอร้อง อื่นๆ  เช่น

              ตัวอย่างที่  ๑

-         If you need any help filling out the forms, _________ ___________________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้_________________   

ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a) to ask

(b) asking

(c) asks

(d) ask    (ถาม)

ตอบ   -    ข้อ   (d)  เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง   (ในที่นี้ คือ  “ask somebody at the front desk)   ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “You”  อยู่หน้าประโยค คือ อยู่หน้า  “ask”  (แต่ละเอาไว้ในานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่   ที่ไม่มี   “to”  นำหน้า  (Infinitive without to)   ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-        Buy me a newspaper.  (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

-        Go out.  (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

-        Open the window, please.  (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

-        (Please) come into the room.  (โปรดเข้ามาในห้อง)

                   ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)    ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย   “Be” เสมอ เช่น

-        Be careful.   (จงระวัง)

-        Be patient.   (อดทนหน่อยนะ)

-        Be thoughtful to other people.   (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                 อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ   ก็ยังถือเสมือนว่ามี   “You” เป็นประธานนำหน้าประโยค   ดังนั้น   จึงต้องขึ้นต้น   “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ” ด้วย   “Don’t”  เสมอ   เช่น

-        Don’t make a loud noise.   (จงอย่าทำเสียงดัง)

-        Don’t get up late.   (อย่าตื่นสายนะ)

-        Don’t bother me while I’m working.

(อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

                ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย   “Don’t be” เสมอ   เช่น

-        Don’t be late for class. (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

-        Don’t be careless while walking across the street.

    (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

-        Don’t be too serious with your work.

   (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

 

20. The air of the hills is cooler than __________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า ______________________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย “That” และตามด้วย  “of the plains”  เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้   “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่ “อากาศของเนินเขา”   และ   “อากาศของที่ราบ”   ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบ เทียบ)

                  - The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

              - The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น) (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้   those  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้