หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 185)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Because I am broke, I wish to ask you for a _________________.

(เพราะว่าผมถังแตก  ผมปรารถนาจะขอ ______________________ จากคุณ)

(a) borrow    (ขอยืม)

(b) budget    (งบประมาณ)

(c) bonanza    (ขุมทรัพย์มหาศาล, โชคลาภที่ยิ่งใหญ่, ขุมแร่ใหญ่, ขุมแร่มีค่า)

(d) loan    (เงินกู้, สิ่งที่ให้ยืม, การให้กู้, การให้ยืม)

 

2. Birds that can be eaten are __________________.

(นกที่สามารถกินได้  คือ ____________________________)

(a) lobsters    (กุ้งก้ามกราม)

(b) rabbits    (กระต่าย)

(c) fowls    (เฟาล)  (สัตว์พวกเป็ดไก่, สัตว์ปีก, เนื้อของสัตว์ดังกล่าว, นก)

(d) pseudonym    (ซู้-ดะ-นิม)  (นามแฝง, นามปากกา, ชื่อปลอม)

 

3. If Jim accomplished his plan, he put it __________________.

(ถ้าจิมบรรลุผลสำเร็จในแผนของเขา  เขา ______________________ )

(a) out

(b) over

(c) off

(d) through    (“Put something through”  =  ทำได้สำเร็จ, ทำได้แล้วเสร็จ)

 

4. You must carry them very carefully because they are _________

__________________.

(คุณต้องถือมันด้วยความระมัดระวังอย่างมาก  เพราะว่ามัน ________________ )

(a) flexible    (ยืดหยุ่น, ละมุนละไม, คล่อง, พลิกแพลงได้, งอได้, งอได้ง่าย, เปลี่ยนแปลงได้)

(b) fragile    (แฟร้จ-ไจล)  (เปราะ, หักง่าย, แตกง่าย, เสียหายง่าย, อ่อนแอ, บอบบาง)

(c) terrific    (เทอะ-ริฟ-ฟิค)  (ที่ยอดเยี่ยม, ที่แจ๋ว, ที่ดีมาก, ที่น่ากลัว, ที่รุนแรงมาก)

(d) miserable    (มิส-เซอะ-ระ-เบิ้ล)  (มีความทุกข์มาก, แย่มาก, น่าเวทนา)

 

5. Baseball teams from the United States make __________________ tours of Japan.

(ทีมเบสบอลจากสหรัฐฯเดินทาง ______________________ ไปญี่ปุ่น)

(a) rapidly    (อย่างเร็ว)

(b) often    (บ่อยๆ)  (เป็น  “Adverb of frequency”)  (ใช้ขยายคำกริยา)

(c) frequent    (บ่อยๆ)

(d) modern    (ทันสมัย)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ขยายคำนาม  “Tours

 

6. To walk leisurely  (ลี้-เชอ-ลี่) is to __________________.

(การเดินอย่างไม่รีบร้อน (อย่างสบายๆ) คือ การ _____________________ )

(a) wade    (ลุย, เดินลุย, ตะลุย, ลุยน้ำ, เล่นน้ำ)

(b) stroll    (เดินทอดน่อง, เดินเล่น, เดินเตร่, ร่อนเร่, พเนจร)

(c) glance    (แกลนซ)  (ชำเลืองมอง, มองผ่านๆ, มองแวบเดียว, มองผาดๆ)

(d) rush    (วิ่ง, วิ่งเข้าไป, พรวดพราด, ถลัน, รีบเร่ง, กรูกันเข้าไป)

 

7. A common synonym for expensive is _________________.

(คำเหมือน (มีความหมายเหมือนกัน) ทั่วๆไปสำหรับ “แพง”  คือ ______________ )

(a) deficient    (ดิ-ฟิช-เชิ่นท)  (ขาดแคลน, ไม่เพียงพอ, บกพร่อง)

(b) neat    (ประณีต, เรียบร้อย, เป็นระเบียบ, เกลี้ยงเกลา, เหมาะเจาะ, ไม่มีการเจือปน)

(c) dear    (แพง, มีราคาสูง, ที่รัก, เป็นที่รัก, น่ารัก, สุดสวาท)

(d) chronic    (คร้อน-นิค)  (เรื้อรัง, ยาวนาน, เป็นประจำ, เป็นนิสัย)

 

8. Most countries have their ________________ languages.

(ประเทศส่วนมากมีภาษาเป็น __________________________ )

(a) own    (โอน)  (ของตนเอง)

(b) owe    (โอ)  (เป็นหนี้, ติดเงิน, เป็นหนี้บุญคุณ, มีความรู้สึก-เจตนาต่อ)  (เป็นคำกริยา)

(c) owl    (เอาล)  (นกเค้าแมว, คนทำงานกลางคืน, คนโง่แกมหยิ่ง หรืออวดฉลาด)

(d) old    (เก่า, แก่, ชรา, มีอายุมาก, โบราณ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Own”  มีหลักการใช้  คือ

         . เป็น  “Adjective”  และ  “Pronoun”  =   “ของตนเอง

     - Nobody had ever thought he would kill his own children.

