หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 178)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It’s time we _________________ this town.

(ถึงเวลาแล้วที่เรา __________________________ เมืองนี้)

(a) leave

(b) shall leave

(c) left    (ออกจาก)

(d) are leaving

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “It is time, It is about time, It is high time”  (ถึงเวลา, ได้เวลา, ถึงเวลาสมควร, ถึงเวลาอย่างยิ่งแล้ว)  ต้องตามด้วย  “Clause”  ที่เป็น  “Past simple tense” (Verb 2)  เช่น

-         It is time you went home to your parents.

(ถึงเวลาที่เธอควรกลับบ้านไปหาพ่อแม่แล้ว)

(= It is time for you to go home to your parents.)

-         It is time he turned over a new leaf.

(ถึงเวลาอย่างยิ่งแล้วที่เขาจะต้องกลับเนื้อกลับตัว)

(= It is time for him to turn over a new leaf.)

 

2. That is a hat shop.  There are some hats in __________________.

(นั่นเป็นร้านขายหมวก  มีหมวกอยู่ใน ____________________________ )

(a) the shop’s window

(b) the shop window    (ตู้โชว์กระจกหน้าร้าน)

(c) the window shop    (ร้านขายหน้าต่าง)

(d) the window’s shop

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้แบบนามขยายนาม  หรือ นามประกอบ  (Compound noun)

 

3. There are two ________________ in the word ‘necessary’.

(มี (ตัวอักษร) ________________________ ๒  ตัว ในคำว่า ‘necessary’ )

(a) s

(b) ss    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) s’s    (เอส)

(d) ss’    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้รูป  “Apostrophe”  (’)  เสมอ เมื่อต้องการบอกว่า  มีตัวอักษรกี่ตัวในคำนั้นๆ

 

4. Are you under age or are you _________________ age?

(คุณยังไม่บรรลุนิติภาวะ  หรือว่าคุณ ________________________ แล้ว)

(a) of    (To be of age  =  บรรลุนิติภาวะ)    

(b) above

(c) over

(d) upon

 

5. Let’s have a few _________________ rest.

(a) minute

(b) minutes

(c) minute’s

(d) minutes’    (นาที)

(พวกเรามาพักผ่อนกันสองสาม _______________________ เถอะ)

ตอบ   -    ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-   They must be ready to move anywhere in the world at _______

__________________.

(พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปที่ใดๆในโลก  เมื่อ  _________       _________________)   (เช่น ทหาร หรือ นักข่าวต่างประเทศ  ที่จะต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่เมื่อได้รับคำสั่งด่วน)

(a)    a moment notice

(b)   moment’s notice

(c)    moments’ notice

(d) a moment’s notice.   (ได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องใช้รูปแสดงความเป็นเจ้าของเกี่ยวกับเรื่องเวลา  โดยมีเครื่องหมาย  {Apostrophe (s’)}  เหมือนใช้แสดงความเป็นเจ้าของกับคำนามเอกพจน์-พหูพจน์  ทั่วๆไป  เช่น

       - a moment’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้าชั่วประเดี๋ยวเดียว)  (ว่าจะต้องย้ายไปปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น)

      - a month’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  ๑  เดือน)  (ว่าจะยกเลิกสัญญาจ้างงาน)

    

      - a week’s holiday   (วันหยุด  ๑  สัปดาห์)  

      - two months notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  ๒  เดือน)

      - three weeks journey   (การเดินทางนาน  ๓  สัปดาห์)

      - four years time   (ระยะเวลา  ๔  ปี)

 

6. The three girls love ________________ very much.

(เด็กหญิง  ๓  คนนั้นรัก _________________________ มาก)

(a) one other    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) others    (คนอื่น, ผู้อื่น)

(c) each other    (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง  ๒  คน)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่  ๓  คนขึ้นไป)

 

7. Mrs. Sophia, the old widow, had large, strong boxes _________    __________________ with gold.

(นางโซเฟีย, หญิงม่ายชรา,  มีกล่องใบใหญ่  แข็งแรง  (และ) _______________ ทอง)

(a) full

(b) filled    (“Be filled with”  =  (เต็มไปด้วย)

(c) contained

(d) containing

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………..boxes which were filled with gold”  หรืออาจตอบ  “containing gold”  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “…………boxes which contained gold”  (กล่องซึ่งบรรจุทอง)

 

8. _________________ here this morning?

