หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 18)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1.    ____________ was true and everyone believed it.

( ____________ เป็นความจริง  และทุกคนก็เชื่อมัน)

    (a) My father said (พ่อของผมพูด)

    (b) My father has said (พ่อของผมได้พูด)

    (c) What my father said (สิ่งที่พ่อของผมพูด)

    (d) What did my father say (พ่อของผมพูดอะไร)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “noun clause” (อนุประโยคประเภทหนึ่ง) ทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา “was” ในประโยคแรก (What my father said was true) สำหรับ “noun clause” มักขึ้นต้นด้วย “what, when, where, why, how, who, whom, that, whether, if (หรือไม่)และตามด้วย “subject + verb” ทั้งนี้ “noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.     เป็นประธานของ “verb” หรือประโยค เช่น

    - What he wants is a new house.

       (สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

    - How he did it surprised everyone.

      (วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

     - Where he lives is not known.

        (ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

     - Why he killed his wife is a mysterious thing.

       (เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

     - That he is a smart person is certain.

       (ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

     - Whether she will come or not is not my business.

       (ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

๒. เป็นกรรมของ “verb” หรือประโยค เช่น

      - I don’t know when he left.

       (ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

     - She asked me where I lived.

       (เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

     - They did what they had promised.

        (พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

     - We believe that he is innocent.

       (เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

     - She did not believe what he told her.

        (เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

     - The police investigated how the bank was robbed.

        (ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

     - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

       (ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

๓. เป็นกรรมของ “preposition” เช่น

       - She is interested in what he says.

        (เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

      - They believed in what the minister preached.

         (พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

      - We are surprised at how he could do it.

        (เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

      - They were satisfied with what she had provided to them.

        (พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

 ๔. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์ (adjective) ที่แสดงความรู้สึก (sure, confident, happy, sorry, grateful, doubtful, suspicious, certain, delighted, delightful, anxious, worried, etc.) เช่น

       - I am sure that he will arrive here on time.

        (ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

      - He is sorry that he could not keep his words.

        (เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

      - They are confident that they will get the job.

         (พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

      - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

         (เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

๕. ใช้แทนคำนาม (noun) ที่มาข้างหน้ามัน เช่น

       - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

         (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑ เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“the fact”  คือ “that he graduated with first-class honor” ดังนั้น “that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  the fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  that (which) he told me” จึงเป็น “adjective clause” มาขยาย “the fact

      - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

        (ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันมิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “noun clause”)

      - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people.

        (ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “noun clause”)

หมายเหตุจากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น “noun clause” จะใช้ “that” นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”) และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น “adjective clause”  จะใช้ “that” หรือ “which” ก็ได้  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของประโยคอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

       - The book which (that) is on the table is mine.

         (หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “adjective clause”  ขยาย “the book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของclause

      -    The book which (that) you gave me is very interesting.

         (หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก) (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “adjective clause” ขยาย “the book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรง ของ “clause”  ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

2. The hotel ___________ was very comfortable.

     (โรงแรม __________ มีความสะดวกสบายมาก)

    (a) which I slept last week

    (b) that I slept last week

    (c) where I slept in last week (ผิด เพราะมี “where”  แล้ว ห้ามใช้ “in”  อีก)

    (d) in which I slept last week (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “in which” มีความหมายเท่ากับ “where”  สำหรับข้อนี้  นอกจากตอบในแบบข้อ (d) แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ ได้อีก คือ

     - (d) in which I slept last week

     - which I slept in last week

     - that I slept in last week

     - where I slept last week

หมายเหตุ ห้ามใช้  “in that I slept last week

   

3.    ____________ hospitality to neighbors is what I always do.