(ไม่มีใครเคยคิดว่า  เขาจะฆ่าลูกๆ ของตัวเอง)

     - My own view is that there are no serious problems.

(ความคิดเห็นของผมเองก็คือว่า  ไม่มีปัญหาที่ร้ายแรง)

     - Each boy has his own room.

(เด็กแต่ละคนมีห้องของตัวเอง)

     - Each city has its own peculiarities.

(เมืองแต่ละเมืองมีลักษณะเฉพาะของตนเอง)

     - They usually do a good job in their own way.

(พวกเขามักทำงานได้ดีเป็นประจำในแบบของตัวเอง)

     - Make your own decision.

(ตัดสินใจเอาเองนะ)  (ไม่ต้องปรึกษาใคร  หรือให้ใครมาช่วยบอก)

     - She didn’t have a house of her own.  (Pronoun)

(เธอไม่มีบ้านเป็นของตนเอง)

     - His background is rather similar to my own.  (Pronoun)

(ภูมิหลังของเขาค่อนข้างคล้ายกับของผมเอง)

 

          ๒. เป็นคำกริยา  หมายถึง  “มี, เป็นเจ้าของ”  (Possess)  เช่น

     - He owns a huge old house.

(เขามีบ้านเก่าหลังใหญ่โต)

    - They owned a business that dealt in bulk orders.

(พวกเขาเป็นเจ้าของธุรกิจซึ่งเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก)

    - Who owns this piece of land?

(ใครเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้)

    - It is hard to own a house in a big city.

(มันยากที่จะมีบ้านในเมืองใหญ่)  (เพราะราคาแพงมาก)

 

          ๓. เป็นคำกริยา  หมายถึง  “ยอมรับ”  (Admit, Acknowledge)

   - He owned that he had made a mistake.

(เขายอมรับว่าเขาทำผิด)

   - The man won’t own that boy as his son.

(ไอ้หมอนั่นไม่ยอมรับว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกชายของตน)

 

9. I sat _________________ the Chairman at the meeting.

(ผมนั่ง __________________________ ท่านประธานในการประชุม)

(a) besides    (นอกจาก, นอกเหนือจาก)

(b) beside    (ใกล้, ข้าง)

(c) next    (“Next to”  =  ถัดจาก, ต่อจาก)

(d) near to    (“Near”  = ใกล้  ไม่ต้องตามด้วย  “To”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Beside”  เป็น “Preposition”  มีหลักการใช้ดังนี้  คือ

๑.   ใกล้, ข้าง  (= Near, Next to, At the side of)

-      He sat down beside his wife.

(เขานั่งข้างภรรยา)

-      There right beside the road is a large grey house.

(มี  ตรงข้างถนนพอดี  บ้านสีเทาหลังใหญ่)

 

           ๒. ร่วมกันกับ, เคียงข้างกับ  (Cooperate; Work side by side)

           - America fought beside France against Germany during the Second World War.

(อเมริการบเคียงข้างกับฝรั่งเศส  สู้กับเยอรมันในระหว่างสงครามโลกครั้งที่  ๒)

          - He worked beside his colleague until late at night.

(เขาทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงาน  จนกระทั่งดึกดื่น)

 

          ๓. เมื่อเทียบกับ  (Compared with)

           - My house seems small beside yours.

(บ้านของผมดูเหมือนว่าเล็กเมื่อเทียบกับของคุณ)

 

          ๔. Beside the point  =  “ไม่ตรงประเด็น, นอกเรื่อง”  (Having nothing to do with the subject)

            - His statement was beside the point.

