หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 187)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A: “We’ve all worked well.”

(พวกเราทั้งหมดทำงานกันได้ดี)

   B: “________________”

(a) Yes, we have.

(b) We have so.

(c) We have either.

(d) So have we.    (พวกเราก็  –  ทำงานได้ดี  –  เช่นเดียวกัน)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  (อาจใช้อีกแบบ คือ “So we have” ก็ได้เช่นกัน)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง “So have I” “So do I”  ในประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่  ๑      จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

-   As inevitably as (1) human culture has (2) changed with (3) the

passing of time, so (4) does the environment.

(อย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เหมือนกับวัฒนธรรมของมนุษย์ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการผ่านไปของเวลา   สภาพแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน  –  ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป)

ตอบ   –   ข้อ (4)  แก้เป็น  “has”  เนื่องจากต้องใช้กริยาในรูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ให้เหมือนกับในประโยคข้างหน้าและเพราะว่า  “Environment”  อยู่ในรูปเอกพจน์  จึงต้องใช้กริยา  “Has” (changed)   ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน   เช่น

-         He has studied hard, so have they.

(เขาขยันเรียน – พวกเขาก็เช่นกัน)

-         She had gone to the party, so had I.

(เธอได้ไปงานเลี้ยง – ผมก็เช่นกัน)

-         They are working hard, so are we.

(พวกเขากำลังทำงานหนัก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

-         She is reading. So is he.

(เธอกำลังอ่านหนังสือ – เขาก็เช่นเดียวกัน

-         I will go to the movies tonight.  So will they.

(ผมจะไปดูหนังคืนนี้ – พวกเขาก็จะไปเช่นเดียวกัน)

-         He would travel by plane to Hong Kong, so would his parents.

(เขาจะเดินทางโดยเครื่องบินไปฮ่องกง – พ่อแม่ของเขาก็เช่นเดียวกัน)

-         We can swim well, so can our neighbors.

(พวกเราสามารถว่ายน้ำได้เก่ง – เพื่อนบ้านของเราก็สามารถเช่นเดียวกัน)

-         He could speak Japanese well.  So could his sister.

(เขาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี – น้องสาวของเขาก็เช่นเดียวกัน)

หมายเหตุ   –   ในกรณีที่ประโยคข้างหน้าอยู่ในรูป   “Present simple tense”  หรือ Past simple tense”  กริยาในประโยคหลังจะต้องใช้  “Do”  “Does”  หรือ  “Did”  ทั้งนี้   แล้วแต่  “Tense”  ของประโยคข้างหน้า  และประธานของประโยคหลัง (ว่าเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์)   ยกเว้นเมื่อประโยคหน้าเป็น  “Past simple”   กริยาในประโยคหลังจะใช้   “Did” กับประธานทุกตัว   ดังตัวอย่างต่อไปนี้

-         They speak French very fluently, so does he.

(พวกเขาพูดฝรั่งเศสคล่องมาก – เขาก็เช่นเดียวกัน)

-         She sings beautifully, so do her sisters.

(เธอร้องเพลงเพราะ – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

-         We get up early in the morning.  So does she.

(พวกเราตื่นแต่เช้า – เธอก็เช่นเดียวกัน)

-         He goes for a walk in the afternoon.  So do his neighbors.

(เขาออกเดินในตอนบ่าย – เพื่อนบ้านของเขาก็เช่นเดียวกัน)

-         They used to play football when they were young, so did we.

(พวกเขาเคยเล่นฟุตบอลตอนเป็นเด็ก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

-         She liked to play sports when she was in college.  So did her sister.