( ___________ การต้อนรับแขก-การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนบ้าน  เป็นสิ่งที่ผมทำอยู่เสมอ)

    (a) Is giving

    (b) Give

    (c) To give (การให้)

    (d) To be given

ตอบข้อ (c) เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา “is” โดยมี “hospitality to neighbors” เป็นส่วนขยายประธาน  นอกจาก  “to give” แล้ว  ยังสามารถใช้ giving” (gerund) เป็นประธานของกริยา “is”  ก็ได้  (ดูรายละเอียดหน้าที่ของ infinitive with to” (to + verb)  ในข้อ ๑๖ ของข้อสอบชุดนี้)

4. Former President Barak Obama __________ as the president of the United States for the first term in 2009.

    (อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา __________ เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯในสมัยแรกในปี ๒๐๐๙)

     (a)  is elected

     (b) was electing

     (c)  who was elected

     (d) was elected (ได้รับเลือกตั้ง)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นกริยาแท้ในประโยค  และต้องอยู่ในรูป “passive voice” {subject + is (am, are, was, were) + V. 3} เพราะโอบามา “ได้รับเลือก – ถูกเลือก”  และเป็นเหตุการณ์ในอดีตด้วย  จึงไม่ใช้ข้อ  “a

5. The man ___________ robbed the bank last month was caught in his luxurious condominium this morning.

     (ชาย _________ ปล้นธนาคารเมื่อเดือนที่แล้ว  ถูกจับในคอนโดมิเนียมหรูของเขาเมื่อเช้านี้)

     (a)  whom

     (b) who (ผู้ซึ่ง)

     (c)  whose

     (d) who was

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค “adjective clause” (who robbed the bank last month) และสามารถใช้ “that” แทน “who” ได้ด้วย

6. I think I ___________ the movie we went to last night even more if I had read the book before seeing it.

     (ผมคิดว่าผม ___________ กับภาพยนตร์ที่พวกเราไปดูกันเมื่อคืนที่แล้วมากยิ่งขึ้น  ถ้าหากผมได้อ่านหนังสือ (เรื่องที่เอามาทำเป็นหนัง)  ก่อนดูภาพยนตร์เรื่องนี้)

     (a)  would enjoy

     (b)   would be enjoyed

     (c)    would be enjoying

    (d)   would have enjoyed (คงจะได้สนุกสนาน)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็น “if clause” แบบที่ ๓ “past unreal” คือเหตุการณ์ในประโยค (ในอดีต) มิได้เกิดจริง  แต่ผู้พูดมาสมมติย้อนหลัง  ทั้งนี้  ความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ถ้าได้อ่านหนังสือมาก่อนดูหนัง  ก็คงจะเข้าใจเนื้อเรื่องได้ดี  และสนุกสนานกับมันตอนดู”  แต่ในความเป็นจริง คือ  มิได้อ่านหนังสือก่อนดูหนัง  เลยดูหนังไม่ค่อยรู้เรื่อง  ทำให้ไม่สนุกกับการดูหนังเรื่องนี้  (ดูรายละเอียดเพิ่มเติม  เกี่ยวกับ  if clause” แบบที่ ๓ ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๑)

7. Advanced engineering technology has made ____________ to construct a huge dam across any vast rivers.

    (เทคโนโลยีด้านวิศวกรรมที่ทันสมัยทำให้ __________  ที่จะสร้างเขื่อนใหญ่มหึมาขวางแม่น้ำที่กว้างใหญ่สายใดก็ได้)

     (a)  it possible (มันเป็นไปได้)

     (b)  it is possible

     (c)   the possible

     (d)  it possible and

ตอบข้อ (a) เนื่องจากเป็นไปตามรูป  “subject + make + it + possible + (for someone) + to + verb” เช่น

    - Good weather makes it possible for us to go out for a picnic.

      (อากาศดีทำให้เป็นไปได้สำหรับเราที่จะออกไปปิคนิคข้างนอก)

    - The university’s financial support made it possible for her to study for her bachelor degree.

      (การสนับสนุนทางการเงินของมหาวิทยาลัยทำให้เป็นไปได้สำหรับเธอที่จะศึกษาเพื่อเอาปริญญาตรี)

8. _____________ measured in degrees north and south of the equator is called latitude.

