หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 181)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Mary _________________ a gift before she went to the birthday party

yesterday.

(แมรี่ _________________ ของขวัญ  ก่อนที่เธอจะไปงานวันเกิด (เพื่อน) เมื่อวานนี้)

(a) should buy

(b) can buy

(c) should have bought    (ควรที่จะได้ซื้อ)

(d) must buy

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Should + Have + Verb 3”  =  “ควรที่จะได้ทำเช่นนั้น   แต่ก็มิได้ทำ”  ในประโยคข้างบน  คือ  “แมรี่มิได้ซื้อของขวัญ

 

2. It is very late now.  I _________________ home.

(มันสายมากแล้วขณะนี้  ผม _________________________ บ้านแล้ว)

(a) should have gone    (ควรที่จะได้กลับ)  (แต่ก็มิได้กลับ) (ในอดีต)

(a) might have gone    (อาจจะได้กลับไปแล้ว)  (แต่ไม่มีใครรู้แน่นอน)  (ในอดีต)

(c) can go    (สามารถกลับ)

(d) must go    (จะต้องไป,  จะต้องกลับ)  (ในปัจจุบัน หรือ อนาคต)

 

3. Passengers __________________ with the airlines to confirm their tickets.

(ผู้โดยสาร _________________________ กับสายการบิน  เพื่อยืนยัน (การจอง) ตั๋วของตนเอง)

(a) could have checked    (สามารถได้ตรวจสอบ)  (ในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ)

(b) had better check    (ควรจะตรวจสอบ)

(c) would rather check    (อยากจะตรวจสอบ)

(d) should have checked    (ควรจะได้ตรวจสอบแล้ว)  (ในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นการแนะนำให้ทำ  โดยทั่วไป  ทั้งนี้   “Had better + Verb 1”  =  “ควรจะ.......................”

 

4. Life-guards __________________ the bathers carefully at the seashore last summer.

(ยามช่วยชีวิต (ชายฝั่ง) ______________________ ผู้ลงอาบน้ำ-ว่ายน้ำ  อย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง  ที่ชายฝั่งทะเลเมื่อฤดูร้อนที่แล้ว)

(a) can watch    (สามารถเฝ้ามอง-คอยระมัดระวัง)

(b) should watch    (ควรเฝ้ามอง-คอยระมัดระวัง)

(c) had to watch    (จำเป็นต้องเฝ้ามอง-คอยระมัดระวัง)

(d) have to watch

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต  (Last summer)

 

5. A dentist is a kind of _____________________.

(ทันตแพทย์เป็น ___________________________ ประเภทหนึ่ง)

(a) doctor    (หมอ)

(b) a doctor

(c) the doctor

(d) doctors

ตอบ   -   ข้อ   (a)  หลัง   “A kind of,  A type of ,  A sort of”  หรือ  “What kind of,  What type of,  What sort of”   ไม่ต้องมี  “Article”  (A, An, The)

 

6. You have to pay an _________________ amount of money.

(คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวน __________________________ )

(a) extreme large

(b) extreme largeness

(c) extremely large    (มากมายอย่างยิ่ง)

(d) large extremely

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากใช้คำคุณศัพท์  (Large)  ขยายหน้าคำนาม  (Amount) และใช้กริยาวิเศษณ์  (Extremely)  ขยายหน้าคำคุณศัพท์  (Large)

 

7. __________________, she did not remember what she had just said.