(เธอชอบเล่นกีฬาตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัย – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

 

2. I got married ___________________.

(ผมแต่งงาน ___________________________ )

(a) at the age of thirty years old

(b) at the age of thirty    (เมื่ออายุ ๓๐)

(c) at the age of thirty years

(d) at thirty years old

ตอบ   –    ข้อ   (b)  ทั้งนี้อาจใช้รูปแบบ  “at thirty”  และ  “when I was thirty years old  ก็ได้เช่นกัน  ส่วนแบบอื่นใช้ไม่ได้เลย

 

3. Jim was the last ___________________ at the party last night.

(จิมเป็นคนสุดท้ายที่ __________________________ ที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้)

(a) came

(b) come

(c) to come    (มา)

(d) coming 

ตอบ    –    ข้อ  (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง {the first (second, third…….last) + to + verb 1} = (เป็นคนแรก, คนที่สอง.........คนสุดท้าย + ที่ (กริยาคำไหนก็ได้ เช่น มาถึง, สอบผ่าน, บินเดี่ยวรอบโลก, คิดสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ)  ดูราย ละเอียดการใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่  ๑

-         _________________, you must make an appointment with him.

( ____________________________ , คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(a) Seeing the doctor at his office

(b) If you see the doctor at his office

(c) You see the doctor at his office

(d) To see the doctor at his office    (เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ หมายถึง   “เพื่อที่จะ....................”   หรืออาจใช้   “in order to”   หรือ  “so as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น   ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย “To + Verb 1”    ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้    โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ(แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)    ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

-       You must make an appointment with the doctor to see (so as to see  หรือ  in order to see) him at his office.

        ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

-         To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

-         To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)

(= You must practice speaking it every day to speak good English.)

-         To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= You must get up early to be there in time.)

-       To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= You must spend more time with your study to get a scholarship to study abroad.)

 

               นอกจากนั้น ยังใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ในกรณีต่อไปนี้

                 1. ใช้ขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค เหมือนกับ “Gerund” (Verb + ing)   เช่น

-         To swim is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

(= Swimming is a good exercise.)

-         To learn Japanese is difficult.

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

(= Learning Japanese is difficult.)

-         To escape from the prison seems impossible.

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

(= Escaping from the prison seems impossible.)

 

                  2. ใช้ขึ้นต้นประโยค โดยทำหน้าที่ขยายทั้งประโยคที่ตามมาข้างหลัง  ซึ่งในกรณีนี้ถือว่า  “Infinitive with to” (To + Verb 1) ทำหน้าที่อย่างอิสระ  (Absolute)  หรืออาจมีความหมายว่า   “ถ้า.......................” (เป็นคนละกรณีกับแสดงวัตถุประสงค์ ใน  “To see the doctor at his office,”  - ซึ่งจะต้องพิจารณาจากความหมายในบริบท)เช่น

-         To hear him talk, you would think he was a millionaire.

(ถ้าคุณได้ยินเขาพูด  คุณจะต้องคิดว่าเขาเป็นเศรษฐี)

-         To tell you the truth, she has stolen all my money and left with another man.

(บอกคุณเรื่องจริงเลย  เธอขโมยเงินผมไปทั้งหมดและหนีไปกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง)

-         To cut the long story short, she was murdered by her own husband.

(พูดกันอย่างรวบรัดนะ  เธอถูกฆาตกรรมโดยสามีของเธอเอง)

 

                   3.    ใช้ทำหน้าที่เป็น  “กรรม” ของกริยาในประโยค  (Object of verb)  เช่น

-         They expect to pass the exam next month.

(พวกเขาหวังจะสอบผ่านในเดือนหน้า)

-         She promised to come to my party.

(เธอสัญญาว่าจะมางานเลี้ยงของผม)

-         We want to take a rest.

(เราต้องการพักผ่อน)

-         They plan to marry next year.

(พวกเขาวางแผนจะแต่งงานกันปีหน้า)

-         He hoped to get a good job and save some money.

(เขาหวังจะได้งานที่ดีและเก็บเงินสักก้อนหนึ่ง)

 

                   4. หลังรูป “Passive voice” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + verb 1)   เสมอ เช่น

-         Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

-         She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

-         They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

-         Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

-         Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume.

    (ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา ๓ ชุด)

 

                   5.    ใช้ทำหน้าที่เป็นกรรมของบุรพบท  (Object of preposition) ในประโยค เช่น

-         He desired nothing except to pass his exam.

(เขาไม่ปรารถนาอะไรนอกจากสอบผ่าน)

-         She wants nothing but to marry a millionaire.