      ( ___________  ถูกวัดเป็นองศาทางเหนือและใต้ของเส้นศูนย์สูตร  ถูกเรียกว่า เส้นรุ้ง)

     (a)  Distance is

     (b)   Distance (ระยะทาง)

     (c)    Distance, which

     (d)   Where distance

ตอบข้อ (b) เนื่องจากถูกลดรูปมาจาก “Distance which (หรือ that) is measured ………” เป็น “passive voice” เพราะ ระยะทาง “ถูกวัด”  การลดรูป   “adjective clause” {which (หรือ that) is measured in degrees north and south of the equator} ต้องตัดทิ้งทั้ง “which (that)”  และ  “is” ถ้าเป็นเต็มรูป  ก็ต้องอยู่ด้วยกันทั้ง ๒ คำ

9. If you don’t have enough information, maybe it is not appropriate _______ other people.

     (ถ้าคุณไม่มีข้อมูลเพียงพอ  บางที  มันอาจไม่เหมาะสม ___________ คนอื่น)

     (a)  criticizing

     (b) criticize

     (c)  critical

     (d) to criticize (ที่จะวิพากษ์วิจารณ์)

ตอบ – ข้อ (d) เพราะเป็นไปตามรูป {it + is (was) + (not) + adjective + (for someone) + to + verb} เช่น

    - It is difficult to answer your question.

     (มันยากที่จะตอบคำถามของคุณ)

   - It is necessary to take good care of oneself.

     (มันจำเป็นที่จะต้องดูแลตัวเองให้ดี)

   - It is impossible to travel such a long distance in a very small car.

      (มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางไกลเช่นนั้น  ในรถคันเล็กจิ๋วเดียว)

หมายเหตุ – ดูเพิ่มเติมการใช้รูปแบบนี้ใน ข้อ ๑๖ (ข้อย่อย ๑๔)  ของหมวดข้อสอบชุดนี้

10. She is good at speaking English because she practices _______ it every day.

       (เธอพูดภาษาอังกฤษเก่ง  เพราะว่าเธอฝึกฝน __________  มันทุกๆวัน)

     (a)   speaking (การพูด)

     (b)   to speak

     (c)    spoken

     (d)   and speak

ตอบข้อ (a) เนื่องจากกริยา “practice”  ต้องตามด้วย  “gerund” (verb + ing) (ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม หรือ “gerund” (verb + ing)   (ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นกัน)  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๙ และ ตอนที่ ๖ ข้อ ๒๙)

11. It is true ______________________.

      (มันเป็นความจริง ________________ )

      (a) the earth moves round the sun.

      (b) the earth is moving round the sun.

      (c) which the earth moves round the sun.

      (d) that the earth moves round the sun. (ที่ว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากข้อความที่เติมเป็น “noun clause” ที่ตามหลังวลี “it is, it was”  จะต้องใส่ “that” เสมอ ไม่สามารถละได้เหมือน “that” ใน “noun clause” ในกรณีอื่น เช่น

     - He told me (that) he had passed his exam.

      (เขาบอกผม (ว่า) เขาได้สอบผ่านแล้ว)

     - She said (that) she liked to cook her own meal.

       (เธอพูด (ว่า) เธอชอบปรุงอาหารของเธอเอง)

      - We believe (that) we are right and are not worried about the charge by the police. (เราเชื่อ (ว่า) เราเป็นฝ่ายถูก  และไม่วิตกกังวลเกี่ยวกับข้อกล่าวหาโดยตำรวจ)

(ดูเพิ่มเติมโครงสร้างและหน้าที่ของ “noun clause”  ในข้อสอบชุดนี้  ข้อ ๑)

12. He ____________ as the Chairman of the Board of Directors of the company over the past ten years.

       (เขา __________  เป็นประธานบอร์ดของบริษัทในช่วงเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา)

      (a)   is working

      (b)  will work

      (c)  has been working (ได้กำลังทำงาน)

      (d)  had been working

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “present perfect continuous tense”  แสดงความต่อเนื่องแบบยาวนานของการทำงาน  เริ่มตั้งแต่เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้ว  มาจนถึงปัจจุบัน  อีก tense” หนึ่งที่สามารถใช้แทนกันได้ คือ  “present perfect tense” (has worked)

หมายเหตุดูเพิ่มเติมการใช้ “tense” ทั้ง ๒ ข้างต้น  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๒ ข้อ ๓๖

13. The boy ____________ was sent to hospital.

      (เด็ก __________ ถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล)

       (a) was bitten by a mad dog

       (b) bitten by a mad dog (ซึ่งถูกกัดโดยหมาบ้า)

       (c) which bitten by a mad dog

       (d) biting a mad dog

ตอบข้อ (b) เพราะลดรูปมาจากอนุประโยค “adjective clause” (which was bitten by a mad dog) (ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้   ในข้อ ๘ ของข้อสอบชุดนี้)

14. Her job is ______________.  (งานของเธอคือ _______________ )

      (a) go shopping every morning.

