หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 184)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The servants traded on their employer’s kindness.

(คนใช้ฉวยโอกาสจากความใจดีของนายจ้างของพวกตน)

(a) They trade with him because he was kind.    (พวกเขาค้าขายกับนายจ้าง  เพราะว่านายจ้างใจดี)

(b) They gave him presents to make him kind.    (พวกเขาให้ของขวัญกับนายจ้าง  เพื่อทำให้นายจ้างใจดี)

(c) They took advantage of his kindness.    (พวกเขาหาประโยชน์-ฉวยโอกาส  จากความใจดีของนายจ้าง)

(d) Because he was helpful, they traded with other people.    (เพราะว่าเขา(นายจ้าง) ชอบช่วยเหลือคนอื่น  คนใช้เลยไปค้าขายกับคนอื่น)

 

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Trade on”  =  “ใช้ให้เป็นประโยชน์กับตนเอง, หาประโยชน์จาก, ฉวยโอกาสจาก”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         The senator’s son traded on his father’s name when he run for mayor.

(ลูกชายท่านวุฒิสมาชิกใช้ประโยชน์จากชื่อพ่อของตน  เมื่อเขา (ลูกชาย) สมัครเป็นนายก เทศมนตรี)  (หมายถึง  ลูกชายใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงของพ่อตน  โดยประกาศให้ผู้ลงคะแนนรู้ว่า  ตนเป็นลูกของใคร)

-         The lions traded on the high grass when they tried to catch their preys.   

(สิงโตใช้ประโยชน์จากหญ้าที่สูง  เมื่อมันพยายามจับเหยื่อ)  (คือ  ใช้หญ้าที่สูงอำพรางตัว เพื่อค่อยๆ คืบคลานเข้าไปจับเหยื่อ)

 

2. This new law will not be popular with the man in the street.

(กฎหมายใหม่นี้จะไม่เป็นที่นิยมชมชอบแก่คนธรรมดาสามัญทั่วไป)  (คือ  ชาวบ้านทั่วไปจะไม่ชอบมัน)

(a) Poor men will not like the law.    (คนยากจนจะไม่ชอบกฎหมายนี้)

(b) Traders will not like the law.    (พ่อค้าจะไม่ชอบกฎหมายนี้)

(c) Pedestrians will not like the law.    (ผู้เดินเท้า (คนเดินถนน) จะไม่ชอบกฎหมายนี้)

(d) Ordinary men will not like the law.    (คนธรรมดาสามัญ-ชาวบ้านทั่วไป  จะไม่ชอบกฎหมายนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Man in the street”  =   “คนซึ่งเหมือนกับคนอื่นๆส่วนใหญ่, คนโดยเฉลี่ย, คนธรรมดา-สามัญ”  (แปลตรงๆ คือ  “คนใน หรือ บนถนน”)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         The newspaper took a poll of the man in the street.

(หนังสือพิมพ์สอบถามผู้คนธรรมดาสามัญ (คนรากหญ้า) จำนวนมาก ว่าพวกเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาใดปัญหาหนึ่ง)

 

3. Even though he was attacked by a large band of robbers, the traveler kept his head.

(แม้ว่าเขาถูกจู่โจมโดยโจรกลุ่มใหญ่  นักเดินทางผู้นั้นก็ยังคงใจเย็น-สงบนิ่ง)  (คือ  ไม่ตื่นเต้นตกใจจนเกินไป  และคอยคิดหาวิธีเอาตัวรอด)

(a) The traveler managed to run faster and so escape.    (นักเดินทางสามารถวิ่งได้เร็วกว่า  และดังนั้น  หนีไปได้)

(b) The traveler was able to escape without injury.    (นักเดินทางสามารถหลบหนีโดยมิได้รับบาดเจ็บ)

(c) The traveler gave them all he had so that they would let him go free.