(เธอไม่ต้องการอะไรนอกจากแต่งงานกับเศรษฐี)

-         The sick man was about to die when we first met him.

(คนป่วยใกล้จะตายอยู่แล้วเมื่อเราพบเขาครั้งแรก)

 

                   6. ใช้วางไว้ข้างหลัง “Question words” (what, when, where, why, how, who, whom)  มีความหมายในเชิงอนาคตที่ว่า  “จะกระทำ”  และจะใช้ในรูป  “Active voice” เท่านั้น  เช่น

-         Tell him when to leave.

     (บอกเขาว่าเขาควรจะไปตอนไหน)

-         I don’t know what to do to solve the problem.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะแก้ปัญหานี้)

-         She did not know whom (who) to see at the bank.

(เธอไม่รู้ว่าจะต้องไปพบใครที่ธนาคาร)

-         They know how to cook.

(พวกเขารู้วิธีปรุงอาหาร)

-         We were told where to sleep during our trip.

(พวกเราถูกบอกว่าจะนอนที่ไหนในระหว่างการเดินทาง)

 

                  7. ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ (Adjective) ขยายคำนามได้  และต้องวางไว้ข้างหลังคำนามที่มันขยายเสมอ เช่น

-         I have no money to lend you.

    (ผมไม่มีเงินให้คุณยืม)

-         He has no time to waste.

    (เขาไม่มีเวลาที่จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์)

-         Get me a chair to sit on, please.

    (ได้โปรดเอาเก้าอี้ให้ผมนั่งหน่อย)

-         She had lots of books to read.

     (เธอมีหนังสือต้องอ่านมากมาย)

-         They had much work to do last week.

(พวกเขามีงานต้องทำเยอะอาทิตย์ที่แล้ว)

-         That is not the way to speak to your boss.

(นั่นไม่ใช่วิธีที่จะพูดกับเจ้านายของคุณนะ)

 

                  8. กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1) หรือ “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน  ได้แก่  “begin, start, continue, like, dislike, love, hate, propose (เสนอ), prefer (ชอบมากกว่า), help, intend (ตั้งใจ), fear, attempt, bear (ทน)”   เช่น

-         They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

-         She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

-         We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.)

     (เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

 

                 9. ใช้   “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (V. + ing)  ตามหลังคำกริยา   “remember, forget, try stop”  มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

 (ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

      (ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา – คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

       (เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

                  10.   ใช้  “To + Verb 1”  โดยละ  “Verb”  นั้นไว้  ใช้แต่  “To”  คำเดียว  เพื่อแทนคำกริยาที่พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว  เพื่อที่จะไม่ต้องกล่าวคำกริยาตัวนั้นซ้ำอีกครั้ง   เช่น

-         I am not going to read this book.  Would you like to (read)?

(ผมจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้นะ  คุณอยากจะอ่านไหมล่ะ)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน

“read”ต่อท้าย “to”)

-         She has not finished the work yet, but she has to (finish) very soon.

       (เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย  แต่เธอจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว)  (ไม่นิยมพูดหรือ  เขียน “finish”ต่อท้าย “to”)

 

                 11.  ใช้  “To + Verb 1” ตามหลัง  “Adjective”  หรือ  “Adverb” ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb”  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน   เช่น

-         Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.

(บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

-         She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

-         The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

-         It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

-         He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

 

                 12.   ใช้   “To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์

(Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร   เช่น

-         All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

-         People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

-         I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

-         She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

-         We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

 

                  13.     ใช้  “To + Verb 1”  ในโครงสร้าง  {It is (was) + adjective + of

บุคคล  + to + verb}  เช่น

-         It is very kind of you to invite me.

(เป็นความกรุณาของคุณที่เชิญผม)

-         It is stupid of him to do that.

(เป็นความโง่ของเขาที่ทำเช่นนั้น)

-         It is nice of her to help those poor people.

(เป็นความดีของเธอที่ช่วยคนจนพวกโน้น)

-         It was very wrong of you to criticize her.

