หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 180)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Please deal ________________ this matter without delay as it is extremely urgent.

(โปรดจัดการ _________________________ เรื่องนี้โดยไม่ต้องรีรอ  เนื่องจากมันเป็นเรื่องเร่งด่วนอย่างยิ่ง)

(a) about

(b) on

(c) with    (กับ)

(d) over

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Deal with”  =  “จัดการกับ, รับมือกับ, ต่อกรกับ

 

2. Cheetahs are capable ________________ running at a speed equivalent to that of a car.

(เสือชีต้าสามารถ _________________ วิ่งด้วยความเร็วเท่ากับความเร็วของรถยนต์)

(a) with

(b) of

(c) at

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Be capable of” (สามารถ)  +  Verb + ing

 

3. There was a great shortage __________________ food during the Second World War.

(มีการขาดแคลนอย่างรุนแรง ________________________ อาหาร  ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่  ๒)

(a) with

(b) in

(c) of    (ด้าน, เรื่อง, ของ)

(d) for

 

4. Dolphins are considered to be ___________________ mammals.

(ปลาโลมาได้รับการพิจารณาว่าเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ __________________ )

(a) high intelligent

(b) highly intelligent    (เฉลียวฉลาดอย่างยิ่ง)

(c) high intelligently

(d) highly intelligently

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้คำคุณศัพท์   “Intelligent”  (ฉลาด)   ขยายคำนาม  “Mammals”  (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม)  และใช้คำกริยาวิเศษณ์  (Highly) ขยายคำคุณศัพท์  “Intelligent”  อีกทีหนึ่ง

 

5. It’s really hard to keep pace with our __________________ changing world.

(มันยากจริงๆ ที่จะก้าวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลง __________________ ของเรา)

(a) rapid    (เร็ว)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) rapidly    (อย่างรวดเร็ว)

(c) rapidity    (ความเร็ว)  (เป็นคำนาม)

(d) being rapid

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้คำกริยาวิเศษณ์   (Rapidly)  ขยายกริยา  (Changing)

 

6. It was an ________________ slow train.  I arrived at my destination

____________________.

(มันเป็นรถไฟที่เชื่องช้า __________________ ผมมาถึงจุดหมายปลายทาง ___      _____________________.)

(a) incredible _______________ late

(b) incredible _______________ lately

(c) incredibly _______________ late    (อย่างเหลือเชื่อ-ไม่น่าเชื่อ ________

____________________ ล่าช้า)

(d) incredibly _______________ lately

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้กริยาวิเศษณ์  (Incredibly)  ขยายคุณศัพท์  (Slow) และใช้กริยาวิเศษณ์   (Late)  ขยายกริยา  “Arrived”   สำหรับ  “Late”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์ในคำเดียวกัน  (ไม่ต้องเติม “Ly” ข้างท้าย)  หมายถึง  “สาย, ล่าช้า, ซึ่งล่วงลับไปแล้ว”  ส่วน  “Lately”  เป็นกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เมื่อเร็วๆ นี้,  เมื่อไม่นานมานี้,  หมู่นี้”  มักใช้กับ  “Present perfect tense”  {Has (Have) + Verb 3}  เช่น

-         She has worked very hard lately.

(เธอทำงานหนักมากหมู่นี้)

-         The government has lately received a number of complaints about this.

(รัฐบาล  เมื่อเร็วๆ นี้  ได้รับการร้องเรียนมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้)

-         John has seemed very happy lately.

(จอห์นดูเหมือนว่ามีความสุขมากหมู่นี้)

 

7. _________________ regularly every day, he became quite good at skiing.

(____________________  เป็นประจำ-สม่ำเสมอทุกวัน  เขาจึงเล่นสกีได้เก่งมาก)

(a) He practiced

(b) Because he practiced    (เพราะว่าเขาฝึกซ้อม)

(c) He practiced because

(d) It is because he practiced

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ข้อความ   “Because he………….every day”  เป็นอนุประโยค  (Subordinate clause)  ส่วน  “he became………….skiing”    เป็นประโยคใหญ่  (Main clause)  นอกจากนี้  ยังอาจตอบ  ข้อ  (d)  ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น 

“It is because he practiced regularly every day that he became quite good at skiing.”  (มันเป็นเพราะว่าเขาฝึกซ้อมเป็นประจำทุกวัน  ที่ทำให้เขาเล่นสกีเก่ง)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It is (was) + วลี + That + Subject +Verb”  หรือ   “It is (was) + Because + Subject + Verb + That + Subject + Verb”  เช่น

-         It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้ที่ผมเกิด)  (ผมเกิดในบ้านหลังนี้)

-         It is with great skill that he did his work.

