หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 177)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. What we hear cannot be an airplane; I am sure it ______________

a helicopter.

(สิ่งที่เราได้ยินไม่สามารถจะเป็นเครื่องบิน  ผมมั่นใจ  มัน ________________ เฮลิคอปเตอร์)

(a) to be

(b) must be    (จะต้องเป็น)

(c) is    (คือ)

(d) may be    (อาจจะเป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เมื่อมีข้อความ   “I am sure”  แล้ว  ไม่จำเป็นต้องใช้  “Must be

 

2. Electric engines are very clean, for there is no burning fuel to make

____________________.

(เครื่องยนต์ไฟฟ้าสะอาดมาก  เพราะว่าไม่มีเชื้อเพลิงเผาไหม้  ที่จะทำให้เกิด _______    __________________________ )

(a) smoke or dirty    (ควันหรือสกปรก)

(b) smoky or dirt    (เป็นควันหรือสิ่งสกปรก)

(c) smoke or dirt    (ควันหรือสิ่งสกปรก)  (เป็นคำนามทั้ง  ๒  คำ)

(d) smoky or dirty    (เป็นควันหรือสกปรก)  (เป็นคำคุณศัพท์ทั้ง  ๒  คำ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ตามโครงสร้าง  “Make + Noun”   เช่น

-         He makes a lot of money each year.

(เขาหาเงินได้มากในแต่ละปี)

       -   She frequently makes mistake.

(เธอทำผิดบ่อยๆ)

 

3. I spent half a year __________________ this boat.

(ผมใช้เวลาครึ่งปี __________________________ เรือลำนี้)

(a) to build

(b) building    (สร้าง)

(c) built

(d) on building

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ตามโครงสร้าง  “Spend + Time + Verb + ing”  แต่ใช้  “Spend + Money + On + Noun”  เช่น

-         She spent a lot of money on clothes.

(เธอใช้เงินมากมายไปกับ (การซื้อ) เสื้อผ้า)

 

4. She has been living with her aunt since her mother’s _____________.

(เธอได้กำลังอาศัยอยู่กับป้าของเธอ  ตั้งแต่ ______________________ของแม่เธอ)

(a) died    (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(b) dead    (ตาย, ไม่มีชีวิต, ไม่มีความรู้สึก)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) death    (การตาย, ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) dying

ตอบ   -   หลังเครื่องหมาย  “Apostrophe”  (’) ต้องเป็นคำนาม  เช่น  “the boy’s toys”  (ของเล่นของเด็ก)   “the dog’s tail”  (หางของสุนัข)  หรืออาจตอบ  “……….. since her mother died.  (ตั้งแต่แม่ของเธอตาย)”   ก็ได้

 

5. Have you read those _________________ stories?

(คุณได้อ่านนิยาย ___________________________ เหล่านั้นหรือไม่)

(a) new two detective

(b) detective two new

(c) two new detective    (นักสืบใหม่  ๒  เรื่อง) (หมายถึง นิยายเรื่องใหม่)

(d) new detective two

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องใช้คำนามขยายคำนามก่อนอื่น  (Detective stories)  ถัดมาเป็นคำคุณศัพท์  (New)  ถัดมาเป็นจำนวน  (Two)  ดูเพิ่มเติมคำอธิบายการเรียงลำดับคำ  (คำนามที่มีคำต่างๆขยาย)  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-     I work in ________________________.

(ผมทำงานใน  __________________________________ )

(a) a well-designed, modern factory shoe

(b) a well-designed shoe modern factory

(c) a modern shoe well-designed factory

(d) a modern, well-designed shoe factory    (โรงงานรองเท้าที่ออกแบบอย่างดีและทันสมัย)  (หมายถึง  โรงงานออกแบบอย่างดี  และทันสมัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูการเรียงลำดับคำ  “Word order”  จากประโยคข้างล่าง 

                        ตัวอย่างที่ ๒

 I shall send her these __________________ dictionaries.

(ผมจะส่งพจนานุกรม ______________________________ เหล่านี้ให้เธอ)

(a) two German big

(b) big German two

(c) two big German    (ภาษาเยอรมันเล่มใหญ่  ๒  เล่ม)

(d) big two German

(e) German two big

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                       ตัวอย่างที่ ๓

-      He bought _________________________.