(____________________________ ที่นี่เมื่อเช้านี้)

(a) Who did come

(b) Who did came

(c) Did who come

(d) Who came    (ใครมา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เมื่อประโยคคำถามขึ้นต้นด้วย   “Who”  ซึ่งเป็นประธานของประโยค  ให้ตามด้วยคำกริยาเลย   ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยสร้างคำถาม

 

9. “What’s happened to you?”

(อะไรเกิดขึ้นกับคุณ)  (หรือ  เกิดอะไรขึ้นกับคุณ)

   ‘What’s happened’ means ‘___________________’.

(‘What’s happened’    หมายถึง  ‘___________________________’ )

(a) what is happened

(b) what has happened    (อะไรเกิดขึ้น  หรือ  เกิดอะไรขึ้น)

(c) what was happened

(d) what will happen

 

10. The new bridge is ________________ construction.

(สะพานแห่งใหม่กำลัง ____________________________ การก่อสร้าง)

(a) during    (ระหว่าง, ในระหว่าง)  (ใช้กับเรื่องเวลา)

(b) in

(c) between

(d) under    (อยู่ระหว่าง, อยู่ภายใต้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “Under”  ได้แก่

                    ตัวอย่างที่ ๑

When a motor tyre (= tire) is fully inflated, it is _______________

considerable pressure.

(เมื่อยางรถยนต์ถูกสูบลมเข้าไปจนเต็ม  มันอยู่ ___________________ ความดัน  -  หรือแรงดัน  -  อย่างมากมาย)

(a)   having

(b)  with

(c)   under   (ภายใต้)

(d)  above

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Under pressure” =  “ภายใต้แรงดัน หรือความกดดัน”   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Under”  ได้แก่   “under repair”  (กำลังได้รับการซ่อม แซม),  “under his arm”  (หนีบอยู่ใต้รักแร้ของเขา), “in his hand”  (อยู่ในมือของเขา)  “under age” (อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ), “under arrest” (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”  (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง)  - (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด  หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา), (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –   ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด),  “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย,  (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards.  –  เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,   “under the circumstances   (= in the circumstances)”   (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun”  (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น),  (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง),  (Where under the sun could I have put my purse? – ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้),  “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา),  “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน), “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation” (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance”  (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”   (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง ๒ คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ๑๐ ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า ๖๐ ปี)    เป็นต้น

 

11. What had I __________________?

(ผม _______________________________ เช่นใด)  (หรืออย่างไร)

(a) better done

(b) better do    (ควรจะทำ)     

(c) done better

(d) do better

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Had better + Verb 1”  =   “ควรจะ...............

 

12. They are always talking about __________________.

(พวกเขามักจะพูดถึง _________________________ เสมอ)

(a) themself    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) theirself    (รูปนี้ไม่มีใช้) 

(c) themselves    (ตัวเอง, ตนเอง)

(d) theirselves    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นการใช้รูป  “Reflexive pronoun”  (Myself, Yourself (คนเดียว), Yourselves (มากกว่า  ๑  คน), Himself, Herself, Itself, Themselves, Ourselves)  ที่แสดงการสะท้อนเข้าหาตนเอง (ประธานฯของประโยค)  หรือ  บ่งบอกว่าประธานเป็นผู้ทำกริยาด้วยตนเอง-ตามลำพัง-ไม่มีใครช่วย   เช่น

-         You yourself did it.

(คุณนั่นแหละทำมัน)

-         He cut himself while he was shaving.     