(นักเดินทางให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามีแก่โจร  เพื่อที่ว่าโจรจะได้ปล่อยให้เขาเป็นอิสระ)

(d) The traveler was not so frightened that he did not know what to do    (นักเดินทางมิได้ตกใจมาก  จนกระทั่งเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร) (คือ สามารถคุมสติไว้ได้  และคิดหาทางเอาตัวรอด)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Keep one’s head”  =  “ยังคงใจเย็น หรือสงบนิ่ง เมื่อประสบปัญหาหรืออันตราย”  (แปลตรงๆ คือ  รักษาหัวของตนเอาไว้)  ดูจากประโยคข้างล่าง

-         When Tim heard the fire alarm, he kept his head and looked for the nearest exit.

(เมื่อทิมได้ยินสัญญาณเตือนเพลิงไหม้  เขาใจเย็น (สงบนิ่ง)  และมองหาทางออกที่อยู่ใกล้ที่สุด)  (คือ  เขาไม่ตื่นเต้นมากเกินไป  และคิดหาวิธีดีที่สุดที่จะออกไปจากที่ที่ไฟไหม้นั้น)

 

4. The foreign expert trod on many toes in his efforts to improve village agriculture.

(ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติทำให้คนจำนวนมากขุ่นเคือง-ไม่พอใจ  ในความพยายามของเขาที่จะปรับปรุงการเกษตรกรรมของหมู่บ้าน)

(a) He hurt many feet.    (เขาทำให้เท้าบาดเจ็บจำนวนมาก)

(b) He offended many people.    (เขาทำให้คนจำนวนมากโกรธเคือง)

(c) He walked very carefully.    (เขาเดินอย่างระมัดระวังมาก)

(d) He was helped by many assistants.    (เขาได้รับความช่วยเหลือจากผู้ช่วยหลายคน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Tread on one’s toes”  =  “Step on one’s toes”  =   “ทำอะไรบางอย่าง  ที่ทำให้ผู้อื่นขุ่นเคือง-ไม่พอใจ  หรือเกิดความกระดากอาย-ขวยเขิน”  (แปลตรงๆ คือ  “เหยียบ-ย่ำบนนิ้วเท้า หรือหัวแม่เท้า ของผู้อื่น”)  (มาจากกริยา  ๓  ช่อง    Tread  (เทรด)  Trod,  Trod หรือ  Trodden  =   “เหยียบ-ย่ำ” )   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         If you break in when other people are talking, you may tread (step) on their toes.

(ถ้าคุณขัดจังหวะ (พูดสอด) ขณะที่คนอื่นกำลังสนทนากัน  คุณอาจจะทำให้พวกเขากระดากอาย  หรือโกรธเคือง)

-         Mary is pretty, and she often treads (steps) on the toes of the girls by stealing their boyfriend.

(แมรี่สวย  และเธอมักจะทำให้พวกสาวๆ โกรธเคืองอยู่บ่อยๆ  โดยการขโมยแฟนหนุ่มของพวกหล่อน)

 

5. Although ignored by people, the magazine is well-worth reading.

(แม้ว่ามิได้รับการเอาใจใส่ (ถูกละเลย-ไม่สนใจ) จากผู้คน  แม็กกาซีนนั้นควรค่าแก่การอ่านอย่างยิ่ง)

(a) People like this magazine since it’s well-worth reading.    (ผู้คนชอบแม็กกาซีนนี้  เพราะว่ามันควรค่าแก่การอ่านอย่างยิ่ง)

(b) People read this magazine, but it’s not worth reading.    (ผู้คนอ่านแม็กกาซีนนี้  แต่ว่ามันไม่ควรค่าแก่การอ่าน)

(c) People are not interested in this magazine though it’s worth reading.    (ผู้คนไม่สนใจในแม็กกาซีนนี้  แม้ว่ามันควรค่าแก่การอ่าน)

(d) People dislike this magazine when it’s not well-worth reading.

