หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 183)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Many people take advantage of a fool by selling him worthless things.

(ผู้คนจำนวนมากหาประโยชน์จาก (เอารัดเอาเปรียบ  หรือหากำไรจาก) คนโง่  โดยการขายของไม่มีค่าให้เขา)

(a) take care of    (ดูแล, เอาใจใส่, รับผิดชอบ)

(b) take after    (เหมือนกับ, คล้ายกับ)

(c) make unfair use of; treat someone unfairly for your own gain    (แสวงหาประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม;  เอารัดเอาเปรียบผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตนเอง;  หากำไรจาก; ฉวยโอกาสจาก; ใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดีจาก )

(d) take a chance    (เสี่ยง, ยอมเสี่ยง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         He took advantage of his friend’s kindness.

(เขาหาประโยชน์จากความใจดีของเพื่อน)  (เช่น ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนมากกว่าที่ควรจะเป็น  เพราะเห็นเพื่อนใจดี)

-    The little children did not know how much to pay for the candy and Ralph took advantage of them.

(เด็กน้อยเหล่านั้นไม่รู้ว่าควรจะจ่ายเงินเท่าใดสำหรับค่าลูกอม  และราล์ฟก็หากำไรจากเด็ก)  (คือ  คิดค่าลูกอมเด็กเกินราคาจริง)

-    The cat took advantage of the high grass to creep up on the bird.

(แมวหาประโยชน์จากหญ้าที่สูง เพื่อที่จะคลานไปยังนก)  (แมวใช้หญ้าสูงอำพรางตนเอง  เพื่อค่อยๆคลานไปจับนก)

-    Jean took advantage of the lunch hour to finish her homework.

(ยีนใช้ประโยชน์จากเวลาอาหารกลางวัน  เพื่อทำการบ้านของเธอให้เสร็จ)  (ยีนทำการบ้านเสร็จระหว่างเวลาอาหารกลางวัน)

 

2. He shouldn’t have worked so hard as to make himself ill.

(เขาไม่ควรจะได้ทำงานหนัก  จนกระทั่งทำให้ตนเองเจ็บไข้)  (แต่ก็ได้ทำไปแล้ว  และก็เจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว  ซึ่งอาจหมายถึง  จนกระทั่งขณะนี้)

(a) He will be ill if he goes on working so hard.    (เขาจะเจ็บป่วย  ถ้าเขายังคงทำงานหนักมากต่อไป)

(b) He would have been ill if he had not stopped working so hard.    (เขาคงจะเจ็บป่วยไปแล้ว  (ในอดีต)  ถ้าเขามิได้เลิกทำงานอย่างหนักมาก)  (แต่เขาก็มิได้เจ็บป่วย  เพราะเขาได้เลิกทำงานหนัก)  (เป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)

(c) He is ill as a result of his working so hard.   (เขาป่วย (ในขณะนี้) โดยเป็นผลมาจากการทำงานหนักมาก)

(d) He was ill from working so hard but he is now better.    (เขาป่วย (ในอดีต) จากการทำงานหนักมาก  แต่ขณะนี้เขาอาการดีขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Shouldn’t + Have + Verb 3”  =   “ไม่ควรได้ทำสิ่งนั้นๆ  (ในอดีต)  แต่ก็ได้กระทำไปแล้ว”  ซึ่งตรงข้ามกับ  “Should + Have + Verb 3”  =    “ควรได้ทำสิ่งนั้นๆ (ในอดีต)  แต่ก็มิได้กระทำ

 

3. He didn’t like his work at first but after a while he did.

(เขาไม่ชอบงานของเขาในตอนแรก  แต่หลังจากชั่วเวลา (ขณะ) หนึ่ง  เขาชอบมัน)  (คือ ชอบงานนี้)

(a) After a while, he began to work.    (หลังจากชั่วเวลาหนึ่ง  เขาเริ่มทำงาน)

(b) After some time, he worked.    (หลังจากเวลาผ่านไปพักหนึ่ง  เขาทำงาน)

(c) Although he didn’t work at first, he soon worked quite well.    (ถึงแม้ว่าเขามิได้ทำงานในตอนแรก  ในไม่ช้าเขาก็ทำงานอย่างดี)

(d) After some time, he liked his work.    (หลังจากเวลาผ่านไปพักหนึ่ง  เขาชอบงานของเขา)

 