(________________________ เธอไม่สามารถจดจำในสิ่งที่เธอเพิ่งจะพูดออกไป)

(a) Surprise

(b) Surprised

(c) Surprising

(d) Surprisingly    (อย่างน่าประหลาดใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้กริยาวิเศษณ์  (Surprisingly)  ขยายข้อความทั้งประโยค  “she did not ………………..said

 

8. She always does her job neatly, ______________________.

(เธอมักทำงานของเธออย่างประณีต ______________________ เป็นประจำเสมอ)

(a) perfect and fastly

(b) perfectly and fast    (อย่างสมบูรณ์แบบ และอย่างรวดเร็ว)

(c) perfectly and fastly

(d) perfect and fast

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากขยายคำกริยา  “Does” (ทำงาน)  จึงต้องใช้รูปกริยาวิเศษณ์   (Perfectly and fast)  สำหรับ  “Fast”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ในคำเดียวกัน  ไม่มีการเติม  “Ly”  ข้างท้าย

 

9. She has written _________________ books on this subject.

(เธอได้เขียนหนังสือ ___________________________ เกี่ยวกับเรื่องนี้)

(a) dozens

(b) dozen

(c) a dozen    (๑๒  เล่ม,  ๑  โหล)

(d) a dozen of

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Dozen”  (๑  โหล)  มีหลักการใช้ดังนี้  คือ

1.    A dozen (Two dozen) + นามพหูพจน์

-         She bought a dozen eggs at the market yesterday.

(เธอซื้อไข่โหลหนึ่งที่ตลาดเมื่อวานนี้)

-        There are half a dozen cars in the garage.

(มีรถยนต์  ๖  คันในโรงซ่อม)

-        There were a few dozen dresses in the shop window.

(มีเสื้อผ้า-เครื่องแต่งกายอยู่  ๒ - ๓  โหล  ในตู้โชว์กระจกหน้าร้าน)

-        We bought three dozen apples this morning.

(เราซื้อแอปเปิล  ๓  โหล เมื่อเช้านี้)

-        These oranges are 100 baht a dozen.

(ส้มเหล่านี้โหลละ  ๑๐๐  บาท)

-     The company needed half a dozen trucks for the construction project.

(บริษัทต้องการรถบรรทุก  ๖  คัน  สำหรับโครงการก่อสร้าง)

 

2.    Dozens of  +  นามพหูพจน์  (หมายถึง  “จำนวนมาก”)

-         I’ve told you a dozen times now!

(ผมบอกคุณไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้วนะ  ตอนนี้)

-         There have been dozens of attempts at reform.

(มีความพยายามหลายครั้งหลายหนที่จะปฏิรูป)

-         Dozens of houses were damaged.

(บ้านหลายสิบหลังถูกทำลายไป)

 

3.    By the dozen  =  “เป็นโหล” 

-         Eggs are generally sold by the dozen.

(โดยทั่วไป  ไข่ขายกันเป็นโหล)

-         It is usually cheaper to buy things by the dozen.

(โดยปกติแล้ว  มันจะราคาถูกกว่ากันที่จะซื้อของเป็นโหล)  (เทียบกับเมื่อซื้อทีละชิ้น)

 

10. She did not have _________________ money to buy a new car.

(เธอไม่มีเงิน ___________________________ ที่จะซื้อรถยนต์คันใหม่)

(a) enough of

(b) enough    (เพียงพอ)

(c) an enough

(d) the enough

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Enough”  มีหลักการใช้ดังนี้  คือ

1.    เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ใช้ขยายหน้าคำนาม  เช่น

-      A number of poor people in developing countries don’t even have enough food to eat.    

(คนยากจนจำนวนมากในประเทศกำลังพัฒนา  ไม่มีแม้กระทั่งอาหารเพียงพอที่จะกิน)

-         He did not have enough information on that to speak confidently.

(เขาไม่มีข้อมูลเพียงพอในเรื่องนั้น  ที่จะพูดได้อย่างมั่นใจ)

-         Don’t ask me to help you.  I’ve got enough problems of my own.

(อย่าขอร้องให้ผมช่วยคุณเลย  ผมมีปัญหาของตัวเองมากมายพออยู่แล้ว)

-         I don’t think there is enough room for such lots of people.

(ผมไม่คิดว่าจะมีที่ว่างเพียงพอสำหรับผู้คนมากมายเช่นนั้น)

 

2.                        เป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb) ใช้ขยายข้างหลังคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  เช่น

-         This house is not big enough for our entire family.

(บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่พอสำหรับคนในครอบครัวของเราทั้งหมด)

-         He is old enough to understand.

(เขาโตพอที่จะเข้าใจมัน)

-         We were close enough to be able to see their faces.

(เราอยู่ใกล้พอที่จะสามารถเห็นหน้าพวกเขาได้)

-         Those students are not trying hard enough.

(นักเรียนพวกนั้นมิได้พยายามมากพอ)

-         Jim isn’t clever enough for Jenny.

(จิมมิได้ฉลาดพอสำหรับเจนนี่)   (ดังนั้น  จึงโดนเธอหลอก  หรือ  เจนนี่ไม่ควรแต่งงานกับจิม)

-         She sings well enough to make a living.

(เธอร้องเพลงได้ดีพอที่จะทำมาหากินได้)

-         These girls are not old enough to go out alone.

(เด็กหญิงพวกนี้ยังไม่โตพอ (อายุไม่มากพอ) ที่จะออกไปข้างนอกตามลำพัง)

-         The assignment is easy enough for her to do without help.

(งานที่ได้รับมอบหมาย  ง่ายพอสำหรับเธอ  ที่จะทำโดยไม่ต้องมีใครช่วย)

 

11. _____________________ (that) they’ve got married.

(_______________________________ (ที่ว่า) เขาทั้ง ๒ คนได้แต่งงานกันแล้ว)

(a) It’s surprise

(b) It’s surprises

(c) It’s surprised    (มันรู้สึกประหลาดใจ)

(d) It’s surprising    (มันน่าประหลาดใจ)

ตอบ     -   ข้อ  (d)  สำหรับข้อ  (a)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “It’s a surprise

 

12. ___________________ has succeeded in life and become rich before he is fifty.

(__________________________ ได้ประสบความสำเร็จในชีวิต  และร่ำรวยก่อนอายุ  ๕๐ ปี)

(a) A many poor boy

(b) Many a poor boy    (เด็กยากจนจำนวนมาก)

(c) A many poor boys 

(d) Many poor boy

(e) Many poor boys

(f) Many a poor boys

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Many a poor boy” =  “Many poor boys” (เด็กยากจนจำนวนมาก)   แต่ใช้กับโครงสร้างต่างกันดังนี้

           - Many a wise student has got a scholarship.

               - Many wise students have got a scholarship.

(ทั้ง  ๒  ประโยคข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน   คือ   “นักเรียนที่ฉลาดจำนวนมากได้รับทุนการศึกษา”)

 

13. Please inform me _____________________.

(กรุณาบอกให้ผมทราบ  _______________________________)

(a) your decision

(b) about your decision

(c) on your decision

(d) of your decision    (เรื่องการตัดสินใจของคุณ)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  {Subject + inform + someone (object) + of + something}  (ประธานฯ บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)

สำหรับวลีที่ใช้  “Of”   ได้แก่  “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ– คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้), “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย),  “dream”  (ฝัน),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย), “fond”  (ชอบ, หลงใหล), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว), “confident”  (มั่นใจ), “short”  (ขาดแคลน), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว), “tolerant”"  (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),“the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒  ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),    เป็นต้น

 

14. She began __________________ that she was in danger.

(เธอเริ่ม _______________________________ ว่า  เธอตกอยู่ในอันตราย)

(a) to realize    (ตระหนัก)

(b) to realizing

(c) and realized

(d) realized

ตอบ    -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Begin + To + Verb 1”   หรือ  “Begin + Verb + ing”   โดยที่ความหมายเหมือนกันทุกอย่าง   ดูกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  “Begin”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-         I prefer reading to ___________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ____________________________ )

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ       ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”  ทั้งนี้   “Prefer” สามารถตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)   ก็ได้   โดยมีความหมายเหมือนกัน   ดังนั้น  ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง   คือ

             - I prefer to read to to write. (อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้

เนื่องจากมี   “To”  ถึง ๓ ตัว)

              กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย   “Infinitive with to” (To + verb 1) หรือ   “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน   ได้แก่  “Begin, Start, Continue  (ทำต่อไป), Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), Love, Hate  (เกลียด), Propose  (เสนอ), Prefer  (ชอบมากกว่า), Help, Intend  (ตั้งใจ), Hear, Attempt  (พยายาม), Bear  (ทน)”   เช่น

-   They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

-    She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

-   We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

       - She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

15. It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, _______

_____________________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า

_________________________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a)   very

(b)  so

(c) much    (มาก)  (หรืออาจใช้  “Far”  ก็ได้)

(d) more

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ในการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”   (Comparative degree)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่ามาก”   “เล็กกว่ามาก”   “ร้อนกว่ามาก”   “สวยกว่ามาก”    ให้ใช้  “Much”  และ   “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ ๑

-         She looks much __________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _______________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”   (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต   เช่น    เมื่อวานนี้   หรือ   สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ถ้าไม่มีการเปรียบ เทียบ   จะต้องใช้  “Very”  แทน   “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า    มีความสุขมากขึ้น   “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”   และ   “Far” เท่านั้น  (สำหรับความหมาย   “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  “Very

                    ตัวอย่างที่ ๒

-         The scenery looks _________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ______________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree) ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ   สามารถใช้คำแทนคำว่า    “อย่างมากมาย”   ได้  ๒  คำ คือ Much”   และ   “Far”   ห้ามใช้   “Very”    สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “far more pleasant”  ก็ได้

                     ตัวอย่างอื่นๆเช่น   “Much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “Much older” (แก่กว่ามาก)   “Far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “Far colder” (หนาวกว่ามาก)  “Much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “Much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “Far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “Far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

                       ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”  “หนาวกว่านิดหน่อย”  “หนักกว่าเล็กน้อย”   “เบากว่าเล็กน้อย”   “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๓

-         I hope you will try ___________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -    ข้อ  (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น    “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่า   “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้  “A little,  A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)    เป็นต้น

 

16. Would you be so kind _________________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา __________________________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as    (พอ)

(d) that you have

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “So……….as”  นอกจากจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้นแล้ว  (“As………as”    ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า  ปฏิเสธ  และคำถาม)   แต่เมื่อตามด้วย    “Infinitive with to” (To + Verb)  ตัวหน้าจะต้องใช้  “So”อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As” )  ไม่ว่าจะเป็นประโยค บอกเล่า  ปฏิเสธ หรือ คำถาม  ดังโครงสร้างข้างล่าง

“So + Adjective + As + To + Verb 1 + Phrase”

(โดยมีความหมายว่า   “...................พอที่จะ................”  หรือ   “...............จนถึงขนาดที่จะ...................”)   เช่น

             - Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)

             - Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)

            - Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)

            - Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)

-   I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือโง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)

 

17. Of the two girls I met yesterday, Jane is ________________ one.

(ในบรรดาเด็กหญิง  ๒  คน ที่ผมเจอเมื่อวานนี้  เจนเป็นเด็กที่ _________________ )

(a) the happiest

(b) the happier    (มีความสุขมากกว่า)

(c) happier

(d) happy

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”   (Comparative degree)   คือ   ระหว่างเด็ก   ๒  คน  คือ  เจน  ซึ่งเป็นเด็ก  ๑  ใน ๒ คนนั้น  จึงถือว่าเป็น  “การเน้น”   (คนที่เหลือจากอีกคนหนึ่งใน  ๒  คน)  จึงต้องใช้   “Article” (The) นำหน้า  “Happier

 

18. Sandra is planning on _________________ this coming June.

(แซนดร้ากำลังวางแผน _____________________ ในเดือนมิถุนายนที่จะมาถึงนี้)

(a) to get married

(b) getting married    (การแต่งงาน)

(c) to marry

(d) marry

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เนื่องจากอยู่หลัง   Preposition “On”  จึงต้องใช้   “Gerund” (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Preposition + Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

             - He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

             - She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

             - They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

              - We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

             - This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

                 - They kept on playing football till night came.