(ผู้คนไม่ชอบแม็กกาซีนนี้  เมื่อมันไม่ควรค่าแก่การอ่านอย่างยิ่ง)

 

6. That unscrupulous politician should never have been given such honors.

(นักการเมืองไม่มีธรรมะ-ไร้ยางอายคนนั้น  ไม่ควรที่จะได้รับเกียรติเช่นนั้น)  (แต่ก็ได้รับไปแล้ว  ในอดีต)

(a) He never gets the honors.    (เขาไม่เคยได้รับเกียรติ)

(b) He ought to be given the honors.    (เขาควรได้รับเกียรติ)  (ในปัจจุบัน  หรืออนาคต)

(c) He has never been given the honors.    (เขาไม่เคยได้รับเกียรติ)

(d) He was given the honors.    (เขาได้รับเกียรติ)  (ในอดีต)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Should + Not (Never) + Have + Verb 3”  =   “ไม่ควรที่จะได้ทำเช่นนั้น.............ในอดีต”  แต่ก็ได้ทำลงไปแล้ว  สำหรับประโยคข้างบนอยู่ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจากประธานประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ  (นักการเมือง (ไม่ควร) ถูกให้เกียรติ)   ซึ่งตรงกันข้ามกับ  “Should + Have + Verb 3”  =  (ควรที่จะได้ทำเช่นนั้น.............ในอดีต  แต่ก็มิได้กระทำ)  เช่น

-        He should have studied harder last year so that he could have passed the exam.    

(เขาควรจะได้ขยันเรียนมากขึ้นเมื่อปีที่แล้ว  เพื่อเขาจะได้สามารถสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่เขาก็มิได้ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

 

7. I will recommend that the student ________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า “Present Subjunctive”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-       Many customers have requested that we _______________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ____________________ โนติส  (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า) แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)  (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send   (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่  ๑  ที่ไม่มี  “To”นำหน้า   (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “s”  หรือ  “ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”  ที่เป็นอนุประโยค  (ซึ่งมักมี  “that” นำหน้า  “Clause”)   ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท“Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”  หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “s”หรือ“ed”ที่กริยาตัวนี้  (เนื่องจากเสมือนมี  “Should” นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า  “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”  ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป  “Present subjunctive”  ใน ๒ กรณี   คือ

๑.   อยู่หลัง  “กริยา+ that”  ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                  ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

-         The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

-         He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

-         The father demands  (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

-         I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

-         The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

-         The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

-         The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

-         She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

-         The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

-         I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

-         He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

-         Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

-         They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)

-         She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)

หมายเหตุ  –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยคที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี  “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should” ลงไปด้วยก็ได้  เช่น

-         I suggested (that) he (should) be more careful.

-         She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

๒.     “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1 ไม่มี  “To”นำหน้า)  กริยาใน“Noun clause” นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น),“Urgent”  (จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential”  (จำเป็น),“Advisable”  (ควร),“  Crucial”  (สำคัญยิ่ง)   ดังตัวอย่าง  เช่น

-         It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

-         It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

-         It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

-         It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

-         It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

-         It is crucial that Tom find a new job.

-        (เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

-         It is important that he be brave.

-        (เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

-         It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

8. Life is filled with jobs we don’t like to do, but you must do ____

__________________ as best you can.

(ชีวิตเต็มไปด้วยงานที่เราไม่ชอบทำ  แต่คุณจะต้องทำ _________________ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้)

(a)   it

(b)  those works

(c) them    (มัน  -  หมายถึงงาน)

(d) yourself

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากแทน  “Jobs

 

9. There are hundreds of thousands of telephones ________________ use throughout the country.

(มีโทรศัพท์หลายแสนเครื่อง _____________________ อยู่ทั่วประเทศ)

(a) on

(b) for

(c) at

(d) in    (“In use” =  ใช้งาน)

ตอบ   -    ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “In”  ได้แก่   “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ,  กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time   (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล),  “in writing” (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน), “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า),“sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room”  (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom” (ในห้อง น้ำ), “in school” (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว), “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter” (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play” (ร่วมแสดงละคร),  “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning  (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น),  “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่),  “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ),  “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล),  “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)   “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ),  “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก),  “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”   (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี),  “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”   (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ),  “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”   (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),   “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี),  “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”   (ในความเห็นของผม), “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน),   “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”   (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ),  “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”   (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black” (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length” (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”   (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน),  “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕),   “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”   (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา),   “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)     เป็นต้น

 

