หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 176)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Please explain __________________________

(โปรดอธิบาย _________________________________ )

(a) me what it means.

(b) me what does it mean?

(c) to me what it means.    (ให้ผมฟังว่ามันหมายความว่าอย่างไร)

(d) to me what does it mean?

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับกริยา  “Explain”  ต้องตามด้วย   “To” +  “กรรม”

(Explain to me)

 

2. He is __________________ to do such work.

(เขา ____________________________ ที่จะทำงานประเภทนั้น)

(a) not enough strong

(b) strong not enough

(c) not strong enough    (ไม่แข็งแรงเพียงพอ)

(d) enough strong   

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ตามโครงสร้าง   “Subject + Is (Was) + (Not) + Adjective + Enough + To + Verb 1 +  ส่วนขยาย  หรืออาจตอบ  “Strong enough”  (แข็งแรงเพียงพอ)  ก็ได้

 

3. He is a good football player, but yesterday he played very _______

_____________________.

(เขาเป็นนักฟุตบอลที่เก่ง  แต่เมื่อวานนี้  เขาเล่น _____________________ มาก)

(a) bad

(b) well

(c) good

(d) badly    (แย่, ห่วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ขยายกริยา  “Played”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb) และพิจารณาจาก  “But”  (แต่)  ซึ่งแสดงข้อความที่แย้งกัน  (เป็นนักบอลที่เก่ง  แต่เมื่อวานเล่นได้ไม่ดี)

 

4. A: When did he tell you the truth?

(A: เขาเล่าความจริงให้คุณฟังเมื่อใด)

    B: _________________________________.

(a) Just after he had died.    (หลังเขาตาย)

(b) Just before he had died.

(c) Just after he died.

(d) Just before he died.    (ก่อนเขาตาย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Before”  จะอยู่ในรูป  “Past simple tense”  (Verb 2)  ในขณะที่  “Clause”  ที่ตามหลัง  “After”  จะอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  เช่น

-         I went to school after I had eaten my breakfast.

(ผมไปโรงเรียนหลังจากที่ได้กินข้าวเช้าแล้ว)  (กินข้าวก่อนไปโรงเรียน)

-         She had finished her work before she left the office.

(เธอทำงานแล้วเสร็จ  ก่อนที่เธอจะออกจากออฟฟิศ)  (ทำงานเสร็จก่อน  ออกจากออฟฟิศทีหลัง)

 

5. If I were you, I wouldn’t risk betting that money _________________

this horse.

(ถ้าผมเป็นคุณ  ผมจะไม่เสี่ยงพนันเงินจำนวนนั้น _________________ ม้าตัวนี้)

(a) for

(b) on    (กับ, ลงไปที่)

(c) to

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Bet money on something”  (พนันเงินไปกับอะไร)

 

6. We shall leave on _____________________.

(เราจะจากไปใน _____________________________ )

(a) Monday night    (คืนวันจันทร์)

(b) night of Monday

(c) Monday’s night

(d) Monday-night

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ใช้แบบ  “นามขยายนาม”  (Compound noun)  หรืออาจตอบ  “……….on the night of Monday

 

7. My doctor advised me _________________ any more.

(หมอของผมแนะนำผม __________________________ ต่อไปอีกแล้ว)

(a) don’t drink

(b) not drink

(c) not to drink    (ไม่ให้ดื่ม)

(d) to drink not

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Advise (Suggest, Ask, Tell, Expect, Wish, Promise, Warn) + กรรม + (Not) + To + Verb 1”  เช่น

-         She asked me (not) to do that.

(เธอขอร้องผมให้ (มิให้) ทำเช่นนั้น)

-         We told him (not) to come before noon.

(เราบอกเขาให้ (มิให้) มาก่อนเที่ยง)

 

8. We need ____________________ more men for this work.

(เราต้องการผู้ชายเพิ่มขึ้น _______________________ สำหรับงานนี้)

(a) much    (มาก)  (ขยายนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ) ในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”)      

(b) many    (มาก)  (ขยายนามนับได้ พหูพจน์ ในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”)

(c) very

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ตัวอย่างการใช้  “Many, Much”   ในการขยายคำนามในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  ได้แก่

-         He has many more friends than his brother.

