หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 182)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It is a matter of life and death.

(มันเป็นเรื่องของความเป็น (ชีวิต) และความตาย)  (หมายถึง  มันเป็นเรื่องสำคัญมากๆ)

(a) something of very little importance    (บางสิ่งที่มีความสำคัญน้อยมาก)

(b) something of no importance at all    (บางสิ่งที่ไม่มีความสำคัญใดๆ เลย)

(c) something of the greatest importance    (บางสิ่งที่มีความสำคัญใหญ่หลวงที่สุด)

(d) a study of biology    (การศึกษาวิชาชีววิทยา)

 

2. She married a nobody.

(เธอแต่งงานกับบุคคลที่ไม่มีความสำคัญ  -  โดยเฉพาะทางสังคม)  (คือ  ไม่มีอำนาจ หรือตำแหน่งที่สำคัญ)

(a) She didn’t marry anybody.    (เธอไม่แต่งงานกับผู้ใดเลย)

(b) She married a man of no importance.    (เธอแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่มีความสำคัญ)

(c) She married a man she didn’t know well enough.    (เธอแต่งงานกับผู้ชายที่เธอไม่รู้จักดีพอ)

(d) She had a secret marriage.    (เธอมีการแต่งงานแบบลับๆ)

 

3. Jones would have paid you if he had had any money.

(โจนส์คงจะได้จ่ายเงินให้คุณไปแล้ว  ถ้าเขามีเงินอยู่บ้าง)  (เป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต)

(a) Jones will pay you.    (โจนส์จะจ่ายเงินให้คุณ)

(b) Jones was able to pay you.    (โจนส์สามารถจ่ายเงินให้คุณ)

(c) Jones will not pay you.    (โจนส์จะไม่จ่ายเงินให้คุณ)

(d) Jones did not pay you.    (โจนส์มิได้จ่ายเงินให้คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เป็นจริงในอดีต  โดยเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  คือ   “โจนส์มิได้จ่ายเงินให้คุณ  เพราะเขาไม่มีเงิน

 

4. Another explosion occurred seconds after the first.

(การระเบิดอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นไม่กี่วินาทีหลังจาก (การระเบิด) ครั้งแรก)  

(a) There were three explosions.    (มีการระเบิด  ๓  ครั้ง)

(b) The first explosion was louder than the second.    (การระเบิดครั้งแรกมีเสียงดังมากกว่าครั้งที่  ๒)

(c) Two explosions happened in rapid succession.    (การระเบิด  ๒  ครั้งเกิดขึ้นติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว)

(d) There was one explosion.    (มีการระเบิด  ๑  ครั้ง)

 

5. I am for you.

(ผมเห็นด้วยกับคุณ  หรือสนับสนุนคุณ)

(a) I am at your service.    (ผมพร้อมที่จะให้บริการคุณ)

(b) I agree with you.    (ผมเห็นด้วยกับคุณ)

(c) I love you.    (ผมรักคุณ)

(d) I belong to you.    (ผมเป็นของคุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “To be for someone”  =  “เห็นด้วยหรือสนับสนุนใครบางคน”   ตรงข้ามกับ  “To be against someone”  =  “ไม่เห็นด้วย, ต่อต้าน, เป็นปฏิปักษ์  ต่อ (กับ) ใครบางคน

 

6. He prefers to do good by stealth.

(เขาชอบทำดีแบบลับๆ  หรือ แอบทำไม่ให้ใครรู้)  (คือ  ปิดทองหลังพระ)

(a) He pretends to be a good citizen.    (เขาแสร้งทำเป็นพลเมืองดี)

(b) He prefers to steal from the good only.    (เขาชอบขโมยจากคนดีเท่านั้น)

(c) He prefers to make good steel.    (เขาชอบผลิตเหล็กกล้าอย่างดี)

(d) He prefers to do good without letting others know what he is doing.    (เขาชอบทำดีโดยไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่า  เขากำลังทำอะไรอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Stealth”  (สเท้ลธ)  หมายถึง  “การแอบทำ, วิธีการลับๆ, พฤติการณ์ลับ

 

7. Jim is leaving London for good.

(จิมจะจากลอนดอนไปอย่างถาวร  หรือตลอดกาล)

(a) Jim is leaving London permanently.    (จิมจะจากลอนดอนไปอย่างถาวร)

(b) Jim is leaving London for the good of his family.    (จิมจะจากลอนดอนไป  เพื่อประโยชน์ของครอบครัวของเขา)

(c) Jim is leaving London for a good reason.    (จิมจะจากลอนดอนไป  ด้วยเหตุผลที่ดี)

(d) Jim is leaving London for his own good.    (จิมจะจากลอนดอนไป  เพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “For good”  =  “Forever”  =  “ตลอดไป, ตลอดกาล, อย่างถาวร, ชั่วนิรันดร, ต่อเนื่อง, ไม่สิ้นสุด

 

8. “I’m afraid that John’s firm is in the red again.”