(เขาทำมีด (โกนหนวด) บาดตัวเอง  ในขณะกำลังโกนหนวด)

-         She killed herself after a failed marriage.

(เธอฆ่าตัวตายหลังจากการแต่งงานที่ล้มเหลว)

-         The job itself is not so bad.

(งานนั้นไม่เลวนัก)

-         He himself made that decision.

(เขาเองเป็นคนตัดสินใจแบบนั้น)

-         We ourselves are responsible for this.

(พวกเราเองต้องรับผิดชอบต่อเรื่องนี้)

-         My watch winds itself.

(นาฬิกาของผมไขลานได้เอง)  (ไขลานอัตโนมัติ)

 

13. _________________ people have you invited?

(ผู้คน (จำนวน) __________________________ ที่คุณได้เชื้อเชิญ)

(a) How often    (บ่อยเท่าใด)

(b) How much    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) How many    (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) How    (อย่างไร)

 

14. Where _________________ did you go?

(ที่ไหน _________________________ ที่คุณไป)

(a) again

(b) else    (อื่นอีก)

(c) too

(d) also

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Else”  เป็น  “Adverb”  =  “อื่นอีก”  ใช้วางหลัง  “Question word”  เช่น

-         What else do you want to know?

(อะไรอื่นอีกที่คุณต้องการรู้)

-         Who else want to go with me”

(ใครอื่นอีกที่ต้องการไปกับผม)

-         Who else is living in that house?

(ใครอื่นอีกที่กำลังอาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น)

และวางไว้หลัง   “Indefinite pronoun”  (สรรพนามที่ไม่ได้แทนใครโดยเฉพาะ)  เช่น  “Someone, Somebody, Anyone, Something, Somewhere, Everything, Nothing”  เช่น

-         I don’t like it here.  Let’s go somewhere else.

(ผมไม่ชอบที่นี่  เราไปที่อื่นกันเถอะ)

-         I’m too tired.  Somebody else will have to go.

(ผมเหนื่อยเกินไป  คนอื่นจะต้องไป  -  แทนผม)  (ผมไปไม่ไหว)

-         I has nothing else to do.

(ผมไม่มีอะไรอื่นอีกจะพูด)

-         She always enjoys going to someone else’s house

(เธอสนุกสนานกับการไปบ้านคนอื่นเสมอ)

-         Was anybody else absent?

(มีใครอื่นอีกไหมที่ไม่มา)

     ส่วน  “or else” (สามารถละ “Or” ได้)  =  “Otherwise”  =  “ถ้าไม่เช่นนั้น,  มิฉะนั้น”  เช่น

-         Work harder or else (otherwise) you will fail.

(ขยันให้มากขึ้น  ไม่เช่นนั้นคุณจะล้มเหลว  -  สอบตก)

    สำหรับ   “Elsewhere”  เป็น  Adverb  =  “Somewhere else”  (ที่อื่น)  เช่น

-         Put your belongings elsewhere.

(จงเอาข้าวของ-ทรัพย์สมบัติของคุณไปไว้ที่อื่น)

 

15. The King talked with a poor man but ________________ did not recognize him.

(พระราชาพูดกับชายยากจน  แต่ ____________________ จำพระราชาไม่ได้)

(a) the former    (คนที่พูดถึงทีแรก)  (หมายถึง  “The King”)

(b) the latter    (คนที่พูดถึงทีหลัง)  (หมายถึงชายยากจน)

(c) a former

(d) a latter

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “The latter”  หมายถึง  “ที่พูดถึงครั้งหลัง”  ในจำนวนสอง  ส่วน   “The former”  หมายถึง   “ที่พูดถึงครั้งแรก

 

16. I get tired of cleaning the house and ________________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) _______________________ ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running    (การวิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ   “Cleaning”   โดยถือว่าตามหลัง   Preposition” (Of)  เหมือนกันทั้ง  ๒  คำ  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Gerund” (Verb + ing)  เมื่อตามหลัง   “Preposition”  {ทำหน้าที่เป็นกรรมของ“Preposition”}  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