(เขามีเพื่อนมากกว่าน้องชายมากมาย)

-         Bangkok has many more cars than Chiangmai.

(กรุงเทพฯ มีรถยนต์มากกว่าเชียงใหม่มาก)

-         We have much more rice this year than last year.

(เรามีข้าวปีนี้มากกว่าปีที่แล้วมากมาย)

-         The workers need much more equipment than they have now.

(คนงานต้องการเครื่องไม้เครื่องมือ-อุปกรณ์เพิ่มขึ้นมากกว่าที่พวกเขามีอยู่ในปัจจุบัน)

 

9. We visited a college_________________ in the seventeenth century.

(เราได้ไปเยือนมหาวิทยาลัยซึ่ง _________________________ ในศตวรรษที่  ๑๗)

(a) find    (ค้น, พบ, หา, เจอ)     

(b) found    (สร้างขึ้น, สถาปนา, ก่อตั้ง)  (และเป็นกริยา  ช่อง  ๒  และ  ๓  ของ  “Find”)

(c) finding

(d) founded    {(ถูก) สร้างขึ้น, สถาปนา, ก่อตั้ง}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….a college which was founded in …………”   (มหาวิทยาลัยซึ่งถูกก่อตั้ง-สร้างใน............)  โดยกริยา   “Found,  Founded,  Founded”  =  “สร้างขึ้น, ก่อตั้ง, สถาปนา”   ส่วนกริยา  “Find,  Found,  Found”  =  “ค้น, พบ, หา, เจอ

 

10. There is __________________ hope that tigers will survive, as they have very __________________ space for natural habitat.

(มีความหวัง _____________________ ว่าพวกเสือจะรอดชีวิต  เพราะพวกมันมีที่ว่างเปล่า ____________________ มาก   สำหรับถิ่นที่อยู่ของสัตว์ตามธรรมชาติ)  (คือ  เสือมีโอกาสรอดชีวิตน้อย  เพราะที่อยู่ตามธรรมชาติของมันเหลือน้อยเต็มทน)

(a) many _________________ much

(b) few __________________ some

(c) a lot of ___________________ little

(d) little __________________ little    (เล็กน้อย-นิดหน่อย  __________

____________________  น้อย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little”  และ  “Much”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  เช่น  “Hope, Space, Furniture, Advice, Equipment, Information, Rice, Water, Salt, Bread, Butter, Cheese, etc.”  ส่วน   “Many, Few”   ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์

 

11. Spider monkeys are the best climbers in the jungle ______________

they don’t have thumbs.

(ลิงแมงมุมเป็นนักปีนป่ายที่ดีที่สุดในป่าดงดิบ ______________________ พวกมันไม่มีนิ้วหัวแม่มือ)

(a) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) because    (เพราะว่า)

(c) although    (แม้ว่า,  ถึงแม้ว่า)

(d) as if    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากข้อความแย้งกัน  (เป็นนักปีนป่ายที่ดีที่สุด  แม้ว่าไม่มีนิ้วหัวแม่มือ)

 

12. __________________ the door, he suddenly realized that he had left his wallet inside.

(_______________________ ประตู  เขาในทันใดตระหนักว่า  ได้ทิ้งกระเป๋าสตางค์ไว้ข้างใน)

(a) He was locking

(b) Was he locking

(c) As he was locking    (ในขณะที่เขากำลังใส่กุญแจ)

(d) He was locking as

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “As he was locking the door”  เป็นอนุประโยค  (Subordinate clause)  ส่วนข้อความที่เหลือทั้งหมด  เป็นประโยคใหญ่  (Main clause)

 

13. My history teacher gave me a list of books, ________________ I had already read.

(ครูวิชาประวัติศาสตร์ของผมให้บัญชีรายชื่อหนังสือผมมา _________________ ผมได้อ่านแล้ว)

(a) of the two

(b) of which two

(c) two of which    (ซึ่ง  ๒  เล่ม  -  ในบัญชี)

(d) two of them

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้ในลักษณะส่วนขึ้นต้นอนุประโยคในแบบ  “Adjective clause”   ขยาย  “Books