(“ผมเกรงว่าบริษัทของจอห์นขาดทุนอีกแล้ว)  (คือ  ตัวเลขในบัญชีเป็นสีแดง)

(a) John’s company no longer exists.    (บริษัทของจอห์นไม่มีอยู่ต่อไปอีกแล้ว)  (คือ  ปิดกิจการไปแล้ว)

(b) John’s company has just started operation.    (บริษัทของจอห์นเพิ่งเริ่มดำเนินการ)

(c) John’s company is making a profit.    (บริษัทของจอห์นกำลังทำกำไร)

(d) John’s company is operating at a loss.    (บริษัทของจอห์นกำลังดำเนินการขาดทุน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “In the red”  =  “ขาดทุน”  มีที่มาจากในอดีต  ที่พ่อค้าฝรั่งนิยมบันทึกรายการทางธุรกิจด้วยตัวเลขสีแดง  (ใช้หมึกแดง)  เพื่อบอกว่าธุรกิจขาดทุนไปเท่าใด  และจะบันทึกตัวเลขเป็นสีดำ  (In the black)  โดยใช้หมึกสีดำ  เพื่อบอกว่าธุรกิจทำเงินได้เท่าใด  (กำไรเท่าใด)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

-         A large number of American radio stations operate in the red.

(สถานีวิทยุอเมริกันจำนวนมาก  ดำเนินการในแบบขาดทุน)

-    In America a rich man who has a farm or ranch often runs it in the red, but makes his money with his factory or business.

(ในอเมริกา  ชายผู้ร่ำรวยที่มีฟาร์มหรือปศุสัตว์  มักบริหารมันในแบบขาดทุน  แต่หาเงิน (ทำกำไร)  จากโรงงานหรือธุรกิจของเขา)  (คือ  ทำฟาร์มหรือปศุสัตว์เพื่อความเพลิด เพลินเท่านั้น  จึงขาดทุน  แต่ทำกำไรทดแทนจากโรงงานหรือธุรกิจของตน)

 

9. I can’t help laughing at you.

(ผมอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ-ขำ  คุณ)

(a) I can’t laugh at you.    (ผมไม่สามารถหัวเราะเยาะ-ขำ  คุณ)

(b) I’m laughing because it’s impossible not to.    (ผมกำลังหัวเราะ-ขำ  เพราะว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ทำเช่นนั้น)  (คือ  อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะ หรือขำ  เพราะคุณทำอะไรเชยๆ  หรือน่าดูถูกดูแคลน)  

(c) I enjoy laughing at you.    (ผมสนุกสนานกับการหัวเราะเยาะ-ขำ  คุณ)

(d) You don’t like me laughing at you.    (คุณไม่อยากให้ผมหัวเราะเยาะ-ขำ  คุณ)

 

10. At the end of the day they had done next to nothing.

(ในตอนสิ้นสุดของวัน  พวกเขาแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย)

(a) They had not started work.    (พวกเขายังไม่ได้เริ่มทำงาน)

(b) They had achieved very little.    (พวกเขา (ทำงาน) บรรลุผลได้น้อยมาก)  (คือ  ไม่ได้เนื้องานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน) 

(c) They had been very successful.    (พวกเขาประสบความสำเร็จอย่างมาก)

(d) They had nothing left to do.    (พวกเขาไม่มีอะไรเหลือที่จะต้องทำแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Next to”  =  “จวนจะ, เกือบจะ”   ดังนั้น   “Do next to nothing”  =  “แทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย”  หรือ  “ทำอะไรได้ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-   When he first started to work, Mr. Black earned next to nothing.

(เมื่อเขาเริ่มต้นทำงานครั้งแรก  มิสเตอร์แบล็คหาเงินได้น้อยมาก)

-   It was next to impossible to believe that in a month the grass would be green and flowers would be blooming.

(มันเกือบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะจินตนาการว่า  ในอีก  ๑  เดือนข้างหน้า  ก็จะเป็นฤดูใบไม้ผลิแล้ว)  (คือ  หญ้าจะมีสีเขียว  และดอกไม้จะเบ่งบาน)

-    It was next to unthinkable that the boy would steal.

(มันเกือบจะไม่น่าเชื่อ (คิดไปไม่ถึง) ว่า  เด็กคนนั้นจะขโมย) 

 

11. Jack does not treat people well; neither does his wife.

(แจ๊คปฏิบัติต่อผู้คนไม่ดี  (และ) ภรรยาของเขาก็ปฏิบัติ (ต่อผู้คน) ไม่ดีเช่นเดียวกัน)  (คือ  ทั้ง  ๒  คนปฏิบัติต่อคนอื่นไม่ดี  -  ไม่ให้เกียรติ)

(a) Jack does not treat his wife well.    (แจ๊คปฏิบัติต่อภรรยาของตนเองไม่ดี)

(b) Jack’s wife, unlike Jack, treats people well.    (ภรรยาของแจ๊ค, ไม่เหมือน กับแจ๊ค, ปฏิบัติต่อผู้คนอย่างดี)  (คือ  ภรรยาแจ๊คปฏิบัติต่อคนอื่นดี  แต่แจ๊คปฏิบัติไม่ดี)

(c) Jack’s wife, like Jack, does not treat people well.    (ภรรยาของแจ๊ค, เหมือนกับแจ๊ค, ปฏิบัติต่อผู้คน (ผู้อื่น) ไม่ดี)  (คือ  ทั้งคู่ไม่ให้เกียรติผู้อื่น)

(d) Jack does not allow his wife to treat people well.    (แจ๊คไม่ยอมให้ภรรยาของตนปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างดี)

 

12. There was very little work _____________________ that day.

(มีงานน้อยมากที่  ____________________________________ ในวันนั้น)

(a) do

(b) doing

(c) done    (ถูกทำ)

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………little work which (that) was done…………..”  หรือ   “……….little work which (that) had been done……………..

 

13. Men pass __________________ but the universe remains.

(มนุษย์ _________________________________ แต่จักรวาลยังคงอยู่)

(a) out

(b) off

(c) down

(d) away    (“Pass away”  =  ตายจากไป)

 

14. That little child will need ___________________.

(เด็กเล็กๆคนนั้นจำเป็นจะต้องได้รับ _________________________________ )

(a) looking after    (การดูแล, การเอาใจใส่)

(b) to look after

(c) being looked after

(d) to be looking after

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “Need”  (จำเป็น)  สามารถตามด้วยโครงสร้าง  ๒  แบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ   “Need + Verb + ing”  (Need looking after)  และ “Need + To + Be + Verb 3”  (Need to be looked after)  ข้อนี้จึงอาจตอบแบบใดแบบหนึ่งก็ได้  จึงต้องจำ

 

15. __________________ people are not interested in classical music.

(ผู้คน _________________________________ ไม่สนใจในดนตรีคลาสสิค)

(a) Almost    (เกือบจะ)

(b) Most of

(c) The most of

(d) Most    (ส่วนมาก, ส่วนใหญ่)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-          ____________________ my students went to see that film.

(นักเรียนของผม ______________________________ ไปดูหนังเรื่องนั้น)

(a) Most of the

(b) The most of

(c) Almost    (เกือบจะ)

(d) Most of    (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ    -    ข้อ  (d)

                    ตัวอย่างที่ ๒

-         _____________________ would like to live peacefully.

(___________________________________ อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people    (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ    -    ข้อ   (d)   หรือใช้    “Most of the people”   ก็ได้

                        ตัวอย่างที่ ๓

-         ____________________ outside of the cities is used for farming.