(เป็นความผิดของคุณอย่างมากที่วิพากษ์วิจารณ์เธอ)

 

                    14. ใช้  “To + Verb 1”  ในโครงสร้าง {It is (was) + Adjective + to + Verb}  เช่น

-         It is gullible to believe what he said

(มันถูกต้มได้ง่ายที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

-         It is hard to do that work alone.

(มันยากที่จะทำงานนั้นตามลำพัง)

-         It was appropriate to apologize for your mistake.

(มันเหมาะสมแล้วที่จะขอโทษสำหรับความผิดของคุณ)

-         It is necessary to take good care of your children.

(มันจำเป็นที่จะต้องดูแลลูกของคุณให้ดี)

-         It was impossible to work in that company if you did not have connection with someone there.

(มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำงานในบริษัทนั้น  ถ้าคุณไม่มีเส้นสาย (ความสัมพันธ์) กับใครบางคนที่นั่น)

 

                  15.  ใช้โครงสร้าง  “Question word + to + Verb 1”  แทน  “Noun clause”  ที่ขึ้นต้นด้วย   “what, when, where, why, how, which”  เช่น

-         He asked me where I should stay.

(= He asked me where to stay.)

(เขาถามผมว่าพักที่ไหน)

-         I asked her how she could go there.

(= I asked her how to go there.)

(ผมถามเธอว่าไปที่นั่นได้อย่างไร)

-         She told me when she could come for dinner.

(= She told me when to come for dinner.)

(เธอบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงได้เมื่อใด)

-         They don’t know what they should do.

(= They don’t know what to do.)

(พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี)

 

                       16. ใช้  “To + Verb 1”  ในโครงสร้าง {Subject + Verb + Too + Adjective (Adverb) + for + กรรม (บุคคล)  + To + Verb 1}  เช่น

-         The room is too hot for me to sleep in.

(ห้องนี้ร้อนเกินไปสำหรับผมที่จะนอนได้)

-         The girl is too short to reach the top shelf.

(เด็กหญิงคนนั้นเตี้ยเกินไปที่จะเอื้อมมือไปถึงหิ้งชั้นบน)

-         No one is too old to learn.

(ไม่มีใครแก่เกินไปที่จะเรียน)

-         The problem was not too difficult for you to solve.

(ปัญหาไม่ยากเกินไปสำหรับคุณที่จะแก้ได้)

-         She spoke too fast (quickly) for me to understand.

(เธอพูดเร็วเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจได้)

-         They walked too slowly to catch the bus.

(พวกเขาเดินช้าเกินไปที่จะขึ้นรถเมล์ได้ทัน)

-         We were too excited to say anything.

(เราตื่นเต้นเกินไปที่จะพูดอะไรได้)

 

                  17.  ใช้  “To + Verb 1”  ในโครงสร้าง {Subject + Verb + Adjective (Adverb) + Enough + for + กรรม (บุคคล)  + To + Verb 1}เช่น

-         He is mature enough to decide by himself.

(เขามีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเอง)

-         She is not old enough to take part in the beauty contest.

(เธอยังไม่โตพอที่จะมีส่วนร่วมในการ  (เข้า) ประกวดนางงาม)

-         We drove fast enough to arrive there in time.

(เราขับรถเร็วพอที่จะมาถึงที่นั่นทันเวลา)

-         They were strong enough to lift that heavy box.

(พวกเขาแข็งแรงพอที่จะยกหีบหนักใบนั้นได้)

-         I did not walk quickly enough to catch up with them.

(ผมเดินไม่เร็วพอที่จะตามพวกเขาได้ทัน)

 

4. Mr. Simpson died last week.  He has left a ________________ and seven children.

(มิสเตอร์ซิมสันตายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  เขาได้ทิ้ง _____________________ และลูกอีก  ๗  คนไว้)

(a) widower    (พ่อม่าย)

(b) bachelor    (ชายโสด)

(c) spinster    (หญิงโสด, หญิงทึนทึก, สาวแก่)

(d) widow    (หญิงม่าย, แม่ม่าย)