4. Billy has bitten off more than he can chew.

(บิลลี่พยายามทำมากกว่าที่ตนเองสามารถทำ  หรือพยายามทำเกินความสามารถของตนเอง)  (แปลตรงๆ  คือ  บิลลี่กัด-กินอาหารมากกว่าที่เขาสามารถเคี้ยวได้)

(a) Billy has rather poor table manners.    (บิลลี่มีกิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารที่ค่อนข้างแย่)

(b) It’s difficult to cater for Billy’s appetite.    (มันยากที่จะจัดหาอาหารเพื่อสนองความอยากกิน (อาหาร) ของบิลลี่)

(c) Billy has many different interests.   (บิลลี่มีความสนใจที่หลากหลายมาก)

(d) Billy is trying to do too much.    (บิลลี่กำลังพยายามทำมากเกินไป)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “To bite off more than one can chew”  =  “พยายามทำเกินความสามารถของตนเอง, มีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองมากเกินไป”

(แปลตรงๆ  คือ  กัด-กินอาหารมากกว่าที่ตนเองจะสามารถเคี้ยวได้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         He bit off more than he could chew when he agreed to edit the paper alone.

(เขาทำงานที่ยากเกินไปสำหรับตนเอง  เมื่อเขาตกลงที่จะตรวจแก้ไขรายงานตามลำพัง)  (คือ  ทำโดยไม่ต้องมีใครช่วยเหลือ)

-         He started to repair his car himself, but realized that he had bitten off more than he could chew.

(เขาเริ่มซ่อมรถยนต์ด้วยตัวเอง  แต่ก็ตระหนักว่า  เขาพยายามทำในสิ่งที่เกินความ สามารถของตนเอง)  (คือ  เริ่มซ่อมรถตามลำพัง  แต่ในไม่ช้าก็ตระหนักว่า  เขาไม่มีความรู้เพียงพอที่จะทำมัน)

 

5. I was fairly confident in spite of lack of experience.

(ผมค่อนข้างมั่นใจ  ทั้งๆที่ขาดประสบการณ์)

(a) Due to his lack of experience, the speaker was quite confident.    (เนื่องมาจากขาดประสบการณ์  ผู้พูดมั่นใจมากทีเดียว)

(b) Although the speaker was inexperienced, he was quite confident.

(แม้ว่าผู้พูดไม่มีประสบการณ์ (อ่อนหัด)  เขามั่นใจมากทีเดียว)

(c) Despite his good experience, the speaker was rather nervous.    (ทั้งๆที่มีประสบการณ์อย่างดี  ผู้พูดค่อนข้างวิตกกังวล หรือประหม่า)

(d) However well-experienced he was, he lacked self-confidence.    (แม้ว่าเขามีประสบการณ์อย่างดี  เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง)

 

6. “It stands to reason that greater effort brings better results,” says Tom.

(“มันสมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่ว่า  ความพยายามมากขึ้นย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีกว่า   ทอมกล่าว)

(a) Tom is certain that diligence brings better results.    (ทอมมั่นใจว่า  ความขยันหมั่นเพียรย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีกว่า)

(b) Tom hopes diligence brings better results.    (ทอมหวังว่า  ความขยันหมั่น   เพียรย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีกว่า)

(c) Tom thinks reasonably that diligence brings better results.    (ทอมคิดอย่างสมเหตุสมผลว่า  ความขยันหมั่นเพียรย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีกว่า)

(d) Tom wishes his diligence brings better results.

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Stand to reason”  =  “สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง, เกือบจะแน่นอนเมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริง”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         If you have a driver’s license, it stands to reason you can drive.

(ถ้าคุณมีใบขับขี่  มันเกือบจะแน่นอนเลย (สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง) ว่า  คุณขับรถเป็น)

-         Joe is intelligent and studies hard; it stands to reason that he will pass the examination.