             - She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

             - They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

              - We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

             - This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

 

17. She gave him the wrong telephone number ___________________.

(เธอให้เบอร์โทรศัพท์ผิดแก่เขา _______________________________ )

(a) with mistake

(b) by mistake    (โดยการเข้าใจผิด)

(c) from mistake

(d) with a mistake

ตอบ   -   ข้อ  (b)  สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่  “by heart”  (โดยการท่องจำ)  “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์)  “by bus” (= in a bus)  (โดยรถประจำทาง)  “by train” (= in a train)  (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข) “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name”  (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม  =   (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆ ไป,  เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident” (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)   ‘by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass”  (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”(ผู้ที่ผ่านไปมา)   “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค) “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ) She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)   “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)   “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”   (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)   “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)   “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)   “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”  (โดยการเปรียบเทียบ)

 

18. She understood the question after I __________________ twice.

(เธอเข้าใจคำถาม  หลังจากผม _____________________________ สองครั้ง)

(a) had explained her    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้กับ “Explain” )

(b) had explained her it    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้กับ “Explain” )

(c) had explained it to her    (ได้อธิบายมันให้เธอฟัง)

(d) had explained it her    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้กับ “Explain” )

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องใช้ตามโครงสร้าง  “To explain something to someone” (explain it to her)  หรือ  “To explain to someone about something” (explain to her about it)  (ต้องจำโครงสร้าง ๒ แบบข้างบน)

 

19. We will go out after I _________________ typing this application.

(เราจะออกไปข้างนอกหลังจากผม _____________________ การพิมพ์ใบสมัครนี้)

(a) shall finish

(b) have finished   (ได้ทำเสร็จสิ้นแล้ว)  

(c) had finished

(d) shall have finished

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นกฎข้อหนึ่งของการใช้  “Present perfect tense{Subject + Has (Have) + Verb 3}  คือ  ใช้กับ  “เหตุการณ์ที่ได้ทำแล้ว (เกิดขึ้นแล้ว)  หรือ เหตุการณ์ที่ยังมิได้ทำ (ยังไม่เกิดขึ้น)  หรือ ใช้ถามคำถามว่า  “ทำแล้วหรือยัง”  (ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง)  แต่ในข้อ  ๑๙  ได้นำมาปนกับเหตุการณ์ในอนาคต  “Future tense” {Subject + Will (Shall) + Verb 1}   คือ  บอกว่า  “เราจะออกไปข้างนอก  ถ้าผมได้เสร็จสิ้นการพิมพ์ใบสมัครแล้ว

                  อนึ่ง  “Present perfect tense”  ที่บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้   อาจไม่ต้องมี   “Already” และ “Yet”  ก็ได้

           - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

           - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)   (เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

          - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

          - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

          - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)   

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                   ทั้งนี้  เมื่อเอาประโยคใน   “Present perfect tense”   มารวมกับ   Future tense”  (เหตุการณ์อนาคต)   หรือ  “Present simple tense  (เหตุการณ์ปัจจุบัน)   จะได้ประโยคดังตัวอย่างข้างล่าง

             - He will go to work in Japan after (when) he has studied Japanese.

(เขาจะไปทำงานในญี่ปุ่น  หลังจาก (เมื่อ) เขาได้ศึกษาภาษาญี่ปุ่นแล้ว)

           - We will go out for dinner after (when) we have finished our work.

(เราจะออกไปกินอาหารค่ำข้างนอกบ้าน  หลังจาก (เมื่อ) เราได้ทำงานเสร็จแล้ว)

                - They will visit her in England after (when) they have received her letter.

(พวกเขาจะไปเยี่ยมเธอในอังกฤษ  หลังจาก (เมื่อ) พวกเขาได้รับจดหมายจากเธอ)

           - She arrives after (when) the train has left the station.

(เธอมาถึง  หลังจาก (เมื่อ) รถไฟได้ออกจากสถานีไปแล้ว)

           - He goes to sleep after (when) he has closed the window.