(_________________________  นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม  –  คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ    -     ข้อ   (b)   หรือ   “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก   “Area”   เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้   หมายถึง   “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”   สำหรับประโยคข้างบน  กริยา  คือ “is used”   จึงต้องใช้ Area”   แบบนามนับไม่ได้   คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ  (a)  และ (c)  จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง    “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่  ๔   (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4) from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น   ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ   จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ    –    ข้อ   (3)  แก้เป็น   “most olives”    หรือ   “most of the olives” เนื่องจากหมายถึง   “ผลมะกอกส่วนใหญ่”  สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาว  ในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative degree)  เช่น

-         the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question   (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

                 ตัวอย่างที่  ๕   (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์   จากข้อ   ๑ – ๔)

(1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3)

attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4)

going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่  ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ    –    ข้อ   (1)  แก้เป็น  “Most”หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน “Almost”  หมายถึง  “เกือบจะ”  ซึ่งใช้ดังนี้ คือ

            - He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ  ๑  เดือนในจีน)

             - In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)  (คือ มีของขายมากมาย)

           - I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

          - Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

         - The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

        - He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

- He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

16. A: “Would you like to have your sandwiches now?”

(คุณอยากจะทานแซนด์วิชตอนนี้ไหม)

     B: “Yes, I’d ____________________.”

(ใช่ครับ  ผม _______________________________ )

(a)   like

(b) like to    (อยากทาน)

(c) liked to

(b)  had them

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เนื่องจากย่อมาจากข้อความเต็มๆว่า  “Yes, I would like to have my sandwiches now.”   แต่นิยมตอบเพียงสั้นๆว่า  “I would like to.”

ต้องมี    “To”  แต่ไม่ต้องมีกริยา   (Have)”  กล่าวคือ  เราใช้  “To + Verb 1”  โดยละ  “Verb”  นั้นไว้  ใช้แต่  “To”  เพียงคำเดียว  เพื่อแทนคำกริยาที่พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว  เพื่อที่จะไม่ต้องกล่าวคำกริยาตัวนั้นซ้ำอีกครั้ง   เช่น

-         I am not going to read this book.  Would you like to (read)?

(ผมจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้นะ  คุณอยากจะอ่านไหมล่ะ)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน “read”  ต่อท้าย  “to”)

-       She has not finished the work yet, but she has to (finish) very soon.

(เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย  แต่เธอจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน “finish”  ต่อท้าย   “to”)

 

17. She raced by in a car, with her hair __________________ behind.

(เธอขับรถผ่านมาด้วยความเร็ว  โดยผมของเธอ ______________________ ไปข้างหลัง)

(a) streamed

(b) streams

(c) streaming    (สะบัดพลิ้ว)

(d) stream

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจากอยู่หลัง   “Preposition” {with (her hair}  จึงต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-       I get tired of cleaning the house and __________________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) ____________________ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running    (การวิ่ง)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Cleaning”   โดยถือว่าตามหลัง   Preposition” (Of)  เหมือนกันทั้ง  ๒  คำ  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)   เมื่อตามหลัง  “Preposition”  {ทำหน้าที่เป็นกรรมของ   “Preposition”} จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

             - She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

             - They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

              - We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

             - This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

             - They kept on playing football till night came.

(พวกเขาเล่นฟุตบอลต่อไปจนกระทั่งราตรีมาเยือน)

 

18. A: “Daddy, may I drive the car?”

(พ่อครับ  ผมขอขับรถ (ของพ่อ) ได้ไหมครับ)

      B: “No, son.  You must wait a few years till you are ______               _______________________.

(ไม่ได้  ลูก  หนูจะต้องรอไปอีก  ๒ – ๓ ปี  จนกว่า (จนกระทั่ง) หนูจะ _________          _________________ )

(a)   old

(b) older    (โตขึ้น, อายุมากขึ้น)

(c) oldest    (โตที่สุด, แก่ที่สุด)

(d) oldness    (ความแก่)

 

19. A: “Has Anita had a chance to get in touch with you?”

(แอนนิต้ามีโอกาสติดต่อกับคุณไหม)

     B: “Oh yes, she _________________ me up last night.

(อ๋อ  มีครับ  เธอ _____________________________ ผมเมื่อคืนนี้)

(a)   has called

(b)  had called

(c)   called    (โทรศัพท์มาหา – มาที่) (Call up = โทรศัพท์)

(d)  calls

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ต้องใช้รูป  “Past simple tense” (Verb 2)  กับการกระทำที่เกิดจบสิ้นไปแล้วในอดีต  และระบุเวลาที่แน่นอน  เช่น  “Yesterday, Last night, Last week, Last year, two days (weeks, months, years, decades) ago, Last September, Last summer, When I was young, While she was in college, Yesterday morning, a long time ago, etc.” 