ตอบ   –    ข้อ   (d)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

5. It is getting quite late.  You ____________________ go home now.

(มันสายมากแล้ว  คุณ ________________________ กลับบ้านได้แล้ว)

(a) would better

(b) would rather    (อยากจะ)

(c) had better    (ควรจะ)

(d) should better

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

6. During the eighteenth century, communication within and between cities ___________________ difficult at first. 

(ในระหว่างศตวรรษที่ ๑๘  การสื่อสาร-คมนาคมภายในและระหว่างเมืองต่างๆ _______________________ ยากลำบากในเบื้องต้น)

(a) were

(b) they were

(c) was

(d) which were

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “communication”   ซึ่งเป็นคำนามเอกพจน์

 

7. He had an accident last month and broke his leg, so he ______

____________________ walk since then.

(เขาประสบอุบัติเหตุเมื่อเดือนที่แล้วและขาหัก  ดังนั้น  เขา _______________ เดินตั้งแต่นั้นมา)

(a) couldn’t

(b) shouldn’t

(c) hasn’t been able to    (ไม่สามารถ)

(d) won’t be able to

ตอบ   –   ข้อ   (c) (Present perfect tense)  {Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  Subject + Has (Have) + Been + Adjective}  เนื่องจากแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตถึงปัจจุบัน  คือ เดินไม่ได้ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว (ตอนขาหักเพราะอุบัติเหตุ) จนกระทั่งบัดนี้) 

 

8. Mr. Brown is going to watch ________________.

(มิสเตอร์บราวน์กำลังจะดู _____________________________ )

(a) television    (โทรทัศน์)

(b) the television

(c) a television

(d) the televisions

ตอบ   –   ข้อ  (a)   ดูทีวี   ไม่ต้องใช้ “Article” ใดๆนำหน้าทีวี

 

9. People here do not _________________ as much as we do in Europe.

(ผู้คนที่นี่ไม่ ____________________ มากเหมือนกับที่พวกเราทำ (จับมือ) ในยุโรป)

(a) shake hand

(b) shake hands    (จับมือ – เช่นเมื่อเวลาพบกัน)

(c) shake the hand

(d) shake the hands

ตอบ   –   ข้อ   (b)  “Shake hands”   ต้องเติม “s” ที่  “hand”  เสมอ

 

10. _____________________ here this morning?

(_________________________________ ที่นี่เมื่อเช้านี้)

(a) Who did come

(b) Who did came

(c) Did who come

(d) Who came    (ใครมา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Who”   เป็นประธานของประโยค  จึงตามด้วยคำกริยา  “Came” ได้เลย   ไม่ต้องใช้ “Verb to do”  มาช่วยสร้างประโยคคำถาม  เหมือนในกรณีทั่วๆไป   หรือในประโยคที่ขึ้นต้นด้วย   “Question words” (What, When, Where, Why, How) อื่นๆ เช่น

      - When did you arrive this morning?

     (คุณมาถึงเวลาใดเมื่อเช้านี้)

      - Where do you live in England?

      (คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในประเทศอังกฤษ)

      - Why did she leave in a hurry?

      (ทำไมเธอจึงจากไปอย่างรีบเร่ง)

      - What did they tell Jim before he left?

       (พวกเขาบอกอะไรจิมก่อนที่เขาจะจากไป)

      - How do you feel about today’s weather?

      (คุณรู้สึกอย่างไรกับอากาศวันนี้)

หมายเหตุ   -   ในกรณีของ  “What”  ถ้าเป็นประธานของประโยค  สามารถตามด้วยคำกริยาได้เลย  ไม่ต้องใช้   “Do, Does, Did”  ในการสร้างประโยค  เช่น

-         What made her laugh?

(อะไรทำให้เธอหัวเราะ)

-         What makes them so happy?

