หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 175)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. He has many spare-time _________________; he swims, paints and plays the violin.

(เขามี __________________________ ยามว่างเยอะแยะ  (เช่น) เขาว่ายน้ำ  ระบาย (ทา) สี  และเล่นไวโอลิน)

(a) actions    (การกระทำ, การแสดง)

(b) activities    (กิจกรรม)

(c) exercises    (การออกกำลังกาย)

(d) works    (งาน, ผลงาน)

 

2. Her ________________ for the job of secretary was successful.

____________________________ ของเธอเพื่องานเลขานุการ  ประสบความสำเร็จ)  (คือ เธอได้ทำงานเลขานุการ)

(a) conjecture    (การเดา)   

(b) appliance    (เครื่องมือเครื่องใช้)

(c) application    (การสมัครงาน)

(d) bonanza    (บะ-แน้น-ซ่ะ)  (ขุมแร่ใหญ่, ขุมแร่มีค่า, ขุมทรัพย์มหาศาล, โชคลาภที่ยิ่งใหญ่ หรือปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน)

 

3. I can’t believe what you say unless you give me _________________.

(ผมไม่สามารถเชื่อในสิ่งที่คุณพูด  ถ้าคุณไม่ให้ _______________________ แก่ผม)

(a) description    (การบรรยาย, การพรรณนาลักษณะ)

(b) reasoning    (การใช้เหตุผล)

(c) proof    (หลักฐาน, การพิสูจน์, การทดสอบ, พยาน, การตรวจทาน, การตรวจปรู๊ฟ)

(d) test    (การทดสอบ, การสอบ)

 

4. After the car had knocked her down, she lay _________________.

(หลังจากรถยนต์ชนเธอล้มลง  เธอนอน ____________________________ )

(a) asleep    (อัส-ลี้พ)  (นอนหลับ, ชา, หยุดนิ่ง, ตาย)

(b) thoughtless    (ขาดความคิด, ปราศจากความคิด)

(c) unconscious    (หมดสติ, ไม่รู้สึกตัว)

(d) unknown    (ไม่มีใครรู้จัก, ไม่มีชื่อเสียง, แปลกหน้า, ไม่รู้, ไม่เข้าใจ, ไม่รู้จัก,

ลึกลับ)

 

5. An artist who does not copy others but paints in a new way shows

____________________.

(ศิลปินผู้ซึ่งไม่ลอกเลียนคนอื่น  แต่ว่าระบายสีในแบบใหม่ (ไม่ซ้ำใคร) แสดงให้เห็นถึง

_________________________

(a) intention    (ความตั้งใจ, เจตนา)

(b) originality    (ความคิดริเริ่ม, ลักษณะที่ริเริ่ม, ความไม่ซ้ำแบบใคร, ความเป็นตัวของตัวเองโดยเฉพาะ (คือ ไม่ได้ลอกใครมา), นิสัยที่ไม่เอาอย่างใคร, ความแหวกแนว,

ความใหม่เอี่ยม)

(c) reality    (ความเป็นจริง, สภาพที่เป็นจริง, ความจริง, ของจริง)

(d) will-power    (กำลังใจ)

 

6. Before a merchant buys cloth, he tries to get a small piece as

___________________.

(ก่อนที่พ่อค้าจะซื้อผ้า  เขาพยายามให้ได้ (ผ้า) ชิ้นเล็กๆ  เป็น __________________ )

(a) a case    (กรณี, กล่อง)

(b) an example    (ตัวอย่าง เช่น ประโยค, คำถาม, การกระทำ, เรื่องเล่า, นิทาน, ฯลฯ, แบบอย่าง, แบบฉบับ, อุทาหรณ์)

(c) a sample    (ตัวอย่าง, ของตัวอย่าง, ตัวอย่างทดลอง, ของทดลอง, สินค้าตัวอย่าง)

(d) a trial    (การทดลอง, การสอบสวน, การทดสอบ, การซ้อม, การทรมาน, ความเจ็บปวด, ความยากลำบาก, เรื่องที่ยากลำบาก)

 

7. He was discharged from the army ________________ his poor health.

(เขาถูกปลดออก (ถูกทำให้พ้นจากหน้าที่-ความรับผิดชอบ) จากกองทัพบก _______

_________________________ สุขภาพที่ย่ำแย่ของเขา)

(a) in spite of    (ทั้งๆที่)

(b) instead of    (แทนที่จะ)

(c) according to    (สอดคล้องกับ)

(d) on account of    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)

 

8. It takes about two hours _____________________ to Rayong from Bangkok.

(มันใช้เวลาประมาณ  ๒  ชั่วโมง __________________________ ถึงระยอง  จากกรุงเทพฯ)

(a) getting

(b) to get    (ที่จะไป, ที่จะเดินทางไป)

(c) to be getting

(d) to have got

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “It takes (took) + (Object) + Time + To + Verb 1”  เช่น

-         It takes her only one minute to read a page.

(เธอใช้เวลาเพียง  ๑  นาทีในการอ่านหนังสือ  ๑  หน้า)

-         It took us two hours to finish our work.