                      อย่างไรก็ตาม   แม้จะมิได้ระบุเวลา   แต่เมื่อเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องในอดีต  และไม่มีส่วนสัมพันธ์กับปัจจุบัน   ก็ต้องใช้   “Past simple tense”  (Verb 2) เช่นเดียวกัน  เช่นในประโยคข้างล่าง

           - I bought this digital camera in Japan.

(ผมซื้อกล้องนี้ในญี่ปุ่น)

            - She gave me this gift on my birthday.

(เธอให้ของขวัญชิ้นนี้ในวันเกิดของผม)

           - They went for a picnic during summer.

(พวกเขาไปปิ๊คนิกในระหว่างหน้าร้อน)

 

20. I’ve lost my pen.  Have you got __________________ I can borrow?  

(ผมทำปากกาหาย  คุณมี __________________________ ที่ผมสามารถยืมไหม)

(a) them

(b) anyone

(c) it

(d) one    (ด้ามหนึ่ง)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  เนื่องจากเมื่อจะกล่าวซ้ำคำนามนับได้เอกพจน์  (Pen, Book, Car, House, Dog, Cat, Radio)   ให้ใช้   “One” แทน  ถ้ากล่าวซ้ำคำนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (News, Sugar, Rice, Furniture, Equipment, Information, Advice, etc.)   ให้ใช้   “That”  แทน  และถ้ากล่าวซ้ำคำนามพหูพจน์  (Cars, Books, Houses, Cities, Countries, Pens)  ให้ใช้  “Those”  แทน

 

21. You’d rather come today than tomorrow, _________________?

(คุณอยากมาวันนี้มากกว่าพรุ่งนี้  _________________________________)

(a) hadn’t you

(b) wouldn’t you    (ใช่ไหม)

(c) don’t you

(d) won’t you

ตอบ    -   ข้อ   (b)  เพราะ  “You’d rather” ย่อมาจาก  “Would rather” (อยากจะ..................)  ส่วน  “Tag” จึงต้องใช้   “wouldn’t you”

 

22. Please have the porter __________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ _______________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry    (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use”  {(Subject) + Have (Has) + Someone + Do + Something}  คือ  {(ประธาน) ให้ใครทำอะไร}  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   What would you have me __________________?

(คุณจะให้ผม _____________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Have + Someone + Do (Verb 1) + Something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”   ในแบบ “Active voice”  คือ“Subject + Have+ Someone + do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่  ๑)  + Something”  หรือ (= Subject + Get +  Someone + To do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี   “To” นำหน้า) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)มีดังนี้   คือ

1. Subject + have + someone + do + something (กรรมของ  verb do”)

2. Subject + get + someone + to do + something(กรรมของverb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                     ทั้ง  ๒  โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                       อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการใช้ในรูป   “Passive voice”  คือ  {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้  บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}ในกรณีนี้  ทั้ง  “Have และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

      - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

        - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

        - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

23. You need some money, __________________?

(คุณต้องการเงิน__________________________________ )

(a) need you

(b) needn’t you

(c) do you

(d) don’t you    (ใช่หรือไม่)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  ในที่นี้   “Need “  หมายถึง   “ต้องการ”   ถือเป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง เหมือนกับ   “Walk, Eat, Play, Watch, Like, Smile, etc.”   ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วยเมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  ซึ่งในที่นี้ คือ    “Do”  เพราะประธานประโยค คือ   “You

 

24. I want everyone __________________ happy.

(ผมต้องการให้ทุกคน _________________________ สุข  -  หรือ มีความสุข)

(a) be

(b) being

(c) to be    (เป็น)

(d) is

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Want + กรรม + To + Verb 1”  หรือ  “Want +  กรรม+ To + Be + Adjective”  ดูคำอธิบายเกี่ยวกับกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  Want”  จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-         We don’t allow anyone __________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ___________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim    (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Allow + กรรม + to + Verb 1