(มันพร้อมด้วยทักษะอย่างมากที่เขาทำงานนี้)  (เขาทำงานนี้ด้วยทักษะอย่างมาก)

-         It is in the morning that we have our meeting.

(มันเป็นในตอนเช้าที่เราประชุมกัน)  (เราประชุมกันในตอนเช้า)

-         It was because he was very rich that she married him.

(มันเป็นเพราะว่าเขาร่ำรวยมาก  ที่เธอแต่งงานกับเขา)  (เธอแต่งงานกับเขาเพราะเขารวย)

 

8. ______________________ twice before, she still keeps coming to work late.

(________________________ สองครั้งก่อนหน้านี้  เธอยังคงมาทำงานสาย)

(a) Despite she has been warned

(b) Despite has she been warned

(c) Although she has been warned    (แม้เธอถูกเตือน)

(d) Although has she been warned

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Although + Subject + Verb”   ส่วน   “Despite”  +  วลีหรือคำนาม  เช่น

-         Although it rained heavily, he went out.

(แม้ว่าฝนตกหนัก  เขาออกไปข้างนอก)

      -   Despite the heavy rain, he went out.

(ทั้งๆ ฝนตกหนัก  เขาออกไปข้างนอก)

 

9. The professor has taken a break from lecturing this semester _____

___________________ some research for her book.

(อาจารย์ได้หยุดพักการเลคเช่อร์ (บรรยาย) ในเทอมนี้ _______________________ การวิจัยสำหรับหนังสือของเธอ)

(a) so can she do

(b) so that she can do    (เพื่อที่ว่าเธอจะได้สามารถทำ)

(c) she can do

(d) she can do so

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ   “in order that she can do”  หรือ  “so as to do”  หรือ  “in order to do”  หรือ   “to do”  ก็ได้

 

10. Jack will buy __________________ his girlfriend wants.

(แจ๊คจะซื้อ ________________________ (ที่) แฟนของเขาต้องการ)

(a) when    (เมื่อ)

(b) whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

(c) whatever    (อะไรก็ตาม)

(d) as soon as    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Whatever his girlfriend wants”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Buy

 

11. You are welcome to visit us _________________ you have time.

(ยินดีต้อนรับคุณให้มาเยี่ยมเยือนเรา ______________________ (ที่) คุณมีเวลา)

(a) however    (อย่างไรก็ตาม)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

(d) no matter what    (ไม่ว่า...................อะไรก็ตาม, อย่างไรก็ตาม)

 

12. My brother and I bought __________________ a new car.

(พี่ชายของผมและผมได้ซื้อรถยนต์คันใหม่ (ให้) ________________________ )  (คือ  เราซื้อรถให้ตัวเราเอง)

(a) himself

(b) myself

(c) ourself    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) ourselves    (ตัวพวกเราเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “My brother and I”  หมายถึง  “เรา”  จึงต้องใช้คำสรรพนามที่สะท้อนเข้าหาตัว  (Reflexive pronoun)  (เช่น  Himself, Herself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves)   เป็น  “Ourselves

 

13.  Don’t forget _____________________ my letter !

(จงอย่าลืม _________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted     

ตอบ    -    ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องการบอกว่า   “อย่าลืมส่ง” (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-  Have you ever tried __________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ___________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เมื่อ   “Try” หมายถึง   “ลอง, ลองทำดู”  ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย    “Gerund” (Verb + ing)

                    ตัวอย่างที่ ๑          

-   Please don’t forget _________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม ____________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” =  “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =  “ลืมการ.............”  หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น   ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง   ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่มี  ๒  ความหมาย   (ขึ้นอยู่กับใจความของประโยค)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๓

-      As soon as it stops __________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ______________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                       ตัวอย่างที่ ๔