 

14. After coming back from Africa, he realized _________________ difficult life was for people in poor countries.

(หลังจากกลับมาจากแอฟริกา  เขาตระหนักว่า  ชีวิตช่างยากลำบาก _____________ สำหรับประชาชนในประเทศยากจน)

(a) what

(b) how    (เพียงใด, อย่างไร)

(c) when

(d) why

 

15. The receptionist asked me ________________ some more coffee.

(พนักงานต้อนรับถามผมว่า __________________________ กาแฟเพิ่มขึ้นอีก)

(a) if she wanted

(b) if I wanted    (ผมต้องการ..........(กาแฟเพิ่มขึ้นอีก)..........หรือไม่)  (If  ในที่นี้  =  Whether  หรือไม่)

(c) that I wanted

(d) whether she wanted

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “whether I wanted”  ก็ได้

 

16. His doctor has forbidden him __________________.

(หมอของเขาได้ห้ามเขา  _______________________________)

(a) not to drink    (ไม่ให้ดื่ม)   

(b) to drink    (ดื่ม)

(c) don’t drink

(d) to not drink

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Forbid + Someone + To + Verb 1 + กรรม”  {ประธาน + ห้าม + ใคร + ทำกริยา (อะไรก็ได้) + (กรรม)} ทั้งนี้  ในภาษาอังกฤษ  จะใช้ว่า  “ห้ามเขาดื่ม”   ไม่ใช้  “ห้ามไม่ให้เขาดื่ม”  เหมือนกับในภาษาไทย  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-         The teacher forbids his students to talk in class.

(ครูห้ามนักเรียนคุยกันในห้องเรียน)  (ไม่ใช้ “not to talk”)

-         The company forbade workers to come to work late.

(บริษัทห้ามคนงานมาทำงานสาย)  (ไม่ใช้ “not to come”)

-         Most agencies forbid their staff to have conflicts of interest.

(องค์กร –  หน่วยงาน  -  ส่วนใหญ่ห้ามพนักงานมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์  -  หรือผลประโยชน์ทับซ้อน)  (ไม่ใช้ “not to have”)

 

17. Do you mind if I ask ____________________?

(คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมถาม ______________________________ )

(a) a question to you

(b) a question from you

(c) for a question to you

(d) you a question    (ปัญหาคุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  จะต้องใช้ว่า  “Ask you a question” หรือ  “Ask a question”  เสมอ  (ต้องจำโครงสร้างแบบนี้ !)  (ไม่มีโครงสร้างแบบข้อ  A, B, C)

 

18. Now the streets are deep ___________________ water and mud, for it has been raining for five days.  

(ในขณะนี้  ถนนจมลึกอยู่ ______________________ น้ำและโคลน  เพราะว่าฝนได้ตกต่อเนื่องมาเป็นเวลา ๕ วัน)

(a) in    (ใน)

(b) with

(c) of

(d) from

ตอบ    -    ข้อ  (a)  ฝรั่งใช้สำนวน  “Deep in water”   สำหรับวลีที่ต้องใช้   “In  ได้แก่   “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบก พร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms”  (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room”  (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว), “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ),  “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ),  “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑),  “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้),  “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ),  “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน),  “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์) “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด),  “in the dim light”  (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช็อค),  “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ),  “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี),  “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”   (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”   (เพื่อตอบสนองต่อ),  “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),  “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี),  “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”  (ในทัศนะของเธอ),  “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน),  “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ),  “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน),  “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ),  “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ),  “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง),   “in the planning stage”   (ในขั้นตอนการวาง แผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออก เป็น ๒ ส่วน),  “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕),  “the pain in my feet”   (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”   (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ต ของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา), “in fashion”   (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)    เป็นต้น

 

19. This test is in English.  If it were in Thai, I _________________

it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _______________ มัน เลย)

(a)    shall not mind

(b)   am not minding

(c)    would not mind   (จะไม่รังเกียจ)

(d)   would not be minded

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒   “Present unreal”   คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-       If you lived closer to the office, you ______________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ ___________________ ปัญหาเรื่องไป

ทำงานทันเวลา)