10. The press conference ___________________ in the auditorium the other day.  

(การประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ _________________________ ในหอประ ชุมเมื่อวันก่อน)

(a) holds

(b) will be held

(c) was held    (ถูกจัด)

(d) will be holded   (ไม่มีรูป  “Holded”  ใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice”  {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3}  (การประชุมให้สัมภาษณ์ฯ  “ถูกจัดขึ้น”)  และ  “The other day”  (เมื่อวันก่อน)   เป็นเรื่องในอดีต   จึงไม่ใช้ข้อ   (b)

 

11. Do you know the man who is in charge _________________ this school?  

(คุณรู้จักชายผู้ที่ ______________________________ โรงเรียนนี้หรือเปล่า)

(a) for

(b) in

(c) at

(d) of    (“In charge of”  =  ดูแล, รับผิดชอบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ – คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้), “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.  (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ),  “suspicious”  (สงสัย, ระแว), “tolerant”"  (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ),  “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ),  “ahead”  (ล่วงหน้า),  “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง),  “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง),  “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),   “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),   “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),   “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว),  “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),   “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),   “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),   “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),   “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),   “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),   “two of the three”  ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),    “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),    “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),    “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),    “an account of the event”    (เรื่องราวของเหตุการณ์),    เป็นต้น

 

12. It’s true that the old road is less direct and so a bit longer.  We don’t take the new one, ______________, because we don’t feel as safe on it.

(มันเป็นความจริงที่ว่า   ถนนสายเก่าอ้อมกว่า  และดังนั้น  มีระยะทางยาวกว่านิดหน่อย  (แต่)  เราก็ไม่ใช้ถนนสายใหม่ ____________________ เพราะว่าเราไม่รู้สึกปลอดภัยเท่ากับถนนสายเก่า)

(a) anyway    (อย่างไรก็ตาม)

(b) therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น) 

(c) otherwise    (มิฉะนั้น, ไม่เช่นนั้น)

(d) though    (โธ)  (แม้กระนั้นก็ตาม,  แม้กระนั้นก็ดี)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  และ   “Though”  เมื่อใช้ใน

ความหมาย   “แม้กระนั้นก็ตาม”   ต้องวางไว้ท้ายข้อความหรือประโยค  ซึ่งดูเหมือนว่ามีความขัดแย้งกับข้อความที่เพิ่งจะพูดออกมา   หรืออาจจะตรงข้ามกันเลย  เช่น

              - He said he would come; he didn’t, though.

(เขาพูดว่าเขาจะมา  เขาไม่มา  แม้กระนั้นก็ตาม)  (บอกว่าจะมา  แต่ไม่มา)

            -  It’s not very useful.  It’s pretty, though, isn’t it?

(มันไม่มีประโยชน์มากนัก  มันสวย  แม้กระนั้นก็ตาม  ใช่ไหม)  (ไม่มีประโยชน์  แต่สวย)

            -  I can’t stay.  I’ll have a coffee, though.

(ผมพัก (ที่นี่) ไม่ได้  ผมจะกินกาแฟสักแก้ว  แม้กระนั้นก็ตาม  -  ก่อนออกเดินทาง)  (พักไม่ได้  แต่ขอกินกาแฟสักแก้วก่อนไป)

 

13. Some of the milk turned sour before reaching the market and

____________________ away.

(นมบางส่วนบูด (เปรี้ยว) ก่อนไปถึง (ออกสู่) ตลาด  และ _________________ ออกไป)

(a)   must throw

(b) must be thrown    (จะต้องถูกทิ้ง, จำเป็นต้องถูกทิ้ง)  (ใช้ในความหมาย ปัจจุบัน  และอนาคต)