-      While we were walking in the park, she often stopped _____________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด ____________________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing  =   “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                    ตัวอย่างที่ ๕

-   I remember that restaurant; we stopped there ____________

on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น______________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจาก   “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                     ตัวอย่างที่ ๖

-       How did the cat get into the house?  I remember ________             ___________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง _____________________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)    putting    (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ    -    ข้อ   (c)  (Remember + Verb + ing  =   “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆคือทำไปแล้วในอดีต   และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”  =  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป    -    มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้   “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา   “Remember, Forget, Try Stop”    แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

14. The members of Parliament can make their opinions _______

____________________ if there’s any injustice.

(สมาชิกรัฐสภาสามารถทำให้ความคิดเห็นของตน __________________ ถ้ามีความอยุติธรรมใดๆ เกิดขึ้น)

(a)   know

(b)   knowing

(c)   known   (ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้)       

(d)  to know  

ตอบ    -    ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Make + กรรม + Verb 1”  (ในกรณีเป็น  “Active voice”  คือ กรรมเป็นผู้กระทำ)  แต่ต้องใช้โครงสร้าง  “Make + กรรม + Verb 3”  (ในกรณีเป็น  “Passive voice”   คือ กรรมเป็นผู้ถูกกระทำ เช่น  ในประโยคข้างบน  ที่  “ความคิดเห็น”  จะเป็นผู้รู้ไม่ได้   แต่ต้องเป็นผู้  “ถูกรู้, ถูกทราบ, ถูกล่วงรู้, ได้รับการล่วงรู้”)   ดังตัวอย่างข้างล่าง

        - His story made her laugh (Verb 1) all the time.

(นิทานของเขาทำให้เธอหัวเราะตลอดเวลา)  (เป็น  “Active voice” เนื่องจากเธอเป็นผู้ทำกริยาหัวเราะ)

          - She made him punished (Verb 3) by his parents.

(เธอทำให้เขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่ของเขา)  (เป็น  “Passive voice” เนื่องจากเขาเป็นผู้ถูกกระทำ คือ “ถูกลงโทษ”)

 

15. Perhaps railways everywhere are getting __________________, like the old canals that go all over the country and are no longer used.

(บางที  รถไฟทุกแห่งกำลัง _______________________ เหมือนกับคลองเก่าๆ ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศ   และมิได้ใช้งานต่อไปอีกแล้ว)

(a) out from date

(b) out of date    (ล้าสมัย, เลิกใช้ (งาน) แล้ว)

(c) out off date

(d) out behind date   

ตอบ    -    ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้   “Out of…….”  ได้แก่  “out of hand”  (บานปลาย, ควบคุมไม่อยู่),  “get out of the car”  (ออกมาจากรถ),  “take the apple out of the bag”  (เอาแอปเปิ้ลออกมาจากถุง),  “go out of town”  (ออกไปนอกเมือง),  “out of the office”  (ออกไปนอกสำนักงาน, ไม่ได้อยู่ในสำนักงาน),  “go out of business”  (เลิกทำธุรกิจ, เจ๊ง),  “out of danger”  (ไม่มีอันตราย, ปลอดภัย),  “out of trouble”  (ไม่มีปัญหา, ไม่เจอปัญหา),  “out of sight”  (พ้นสายตา, ลับสายตา),  “can’t get anything out of him”  (ไม่ได้ข้อมูลหรือความรู้จากเขาเลย),  “get much knowledge out of the seminar”  (ได้ความรู้มากมายจากการสัมมนา),  “make a fortune out of toy business”  (หาเงินได้มากมายจากธุรกิจของเล่น),  “out of jealousy”  (เนื่องมาจากความหึงหวง หรือ อิจฉาริษยา),  “out of fear of the dog”  (เนื่องมาจากความกลัวหมา),  “He is out of work.”  (เขาไม่มีงานทำ-ตกงาน),  “The store is out of coffee.”  (ร้านนี้กาแฟหมด-ไม่มีขาย),  “The house is built out of stone.”  (บ้านถูกสร้างจากหิน),  “Our team won eight out of ten games last season.”  (ทีมของเราชนะ ๘ จาก  ๑๐   เกม  ในฤดูกาลแข่งขันที่แล้ว),   เป็นต้น