(โจเฉลียวฉลาดและขยันเรียน  มันเกือบจะแน่นอนเลย (สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง) ว่า  เขาจะสอบผ่าน)

 

7. It was very careless of ___________________ to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของ _________________________ ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

(a) she

(b) her   (เธอ)

(c) hers

(d) herself

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Adjective + of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง...........................เหลือเกิน  ที่..........................”   เช่น

               - It is very kind of you to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

             - It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

           - It was good of your father to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

           - How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

 

8. You needn’t go home early, ____________________?

(คุณไม่จำเป็นต้องกลับบ้านแต่หัวค่ำ ____________________________ )

(a) do you

(b) don’t you

(c) need you   (ใช่ไหม)

(d) needn’t you

ตอบ   -   ข้อ   (C)  เนื่องจาก  “Need”  เมื่อหมายความถึง  “จำเป็น”  ถือเป็นกริยาพิเศษ  (Modal verb) เหมือนกับ  “Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must, Ought to”  ดังนั้น   เมื่อทำเป็นรูปปฏิเสธ  จึงใช้  “Not”   ตามหลังคำกริยาเหล่านี้ได้เลย  ไม่จำเป็นต้องใช้    “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเหมือนกับกริยาทั่วๆไป  และเมื่อจะทำเป็นรูปบอกเล่า  ก็เอากริยาพวกนี้มาไว้ในส่วน  “Tag”  ได้เลยเช่นกัน

 

9. The work is going to be __________________ than I expected.

(งานนี้จะ ____________________________________ ที่ผมคาดการณ์เอาไว้)

(a) much difficult

(b) difficult more

(c) difficulter

(d) more difficult    (ยากกว่า)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”   (Comparative degree)   และเพราะว่า   “Difficult”   เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้   “More” นำหน้า  ไม่ใช้  “Difficulter”  ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  จากประโยคข้างล่าง

            - It takes __________________ time to cross the Pacific Ocean than it does to cross the Atlantic Ocean.

(มันใช้เวลา ________________________ ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิค  (มากกว่า) การใช้เวลาในการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก)

(a) longer

(b) long

(c) more long

(d) a longer    (ยาวนาน...................มากกว่า)

ตอบ    –    ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  สังเกตได้จาก  “Than”  ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่อยู่ในรูป   “ขั้นกว่า” เช่น   “Bigger than”  “Smaller than”  “Older than”  “Younger than” (คือ เมื่อเป็นคำพยางค์สั้น  ให้เติม “Er” ข้างท้ายคำแต่ในกรณีเป็นคำพยางค์ยาว   ให้ใช้  “More”  นำหน้าคำนั้นๆ   เช่น   “More expensive than” (แพงกว่า)  หรือ  “More spacious than”  (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น  แต่สำหรับในประโยคข้างบน   มีข้อความมาคั่นระหว่าง  “Longer” และ  “Than”  คือ  “Time to cross the Pacific Ocean”  ทำให้ประโยคดูมีความซับซ้อนมากขึ้น  ดูตัวอย่างการเปรียบเทียบโดยใช้คำพยางค์ยาว  จากประโยคข้างล่าง

-         This issue is more important than that one.

(ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

-         The red car is more expensive than the black one.

(รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

-         She is more economical than her sister.

            (เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

 

10. I have __________________ to know how she is getting on.

(ผม ___________________________ จะรู้ (โดยเสมอมา) ว่าเธอประสบความ สำเร็จกับงานที่กำลังทำ-หรือหน้าที่ๆรับผิดชอบ  อย่างไรบ้าง)  (ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ)

(a) long

(b) longed    (ปรารถนา,  อยาก,  ใคร่)

(c) longly

(d) longing

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Long”  ในที่นี้เป็นคำกริยา  และใช้ในรูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  (กริยา ช่องที่  ๒  และ  ๓ ของ   “Long”   คือ   “Longed”)

 

11. What ______________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี ___________________________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard    (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Beard”  (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้   “A”  นำหน้า  ดูเพิ่มเติมประโยคอุทานจากตัวอย่างข้างล่าง

-         ______________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ _________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What   (อะไร)

(d) Very

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้   “What a”   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

                - What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

              - What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

             - What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

             -  What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

             - What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

              - How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

             - How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

             - How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

             - How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

              - How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

-        How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

             - How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

            - How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

12. He was ___________________ arrested for speeding.

(เขา ________________________ ถูกจับ เพราะขับรถเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนด)

(a) no

(b) still    (ยังคง)

(c) until    (จนกระทั่ง)

(d) almost    (เกือบจะ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Almost”    จากประโยคข้างล่าง

              - He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

             - In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)  (คือ  มีของขายมากมาย)

             - I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

            - Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

          - The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

          - He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

-  He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

13. ____________________ times he cannot even remember his own name.