(พวกเขาเล่นฟุตบอลต่อไปจนกระทั่งราตรีมาเยือน)

 

19. I can’t help ____________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ __________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired    

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire   

ตอบ    -    ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish.  (ทำเสร็จ),  “keep on”  (ทำต่อไป),  “go on”  (ทำต่อไป),  “insist on”  (ยืนกราน),  “object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “be opposed to  (คัดค้าน) “Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow”  (อนุญาต),  “Permit”  (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice” (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”(ห้าม)Mind” (รังเกียจ),  “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist” (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall” (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit”  (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive”  (ให้อภัย)“Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)   ตัวอย่างประโยค  เช่น

-        She enjoys reading novels.  (เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.  (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.  (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.  (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.  (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.  (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.  (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.   (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.  (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.   (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.   (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?  (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder.   (ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                       สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-   Victor’s car was too badly damaged to be worth ________

_____________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)  คือ Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-    She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-    They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-    Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-    These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                   นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good” (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use” (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)  เช่น

             - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

            - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

20. Don’t drive quickly !  Don’t you see that this road is _________

________________?

(อย่าขับรถให้เร็วนัก  คุณไม่เห็นหรือว่า  ถนน  _________________________)

(a)  under repair    (กำลังได้รับการซ่อมแซม)   

(b)  repairing

(c)   during repair

(d)  between repair

ตอบ    -    ข้อ  (a)  สำหรับวลีที่ใช้  “Under”  ได้แก่  “under his arm”  (หนีบอยู่ใต้รักแร้ของเขา), “in his hand”  (อยู่ในมือของเขา)  “under age”  (อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ),  “under arrest”  (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”  (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง),   (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire”  (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath”  (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา),  (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –   ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด),  “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสาย ตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย,  (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards.  –  เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,  “under the circumstances  (= in the circumstances)”   (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun” (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น),  (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง),  (Where under the sun could I have put my purse? – ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้),  “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา),  “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน),  “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)   “under cultivation”  (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),   “under surveillance” (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard”  (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression”  (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”   (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”   (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),   “John worked under his supervisor.”  (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง  ๒ คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”   (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ๑๐ ล้านเหรียญ),   “under retirement age”   (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า   ๖๐   ปี)  เป็นต้น

 

21. This road will be widened ____________________ five feet.

(ถนนนี้จะถูกขยายออกไป _______________________________ ๕ ฟุต)

(a) at

(b) in

(c) for

(d) by    (ประมาณ, ราวๆ, ในระยะ)

(e) into

ตอบ    -    ข้อ  (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by heart”  (โดยการท่องจำ),  “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus)  (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train)  (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name”  (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}  “The room is 20 feet by 10 feet.”,  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)   “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม  =   (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)   “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)   “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)   “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆไป,  เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”   (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)   ‘by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass”  (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”(ผู้ที่ผ่านไปมา)   “by-gone”   (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)   “by chance”   (โดยบังเอิญ)   “She came in by the back door.”   (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)   “by 1960”   (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”   (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)   “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)    “She was standing by herself in a corner of the room.”   (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)   “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”   (๑๒  หารด้วย  ๓  เหลือ  ๔)   “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย  ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)   “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)   “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซ็นต์)   “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”   (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)   “walk side by side”   (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”   (เดินจูงมือกัน)   “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”  (โดยการเปรียบเทียบ)   เป็นต้น

 

22. Some are born rich but ___________________ are born poor.

(บางคนเกิดมารวย  แต่ ______________________________ เกิดมาจน)

(a) another   (อีกคนหนึ่ง-สิ่งหนึ่ง-ตัวหนึ่ง)

(b) each other   (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง ๒ คน)

(c) others   (คนอื่นๆ)

(d) one another   (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไป)

ตอบ    -    ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “Some”  ต้องใช้คู่กับ   “Others”  เสมอ  เช่น

               - Some were singing; others were dancing.