(เขาซื้อ _____________________________________ )

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt    (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต” อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น  “สี”    ถัดไป   ถ้ามี  “ขนาด”  (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย   “คุณสมบัติอื่นๆ”   เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน  ทั้งนี้  การเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน   กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลัง  ย้อนขึ้นไปข้างหน้า   เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”    สำหรับตัวอย่างอื่นๆ    เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

-  I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

-  She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

-  Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

-  She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

-  There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

-  She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

-  We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

 

6. Mr. Collins owns his house; he does not ___________________ it.

(มิสเตอร์คอลลินส์เป็นเจ้าของบ้านของตนเอง  เขามิได้ ________________ มัน)

(a) hire    (จ้าง)

(b) buy    (ซื้อ)

(c) rent    (เช่า)

(d) purchase    (ซื้อ)

 

7. He often changes his address ________________ the police should find him.

(เขาเปลี่ยนที่อยู่บ่อยๆ _________________________ ตำรวจจะหาตัวเขาพบ)

(a) lest    (ด้วยกลัวว่า)

(b) unless    (ถ้า.....................ไม่)

(c) in case of    (ในกรณีที่เกิด, ถ้าหากเกิด)

(d) in order that    (เพื่อที่ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (a)  “Lest”  =  “ด้วยกลัวว่า, ด้วยเกรงว่า”  + Clause  (ที่มี “Should” )  แสดงวัตถุประสงค์  เช่น

-         He ran away lest he should be arrested.

(เขาวิ่งหนีไปด้วยกลัวว่าจะถูกจับ)

           ทั้งนี้  อาจจะละ  “Should”  ออก  คงเหลือแต่  Verb 1

-         He ran away lest he be arrested.

                  อย่างไรก็ตาม  ในปัจจุบัน  มักใช้  “For fear that”  (ด้วยกลัวว่า)  หรือ  “So that – not”  (In order that – not) (เพื่อที่ว่า..................จะได้ไม่)  แทน  เช่น

-    He ran away for fear that he would be arrested.

(เขาหนีไปด้วยเกรงว่าเขาจะถูกจับ)

-    He ran away so that (in order that) he would not be arrested.

(เขาหนีไปเพื่อที่ว่า  เขาจะได้ไม่ถูกจับ)

 

8. I _______________ a building worker for ten years now.

(ผม _______________________ คนงานก่อสร้างเป็นเวลา  ๑๐  ปีแล้วขณะนี้)

(a) was

(b) am

(c) have been    (ได้เป็น)

(d) have been being

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องอยู่ในรูป  “Present perfect tense”  (Subject + Has (Have) + Verb 3”  เนื่องจากใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  (เป็นคนงานก่อสร้าง  ตั้งแต่  ๑๐  ปีที่แล้ว)  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด

 

9. Are you insured ________________ fire and burglary and all the other risks?

(คุณได้ประกันภัย __________________________ ไฟและการโจรกรรม (การขโมยย่องเบา)  และภัย (ความเสี่ยง) อื่นๆทั้งหมด  หรือไม่)

(a) for

(b) of

(c) against

(d) from

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ตามโครงสร้าง  “Be insured + Against + ภัยชนิดต่างๆ

 

10. I am very pleased indeed to _________________ your marriage, and I offer you my warmest congratulations.

(ผมมีความยินดีมากจริงๆที่ _______________________ การแต่งงานของคุณ  และผมขอแสดงความยินดีอย่างอบอุ่นที่สุดแก่คุณด้วย)

(a) hear

(b) listen

(c) hear of    (ได้ยินเรื่อง, ได้ยินเกี่ยวกับ)

(d) listen to    (ฟัง)

 

11. The traffic was very heavy, but we managed to _________________

the station two minutes before the train left.

(การจราจรแน่นขนัด (ติดขัด) มาก  แต่เราก็สามารถ _______________________ สถานี  ๒  นาทีก่อนรถไฟออก)

(a) get at

(b) get in

(c) get to    (ไปถึง)

(d) get on

 

12. ___________________ my desk in the last twenty years.

(____________________________ โต๊ะทำงานของผมในช่วง  ๒๐  ปีที่ผ่านมา)

(a) Many a letter has crossed    (จดหมายจำนวนมากได้ข้าม)

(b) A many letters have crossed

(c) Many a letter have crossed

(d) Many a letters have crossed

ตอบ   -   ข้อ    (a)  มีความหมายเหมือนกับ  “Many letters have crossed”  ทั้งนี้  ความหมายของประโยคข้างบน  คือ   “มีจดหมายมากมายถูกส่งมาถึงผม  ในช่วง  ๒๐  ปีที่ผ่านมา

 

13. I have paid all the bills and accounts.  We’re _________________

debt now.