(___________________________  ครั้งคราว  เขาไม่สามารถแม้กระทั่งจำชื่อตัวเองได้)

(a) At    (เป็น)  (At times  =  เป็นครั้งคราว, ไม่บ่อย, บางครั้ง, ไม่ใช่ทุกวันหรือทุกสัปดาห์)   

(b) On

(c) In

(d) Of

ตอบ    -    ข้อ   (a)   สำหรับวลีที่ใช้   “At”  ได้แก่  “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา) ,  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชมเปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน  หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ  และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่),  “at the same time”  (ในเวลาเดียวกัน),  “at the mercy of (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)  -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิ๊คนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),  “good at”  (เก่ง)“at a high speed” ={(บินหรือวิ่ง) ด้วยความเร็วสูง}“sit at a table” (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)“at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)“at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast” (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)“  at risk”  (เสี่ยง), “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)   “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)   “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา  ๑๐๐  เหรียญ)   “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent”   (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)   “to work harder at his thesis”   (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)   “to go at the invitation of his neighbors”   (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)  “to be at war” (ทำสงคราม)  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)   “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”   (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)“  at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”   (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school”  (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย – เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)   “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)   “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)   “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)   “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)   “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  เป็นต้น 

 

14. The houses here are a little less modern than ________________ in the city.  

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า ___________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ    -    ข้อ   (b)  เนื่องจากแทน   “Houses”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์  (House, Car, Book, Pen, Dog)  ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (Furniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence)   ให้แทนด้วย    “That”

ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-         When the boy saw the kite I had made, he asked me to make

____________________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ _____________ ให้แก่เขา)

(a)   other

(b)  it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(c)   the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Kite” เป็นคำนามนับได้ เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้   “One”  แทน 

                   ตัวอย่างที่ ๒

-         The air of the hills is cooler than _____________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า __________________________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Air” เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงต้องแทนด้วย “That” และตามด้วย   “of the plains”  เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้   ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์   ให้ใช้  “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่   “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”   ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบ เทียบ)    ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

                     - The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

               - The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้  those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

                   - The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  that  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)    

 

15. The parcels I have just brought into the house _______________

on the table.  

(หีบห่อที่ผมเพิ่งนำเข้ามาในบ้าน ___________________________ บนโต๊ะ)

(a) are laying   (กำลังวางลง, กำลังตั้งลง)  (ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(b) are lying   (กำลังวาง, กำลังตั้ง)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(c) lying

(d) laying

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากหีบห่อ   “วาง หรือตั้ง” อยู่ได้เองโดยไม่ต้องมีกรรมมารับ  และที่ต้องใช้    “are lying”  เพราะเป็นกริยาแท้ของประโยคใหญ่  (Main clause)  (The parcels are lying on the table.)  ส่วนประโยคย่อย  (Subordinate clause)   คือ  “I have just brought into the house.

 

16. Will you please change this blue shirt _______________ a red one?

(คุณจะกรุณาเปลี่ยนเสื้อเชิร์ตสีน้ำเงินตัวนี้ _______________________ ตัวสีแดงได้ไหมครับ)  (ลูกค้าพูดกับเสมียนร้านขายเสื้อผ้า  ขอเปลี่ยนเป็นเสื้อสีแดง)

(a) with

(b) against

(c) for    (เพื่อ)

(d) on

ตอบ    -    ข้อ   (c)   สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”,  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อเป็นต้น

                   ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Wait”  (รอคอย),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ), “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้เป็นต้น

           สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑  เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ   ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  หรือไม่   แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),   “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.   (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้),  “For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.   (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),   เป็นต้น

 

17. Try ___________________ water to your drink.

(ทดลอง ___________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)   แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม”   ต้องตามด้วย “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒  ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-   Don’t forget ____________________ my letter !

(จงอย่าลืม _______________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “อย่าลืมส่ง”  (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว  จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้   ต้องใช้    “Posting

                   ตัวอย่างที่ ๒

- Have you ever tried ___________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง _________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง   “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย คือ   “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม“Try”   จึงควรมีความหมายว่า    “ทดลอง, ลองทำดู”)

                   ตัวอย่างที่ ๓

-  Please don’t forget ___________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _____________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............”   หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                 ตัวอย่างที่ ๔

-      As soon as it stops __________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ________________________________  ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง   “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”   ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                      ตัวอย่างที่ ๕

-      While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด ____________________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                    ตัวอย่างที่ ๖

-   I remember that restaurant; we stopped there ______________

on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น______________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                  ตัวอย่างที่ ๗