(c) had to throw

(d) had to be thrown    (จำเป็นต้องถูกทิ้ง)  (ใช้ในความหมายอดีต)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องใช้ในรูป   “Passive voice”  เพราะ  นมบูดจำเป็นต้อง “ถูกทิ้ง” ไป  (ตัดข้อ  A, C   ทิ้งเพราะเป็น “Active voice”)  แต่   “Must”  ใช้กับ  “Present tense”  และ  “Future tense”  (I must work hard. = ผมต้องทำงานหนัก  -  ในปัจจุบัน หรืออนาคต)   เมื่อเปลี่ยนเป็น  “Past tense”  ถ้าหมายถึง  “จะต้อง”  ต้องใช้   “Had + To + Verb 1”  แทน เช่น  “I had to work hard.” (ผมจำเป็นต้อง  -  จะต้อง  -  ทำงานหนัก  -  ในอดีต)  แต่ถ้าหมายถึง   “คงจะ”  ได้ทำอะไรบางอย่าง (อย่างแน่นอน) ในอดีต  ต้องใช้  “Must have + Verb 3)  เช่น

-    He must have bought a new house.

(เขาคงจะได้ซื้อบ้านหลังใหม่ไปแล้ว)  (ในอดีต)

-    She must have been a Chinese.

(เธอคงจะเป็นคนจีน)  (พูดถึงเหตุการณ์ในอดีต)

 

14. I had ____________________ idea it was so expensive.

(ผม __________________________________ ทราบว่ามันแพงมาก)

(a) no any

(b) good

(c) no    (ไม่)

(d) not an

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Have no idea”  =   “ไม่รู้, ไม่ทราบ

 

15. Seeing the teacher, ___________________ at once.

(เห็นครู ________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ    -    ข้อ   (b)  เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (หลังคำ  “teacher”)   เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค  (Seeing) คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ   “They”   จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้   “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)   “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop” จากประโยคข้างล่าง

           ตัวอย่างที่ ๑

-         Try ____________________ water to your drink.

(ทดลอง _____________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ     -     ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง   “ทดลอง”    จึงต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)   แต่ถ้าหมายถึง   “พยายาม”   ต้องตามด้วย “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)    ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒  ความหมาย   และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๒

-   Don’t forget ___________________ my letter !

(จงอย่าลืม ________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “อย่าลืมส่ง”   (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)มิใช่    “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)   ซึ่งในกรณีหลังนี้   ต้องใช้  “Posting

                 ตัวอย่างที่ ๓

- Have you ever tried __________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เมื่อ   “Try” หมายถึง   “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   ส่วนอีกความหมาย คือ    “พยายาม”  ต้องตามด้วย   “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”   จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                  ตัวอย่างที่ ๔

-  Please don’t forget __________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _____________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ    -    ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =   “ลืมการ.............”   หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว    แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น   ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                   ตัวอย่างที่ ๕

-      As soon as it stops ___________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจาก    “It stops raining.”   หมายถึง    “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing”  =   “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                ตัวอย่างที่ ๖

-      While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด ____________________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ     -     ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)   (Stop + Verb + ing  =   “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                 ตัวอย่างที่ ๗

-   I remember that restaurant; we stopped there ____________

on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น_______________________ ในระ หว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                    ตัวอย่างที่ ๘

-       How did the cat get into the house?  I remember ____________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)    putting    (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ    -    ข้อ   (c)  (Remember + Verb + ing  =   “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ” คือ  ทำไปแล้วในอดีต   และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”  =  “จำได้  (ไม่ลืม)  ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป    -    มีหลักไวยากรณ์ดังนี้    คือ   เราใช้   “Infinitive with to” (To + Verb1) และ  “Gerund” (Verb + ing)   ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”   แต่มีความหมายต่างกัน   เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

16. I began to read my papers again, but found _____________ difficult to improve them.

(ผมเริ่มต้นอ่านรายงานของผมอีกครั้ง  แต่พบว่า ____________________ ยากที่จะปรับปรุงมัน (รายงาน) ให้ดีขึ้น)

(a) it    (มัน)

(b) myself

(c) too

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Find (Consider) + It + Adjective + To + Verb 1”  ซึ่ง “It” ในที่นี้  มิได้มีความหมายแต่ประการใด  เป็นเพียงการสมมติขึ้นมาเป็น   “กรรม” ของ  “Find (หรือ Consider)”  เท่านั้น  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-         The boys found the experiment ____________________.