(คำพูดของเขาไม่ตรงประเด็น)

 

10. Don’t do anything.  I believe __________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) _____________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was, will be, would be) + Adjective (เช่น “Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

-    It is usually necessary for the international business person ________________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ _______________  มากไปกว่าภาษาที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว  –  หมายถึงควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a)  to understand    (เข้าใจ)

(b)  to observe    (สังเกต)

(c)   knowing    (รู้)

(d)  speaking    (พูด)

ตอบ   –    ข้อ   (a)   เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (for someone) + to do (กริยาอะไรก็ได้)  + something}  เช่น

         - It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

           - It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

            - It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

             - It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

             - It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

             - It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

11. Our neighbor’s house is on fire!  Go and help them ________

___________________!

(บ้านของเพื่อนบ้านของเรากำลังไฟไหม้  ไปช่วยพวกเขา ________________ )

(a) especially    (โดยเฉพาะ, เป็นพิเศษ)

(b) suddenly    (ในทันใดนั้น, อย่างคาดไม่ถึง, อย่างไม่ได้เตรียมมาก่อน)

(c) immediately    (อย่างทันทีทันใด, อย่างฉับพลัน, อย่างไม่ต้องรีรอ)

(d) solemnly    (อย่างเอาจริงเอาจัง, อย่างเคร่งขรึม, อย่างขึงขัง)

 

12. Do you think that that party is capable of ______________ the country?

(คุณคิดว่าพรรคการเมืองนั้น   สามารถ __________________ ประเทศหรือเปล่า)

(a) government

(b) governed

(c) governing    (ปกครอง, บริหาร)

(d) govern

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หลัง  “Preposition” (In, On, At, By, Of, Before, After, Without, etc.)  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-   She raced by in a car, with her hair ______________ behind.

(เธอขับรถผ่านมาด้วยความเร็ว  โดยผมของเธอ _______________ ไปข้างหลัง)

(a) streamed

(b) streams

(c) streaming   (สะบัดพลิ้ว)

(d) stream

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากอยู่หลัง  “Preposition” {“with” (her hair}  จึงต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)

               ตัวอย่างที่ ๒

-   I get tired of cleaning the house and ______________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) __________________ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running    (การวิ่ง)

ตอบ  -   ข้อ   (d)  เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Cleaning”   โดยถือว่าตามหลัง   Preposition” (Of)  เหมือนกันทั้ง ๒ คำ  ดูการใช้  “Gerund” (Verb + ing) เมื่อตามหลัง “Preposition” {ทำหน้าที่เป็นกรรมของ“Preposition”} จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

             - She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

             - They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

              - We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

             - This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

             - They kept on playing football till night came.

(พวกเขาเล่นฟุตบอลต่อไปจนกระทั่งราตรีมาเยือน)

-  They left without saying goodbye to us.

(พวกเขาจากไปโดยมิได้กล่าวคำอำลากับเรา)

-  She locked the door before going out.

(เธอล็อคประตูก่อนออกไป)

 

13. My boss asked me to answer the phone, to take all messages, and

____________________ some letters.

(เจ้านาย  -  หรือหัวหน้า  -  ของผม  ขอร้องให้ผมรับโทรศัพท์   รับ (จด) ข้อความทั้งหมดไว้   และ ________________________ จดหมาย)

(a)   typing

(b)  type

(c) to type    (พิมพ์)

(d) typewrite    (พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกัน  จากโครงสร้าง  “Ask someone to do something” (ขอร้องให้ใครทำอะไร)  (Asked me to answer……., to take………, and to type…………)

 

14. A: “The doctor told him to stop taking drugs ______________ he should suffer brain damage.”

(หมอบอกเขาให้เลิกกินยาเสพย์ติด _____________________ เขา (อาจ) ได้รับอันตรายทางสมอง)

     B: “I don’t think he’ll listen.”

(ผมไม่คิดว่าเขาจะฟัง (ที่หมอบอก) หรอก)

(a) unless    (ถ้า...................ไม่)

(b) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)

(c) in order that    (เพื่อที่ว่า)

(d) lest    (โดยเกรงว่า, เพื่อไม่ให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Lest”   จากประโยคข้างล่าง

                - We watched all night lest the bandits should return.

(เราเฝ้าดูตลอดทั้งคืน  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) พวกโจรจะกลับมา)

              - I had to grab the iron rail at my side lest I slipped off.

(ผมจำเป็นต้องเกาะราวเหล็กข้างตัวเอาไว้  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) ผมจะลื่นล้ม)

          - He was extra polite to his superiors lest something adverse might be written into his records.