  

16. I used __________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย ___________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ    -    ข้อ    (d)   เนื่องจาก   “Used to + Verb 1”  =   “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน  “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน” (อาจเป็นเรื่องอดีต หรือปัจจุบันก็ได้)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   They will get ___________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ____________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Get used to” หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to”  =   “คุ้นเคย, เคยชิน”  (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)   ส่วน  “Used to” “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ) 

                      ตัวอย่างที่ ๒

-    My grandfather ____________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม ____________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to   (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to   (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)  (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ    -    ข้อ   (c)   “Used to + Verb 1” =  เคย 

                       ตัวอย่างที่ ๓

-  He got used to ______________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment    (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ    –    ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม  หรือ   “Gerund” (Verb + ing)  เพราะในที่นี้  “To” เป็นPreposition” สำหรับ   “Get used to”   หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  หรือ ปัจจุบัน  หรือ อนาคต  ก็ได้   ดังตัวอย่าง  เช่น

         -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

         - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

         - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

         - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

         - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

-         You will get (be) used to hot weather in Thailand soon.

(คุณจะเคยชินกับอากาศร้อนในเมืองไทยในไม่ช้า)

-         They will get (be) used to working in the factory soon.

(พวกเขาจะคุ้นเคยกับการทำงานในโรงงานในไม่ช้า)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-  He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว) (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-  She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

17. Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _______

______________________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร ___________

______________________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a)   more to fix

(b)  more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing (Fixing)}  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-         I can’t help ____________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ __________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ    -    ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow”  (อนุญาต), “Permit”  (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป),  Practice” (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม), “Prohibit”  (ห้าม)Mind”  (รังเกียจ),   “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay”  (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย),  “Forgive” (ให้อภัย),  “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)   ตัวอย่างประโยค  เช่น

-        She enjoys reading novels.  (เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.  (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.  (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music. (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.  (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.  (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.  (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.  (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.  (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.  (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.  (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?  (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder.  (ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                     สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย   “Verb + ing”   ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๒

-  Victor’s car was too badly damaged to be worth ________

__________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ______________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ    -    ข้อ  (d)   เนื่องจาก    “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้  มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   คือ Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy”   (ยุ่งอยู่กับ)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good” (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use” (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)  เช่น

- It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

            - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

18. The students _________________ Spanish may come to this lecture.

(นักเรียนผู้ซึ่ง _______________________ ภาษาสเปนอาจจะมาฟังการบรรยายนี้)

(a) who studies

(b) studied

(c) study

(d) studying    (ศึกษา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค “………...students who study………”   หรือ  “….…….students who are studying...........” สำหรับประโยคที่มีโครงสร้างแบบนี้   เช่น

-          The people working (= people who work) in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-          The woman walking (= woman who walks) across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living (= man who lives) next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-          The children playing (= children who play) in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกๆของเพื่อนบ้านของผม)       

    

19. She managed to reach the telephone _______________ her terrible wound.

(เธอไปถึงโทรศัพท์ได้สำเร็จ_______________________ มีบาดแผล (หรือการบาดเจ็บ) ร้ายแรง)

(a) although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

(b) notwithstanding    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) because of    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) for fear of    (ด้วยเกรงว่า)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ    -    ข้อ  (b)  ดูตัวอย่างการใช้วลีข้างบน  จากประโยคตัวอย่าง

-        Although he is wrong, everyone can’t help admiring him.

(แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายผิด ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยกย่องชมเชยเขา)

-         Although he was late, he stopped to buy a sandwich.

(แม้ว่าเขาจะสาย  เขาแวะซื้อแซนด์วิช)

-         Jane kept her coat on although it was warm in the room.

(เจนยังคงสวมเสื้อคลุม  แม้ว่าอากาศในห้องจะอุ่น)

-          Although I advise my children about money, I never actually pay their debts.

(แม้ว่าผมแนะนำลูกๆเกี่ยวกับเรื่องเงิน  ผมไม่เคยใช้หนี้แทนพวกเขาเลย)

-  He hasn’t been able to get a good job notwithstanding his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาราคาแพง)

               - Notwithstanding (= Despite = In spite of) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

                - Notwithstanding (= Despite = In spite of) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

                - They went out notwithstanding (= despite = in spite of) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

              - Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

             - Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

            - He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

-    He left an hour early for fear of missing his train.