(เด็กๆ พบว่าการทดลอง ___________________________________ )

(a) to fascinate    (ทำให้หลงใหล, ทำให้ปลื้ม, ดึงดูดใจ)

(b) fascinate

(c) fascinating    (น่าหลงใหล, มีเสน่ห์)

(d) fascinated    (รู้สึกหลงใหล, หลงเสน่ห์)

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Find (Consider) + Object (it, him, her, them, you) + Adjective (+ To + Verb 1)”  =  {ประธาน + พบ (ถือว่า) + กรรม (มัน, เขา, เธอ, เรา, ท่าน) + คุณศัพท์ (To + Verb1)}

                    ตัวอย่างที่ ๒

(จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑)  ถึง  (๔)

-     Because (1) some critics considered it decadent, subversive, and (2) incomprehensibly, abstract art (3) encountered much opposition in its (4) early years.

(เพราะว่านักวิจารณ์บางคนมองว่ามัน(ศิลปะฯ) เสื่อมโทรม, บ่อนทำลาย, และไม่สามารถเข้าใจได้  ศิลปะแบบแอ๊บสแตร็คได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างมากในช่วงปีแรกๆของมัน)

ตอบ   –   ข้อ  (2)  แก้เป็น  “incomprehensible”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  ให้สมดุลกับอีก  ๒  คำข้างหน้ามัน   “decadent”  และ subversive”   ตามโครง สร้าง  {Subject + consider (find) + it (him, her) + adjective}  หรือ  {Subject + consider + it (him, her) + a + adjective + noun}  เช่น

           - We considered (found) it successful.

(เธอถือ(พบ) ว่ามันประสบความสำเร็จ)

           - He considered (found) it useful.

(เขาถือ(พบ) ว่ามันมีประโยชน์)

            - She considers (finds) it important.

(เธอถือ(พบ) ว่ามันสำคัญ)

            - We consider (find) him a good boy.

(เราถือ(พบ) ว่าเขาเป็นเด็กดี)

            - She considers (finds) me her best friend.

(เธอถือ(พบ) ว่าผมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ)

            - The boss considered (found) her a good secretary.

(เจ้านายถือ (พบ) ว่าเธอเป็นเลขาฯ ที่ดี)

 

17. What long hair you’ve ____________________!

(เธอช่าง _____________________________ ผมยาวเสียจริง)  (ผมของเธอช่างยาวอะไรเช่นนั้น)

(a) cut

(b) got    (มี)

(c) been

(d) made

ตอบ    -    ข้อ  (b)  “Have got”  =   “มี”   และ  “Hair”  เป็นคำนามนับไม่ได้   จึงไม่ใช้  “What a long hair

 

18. I have never known her ___________________.

(ผมไม่เคยรู้ว่าเธอ ___________________________)  (คือไม่เคยเห็นว่าเธอเคยแสดงอาการโกรธเคืองผู้ใด)
(a) angry

(b) being angry

(c) to be angry    (โกรธ)

(d) is angry

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Know + กรรม + To be + Adjective”  หรือ  “Subject + Know +  กรรม + Verb 1” เช่น

         - Everyone knows him to be kind to animals.  (คุณศัพท์)

(ทุกคนรู้ว่าเขาเมตตาต่อสัตว์)

      - We knew her to be neat in everything she did.  (คุณศัพท์)

(เรารู้ว่าเธอประณีต-ละเอียดลออในทุกสิ่งที่เธอทำ)

      - They know me to be punctual(คุณศัพท์)

(พวกเขารู้ว่าผมเป็นคนตรงเวลา)

      - We know him to regularly come to the office late.  (กริยา)

(เรารู้ว่าเขามาออฟฟิศสายเป็นประจำ)

      - They knew her to please everybody.  (กริยา)

(พวกเขารู้ว่าเธอเอาใจทุกคน  -  คือทำให้ทุกคนพอใจ)

      - She knew him to love her all his life.  (กริยา)

(เธอรู้ว่าเขารักเธอตลอดชีวิตของเขา)

 