(ผมได้จ่ายเงินค่าบิลทุกใบและบัญชีทุกบัญชี  เรา _____________________ หนี้แล้วในปัจจุบัน)

(a) away from

(b) free of

(c) out of    (ปราศจาก, พ้นจาก)

(d) no

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ   “We’re free from debt now.”  หรือ   “We’ve no debt now.”  (ทั้ง  ๒  ประโยค หมายถึง  “เราไม่มีหนี้ในขณะนี้”)  ก็ได้  สำหรับ   “They are (far) away from home.”  (พวกเขาอยู่ห่างไกลจากบ้าน) (เช่น ไปเที่ยว หรือทำอะไรอย่างอื่น)  ส่วน  “The service is free of charge.”  (การบริการไม่คิดมูลค่า)  (คือให้ฟรี  ให้เปล่า)

 

14. Why don’t you help me instead of looking _________________?

(ทำไมคุณจึงไม่ช่วยผม  แทนที่จะ _________________________  -  เฉยๆ)

(a) for    (“Look for”  =  ค้นหาของที่หาย)

(b) after    (“Look after”  =  เลี้ยงดู, เอาใจใส่, รับผิดชอบ)

(c) on    (“Look on”  =  มองดู)

(d) up    (“Look up”  =  ค้นหาคำศัพท์ในพจนานุกรม)

(e) down    (“Look down on (upon)  =  ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม)

 

15. There’s a possibility we’ll go, but it all depends ______________

the weather.  

(มีความเป็นไปได้ว่าเราจะไป  แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่ ______________________  ดินฟ้าอากาศ)

(a)    with

(b)   in

(c)    on    (กับ)

(d)   at

ตอบ      ข้อ   (c)   “Depend + On  หรือ  Upon” = “ขึ้นอยู่กับ”  สำหรับวลีอื่นๆที่ต้องใช้  “On ได้แก่   on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา),

to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล),  on the (an) average  (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย) – The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world)  (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม)  - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.   (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  - 

ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  (have, keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot   (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้),  on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol  (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์)  เป็นต้น

 

 16. That boy ___________________ for his musical ability.

(เด็กคนนั้น ________________________ ในด้านความสามารถทางดนตรีของเขา)

(a) is knowing

(b) has known

(c) knows

(d) is known    (เป็นที่รู้จัก, ถูกรู้จัก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3}  เนื่องจากประธานของประโยค  (That boy)  เป็นผู้ถูกกระทำ  คือ   “ถูกรู้จัก หรือ เป็นที่รู้จัก”   ดูเพิ่มเติมการใช้  “To be known for”   หรือ   “To be known as”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑         {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ  (๑) – (๔)}

-   The rhinoceros is (1) known as its (2) distinctive horns, which continue (3) to grow throughout the (4) animal’s lifetime.

(แรดเป็นที่รู้จักกันสำหรับ (หรือในเรื่อง) นอที่เด่นของมัน  ซึ่งยังคงเจริญเติบโตต่อไปตลอดช่วงชีวิตของสัตว์ – คือแรด)

ตอบ    –    ข้อ   ๑   แก้เป็น   “known for”   หมายถึง    “เป็นที่รู้จักกันในเรื่อง หรือสำหรับ”   เช่น

            - He is known for his kindness and generosity.

(เขาเป็นที่รู้จักในเรื่องความกรุณาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่)

           - Chiang Mai is known for the hospitality of its people.

(เชียงใหม่เป็นที่รู้จักในเรื่องความเอื้อเฟื้อ-ต้อนรับแขกของผู้คนที่นั่น)

           - That judge is known for his fair verdict.

(ผู้พิพากษาคนนั้นเป็นที่รู้จักในเรื่องคำตัดสินที่เป็นธรรม)

           - The President was known for his sensible and timely decision making.

(ท่านประธานาธิบดีเป็นที่รู้จักในเรื่องการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและเหมาะสมกับเวลา)

                          สำหรับ  “known as” (เป็นที่รู้จักกันในฐานะ)  ใช้ดังนี้  คือ

           - He is known as a famous doctor.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะแพทย์ที่มีชื่อเสียง)

           - She was known as a dedicated teacher.