      (b) to go shopping every morning. (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

       (c) to go to shop every morning

       (d) going to shop every morning

ตอบข้อ (b) เนื่องจากหลังกริยา “verb to be” (is) ของประโยคต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์ (complement) ซึ่งอาจเป็น “infinitive with to” (to + verb)

หรือ “gerund” (V. + ing) ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้ “to go” หรือ “going” ได้ทั้งคู่ อย่างไรก็ตาม เมื่อกริยา “go” หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง “go” จะต้องอยู่ในรูป “V. + ing”  เสมอ เช่น

go shopping, go swimming, go hunting, go fishing, go shooting, go skating, go skiing, go climbing, go diving, etc.” (แต่ใช้ “do our shopping” – ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)  ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ (b) หรือไม่ก็ใช้ “going shopping every morning

15. The president refused to accept the decision ______________.

      (ท่านประธานปฏิเสธที่จะยอมรับคำตัดสิน (การตัดสินใจ) ___________ )

      (a) which the committee proposed (ซึ่งคณะกรรมการเสนอ)

      (b) proposed the committee

      (c) which proposed the committee

      (d) who the committee proposed

ตอบข้อ (a) เนื่องจากต้องใช้ “which” หรือ “that”  แทน “การตัดสินใจ” (decision) นอกจากนั้น  ยังมีรูปแบบอื่นๆ ที่สามารถใช้แทนข้อ “a” ได้ คือ “that the committee proposed”  “proposed by the committee”  “which (that) was proposed by the committee” และ “the committee proposed” คือสามารถ “ละ”  “which” หรือ “that” ได้  เนื่องจากทั้ง ๒ คำเป็นกรรมของอนุประโยค (adjective clause “which (that) the committee proposedแต่ถ้าเป็นประธานของอนุประโยค  ไม่สามารถละได้   

16. _________________, you must make an appointment with him.

       ( __________________ ,  คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

      (a) Seeing the doctor at his office

      (b) If you see the doctor at his office

      (c) You see the doctor at his office

      (d) To see the doctor at his office (เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากต้องใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย “infinitive with to” (To + verb) เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ หมายถึง “เพื่อที่จะ..............” หรืออาจใช้ “in order to” หรือ  “so as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย “To + verb”  ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้  โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม) ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

     - You must make an appointment with the doctor to see (so as to see หรือ  in order to see) him at his office.

ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

     - To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

     - To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)

(= You must practice speaking it every day to speak good English.)

     - To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= You must get up early to be there in time.)

     - To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study. (เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= You must spend more time with your study to get a scholarship to study abroad.)

     นอกจากนั้น ยังใช้ “infinitive with to” (to + verb)  ในกรณีต่อไปนี้

1.    ใช้ขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค เหมือนกับ “gerund” (verb + ing) เช่น

     -  To swim is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

(= Swimming is a good exercise.)

     - To learn Japanese is difficult.

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

(= Learning Japanese is difficult.)

      - To escape from the prison seems impossible.

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

(= Escaping from the prison seems impossible.)

2.    ใช้ขึ้นต้นประโยค โดยทำหน้าที่ขยายทั้งประโยคที่ตามมาข้างหลัง ซึ่งในกรณีนี้ถือว่า “infinitive with to” (to + verb) ทำหน้าที่อย่างอิสระ (absolute) หรืออาจมีความหมายว่า “ถ้า..............” (เป็นคนละกรณีกับแสดงวัตถุประสงค์ ใน “To see the doctor at his office,”  - ซึ่งจะต้องพิจารณาจากความหมายในบริบท)  เช่น

     - To hear him talk, you would think he was a millionaire.

(ถ้าคุณได้ยินเขาพูด  คุณจะต้องคิดว่าเขาเป็นเศรษฐี)

     - To tell you the truth, she has stolen all my money and left with another man.