(อะไรทำให้พวกเขามีความสุขเหลือเกิน)

 

11. It is not safe to go round a bend at a _________________ speed.

(มันไม่ปลอดภัยที่จะขับรถตรงทางโค้งด้วยความเร็ว ____________________ )

(a) quick    (เร็ว)

(b) fast    (เร็ว)

(c) high    (สูง)

(d) rapid    (เร็ว)

ตอบ   –    ข้อ   (c)  (“at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)    สำหรับวลีที่ใช้กับ “AT”   ได้แก่   “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด) “at a funeral” (ที่งานศพ) “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์) “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน) “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา) “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.” (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ) “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)  “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์) “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ) “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง) “to be at war”(ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ) “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา) “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home” (ที่บ้าน) “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)  “at school” (ที่โรงเรียน) “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน) “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}

 

12. He said that he ___________________ her.

(เขาพูดว่าเขา _____________________________ เธอ)

(a) has helped

(b) will help

(c) would help    (จะช่วย)

(d) is going to help

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้ “Tense”  ให้สอดคล้องกัน คือ กริยาของประโยคใหญ่ เป็น   “Past tense” (said)  ส่วนกริยาในประโยคย่อยเป็น  “Past future”  (would help)  ส่วนคำตอบในข้ออื่นๆ เป็น  “Present”  ทุกข้อ   กล่าวคือ “has helped” (Present perfect tense),  “will help” (Present future tense)  และ  “is going to help” (Present continuous tense)  แสดงอนาคต

 

13. My mother is _____________________.

(แม่ของผม ________________________________ )

(a) fourty years of age

(b) fourty years old

(c) forty years

(d) forty    (อายุ ๔๐)

ตอบ   –    ข้อ   (d)  ทั้งนี้ อาจพูดแบบอื่นก็ได้   เช่น   “She is forty years old.”  “She is forty years of age.”  “She is a forty-year-old woman.”  “Her age is forty.”  และ“She is forty.”   สำหรับคำว่า    “Fourty”  เป็นการใช้คำที่ผิด

 

14. Do you mind ____________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ __________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying   (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund”  จากประโยคข้างล่าง 

                ตัวอย่างที่  ๑

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering __________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา __________________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + not + Verb + ing”  =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)  

                 ตัวอย่างที่ ๒

-   I don’t mind _______________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ____________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                  ตัวอย่างที่ ๓

-   He keeps __________________ the most outrageous things.

(เขา _____________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                ตัวอย่างที่ ๔

-       Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing __________________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _____________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a)   more to fix

(b)  more than fix

(c) more than fixing   (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)} 

                ตัวอย่างที่ ๕

-         I can’t help __________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ______________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring   (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

-        She enjoys reading novels.    

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.   

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.   

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                   สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่  ๖

-  Victor’s car was too badly damaged to be worth ________

__________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ______________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                    นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

                - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

               - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

15. That is the highest tree I have _________________ seen in my life.

(นั่นเป็นต้นไม้ที่สูงที่สุดที่ผม _________________________ เห็นในชีวิต)

(a) ever    (เคย)

(b) never    (ไม่เคย)

(c) been

(d) certainly    (อย่างแน่นอน)

 

16. You must do according ________________ you are ordered.

(คุณจะต้องทำตาม ___________________________ คุณถูกสั่ง – ให้ทำ)

(a) to

(b) from

(c) as    (ที่)

(d) with

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “According as”  (ตามที่) เป็น  “Conjunction” ต้องตามด้วยประโยค {Subject + verb +   (ส่วนขยาย)}   ส่วน  “According to” (ตามที่)  เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี    ดังตัวอย่าง

      - Everything went according as we have planned.

(= Everything went as we have planned.)

(ทุกสิ่งเป็นไปตามที่เราได้วางแผนไว้)

        - You must tell the story according as it really happened.

(= You must tell the story as it really happened.)

(คุณจะต้องเล่าเรื่องตามที่มันเกิดขึ้นจริงๆ)

          - I like the freedom to organize my day according as I want to.

(= I like the freedom to organize my day as I want to.)

(ผมชอบเสรีภาพ (หรือความไม่มีพิธีรีตอง) ที่จะจัดระเบียบ (หรือจัดตารางทำงาน) ในแต่ละวัน  ตามที่ผมต้องการจะจัด – คือไม่ต้องการให้ใครมาสั่ง)

             - According to Dr. Allen, the cause of death was drowning.