(a)    don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have   (จะไม่มี)

ตอบ    -    ข้อ  (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค   “If clause”  แบบที่ ๒  Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ  “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”   กล่าวคือ   “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”   แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”   ประโยคเงื่อนไข  “If clause แบบที่ ๒”  (Present  unreal)   ในประโยคใหญ่   (Main clause)  จะใช้รูป   “Subject + V. ช่องที่ 2 และในกรณีมี   “Verb to be”  ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)   ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค  (Subordinate clause) จะใช้รูป   “Subject + would + (not) + V. ช่องที่ 1

                      สำหรับการใช้   “If clause” แบบที่  ๒  นี้  มักใช้เมื่อ  (๑)  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   (๒)   ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

-   If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)   –   ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clause แบบที่ 1”  คือ  “If + subject + V. 1, subject + will + V. 1” คือ

 If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

         ตัวอย่างอื่นๆ  ของ  “If clause”  แบบที่   ๒   เช่น        

   - If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

   - If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

   - If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

   - If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

  - If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  - If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

  - I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  - Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

         สำหรับใน  “If clause” ที่มีกริยา “Were” เราสามารถใช้ “Were” แทน “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

     - Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

   - Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

   -Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(คำแปลอยู่ข้างบน)

   - I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

 

20. I’m very sorry.  I should ___________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร _________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ    -    ข้อ   (c)  “Should + Verb 1” =  “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต” (แต่ก็ไม่ได้ทำ)   สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ   “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

-  He should propose to her now.       

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

 The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)    

                      จงเปรียบเทียบกับ   “Must + Have + Verb 3”   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   

-  What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย – ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ ____________________มัน(กาแฟ)  ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”   ส่วน   “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคในข้อ  ๔  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า   “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น   “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไป”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

              - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

              - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.  

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ๑ ไปแล้ว  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต)

 

21. I heard them say ___________________ plenty of gold there in the

hills.  

(ผมได้ยินพวกเขาพูดว่า __________________ ทองมากมายอยู่ที่นั่น  ตรงเนินเขา)

(a)  it is

(b)   it was

(c) there is   (มี)

(d) have

(e) has

ตอบ    -    ข้อ   (c)  แม้ว่ากริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  “Heard” (Past simple tense)  เป็นการได้ยินมาในอดีต   แต่เนื่องจากกริยาในประโยคย่อย (Subordinate clause)   เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อเท็จจริง (Fact)  จึงสามารถใช้  “Is (there is)   ได้   เพราะถือเป็นเรื่องปัจจุบัน   (มีทองที่เนินเขามากมาย)  หรือจะเปลี่ยนเป็น   “there was”  ก็ได้

 

22. This passage is too difficult ______________________.

(ตอนหนึ่งของข้อเขียนนี้ยากเกินไป ___________________________ )

(a) to explain for me

(b) for me to explain it

(c) to explain it for me

(d) for me to explain    (สำหรับผมที่จะอธิบาย)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  ไม่ต้องมี   “It”  ข้างหลัง   “Explain”  เนื่องจากถือว่ามี “Passage” อยู่แล้ว   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   I am too busy ____________________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ ________________________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ไป)   

(d) that I can’t go

ตอบ    –    ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการใช้   “To + verb 1”  ตามหลัง  “Adjective” หรือ  “Adverb”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน  สำหรับในประโยคข้างบน    ใช้  “To go”  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำ คุณศัพท์   “Busy” {มีธุระยุ่ง (เกินไป) ที่จะไป}    ตัวอย่างอื่นๆประเภทนี้   ได้แก่

-   Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.  

(บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

-    She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

-    The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

-         It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

-         He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

 

23. He hasn’t been able to get a good job _________________ his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้ _________________________ มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาราคาแพง)

(a) on account of   (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(b) because of   (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(c) in case of    (ในกรณีของ, เผื่อว่าจะมี............)

(d) notwithstanding   (นอท-วิธ-สแท้น-ดิ้ง)  (ทั้งๆที่, อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Notwithstanding” = “Despite = In spite of” =  “ทั้งๆที่”  ต้องตามด้วย  วลี  หรือ คำนาม  สำหรับการใช้คำอื่นๆ ให้ดูจากตัวอย่างข้างล่าง

              - In spite of (= Despite = Notwithstanding) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

               - In spite of (= Despite = Notwithstanding) all their differences, Mary and Ann remain friends. 