                   ตัวอย่างที่ ๒

-  He told one of the men ____________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ___________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง (บุคคลหรือสิ่งของ) ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป“Infinitive with to” (To + Verb 1  หรือ   To + Be + Adjective)  เสมอ  ได้แก่  “Want  (ต้องการ), Cause  (เป็นเหตุให้),  Force  (บังคับ), Compel (บังคับ),  Invite  (เชื้อเชิญ),  Advise  (แนะนำ),  Instruct  (แนะนำ, สอน),  Persuade  (ชักชวน, เชิญชวน),  Allow  (อนุญาต, ยอมให้),  Permit  (อนุญาต, ยอมให้),  Encourage  (ส่งเสริม,สนับสนุน),  Press  (กระตุ้น, เร่งรัด, ผลักดัน), Warn  (เตือน),  Order  (สั่ง),  Request  (ร้องขอ),  Tempt  (ยั่วยวน, ยวนใจ),  Teach  (สอน),  Tell  (บอก),  Oblige  (บังคับ, ผูกมัด)”   ตัวอย่างประโยค เช่น

-         We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-         She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-         They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-         The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-         I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-         She taught him(how)to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-         We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-         The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-         She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-         The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

25. Where are you going to ___________________ your holidays?

(คุณกำลังจะไป _____________________________ ในวันหยุดของคุณที่ไหน)

(a) use

(b) take

(c) spend    (ใช้เวลา)

(d) have

ตอบ     -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Spend + เวลา, เงิน + (Verb + ing)”  หรือ  “Spend + เงิน+ on + Noun”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

            - We spend a lot of time reading in the library each day.

(เราใช้เวลามากมายอ่านหนังสือในห้องสมุดทุกวัน)

            - He spent most of his time in the office.

(เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในสำนักงาน)

             - She woke early, meaning to spend all day writing.

(เธอตื่นแต่เช้าตรู่  ต้องการใช้เวลาตลอดทั้งวันในการเขียน – นิยาย, ตำรา, บทความ)

             - What a way to spend a weekend!

(มันช่างเป็นวิธีการที่วิเศษอะไรเช่นนี้  ในการใช้เวลาในวันหยุดสัปดาห์)

              - We found a hotel where we could spend the night.

(เราพบโรงแรมซึ่งเราสามารถพักค้างคืนได้)

              - I’ve spent all my life in this town.

(ผมใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตในเมืองนี้)

                  - He spent a lot of effort organizing that trip.

(ผมใช้ความพยายามมากมายในการจัดการเดินทางครั้งนั้น)

                - We always spend a lot of money on parties.

(เราใช้เงินมากมายเสมอกับงานเลี้ยง)

              - Whenever I go there, I get the urge to spend.

(เมื่อใดก็ตามที่ผมไปที่นั่น  ผมมีแรงกระตุ้นให้ใช้จ่ายเงิน)

             - The buildings need a lot of money spent on them.

(อาคารเหล่านี้ต้องการเงินมากมายเพื่อใช้จ่ายกับมัน  -  หมายถึงเพื่อการก่อสร้างหรือซ่อมแซม)

                    สำหรับ  “Use”  เมื่อหมายถึง “ใช้”  มีการใช้ในประโยคดังตัวอย่าง

-   We use a knife to peel off the mangoes.

(เราใช้มีดปอกเปลือกมะม่วงเหล่านั้น)

-   He wants to use the phone.

(เขาต้องการใช้โทรศัพท์)

-         He walked over to a closet that he used for hanging up his clothes.(เขาเดินไปที่ตู้ฝังเข้ากับข้างฝา ซึ่งเขาใช้แขวนเสื้อผ้า)

-   No violence was used.

(ไม่มีการใช้ความรุนแรง)

-   Can you actually use computers to diagnose illness?

(คุณสามารถใช้คอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ความเจ็บป่วยได้จริงๆไหม)

-   The new machine is easy to use.

(เครื่องจักรอันใหม่ใช้งานได้ง่าย)

-   Who has used all my shampoo?

(ใครใช้ยาสระผมของผมเสียจนหมด)

-         Before the Second World War we used a negligible amount of oil.

(ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เราใช้น้ำมันปริมาณน้อยมาก)

-   We have to use our initiative.

(เราจำเป็นต้องใช้ความคิดริเริ่ม)

-   He had got brains but would not use them.

(เขามีสมอง  แต่ไม่ยอมใช้มัน)

-   Efforts are being made to use these assets.

(กำลังมีความพยายามที่จะใช้ทรัพย์สิน-ของมีค่าเหล่านี้)

-   It was the perfume my wife had used.

(มันเป็นน้ำหอมที่ภรรยาของผมใช้)

-   A woman should be able to use her looks to her advantage.

(ผู้หญิงควรสามารถที่จะใช้รูปร่างหน้าตาของตนให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้