(เขาสุภาพเป็นพิเศษกับผู้บังคับบัญชา  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) บางสิ่งบางอย่างในทางลบ  อาจถูกเขียนลงไปในประวัติของเขา)

 

15. I would like to find out _________________ a sea-horse is a fish.

(ผมอยากจะค้นหาว่า  ม้าน้ำเป็นปลา ______________________________)

(a) that

(b) if    (หรือไม่)   (= whether)

(c) weather    (อากาศ)

(d) when

ตอบ   -   ข้อ    (b)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-         Mary does not know ____________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า_______________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค “Direct speech” (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค  “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)

                ตัวอย่างที่ ๒

-   He asked me _____________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ______________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ  -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?” เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If” หรือ  “Whether” (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง  ๒  คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่,  หรือเปล่า”   กล่าวโดยสรุป  คือ  ถ้าประโยค  “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ “Reported speech”  (I was hungry)   ด้วย  “If”  หรือ “Whether”  เสมอ   ห้ามใช้   “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

               - Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

               - Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

             - Will you go to my party?   (คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

         - Can you play the piano?   (คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                       ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า   ให้ใช้ “That” เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้    (ไม่ต้องเขียนลงไป)   เช่น

-            I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

-      I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

 (She said(that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                    สำหรับในกรณีที่ ประโยค “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา “Question word”นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”  “…….to find that where it is hiding”

            ตัวอย่างที่ ๓

จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)

-      Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่

ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน

เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น   “it is”เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech” หรือ Reported speech”   คือ   “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”   เป็นการเปลี่ยนจากประโยค  “Direct speech”  (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”   ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find …….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา   “where it is……..”ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า   มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน   (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้างล่าง

-   How old are you?  (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

-   I want to know how old you are. (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

-   Where is she going? (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-   He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-   When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

        - I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

16. ___________________ he comes or not, I shall go to the cinema.

(______________________________ เขาจะมาหรือไม่ก็ตาม  ผมจะไปดูหนัง)

(a) If    (ไม่ว่า)

(b) Unless    (ถ้า...................ไม่)

(c) Whether    (ไม่ว่า)

(d) I’m sure

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเมื่อนำหน้าประโยค  ต้องใช้   Whether”  เพียงอย่างเดียว   แต่ถ้าไว้ในประโยค   ใช้ได้ทั้ง  “Whether”   และ   “If”   เช่น

-     I don’t know whether (if) he will come or not.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจะมาหรือไม่)      

 

17. I left home very quickly __________________ miss the train.

(ผมออกจากบ้านอย่างรวดเร็วมาก _________________________ ตกรถไฟ)

(a) so that not to

(b) so that not

(c) so as not

(d) so as not to    (เพื่อจะได้ไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรือใช้อีกรูปหนึ่ง คือ  “in order not to

 

18. Anne took the blind man __________________ and helped him across the road.  

(แอนจูง ___________________________ คนตาบอด  และช่วยเขาข้ามถนน)

(a) with a hand

(b) by her hand

(c) by hand

(d) by the hand    (มือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Take someone by the hand” = “จูงมือ

 

19. We are waiting for Peter ___________________.

(เรากำลังรอคอยปีเตอร์ _________________________________ )

(a) arrive

(b) arriving

(c) arrived

(d) to arrive    (มาถึง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Wait + (for someone) + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Wait” จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-         You can learn _________________ the word from the dictionary.

(คุณสามารถเรียนรู้ ______________________________ คำจากพจนานุกรม)

(a) pronunciation    (การออกเสียง, วิธีการออกเสียง)

(b) pronouncing

(c) to pronounce   (ที่จะออกเสียง)

(d) pronounce

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Learn + to + Verb 1

                  ตัวอย่างที่ ๒

-    I’ll try ___________________ my best.

(ผมจะพยายาม _____________________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do   (ทำ)

ตอบ  –   ข้อ  (d) “Do one’s best” = “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา  “Try”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยInfinitive with to”  (To + Verb 1)  ได้แก่   wait (รอคอย),  promise (สัญญา),  offer (เสนอ),   want (ต้องการ),   hope (หวัง),   plan  (วางแผน),   hesitate  (รีรอ, ลังเลใจ),   fail  (ล้มเหลว),   learn (เรียนรู้),   expect  (คาดหวัง),   refuse (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ),  dare (กล้า),  claim  (อ้าง),   agree  (ตกลง),  demand  (เรียกร้อง),   wish  (ปรารถนา),   intend (ตั้งใจ),  seem  (ดูเหมือนว่า),  resolve  (ตกลงใจ),  determine  (ตัดสินใจ),  decide  (ตัดสินใจ),  pretend (แสร้งทำ),  afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้),  happen  (บังเอิญ),  appear  (ดูเหมือนว่า),  prove  (พิสูจน์ว่า),   ask  (ขอร้อง),  beg  (ขอร้อง),  choose  (เลือก),  manage  (ประสบความสำเร็จ),   hurry  (เร่งรีบ),   tend  (มักจะชอบ),   arrange  (จัดแจง, เตรียมการ),   care  (สนใจ),  come  (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