 (ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

                - They went out in spite of (= despite = notwithstanding) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

                - On account of (= Because of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

             - On account of (= Because of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

             - He could not go to university on account of (=owing to = because of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

           - There is a fire extinguisher on every floor in case of fire.

(มีเครื่องดับเพลิงอยู่ทุกชั้น (ของอพาร์ตเมนต์) ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  -  คือมีเตรียมไว้เผื่อเกิดไฟไหม้)

             - In case of fire, take an emergency exit.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้ใช้ทางออกฉุกเฉิน)

             - Take your umbrellas in case of rain.

(เอาร่มของคุณติดไปด้วยนะ  เผื่อฝนตก)

         - The wall was built along the river in case of floods.

(กำแพงถูกสร้างขึ้นตามฝั่งแม่น้ำเพื่อป้องกัน (หรือในกรณีที่เกิด) น้ำท่วม)

 

24. As soon as she went to get the tea, I left the house __________

_____________________.

(ในทันทีที่เธอเดินไปเอาน้ำชา  ผมออกจากบ้าน _______________________ )

(a)  as fastly as I could    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(b) as fast as I could    (เร็วที่สุดที่จะสามารถทำได้)

(c)  as fastest as I could

(d)  as faster as possible

ตอบ     -     ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Fast”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์ในคำเดียวกัน  ดังนั้น  จึงไม่มีการใช้รูป  “Fastly”  สำหรับในข้อ  (b)  “Fast”  เป็นกริยาวิเศษณ์   (Adverb)   เนื่องจากขยายกริยา  “Left”  และในประโยคข้างบน  สามารถใช้อีกโครงสร้างหนึ่ง คือ    “as fast as possible

 

25. It’s no use ___________________ the roads if bad drivers are not punished.

(ไม่มีประโยชน์ ______________________ ถนน  ถ้านักขับรถเลวๆมิได้ถูกลงโทษ)

(a) improve

(b) improvement    (การปรับปรุง, การทำให้ดีขึ้น)

(c) to improve

(d) improving    (ในการปรับปรุง)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “No use + Gerund (Verb + ing)”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund (Verb + ing)”  หรือ   “คำนาม”  ได้แก่

“Feel like”  (อยาก, ต้องการ)  “Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy”  (สนุกสนาน),  “Finish.  (ทำเสร็จ),  “keep on”  (ทำต่อไป),  “go on”  (ทำต่อไป),  “insist on”  (ยืนกราน),  “object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “be opposed to”  (คัดค้าน),  “Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow”  (อนุญาต),  “Permit”  (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม)Mind”  (รังเกียจ),  “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit”  (ยอมรับ),  “Delay”  (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”   (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive”  (ให้อภัย),  “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย) ตัวอย่างประโยค   เช่น

-        She enjoys reading novels.  (เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.  (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.  (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.  (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.  (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.  (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.  (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.  (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.  (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.  (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.  (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?  (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder.  (ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                         สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย   “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-      Victor’s car was too badly damaged to be worth _____________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “To be worth (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้  มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว ที่ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)  คือ   “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ  “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                        นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”   (ไม่ดีที่จะ)  และ    “It is no use”   (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

          - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

                   - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

26. You had better not borrow his bicycle __________________ asking his permission.

(คุณไม่ควรขอยืมรถจักรยานของเขา ___________________ (การ) ขออนุญาตเขา)

(a) by

(b) after

(c) without    (โดยปราศจาก, โดยมิได้, โดยไม่มี)

(d) unless    (ถ้า..................ไม่)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  สำหรับการใช้   “Unless”   ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑     

-         He won’t pass his examination _____________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ________________________________ )

(a) if he is not enough diligent

(b) unless he is not diligent enough

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Unless  =  If…………… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธ  รวมอยู่ในคำด้วยแล้ว  ตัวอย่าง   เช่น

-         He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

-         I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

-       You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

-       Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

-       She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

-       Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้