-       How did the cat get into the house?  I remember ____________________it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ________________________มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)    putting    (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ    -    ข้อ   (c)  (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ  ส่วน   “Remember + To + Verb 1” =  “จำได้  (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป  -  มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ“Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา   “Remember, Forget, Try Stop”   แต่มีความหมายต่างกัน   เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

18. You’re so young that you don’t know about such things ________

______________________.

(คุณยังเด็กมาก  จนกระทั่งคุณไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น  _____________________)

(a)  already

(b)   readily

(c)    yet    (เลย)

(d)   too

ตอบ     -     ข้อ  (c)  เนื่องจากใช้   “Yet”   กับประโยคปฏิเสธ   “don’t know

 

19. Nobody has come to see us since we __________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา ____________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ   (a)  กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย   “Since”  (ตั้งแต่)  จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2)  เสมอสำหรับ  “Since”  ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง   “ตั้งแต่” อาจตามด้วยคำนามหรือวลี หรือ  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้  และมักใช้กับ  “Present perfect tense”  หรือ  “Present perfect continuous tense”  ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด   เช่น

           - He has read since the morning.   (since +วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

          - She has been cooking since 6:00 p.m.   (since +วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

         - They have worked in the factory since last June.   (since +วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว  –  ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

            - We have lived here since we were young.   (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

            - Since 10:00 a.m., they have been reading in the library.  (since +วลี)

(ตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

            - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)   (since +วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

             - We have lived in Bangkok since we were born.   (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด– ปัจจุบันก็ยังอยู่)

               - We have played football since we were in college.   (since +ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

20. He rushed into the room, looking as if he_________________ a ghost somewhere.

(เขาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง  มีท่าทาง (อาการ) ประหนึ่งว่า  เขา _________                   _________________________ ผีที่ไหนสักแห่ง)

(a) sees

(b) saw

(c) had seen    (ได้เห็น)

(d) would have seen

ตอบ   -   ข้อ  (c)  สำหรับเหตุการณ์ในอดีต  อนุประโยคที่นำด้วย “As if, As though”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จะต้องตามด้วย  “Past perfect tense”  (had + Verb 3)  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  ให้ใช้   “Past simple tense”  (Verb 2)  และ ในกรณีเป็น  “Verb to be”   ให้ใช้   “Were”  กับประธานทุกตัว  (I, He, She, It, They, We, You)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-         He acted as though he __________________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา _________________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบาย   “As though, As if”   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๒         {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

(1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆที่ขนาด (ใหญ่โต)  ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ    -    ข้อ  ๒  แก้เป็น   “as if   หรือ  as though”  เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย   “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  ซึ่งในที่นี้ดูจาก  “Can swim”  และต้องใช้   “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ  “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้   “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป   “Past simple” (Verb 2)   หรือ   “Past perfect” (Had + Verb 3)  หลัง “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า    “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”    ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ    หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้    “Wish”    โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive” 

                 ตัวอย่างที่ ๓

            -  He spends his money ___________________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน __________________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)   (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “As though”  หรือ   “As if”  (นำหน้าอนุประโยค)หมายถึง   “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา  “Spends”)   จึงใช้   “Were”  กับประธาน   “He” (หรือใช้  “Verb 2”  ในกรณีเป็นกริยาตัวอื่นๆ  เช่น Walk, Like, Play, Eat, Run, etc.)   แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต   ต้องเปลี่ยนเป็น   “Had been” (……as though he had been a………..)   ตัวอย่างประโยคอื่นๆ    ได้แก่

-    He acts as if he were a millionaire.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

-    He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-  The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- He says as though he loved her.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้รัก)

-      She acts as if she saw a ghost somewhere.   (เป็นปัจจุบัน)

(เธอทำท่าทางประหนึ่งว่า  เธอเห็นผีที่ไหนสักแห่ง)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เห็น)

-      I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆแล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

 

21. He denied _______________________.

(เขาปฏิเสธ_________________________________ )

(a) that he had not murdered the old man

(b) that he had murdered the old man.    (ว่าเขา (มิได้) ฆ่าชายแก่คนนั้น)

(c) to murder the old man.

(d) to have murdered the old man.

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  {Deny + (that) + Subject + Verb (บอกเล่า)}

กล่าวคือ  ประโยคข้างบน  จะแปลตรงๆว่า   “เขาปฏิเสธว่า เขาฆ่าชายแก่คนนั้น”  ซึ่งผิดกับภาษาไทยที่นิยมพูดว่า  “เขาปฏิเสธว่า  เขาไม่ได้ฆ่าฯ”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-    He denied that he was involved and demanded an apology.