19. They have been playing tennis.  That’s why _________________.

(พวกเขากำลังเล่นเทนนิสกันอยู่  (คือเริ่มเล่นมาพักหนึ่งแล้ว  ขณะนี้ก็ยังเล่นอยู่)  นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า  ทำไม  ____________________________

(a) they have much heat    (พวกเขามีความร้อนมาก)

(b) the weather is very hot    (อากาศร้อนมาก)

(c) the heat is so high    (ความร้อนสูงมาก)

(d) they’re so hot    (พวกเขาจึงรู้สึกร้อนมากเลย)

ตอบ    -    ข้อ    (d)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด   สำหรับ  ข้อ  (a) ไม่ใช้    “Pattern”  แบบนี้

 

20. What prevented you _____________________?

(อะไรขัดขวางคุณ _________________________________ )

(a) to come late

(b) not to come earlier

(c) from coming earlier    (จากการมาแต่เนิ่นๆกว่านี้)

(d) that you couldn’t come earlier

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง    “Subject + prevent + someone + from + doing + something” (Active voice) (ประธานฯ ขัดขวางใครจากการทำอะไร)  หรือ  “Subject + verb to be (is, am, are, was, were) + prevented + from + doing + something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Active voice”  (เนื่องจากประธานฯ  (What)  เป็นผู้ขัดขวาง  “คุณ”  จากการมาถึงแต่เนิ่นๆกว่านี้)

              สำหรับการใช้ในรูป  “Passive voice” ดูจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-         I had meant to call on you, but was prevented ______________.

(ผมต้องการแวะมาเยี่ยมคุณ  แต่ถูกขัดขวาง __________________________ )

(a) to do so

(b) not to do so

(c) from doing so    (จากการกระทำดังกล่าว)

(d) in doing so

ตอบ     -     ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “Subject + verb to be (is, am, are, was, were) + prevented + from + doing + something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ประธานฯ (ผม)  ถูกขัดขวาง  (ด้วยเหตุผลบางประการ)   มิให้แวะมาเยี่ยมคุณได้)

 

21. There is a map ____________________ page five.

(มีแผนที่ ___________________________________ หน้า  ๕)

(a) in

(b) on    (ใน, บน)

(c) at

(d) with

ตอบ   -   ข้อ    (b)  ต้องใช้   “On page 5”  สำหรับวลีที่ใช้    “On”   ได้แก่

Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู),  on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่  ๑  คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.   (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)  – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ  คือ  ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.   (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

22. Although she is his only sister, he has _________________ affection for her.   

(แม้ว่าเธอเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของเขา  เขา _____________________ มีความรักใคร่ในตัวเธอเลย)

(a) not

(b) many

(c) no    (ไม่)

(d) none

ตอบ    -    ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “No + Noun” (no affection)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No”  และ  “Not”  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

             - I am very sorry that you have _________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ _________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) not

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆอ่าน”  

                    ตัวอย่างที่ ๒

จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

1.                Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี – หมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี  –  ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี ๑๙๓๓   เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -    ข้อ   ๑   แก้เป็น   “No”  เนื่องจาก  “No”   ใช้นำหน้าคำนาม  (woman)   ส่วน   “Not”   มักใช้วางไว้ข้างหน้า    “A, A, The, Any”   ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง    ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

           - No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

           - We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

             - She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

             - He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

             - They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

              - No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้  -  ใช้  “No”แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ“Man”  ในที่นี้ หมายถึง “บุคคล”)

              - No two men think alike.

(ไม่มีใคร – บุคคล -  ๒ คน ที่คิดเหมือนกัน  - แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ   -   “Not” อาจจะใช้กับคำนามได้   โดยหมายถึง   “ไม่ใช่”   แต่ “No + Noun” = ไม่มี  ดังตัวอย่าง

          - You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

          - No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                     นอกจากนั้น   เรายังสามารถใช้   “Not”   กับ   “Infinitive with to”   และ   “Gerund” (Verb + ing)   ได้   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

            - You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

            - She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

            - They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                    ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing” เช่น  “No Swimming”  (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)   “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)

                    สำหรับตัวอย่างของ  “No”  และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ   ได้แก่

              - No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

              - You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม  -  หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้าไปไม่ได้)

             - He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

             - She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

               - The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

               - The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

             - He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

            - There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

               - Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

              - No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย  -  แน่นอนทีเดียว  -  ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

               - Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

               - There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

                - There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

               - It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

               - There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

               - There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

                - There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

 

23. A: “Why did he fail in the examination?”

(ทำไมเขาจึงสอบตก)

      B: “__ __________________________”

(a)   Because he lazy.