(บอกคุณเรื่องจริงเลย  เธอขโมยเงินผมไปทั้งหมดและหนีไปกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง)

     - To cut the long story short, she was murdered by her own husband.

(พูดกันอย่างรวบรัดนะ  เธอถูกฆาตกรรมโดยสามีของเธอเอง)

3.    ใช้ทำหน้าที่เป็น “กรรม” ของกริยาในประโยค (object of verb) เช่น

     - They expect to pass the exam next month.

(พวกเขาหวังจะสอบผ่านในเดือนหน้า)

     - She promised to come to my party.

(เธอสัญญาว่าจะมางานเลี้ยงของผม)

     - We want to take a rest.

(เราต้องการพักผ่อน)

     - They plan to marry next year.

(พวกเขาวางแผนจะแต่งงานกันปีหน้า)

     - He hoped to get a good job and save some money.

(เขาหวังจะได้งานที่ดีและเก็บเงินสักก้อนหนึ่ง)

(ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb)  - โดยทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาพวกนี้ – ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๙ และตอนที่ ๙ ข้อ ๗)

4.    หลังรูป “passive voice” ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb) เสมอ เช่น

     - Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

     - She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

     - They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

     - Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

     - Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume. (ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา ๓ ชุด)

5.    ใช้ทำหน้าที่เป็นกรรมของบุรพบท (object of preposition) ในประโยค เช่น

     - He desired nothing except to pass his exam.

(เขาไม่ปรารถนาอะไรนอกจากสอบผ่าน)

     - She wants nothing but to marry a millionaire.

(เธอไม่ต้องการอะไรนอกจากแต่งงานกับเศรษฐี)

     - The sick man was about to die when we first met him.

(คนป่วยใกล้จะตายอยู่แล้วเมื่อเราพบเขาครั้งแรก)

6.    ใช้วางไว้ข้างหลัง “question words” (what, when, where, why, how, who, whom)  มีความหมายในเชิงอนาคต ที่ว่า “จะกระทำ” และจะใช้ในรูป  active voice” เท่านั้น  เช่น

     - Tell him when to leave. (บอกเขาว่าเขาควรจะไปตอนไหน)

     - I don’t know what to do to solve the problem.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะแก้ปัญหานี้)

     - She did not know whom (who) to see at the bank.

(เธอไม่รู้ว่าจะต้องไปพบใครที่ธนาคาร)

     - They know how to cook.

(พวกเขารู้วิธีปรุงอาหาร)

      - We were told where to sleep during our trip.

(พวกเราถูกบอกว่าจะนอนที่ไหนในระหว่างการเดินทาง)

7.    ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ (adjective) ขยายคำนามได้  และต้องวางไว้ข้างหลังคำนามที่มันขยายเสมอ เช่น

     - I have no money to lend you. (ผมไม่มีเงินให้คุณยืม)

     - He has no time to waste. (เขาไม่มีเวลาที่จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์)

     - Get me a chair to sit on, please. (ได้โปรดเอาเก้าอี้ให้ผมนั่งหน่อย)

     - She had lots of books to read. (เธอมีหนังสือต้องอ่านมากมาย)

     - They had much work to do last week.

(พวกเขามีงานต้องทำเยอะอาทิตย์ที่แล้ว)

     - That is not the way to speak to your boss.

(นั่นไม่ใช่วิธีที่จะพูดกับเจ้านายของคุณนะ)

8.    กริยาต่อไปนี้ สามารถตามด้วย “infinitive with to” (to + verb) หรือ “gerund” (V. + ing) แล้วความหมายเหมือนกัน ได้แก่  “begin, start, continue, like, dislike, love, hate, propose (เสนอ), prefer (ชอบมากกว่า), help, intend (ตั้งใจ), fear, attempt, bear (ทน) เช่น

     - They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

     - She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

     - We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.) (เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

9.    ใช้ “infinitive with to” (to + verb) และ “gerund” (V. + ing)  ตามหลังคำกริยา “remember, forget, try stop” มีความหมายต่างกัน  เช่น

     - I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

     - I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา – คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

     -   She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว – คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

     - She forgot to meet me at my office yesterday. (เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

     - He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

      - He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

      - They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

      - They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

10.   ใช้ “to + verb” โดยละ “verb” นั้นไว้  ใช้แต่ “to” คำเดียว  เพื่อแทนคำกริยาที่พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว  เพื่อที่จะไม่ต้องกล่าวคำกริยาตัวนั้นซ้ำอีกครั้ง เช่น

      - I am not going to read this book.  Would you like to (read)?

(ผมจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้นะ  คุณอยากจะอ่านไหมล่ะ)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน“read” ต่อท้าย “to”)

     - She has not finished the work yet, but she has to (finish) very soon. (เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย  แต่เธอจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน “finish” ต่อท้าย “to”)

11.   ใช้ “to + verb” ตามหลัง  “adjective” หรือ “adverb” ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  “adverb” ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน เช่น

     - Some people think that the Chinese language is too difficult to understand. (บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

      - She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

     - The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

     - It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

      - He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

12.     ใช้ “to + verb” ขยายหลังคำกริยา ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์ (adverb) เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เช่น

     -  All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

     - People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่  มิใช่อยู่เพื่อกิน)

     - I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

     - She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

     - We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

13.   ใช้ “to + verb” ในโครงสร้าง {It is (was) + adjective + of + บุคคล  + to + verb} เช่น

      -  It is very kind of you to invite me.

(เป็นความกรุณาของคุณที่เชิญผม)

      -  It is stupid of him to do that.

(เป็นความโง่ของเขาที่ทำเช่นนั้น)

      -  It is nice of her to help those poor people.

(เป็นความดีของเธอที่ช่วยคนจนพวกโน้น)

      - It was very wrong of you to criticize her.

(เป็นความผิดของคุณอย่างมากที่วิพากษ์วิจารณ์เธอ)

14.     ใช้ “to + verb” ในโครงสร้าง {It is (was) + adjective + to + verb} เช่น

      - It is gullible to believe what he said

(มันถูกต้มได้ง่ายที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

      - It is hard to do that work alone.

(มันยากที่จะทำงานนั้นตามลำพัง)

      - It was appropriate to apologize for your mistake.

(มันเหมาะสมแล้วที่จะขอโทษสำหรับความผิดของคุณ)

      - It is necessary to take good care of your children.

(มันจำเป็นที่จะต้องดูแลลูกของคุณให้ดี)

      - It was impossible to work in that company if you did not have connection with someone there.

(มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำงานในบริษัทนั้น  ถ้าคุณไม่มีเส้นสาย (ความสัมพันธ์) กับใครบางคนที่นั่น)

15.   ใช้โครงสร้าง “question word + to + verb” แทน  “noun clause” ที่ขึ้นต้นด้วย what, when, where, why, how, which” เช่น

-         He asked me where I should stay.

(= He asked me where to stay.)

(เขาถามผมว่าพักที่ไหน)

-         I asked her how she could go there.

(= I asked her how to go there.)

(ผมถามเธอว่าไปที่นั่นได้อย่างไร)

-         She told me when she could come for dinner.

(= She told me when to come for dinner.)

(เธอบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงได้เมื่อใด)

-         They don’t know what they should do.

(= They don’t know what to do.)

(พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี)

16.   ใช้ “to + verb” ในโครงสร้าง {subject + verb + too + adjective (adverb) + for + กรรม (บุคคล)  + to + verb} เช่น

-         The room is too hot for me to sleep in.

(ห้องนี้ร้อนเกินไปสำหรับผมที่จะนอนได้)

-         The girl is too short to reach the top shelf.

(เด็กหญิงคนนั้นเตี้ยเกินไปที่จะเอื้อมมือไปถึงหิ้งชั้นบน)

-         No one is too old to learn.

(ไม่มีใครแก่เกินไปที่จะเรียน)

-         The problem was not too difficult for you to solve.

(ปัญหาไม่ยากเกินไปสำหรับคุณที่จะแก้ได้)

-         She spoke too fast (quickly) for me to understand.

(เธอพูดเร็วเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจได้)

-         They walked too slowly to catch the bus.