(เขาปฏิเสธว่าเขา (มิได้) เกี่ยวข้องด้วย  และเรียกร้องการขอโทษ)

-    Bill denied doing anything illegal. (Deny + Verb +ing)

(บิลปฏิเสธการทำอะไรที่ผิดกฎหมาย  -  คือ บอกว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย)

-    The government denied the workers social equality.

(รัฐบาลปฏิเสธความเท่าเทียมกันทางสังคมแก่คนงาน  -  คือ ไม่ยอมให้สิ่งนี้แก่คนงาน)

-    She has denied me access to some information. (Deny + กรรมรอง + กรรมตรง)

(เธอไม่ยอมให้ผมเข้าถึงข้อมูลบางอย่าง)

 

22. I was there ____________________.

(ผมอยู่ที่นั่น _______________________________ )

(a) by a chance

(b) by chances

(c) by chance    (โดยบังเอิญ)

(d) by the chance

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “By”  ได้แก่  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by heart”  (โดยการท่องจำ)“by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus)(โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane) (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram”  (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name”  (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ - ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself”  (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}  “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว  ๒๐  ฟุต กว้าง  ๑๐  ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม  (ขาย) เป็นน้ำหนัก} “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)   “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่ว ๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ  ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass”  (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)   “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)“by 1960”  (ราวๆ ปี  ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒  หารด้วย  ๓  เหลือ  ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย  ๓)  “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one”  (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”  (โดยการเปรียบเทียบ)  เป็นต้น

 

23. I had meant to call on you, but was prevented ______________.

(ผมต้องการแวะมาเยี่ยมคุณ  แต่ถูกขัดขวาง _________________________ )

(a) to do so

(b) not to do so

(c) from doing so    (จากการกระทำดังกล่าว)

(d) in doing so

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + prevent + someone + from + doing + something”  (Active voice) (ประธานฯ ขัดขวางใครจากการทำอะไร)  และ   “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + prevented + from + doing + something”  (Passive voice) (ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน   อยู่ในรูป  “Passive voice”  (เนื่องจากประธานฯ (ผม) ถูกขัดขวาง (ด้วยเหตุผลบางประการ)  มิให้แวะมาเยี่ยมคุณได้)

 

24. You _____________________ that tooth pulled out.

(คุณ ___________________________ ถอนฟันนั้นออกเสีย  -  โดยหมอฟัน)

(a) have better had

(b) have better have

(c) had better have    (ควรจะ)

(d) have better to have

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Had better”  =   “ควรจะ”   ใช้กับประธานฯทุกตัว  (I, He, She, It, You, We, They)   และต้องตามด้วย   “Verb 1”   เสมอ  ความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต   ส่วน  “Have that tooth pulled out”  (ไปถอนฟัน  หรือ  ให้ฟันถูกถอน  -  โดยทันตแพทย์)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคจากข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

           - If you have a bad tooth ___________________ out, it won’t hurt you again. 

(ถ้าคุณให้หมอ __________________________ ฟันที่ปวด – หรือผุ – ออกเสีย  มันก็จะไม่ทำให้คุณเจ็บปวดอีก)

(a) pull

(b) pulling

(c) pulled    (ถอน)

(d) being pulled

ตอบ    -    ข้อ  (c)

                 ตัวอย่างที่ ๒

-           What would you have me ___________________?

(คุณจะให้ผม ________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ   “Causative use” (Subject + Have + Someone + Do (verb 1) + Something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง) 

 

25. Everything will come right ____________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างจะเรียบร้อย ________________________________ )

(a) at the end

(b) in the end    (ในตอนท้าย, ในตอนจบ)

(c) to the end

(d) from the end

 

26. He is in the habit of scratching ___________________ when he is puzzled.

(เขามีนิสัยชอบเกา _____________________________ เมื่อเขารู้สึกฉงนสนเท่ห์)

(a) his head    (ศีรษะของเขา)

(b)on his head

(c) at his head

(d) in his head

ตอบ    -    ข้อ   (a)   “Scratch”  “เกา”  ตามด้วย  “กรรม”  (ในที่นี้   คือ   “His head”)   โดยไม่ต้องมี    “Preposition”  (In, On, At)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้