(เราใช้เวลา  ๒  ชั่วโมงในการทำงานให้แล้วเสร็จ)

-         It takes considerable time to learn a language.

(มันใช้เวลามากมายในการเรียนรู้ภาษาหนึ่ง)

 

9. They ____________________ that the more one has the more one wants. 

(พวกเขา _________________________ ว่า  คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

(a) tell

(b) ask

(c) inquire   (ถาม)

(d) say   (กล่าว, พูด)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  ถ้าใช้   “Tell”   ต้องพูดว่า  “They tell me (him, her) that…………………………

 

10. She asked me______________________.

(เธอถามผม (ว่า) __________________________________ )

(a) why did he change his mind

(b) why does he change his mind

(c) why he changes his mind

(d) why he changed his mind    (ทำไมเขาจึงเปลี่ยนใจ)

ตอบ   -    ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-  He asked me ____________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจากประโยค   “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If” หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง ๒  คำมีความหมายเหมือนกัน คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป   คือ  ถ้าประโยค “Direct speech”   ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ   “Modal verb”  (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)   เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค   “Indirect speech” จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me) และ “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If” หรือ  “Whether” เสมอ  ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

           - Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

          - Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

        - Will you go to my party?  (คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

   - Can you play the piano?  (คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                  ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า ให้ใช้ That”   เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป) เช่น

-        I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

-       I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                   สำหรับในกรณีที่  ประโยค  “Direct speech”   เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”   ให้เอา  “Question word” นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้” “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…….to find that where it is hiding”

                        ตัวอย่างที่ ๒    {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก  ข้อ  ๑  -  ๔}

-          Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่

ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน

เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –   ข้อ  (4)  แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป “Indirect speech” หรือ Reported speech”  คือ “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค Direct speech” (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”  ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find …….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา  “where it is…………….”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้างล่าง

-  How old are you? (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

-      I want to know how old you are. (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

-  Where is she going? (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-   He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-  When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

-  I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

11. Who _______________________?

(___________________________________  ใคร)

(a) is this pen belonged

(b) is owned by this pen

(c) is this pen belong to

(d) does this pen belong to    (ปากกานี้เป็นของ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  “Belong” =  “เป็นของ”  ไม่มีการใช้ในรูป   “Passive voice”  และต้องใช้กับ  “To”  เสมอ   ข้อ  (a)  จึงผิด  และเมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  หรือคำถาม  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดังนั้น  ข้อ  (c) ผิด

สำหรับ   “Own” =  “เป็นเจ้าของ”   จะต้องใช้ในโครงสร้าง  “Who owns this pen?”   (ใครเป็นเจ้าของปากกาด้ามนี้)

 

12. Do you know which part of the country _________________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ ______________________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of    (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ    -    ข้อ   (c)  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ   “Lack” ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-  He made that mistake because he ________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา _________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked   (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  หรืออาจใช้   “was in lack of”  ก็ได้  เนื่องจาก “Lack”  เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี  “Of”  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย   “Of”   และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

                - They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

             - The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

            - Many poor nations lack raw materials for the production of their goods.  (ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

           - I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

               - He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

               - Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

               - His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

13. Her husband is _____________________.

(สามีของเธอเป็น ________________________________ )

(a) English man

(b) an English

(c) an English man

(d) an Englishman    (คนอังกฤษ, ชาวอังกฤษ)

 

14. The sea is _____________________________.

(ทะเล ________________________________________ )

(a) calm this afternoon more than this morning

(b) calmer this afternoon more than it was this morning

(c) more calmer this afternoon than it was this morning

(d) calmer this afternoon than it was this morning    (สงบในตอนบ่ายนี้มากกว่าที่มันเป็นอยู่  (สงบ)  ในตอนเช้า)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  จึงต้องใช้  “Calmer”  (เนื่องจากเป็นคำพยางค์สั้น)  และไม่ต้องใช้  “More” ขยายอีก  (ข้อ (b) และ (c) จึงผิด)  ส่วนข้อ  (a)  ไม่มี  “Calmer”  และมี  “More”  เกินมาจึงผิด

 

15. He said that he would not answer because he _________________

to his lawyer.  

(เขาพูดว่าเขาจะไม่ตอบ (คำถาม)  เพราะว่าเขา ______________________ ทนายของเขา)

(a)  did not speak   (ไม่ได้พูด)

(b) would not speak   (จะไม่พูด)

(c) had not spoken   (ยังไม่ได้พูด)

(d) has not spoken   (ยังไม่ได้พูด)

ตอบ     -     ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจาก  “Has not spoken” (Present perfect tense)  แต่ต้องเปลี่ยนเป็น “Had not spoken”  เพื่อให้  “Tense”  สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่   “Said” ทั้งนี้  “Present perfect tense”  มีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ   “ใช้กับเหตุการณ์ที่ทำแล้ว (เกิดขึ้นแล้ว) หรือยังไม่ได้ทำ (ยังมิได้เกิดขึ้น”  ซึ่งในกรณีของประโยคข้างบน  คือ   “ยังมิได้พูดกับทนาย”   อาจกล่าวได้ว่า  กฎหนึ่งของ “Present perfect tense”  คือ  ใช้บอกข้อความว่า “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” ( ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already” และ  “Yet”  ก็ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

             - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

              - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

              - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

              - Have you (already) finished your report?  (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

 

16. _____________________ did it take to build that pyramid?