(พวกเขาเดินช้าเกินไปที่จะขึ้นรถเมล์ได้ทัน)

-         We were too excited to say anything.

(เราตื่นเต้นเกินไปที่จะพูดอะไรได้)

17.   ใช้ “to + verb” ในโครงสร้าง {subject + verb + adjective (adverb) + enough + for + กรรม (บุคคล)  + to + verb} เช่น

-         He is mature enough to decide by himself.

(เขามีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเอง)

-         She is not old enough to take part in the beauty contest.

(เธอยังไม่โตพอที่จะมีส่วนร่วมในการ  (เข้า) ประกวดนางงาม)

-         We drove fast enough to arrive there in time.

(เราขับรถเร็วพอที่จะมาถึงที่นั่นทันเวลา)

-         They were strong enough to lift that heavy box.

(พวกเขาแข็งแรงพอที่จะยกหีบหนักใบนั้นได้)

-         I did not walk quickly enough to catch up with them.

(ผมเดินไม่เร็วพอที่จะตามพวกเขาได้ทัน)

17. Wild chickens _____________ any of their own chicks that lack specific color patterns.

       (ไก่ป่า _________  ลูกๆของพวกมันเอง  ซึ่งไม่มีลักษณะสีเฉพาะ – ที่แสดงความเป็นไก่ป่าหรือพวกเดียวกัน)

      (a)   destroying

      (b)  will be destroyed

      (c)  will destroy (จะทำลาย)

      (d)  has destroyed

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “active voice”  เพราะไก่ป่าเป็นผู้ทำกริยา ทำลาย”  และเป็นเรื่องของอนาคต  คล้ายกับเป็นเงื่อนไขว่า “จะทำลายลูกๆ   ถ้าลูกๆไม่มีสีเฉพาะ – เหมือนไก่ป่าที่โตแล้ว”

18. During the past year a great many important political changes have taken ______________.

      (ในระหว่างปีที่ผ่านมา  ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญ  จำนวนหลายครั้งหลายหนได้ _____ )

     (a)   part (take part in = มีส่วนร่วม)

      (b)  themselves

     (c)   time (take time = ใช้เวลามาก)

     (d)  place (take place = เกิดขึ้น)

19. The committee was informed of a very ____________ matter.

      (คณะกรรมการได้รับแจ้งเรื่องที่ ____________ อย่างมาก)

      (a) urgency (ความเร่งด่วน, ความรีบเร่ง)

      (b) urgent (เร่งด่วน, รีบเร่ง) (เป็นคำคุณศัพท์  ขยายคำนาม “matter”)

      (c) emergency (เหตุฉุกเฉิน)

      (d) crisis (วิกฤติกาล, เหตุวิกฤติ)

20. Customers are advised to keep the ____________ in case they want to return the products bought.

       (ลูกค้าได้รับการแนะนำให้เก็บ __________  ไว้ในกรณีที่พวกเขาต้องการคืนผลิตภัณฑ์ที่ซื้อไป)

      (a)   receive (ได้รับ)

      (b)  recipe (ตำรากับข้าว, วิธีปรุงอาหารหรือยา – อ่านว่า “เรซ-ซิ-พี่”)

      (c)   recede (ถอย, ถอยห่าง, (น้ำ) ลด, ตกต่ำ – อ่านว่า “ริ-ซี้ด”)

      (d)  receipt (ใบเสร็จรับเงินอ่านว่า “ริ-ซี้ท”)

21. ____________ made over the past few months have increased the company’s production.

      ( _______________ ซึ่งกระทำในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา  ทำให้การผลิตของบริษัทเพิ่มขึ้น)

      (a)   Improvement

     (b)  Improvements (การปรับปรุง)

     (c)   Improving

     (d)  The improvement

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  ซึ่งจะต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  เพราะกริยา คือ “have increased ส่วนข้อความที่ขยายประธาน  ลดรูปมาจากอนุประโยค

(adjective clause) “which (that) have been made ………. months”

ซึ่งเมื่อลดรูปแล้วเหลือเพียง  “made over ………..months

22. Before a decision could be made, it was necessary to ____________ the circumstances in great detail.

      (ก่อนที่การตัดสินใจสามารถทำลงไป  มันจำเป็นที่จะ ____________  สถานการณ์โดยละเอียดอย่างยิ่ง)