(ตามที่คุณหมอแอลเลนบอก  สาเหตุการตายคือการจมน้ำ)

         - The road was some forty miles long according to my map.

(ถนนยาวประมาณ ๔๐ ไมล์  ตาม (ข้อมูล) แผนที่ของผม)

        - The employees were given tasks according to their skills.

(พนักงานได้รับมอบหมายงานสอดคล้องกับทักษะของพวกเขา)

        - There are 6 classes organized according to age.

(มี ๖ ชั้นเรียน  ซึ่งถูกจัดตามอายุ)

        - Everything went according to plan.

(ทุกสิ่งเป็นไปตามแผน)

(= Everything went according as we have planned.)

         - According to the teacher, there will be an exam next week.

(ตามที่อาจารย์บอก  จะมีการสอบสัปดาห์หน้า)

        - According to the weather forecast, there will be a heavy storm this weekend.

(ตามการพยากรณ์อากาศ  จะมีพายุจัดปลายสัปดาห์นี้)

 

17. There is someone _________________ at the door.

(มีใครบางคน ___________________________ ที่ประตู)

(a) knock

(b) knocks

(c) knocking    (เคาะ)

(d) knocked

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจาก   “who knocks” หรือ   “who is knocking”  ซึ่งมาจากอนุประโยคเต็มๆ  คือ “who knocks at the door”  หรือ “who is knocking at the door”  ในที่นี้  “knocking” เป็น “Present participle”  ซึ่งถือเป็นคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  ใช้ขยายข้างหน้า  หรือหลังคำนาม  บอกให้รู้ว่าคำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   ซึ่งในประโยคข้างบน    “ใครบางคนเป็นผู้เคาะประตู”

 

18. I ________________only one mistake in my last dictation.

(ผม __________________________ ผิดเพียงแห่งเดียวในการเขียนตามคำบอกครั้งที่แล้ว)

(a) did

(b) made    (ทำ)

(c) wrote

(d) have done

ตอบ   –    ข้อ   (b)   “make a mistake” =   ทำผิด 

 

19. The blind __________________ unable to see anything.

(คนตาบอด __________________________ ไม่สามารถมองเห็นอะไรเลย)

(a) is

(b) are

(c) was

(d) were

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  เป็นการเอา   “The”  มานำหน้าคำคุณศัพท์  “blind”  ทำให้กลายเป็นคำนาม  หมายถึง   “คนตาบอด”   ซึ่งถือเป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้กับกริยา  “Are” หรือ “Have”  ดังตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

        - The rich are not always happy.

(คนรวยไม่ได้มีความสุขเสมอไป)

         - The poor have no home to live in.

(คนจนไม่มีบ้านอาศัยอยู่)

         - The deaf hear nothing.

(คนหูหนวกไม่ได้ยินอะไรเลย)

     - In the old days the elderly were taken good care of.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างดี)

                      ดูเพิ่มเติมการใช้   “The” นำหน้าคำคุณศัพท์แล้วกลายเป็นคำนามพหูพจน์  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่  ๑      จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

-       The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ   –   ข้อ   ๓   แก้เป็น   “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค  (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ  ๔  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้   “The”นำหน้าคำคุณศัพท์ (sick และ needy) หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ   (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)  และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  ต้องใช้กับกริยา   “are, were, have”   เช่น “the poor”  (คนจน)  “the rich” (คนรวย)  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”  (คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ)  “the young” (คนหนุ่มสาว)  “the old”  (คนแก่)   นอกจากนั้น   “Verb + ing” (Present participle)  และ กริยาช่องที่ ๓  (Past participle)   ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น “the dying” (คนที่กำลังจะตาย)  หรือ  “the wounded”  (คนเจ็บ)  “the injured”  (คนเจ็บ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน    และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา    “are, were, have”  เช่นกัน  ดังตัวอย่างประโยค

       - The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

       - The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

       - In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

         - The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

         - The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

         - The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

 

20. I shall complete this work ___________________ three days.

(ผมจะทำงานนี้เสร็จสิ้น _____________________________   วัน)

(a) for

(b) since

(c) by

(d) in    (ใน)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้