(เธอเป็นที่รู้จักในฐานะครูที่อุทิศตัว)

           - They are known as brave people who have sacrificed their lives for the country.

(พวกเขาเป็นที่รู้จักในฐานะคนผู้กล้าหาญ  ผู้ซึ่งสละชีวิตตนเองเพื่อประเทศชาติ)

            - Jim is known as a man who keeps his words.

(จิมเป็นที่รู้จักในฐานะบุคคลซึ่งรักษาคำพูด)

 

 17. It is generally accepted that to educate huge populations _______

_____________________ a great problem.

(เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า  การให้การศึกษาแก่ประชากรจำนวนมาก _____    

___________________________ ปัญหาที่ยิ่งใหญ่)

(a)  are

(b)   were

(c) is    (เป็น)  

(d) to be

(e) being

ตอบ    -    ข้อ  (c)  เนื่องจากประธานของประโยคย่อย   (to educate huge…… ……………………...problem)  คือ  “to educate  (มี huge populations เป็นส่วนขยาย)”   ซึ่งเป็น  “Infinitive with to” (To + verb 1)   และถือเป็นคำนามเอกพจน์เสมอ  เหมือนกับ  “Gerund” (Verb + ing)  ดังนั้น  จึงต้องใช้กับกริยา   “Is” (Was)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Infinitive with to” (To + verb 1)  และ  “Gerund”  (Verb + ing)  เป็นประธานของประ โยค   และถือเสมือนเป็นคำนามเอกพจน์   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         To swim is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

(= Swimming is a good exercise.)

-         To learn Japanese is difficult.

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

(= Learning Japanese is difficult.)

-         To escape from the prison seems impossible.

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

(= Escaping from the prison seems impossible.) 

 

18. Is there ____________________ sickness in Thailand in the rainy season?

(มีความเจ็บไข้ได้ป่วย __________________________ ไหมในประเทศไทยในฤดูฝน)

(a) many

(b) none

(c) much    (มาก)

(d) few

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Sickness”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้กับ  “Much”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-  Please give me some __________________ about rice exports.

(โปรดให้ __________________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform    (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)

(b) informant    (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information    (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations    (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม“S”  ได้)

ตอบ  -  ข้อ  (C) “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   (เป็นเอกพจน์เสมอ)

                ตัวอย่างที่ ๒

- That is _________________________.

(นั่นเป็น _______________________________ )

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์ ๑ ชิ้น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Information” เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ  (c)    ดังนั้น   เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ”  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)   อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ   ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ   “Information”  ได้แก่  Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge   (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า),  Power  (อำนาจ),  News, Fruit,  Behavior (พฤติกรรม)   เป็นต้น    คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้ สมุหนาม (Collective noun)   คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ เช่น

            - a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit  (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage  (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

             

19. I shall send her these ____________________ dictionaries.

(ผมจะส่งพจนานุกรม _____________________________ เหล่านี้ให้เธอ)

(a) two German big

(b) big German two

(c) two big German    (ภาษาเยอรมันเล่มใหญ่ ๒ เล่ม)

(d) big two German

(e) German two big

ตอบ    -    ข้อ  (c)  ดูการเรียงลำดับคำจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-      He bought _________________________.

(เขาซื้อ __________________________________ )

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt    (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –   ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต”  อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น  “สี”   ถัดไปถ้ามี  “ขนาด” (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน  ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน  กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า  เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                  ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

-         I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

-         She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

-         Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

-         She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

-         There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

-         These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

-         She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

-         We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

 

20. I wish I ___________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน __________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีตและตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)   จึงต้องใช้   “Past perfect tense (Subject + Had + Verb 3) และในกรณีที่เป็น   “Passive voice” ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Wish”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-   I wish you ____________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ    -    ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                 ตัวอย่างที่ ๒

-   I wish I _________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ    -    ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริงคือ   “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                         ตัวอย่างที่ ๓

-    I wish today __________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ   –    ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”   แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป   “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่  “that” มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก   คือ

·               ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น  “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ   “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·               ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect” (Had + verb 3)  เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-         I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·               ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย   คือ   คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา   หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

     อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Wish”   แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + to + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าว  อาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

      สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง  คือ   “Wish +กรรม+ noun”  มีความหมาย คือ   “ขออวยพรให้”   เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้