      (a)  investigate (สืบสวนสอบสวน)

     (b)  instigate (ปลุกปั่น, ยุยง, ส่งเสริม, กระตุ้น)

     (c)   interrogate (ซักถาม, สอบถาม)

     (d)  initiate (ริเริ่ม, เริ่มนำ, นำเข้า)

23. It ____________ that the days seem to be getting shorter.

      (มัน ____________ ที่ว่า วันเวลาดูเหมือนว่ากำลังสั้นเข้าๆ)

      (a) not my imagination

      (b) not is my imagination

      (c) is not my imagination (มิใช่จินตนาการของผม)

      (d) that is not my imagination

ตอบข้อ (c) เนื่องจากกริยา “is” ต้องตามหลังประธาน “It” ส่วนวลี “not my imagination”  เป็น “complement”  (ส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์) ของ “is” สำหรับอนุประโยค “that the days ………………..shorter” คือข้อความเดียวกับ “imagination” (จินตนาการ คือ วันเวลาดูเหมือนว่ากำลังสั้นเข้าๆ)  จึงมีสถานะเป็น  “noun clause”  มิได้เป็น “adjective clause”  เพราะมิได้ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน (ดูเพิ่มเติม “noun clause” ประเภทนี้ในข้อ ๕ ย่อย ของข้อ ๑ ในข้อสอบชุดนี้)

24. ____________ are often used for laboratory experiments.

      ( ____________ มักถูกใช้บ่อยๆสำหรับการทดลองในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์)

     (a) Gray small mice

     (b) That gray small mice

     (c) They are small gray mice

     (d) Small gray mice (หนูสีเทาตัวเล็กๆ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “สี” ต้องอยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย ถัดไปเป็นขนาด “เล็ก-ใหญ่  ทั้งนี้  การเรียงคำคุณศัพท์หลายๆตัวที่ขยายคำนาม  มักจัดลำดับด้วยการวางคำ “ย้อนกลับ” กับลำดับคำในภาษาไทย เช่น

     - (๑) บ้าน (๒) ไม้ (๓) ทรงไทย (๔) สีขาว (๕) เก่าแก่ (๖) หลังใหญ่ (๗) สวยงาม (๘) มาก (๙) สามหลัง (๑๐) เหล่านั้น

    - (1) Those (2) three (3) very (4) beautiful (5) big (6) old (7) white (8) Thai-style (9) wood (10) houses

25. Never _____________ such a terrible accident in which there were a number of casualties.

      (ไม่เคยเลย ____________ อุบัติเหตุที่น่ากลัวเช่นนั้นซึ่งมีผู้เสียชีวิตมากมาย)

      (a)     I have seen

      (b)    have I seen (ผมได้เห็น)

      (c)     I did see

      (d)    I saw

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “never” (ไม่เคย) เป็น “adverb of frequency” (เช่นเดียวกับ  always, usually, occasionally (เป็นบางครั้ง), rarely (แทบจะไม่), often, seldom (แทบจะไม่), hardly (แทบจะไม่), scarcely (แทบจะไม่), sometimes, generally, normally, never)  มีหลักการเรียงคำในประโยค คือ

๑.     วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

-         They always come late. (พวกเขามาสายเสมอ)

-         She usually goes shopping. (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

-         He seldom drives to work. (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

๒.   วางไว้หลัง “verb to be” เช่น

-         He is often late for class. (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

-         They are always busy with their work. (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

-         She is never contented with her life. (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

๓.    ถ้ามีคำกริยา ๒ ตัวในประโยค ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น เช่น

-         They have always had lunch there. (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

-         She will never love him. (เธอจะไม่มีวันรักเขา)

-         You should never come to class late. (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

-         He is always asking me. (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

-         We have never traveled to New York. (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

๔.    สำหรับ “never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น “never, hardly, seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย), never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner, in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), not often, not only (ไม่เพียงแต่), not even once (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), not until (ไม่จนกระทั่ง) อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.) + subject + verb (แท้)} เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง – เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย – เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

Never + กริยาพิเศษ  + subject + กริยาแท้  + ส่วนขยาย