(b)  Because his laziness.

(c)   Because he not studied.

(d) Because he hardly studied for it.    (เพราะว่าเขาแทบจะไม่ได้เรียนเพื่อเตรียมสอบเลย)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   สำหรับข้ออื่น  ต้องแก้เป็น    “Because he was lazy.”  (เพราะว่าเขาขี้เกียจ)   “Because of his laziness.”  (เนื่องมาจากความขี้เกียจของเขา)   “Because he did not study.”  (เพราะว่าเขาไม่เรียน  -  หรืออ่านหนังสือ)

ดูเพิ่มเติมการใช้    “Hardly”  และ  “Hard”   จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-   He always tries to avoid ____________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ___________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work    (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Work”  (งาน)   เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)   จึงไม่สามารถเติม  “S”   ได้   (ตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย “Every”  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์   (ตัดข้อ (d)  ทิ้ง)   สำหรับ  ข้อ  (a) สามารถใช้ได้   แต่ต้องแก้เป็น    “Working hard”  เนื่องจากหลัง   “Avoid”  ต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมการใช้   “Work hard” (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work”   (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๒

-Those people are working very ____________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน ______________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ    –    ข้อ    (b)   เนื่องจาก   “Hard”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์   (Adverb)  ในคำเดียวกัน   โดยหมายถึง  “หนัก”   ดังนั้น   เมื่อขยายกริยา  “are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “hardly”  (หรือ อาจตอบข้อ (d) แต่ต้องแก้เป็น  “successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)   สำหรับ  “Hardly”  เป็น   “Adverb of frequency”  (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)   หมายถึง   “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”   โดยมีความหมายเหมือนกับ   “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

             - He hardly works.

   (เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

             - She is hardly patient.

     (เธอไม่ใคร่จะอดทน)

             - They had hardly finished their work when it began to rain.

     (พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                  สำหรับการวางตำแหน่งของ  “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)   ในประโยค   มีดังนี้   คือ

๑.     วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

-         They always come late.   (พวกเขามาสายเสมอ)

-         She usually goes shopping.   (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

-         He seldom drives to work.   (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

๒.   วางไว้หลัง  “Verb to be” เช่น

-         He is often late for class.   (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

-         They are always busy with their work.   (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

-         She is never contented with her life.   (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

๓.    ถ้ามีคำกริยา  ๒  ตัวในประโยค   ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

-         They have always had lunch there.   (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

-         She will never love him.   (เธอจะไม่มีวันรักเขา)

-         You should never come to class late.   (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

-         He is always asking me.   (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

-         We have never traveled to New York.   (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

๔.    สำหรับ “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never,  Hardly,  Seldom, Never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner,  In vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often,  Not only (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until  (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้   คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + subject + verb (แท้)เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

24. Traveling by air is not cheap.  Neither ___________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)   

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-  Never before in my life ____________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _________________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

          ตัวอย่างที่ ๒

-         Not only _________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ________________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)   (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง.............................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค   เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ    คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย),  Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often,  Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม   จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่   ดังนี้  คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.   (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

25. Do you and your sister ever burn _______________ while cooking?  

(คุณและน้องสาวเคยทำไฟลวก _______________________ ขณะกำลังปรุงอาหารหรือไม่)

(a) yourself

(b) herself

(c) themselves

(d) yourselves   (ตัวเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากมี  “You”  อยู่ด้วย  จึงต้องใช้  “Yourselves”  (ตัวคุณเองและน้องสาว  -  คือ  ๒  คน)   แต่ถ้าหมายถึง   “ตัวคุณคนเดียว”   ใช้เพียง  Yourself

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้