(เขาออกไปก่อนเวลา ๑ ชั่วโมง  ด้วยเกรงว่าจะตกรถไฟ)

-    She worried for fear of the child’s being hurt.

(เธอวิตกกังวล  ด้วยเกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย)

 

20. The ____________________ a grateful animal.

(______________________________  สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก  เป็น)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น   และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)   จึงถือว่า “สุนัข” ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก  ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน  จึงต้องเป็นประเภท   “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)   คือ   เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ   “สุนัข” เท่านั้น  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด   และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้   เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า   มันคือ “สุนัข” สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย   “สุนัข”   ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ   ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญที่จะบอกให้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด  ของใคร  หรือไปทำอะไร

-         The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

-          The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                    ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย     “Non-defining adjective clause”   และ “Defining adjective clause”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         This ____________________ very good.

(_____________________ (นี้)___________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is    (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “Non-defining Adjective Clause”  คือ “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย   มีความชัดเจนอยู่แล้ว  หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น   และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น   เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้   ดังนั้น   อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ   จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น   ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก   (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด   เราจึงเรียกอนุประโยค   เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้นซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”   ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด   ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น    มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน  “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”)  อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

-       Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัลทรัมพ์  - ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัลทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

           - Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

         - Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

         - Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

        - Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

        - Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

        - Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

           - My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

          - Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

          - Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                      จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี    “Non-defining Clause”  ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง  “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า   เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ ของใคร  ดังนั้น “Clause” ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง  “Clause” เสมอ (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)   หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า  “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ   “Non-defining Clause” ได้ดังนี้

๑.                   ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

๒.                 ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง “Clause” เสมอ

๓.                  ต้องใช้ “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                     สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี    “Defining Adjective Clause”  มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง    จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้  เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”   มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย   ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร อะไร  สิ่งไหน ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            - The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

           - The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

         - The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

          - The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

             - The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

             - The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

             - He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

            - Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                       จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า  ขโมยคนไหนถูกจับ   รถคันไหนเป็นของพ่อผม   บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ   ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ   วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ   เขาจะพาเราไปเมืองไหน   เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม   เมื่อเราเพิ่ม   “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม  (ประธานประโยค)   ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

           - The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

           - The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

           - The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

           - The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

             - The plan which I proposed to the committee was finally turned down. 

(แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

           - The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

          - He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

           - Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป   -   จากประโยคข้างบนที่มี   “Defining Adjective Clause”  ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค   เราสามารถสรุปลักษณะของ   “Defining Adjective Clause”   ได้ดังนี้

            ๑. ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

          ๒. ไม่มีเครื่องหมาย   “คอมม่า”  คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ   “Defining Adjective Clause

       ๓.  ใช้คำ “Relative Pronoun”  ที่ขึ้นต้น  (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”  ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย

 

21. His daughter wrote to him that she was looking forward to ______

____________________ home soon.

(ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเขา  บอกว่าเธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย _________ _____________________________ บ้านเร็วๆนี้)

(a)   come

(b) coming    (การกลับมา)

(c) be coming

(d) have come

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Look  forward to + Verb + ing”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-         I shall look forward __________________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ _________________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing     (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                         ตัวอย่างที่ ๒

-         I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ___________________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ  (หรือ “ตั้งตารอ”) ______________________ คุณทั้ง ๒ คน  -  หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “To”   ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้   ถือเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ   “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่Look forward to” (ตั้งตารอคอย), “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง), “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)“Admit”  (ยอมรับ),  “Devote…..to”  (อุทิศ............ให้กับ), “Dedicate………to”  (อุทิศ............ให้กับ),   “Apply……to”  (ประยุกต์.............เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง  

              - She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

-  He looks forward to his  birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

          - We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

          - She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

         - He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

          - He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

        - We were opposed to paying a lot of money for luxurious goods.

(เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจ่ายเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือย)

-    The President was opposed to the development of nuclear weapons.  (หรือwas opposed to developing nuclear weapons”)

(ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์)        

       - They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work. 