-         She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

-         He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

-         We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

-         He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

-         We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

-         She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

-         She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

-         They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

-         We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

-         He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

-         They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

-         The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

-         They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

-         Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

20. I went to see him as soon as I knew he was in ______________.

(ผมไปเยี่ยมเขาในทันทีที่ผมทราบว่า  เขาอยู่ใน  _______________________)

(a) hospital    (โรงพยาบาล)

(b) a hospital

(c) the hospital

(d) an hospital

ตอบ   -   ข้อ  (a)  ไม่ต้องใช้  “A, The”  นำหน้า  เมื่อหมายถึง  “ไปเข้าโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วย”  แต่ถ้าไปเพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่น  เช่น ไปเยี่ยมใคร  ต้องใช้  “A”   หรือ  “The” แล้วแต่กรณี  (ว่าชี้เฉพาะเจาะจงหรือไม่)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         Whenever we meet, we talk about the days when we were ___

___________________ .

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราคุยเกี่ยวกับยุคสมัยเมื่อเรา __________________)

(a)  at college    (เรียนมหาวิทยาลัย)

(b)  at the college

(c)   at a college

(d)  at our college

ตอบ   –   ข้อ    (a)  เนื่องจากเมื่อหมายถึง   “อยู่ หรือ ไปที่มหาวิทยาลัย เพื่อ   “เรียนหนังสือ”   ไม่ต้องมี  “Article” (A, An, The)  นำหน้า  “College”  สำหรับอื่นๆ ที่คล้ายๆกัน  คือ  “Go to school” (ไปโรงเรียน เพื่อเรียนหนังสือ)   “Go to university”  (ไปมหาวิทยาลัย เพื่อเรียนหนังสือ)   “Go to church”  (ไปโบสถ์เพื่อร่วมพิธีเช่น ฟังเทศน์)  “Go to hospital”  (ไปโรงพยาบาล เพื่อเป็นคนไข้) ต่างจาก “Go to the school”  (ไปโรงเรียน เพื่อไปพบเพื่อน)  “Go to the hospital”  (ไปโรงพยาบาล เพื่อเยี่ยมคนป่วย)   “Go to the church”  (ไปโบสถ์ เพื่อคุยกับบาทหลวง)  “Go to the university”  (ไปมหาวิทยาลัย เพื่อดูกีฬาฟุตบอล)   เป็นต้น

 

21. We heard ___________________ all about his sister’s escape.

(เราได้ยิน _________________________ ทั้งหมดเกี่ยวกับการหลบหนีของน้องสาวของเขา)

(a) Tim

(b) of Tim    (เกี่ยวกับทิม)

(c) from Tim   (จากทิม)  (คือ ทิมเป็นคนเล่าให้ฟัง)

(d) about Tim   (เกี่ยวกับทิม)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  สำหรับการใช้แบบข้อ   (a)  มักมีโครงสร้างแบบประโยคข้างล่าง

             - We heard him say very little at the meeting.

(เราได้ยินเขาพูดน้อยมากที่การประชุม)

              - He heard a distant voice shouting.

(เขาได้ยินเสียงไกลๆตะโกนโหวกเหวก)

         - She could hear clearly what he said.

(เธอได้ยินชัดเจนว่าเขาพูดอะไร)

         - Kim hated to hear Mrs. Parker talk like that.

(คิมไม่ชอบได้ยินมิสซิสปาร์กเกอร์พูดแบบนั้น)

        - We can hear the news on the radio.

(เราสามารถฟังข่าวจากวิทยุ)

       - I would like to hear more from you.

(ผมอยากฟังคุณพูดแสดงความคิดเห็นมากขึ้นอีกหน่อย)

       - Very occasionally I hear from her.

(ผมได้รับข่าวสารจากเธอ  -  ทางจดหมายหรือโทรเลข -  เป็นครั้งคราว)

       - The Court had not yet heard a witness.

(ศาลยังไม่ได้ฟังพยานให้การเลย)

      - All the relatives were gathered to hear the lawyer read the will.

(ญาติทั้งหมดถูกเรียกมารวมกัน  เพื่อฟังทนายอ่านพินัยกรรม)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้