(เขาเข้านอน  หลังจาก (เมื่อ) เขาได้ปิดหน้าต่างแล้ว)

           - I go to the concert after (when) I have got a free ticket.

  (ผมไปดูคอนเสิร์ต  หลังจาก (เมื่อ)  ผมได้ตั๋วฟรีแล้ว)     

 

20. When I arrived on a cold, ________________ evening, I was glad to see that somebody had lit a fire, and that it was burning brightly.

(เมื่อผมมาถึงในคืนที่หนาวเย็นและ _______________________ ผมดีใจที่ได้พบว่า  ใครบางคนได้จุดกองไฟไว้  และ (ได้พบ) ว่า  มันกำลังลุกไหม้อย่างสว่างไสว)

(a) rain    (ฝน, น้ำฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) raining

(c) rainy    (มีฝนตก, เปียกฝน)(เป็นคำคุณศัพท์)

(d) rained    (ฝนตก, ตกลงมาคล้ายฝน)  (เป็นคำกริยา ช่องที่ ๒ และ ๓)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำนาม   “Evening”  จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์

 

21. I am very sorry that you have _________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ _________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”  จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆอ่าน”ดูเพิ่มเติมการใช้    “No”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑        {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)}

(1)            Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี – หมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี – ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซสเพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ    -    ข้อ  ๑  แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก  “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (woman)   ส่วน  Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”   ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

             - No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

             - We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

             - She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

              - He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

              - They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

             - No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้  -  ใช้  “No”แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ“Man”  ในที่นี้ หมายถึง “บุคคล”)

            - No two men think alike.

(ไม่มีใคร – บุคคล -  ๒ คน ที่คิดเหมือนกัน  - แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ   -   “Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้   โดยหมายถึง   “ไม่ใช่”  แต่   “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

            - You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

           - No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                     นอกจากนั้น   เรายังสามารถใช้  “Not”  กับ  “Infinitive with to”  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ได้   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              - He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

            - You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

                 - She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

                - They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                         ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming”  (ห้ามว่ายน้ำ)   “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)   “No Smoking(ห้ามสูบบุหรี่)

                      สำหรับตัวอย่างของ “No” และ“Not” ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

               - No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

               - You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม  -  หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม)

               - He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

               - She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

               - The two men no longer talk to each other.

(ชาย  ๒  คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

               - The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

              - He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

             - There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

            - Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

           - No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย  -  แน่นอนทีเดียว  -  ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

            - Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

            - There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

           - There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

          - It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

               - There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

               - There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

               - There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                      สำหรับ  “Few”   (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ คือไม่ดี)    และ   “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือดี)  ทั้ง  ๒  คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้  -พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

             - She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

            - She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

            - It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

            - It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

 

22. Peter, Bill and I asked the boatman if he would help _________

_____________________.

(ปีเตอร์  บิล  และผม  ถามคนพาย-แจวเรือว่า  เขาจะช่วย __________________ หรือไม่)

(a)   theirs

(b)   ourselves

(c)   to us

(d)  us    (เรา)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจากมี   “I”   รวมอยู่ด้วย  จึงต้องใช้   “We”(เรา)   แต่เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา   “Help”   จึงต้องอยู่ในรูป   “Us

 

23. ___________________ the summer holidays we hope to swim, fish and do some sailing.

(_______________________________ วันหยุดหน้าร้อน  เราหวังจะได้ว่ายน้ำ  ตกปลา  และแล่นเรือ-ขับเรือ)

(a) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วย “Subject + Verb”)

(b) When    (เมื่อ)  (ตามด้วย “Subject + Verb”)

(c) During    (ระหว่าง  -  ใช้กับเรื่องเวลา)  (ตามด้วยคำนามหรือวลี)

(d) Between    (ระหว่าง)  (ใช้กับคนหรือสิ่งของ ๒ สิ่ง)

                      

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้