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

 

22. Kimberly won’t have enough time and Betty ______________.

(คิมเบอร์ลี่คงจะไม่มีเวลาพอ  และเบ็ตตี้____________________________)

(a) won’t too.

(b) doesn’t either

(c) won’t either    (ก็จะไม่มีเวลาพอเช่นเดียวกัน)

(d) does neither

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจาก   “Either”  ที่ใช้ในประโยคข้างบน  ถือเป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  เมื่อใช้ในประโยคปฏิเสธ  ในความหมาย    “เช่นกัน, เช่น เดียวกัน”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

-  She does not like dogs.  I don’t like dogs either. (= I don’t either.) 

               สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Neither”   หรือ  “Nor”  ก็ได้  โดยวางไว้หน้าประโยค  และต้องใช้กับรูปกริยาบอกเล่าเท่านั้น   เนื่องจาก   “Neither” (Nor)  มีความหมายในทางปฏิเสธอยู่แล้ว   คือ   “ไม่เช่นเดียวกัน”   ทั้งนี้ต้องให้อยู่ใน“Tense”  เดียวกันด้วย  และต้องให้สอดคล้องกับประธานของประโยคด้วย  ดังประโยคข้างล่าง

-    She does not like dogs.  Neither do I. (= Nor do I.)

สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

-    They didn’t work hard.  We didn’t either. (= Neither did we. = Nor did we.)

(พวกเขามิได้ทำงานหนัก  เราก็ไม่ได้ทำงานหนักเช่นกัน)

-    She doesn’t like her new home.  Her sisters don’t either.            (= Neither do her sisters. = Nor do her sisters)

(เธอไม่ชอบบ้านหลังใหม่  พี่สาวน้องสาวของเธอก็ไม่ชอบเช่นกัน)

                          สำหรับการใช้   “Either”  (อี๊-เธอะ หรือ ไอ๊-เธอะ)  ในความหมายอื่นๆ  เช่น  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)   หมายถึง     “แต่ละ, อันละ, ชิ้นละ, อันใดอันหนึ่ง (ของ ๒ อัน),  ด้านใดด้านหนึ่ง  (ใน ๒ ด้าน),  คนใดคนหนึ่งใน  ๒  คน”   แต่เมื่อเป็นคำสรรพนาม   (Pronoun)   หมาย ถึง   “หนึ่งในระหว่างสอง,   อย่างใดอย่างหนึ่ง”  แต่ถ้าเป็นคำสันธานหรือคำเชื่อม  (Conjunction)  หมายถึง   “(ถ้า) ไม่....... ก็.............”  ส่วนเมื่อเป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  หมายถึง   “ด้วย,  เหมือนกัน,  เช่นเดียวกัน” ดังตัวอย่างประโยค

              - There are shops on either side.   (เป็นคำคุณศัพท์)

(มีร้านค้าอยู่บนถนนแต่ละด้าน – คือมีทั้ง ๒ ด้าน)

              - Either train goes to London.   (เป็นคำคุณศัพท์)

(รถไฟขบวนใดขบวนหนึ่ง – ใน ๒ ขบวน – ไปลอนดอน)

              - You may take either seat.   (เป็นคำคุณศัพท์)

(คุณอาจจะนั่งเก้าอี้ตัวใดตัวหนึ่ง - ใน ๒ ตัว – ก็ได้)

              - On either side of the street is a pavement.   (เป็นคำคุณศัพท์)

(บนถนนแต่ละด้านมีทางเดินเท้า – คือมีทางเดินเท้าทั้ง ๒ ด้าน)

             - Either of the men is her father.   (เป็นคำสรรพนาม)

(ชายคนใดคนหนึ่ง – ใน ๒ คน – เป็นพ่อของเธอ)

           - Either the mother or her children have to come.   (เป็นคำสันธาน)

(ถ้าไม่แม่ก็ลูกๆของเธอจำเป็นจะต้องมา)

                 - John can’t swim and Bob can’t either.   (เป็นคำกริยาวิเศษณ์)

(จอห์นว่ายน้ำไม่เป็น  และบ๊อบก็ว่ายฯ ไม่เป็นเช่นเดียวกัน)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้