(บางคนกำลังร้องเพลง  คนอื่นๆกำลังเต้นรำ)  (บางคนร้อง บางคนรำ)

           - Some are good; others are bad.

(บางคนเป็นคนดี  คนอื่นๆเป็นคนเลว)  (บางคนดี  บางคนเลว)

           - Some people are kind; others are cruel.                                       

(บางคนใจดี  คนอื่นๆโหดร้าย)  (บางคนใจดี  บางคนใจร้าย)

           - Some people eat to live; others seem to live so that they may eat.   (บางคนกินเพื่ออยู่  คนอื่นๆดูเหมือนว่ามีชีวิตอยู่เพื่อจะกิน)  (บางคนกินเพื่ออยู่  บางคนอยู่เพื่อกิน)

 

23. Will you _____________________?

(คุณจะ __________________________________ )

(a) make me a favour

(b) do me a favour    (ช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ)

(c) do me any favour

(d) make me any favours

ตอบ     -     ข้อ   (b)   ต้องจำโครงสร้าง    “Do + Someone + A favour” (.......................ช่วยเหลือใคร................)   (มักใช้กับประโยคคำถาม)

 

24. He acted as though he _____________________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา ____________________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ    -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบาย    “As though, As if”   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑       {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

1.Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ   -   ข้อ   ๒   แก้เป็น   “as if   หรือ  as though”  เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”   และต้องตามด้วย  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน   และต้องใช้   “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ   “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต   ให้ใช้   “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง   ที่ต้องใช้รูป   “Past simple” (Verb 2)  หรือ  “Past perfect” (Had + Verb 3)  หลัง   “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า    “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”    ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ    หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้  “Wish”  โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า    “Past subjunctive” 

                    ตัวอย่างที่ ๒

            -  He spends his money __________________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน __________________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)  (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ     –     ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “As though”   หรือ   “As if”   หมายถึง  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”    โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา “spends”  จึงใช้    “were”   กับประธาน  “he”   ในประโยคย่อย   แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต    ต้องเปลี่ยนเป็น    “had been” (……as though he had been a………..)   ตัวอย่างประโยคอื่นๆ  ได้แก่

-  He acts as if he were a millionaire.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

-    He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-    The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-    He says as though he loved her.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้รัก)

-     I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆแล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

 

25. Everything looks _______________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ     -    ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-         One who does good feels ___________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก ___________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)(เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”   เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)  มิใช่   “Adverb”  เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                     ตัวอย่างที่ ๒

-         The air in that spot smells _____________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                       ตัวอย่างที่ ๓       {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ  ๔  แก้เป็น    “awkward”   เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                        ตัวอย่างที่ ๔

-      I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ     –     ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)    แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)   แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง   “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”    และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ  ส่วนที่มาขยายคำกริยา   เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

             - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

             - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

             - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

             - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป    -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่be  (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ), become, seem  (ดูเหมือนว่า), appear  (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก), get, grow, keep, look  (มีท่าทาง),smell  (มีกลิ่น), sound, taste  (มีรสชาติ), turn  (กลายเป็น) จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ เช่น

-        Tom became rich(ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy.  (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold(จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm(เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

 

26. Don’t waste your time ____________________ useless things.

(จงอย่าใช้เวลาของคุณอย่างสิ้นเปลือง ________________________ สิ่งที่ไม่มีประโยชน์-ไร้สาระ)

(a) with

(b) for

(c) in

(d) on    (กับ, ใน)

ตอบ     -     ข้อ  (d)   เนื่องจาก    “Waste”  (ใช้อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่าย)  ใช้กับ “On”  วลีที่ใช้กับ    “On”   ได้แก่   on business (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู),  on the contrary (ในทางตรงกันข้าม),  on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average  (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.   (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน  ๑  เดือน),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย) – The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา  ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world)  (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ) -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา)(have, keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of(เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),the posters on the walls(โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car(สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on   (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),   เป็นต้น

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้