(มันใช้เวลา ___________________________ ในการสร้างปิรามิดนั้น)

(a) How many times    (กี่ครั้ง)

(b) How soon    (เร็วเท่าใด)

(c) How a long time

(d) How long    (นานเท่าใด)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “How much time

 

17. Our house is very noisy because of the buses going ________

_______________________ it all the time.

(บ้านของเรามีเสียงดังมาก  เนื่องจากมีรถประจำทางวิ่ง _____________________ มันตลอดเวลา)

(a)  through    (โดยการ, ผ่านแบบทะลุเข้าไป)

(b)   into

(c)  beyond    (พ้น, ไกลจาก, มากกว่า, เหนือกว่า, เหนือ)

(d)  pass    (ผ่าน)  (เป็นคำกริยา)

(e)  past    (ผ่าน)  (เป็น “Preposition”)

ตอบ    -    ข้อ   (e)  ต้องใช้   “Past” (Walk past, Go past)  ซึ่งเป็นPreposition”  เนื่องจากไม่สามารถใช้   “Pass”  ได้  เนื่องจากเป็นคำกริยาเช่นกัน  (มีกริยาซ้อนกัน  ๒  ตัวไม่ได้)

 

18. This car has an engine ___________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ ________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as   (= ในฐานะ, เป็น  -  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (= เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี    ส่วน  “As  (ตามที่, ดังที่) + ประโยค  (As + Subject + Verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่   ๓   คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same. (หรือ “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Alike” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-         What is the climate __________________ in your home town?

(อากาศ ________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ในที่นี้   “Like”  เป็น  “Preposition”  หมายถึง “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”  ใช้กับ   “Verb to be”  หรือ  “Look” (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                     ตัวอย่างที่ ๒

-         The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน _____________________________ )

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น   “Preposition” หมายถึงเหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ   “ฝน

                  ตัวอย่างที่ ๓

-         He became a doctor ____________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _____________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Like”   เมื่อหมายถึง   “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น Preposition”   จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้   “Like”  และ   “As”  จากประโยคข้างล่าง)

-   Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ   -   ประโยคข้างบนใช้   “Like”  เนื่องจาก   “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน   “As” (หมายถึง  “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

                - He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

                - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                          สำหรับ   “As”   เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ  เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

                - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

             - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

             - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

           - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                     สำหรับ   “Alike”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

           - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

          - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

          - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

          - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

          - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

          - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

          - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

          - The snowstorm affected the southern and northern states alike.   (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

 

19. Not only ____________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _________________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง.........................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only (ไม่เพียงแต่..................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ   เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่), Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (หรือnever, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (ช่วย) (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

              ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.   (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

20. The longer you stay here, ______________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  ______________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-   The older he grows, ___________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ______________________________ )

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish   (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ    -    ข้อ  (d)

                  ตัวอย่างที่ ๒     (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

            - Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ  (3)  แก้เป็น   “worse”  (มาจาก  “bad  worse  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)  เนื่องจากมาจากรูป  “ยิ่ง........................ก็ยิ่ง........................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)  เช่น

            - The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

           - The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

           - The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

           - The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

           - The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

          - The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

-      The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

-     The more money we gave them, the more (money) they wanted from us.  (ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

-      The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

-      The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

21. He said he ___________________ such damage before.

(เขาพูดว่าเขา ___________________________ ความเสียหายเช่นนั้นมาก่อน)

(a) has never seen

(b) never has seen

(c) had never seen   (ไม่เคยเห็น)

(d) did not see

ตอบ    -    ข้อ  (c)  เนื่องจากมาจาก   “Has never seen” (Present perfect tense)  (ไม่เคยเห็น)  แต่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had never seen”  ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่ คือ   “Said”  ทั้งนี้  กฎข้อหนึ่งของการใช้  “Present perfect tense”  คือ  ใช้กับเหตุการณ์ที่   “เคยทำ”  (เคยเห็น, เคยดู, เคยกิน, เคยพบ”  และ  “ไม่เคยทำ”  (ไม่เคยเห็น, ไม่เคยพูด, ไม่เคยได้ยิน)   หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง   คือ  ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน   สังเกตจาก  “Ever”  “Never”   เช่น

           - He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

          - It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

           -Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

          - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

          - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

 

22. We were pleased ________________ that the work had been started.(เรายินดี-พอใจ_______________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ   -    ข้อ  (c)  เนื่องจากมาจากโครงสร้าง“Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Adjective + To + Verb + ส่วนขยายเช่น

             - I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

             -  They were glad to know that we would go to visit them next month.(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

             - She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

             - We are afraid to think that the third word war may take place soon.(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่ ๓ อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้)

             - He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

23. I can’t see any _____________________ between these two books.

(ผมไม่สามารถมองเห็น ______________________ ใดๆ  ระหว่างหนังสือ ๒ เล่มนี้)

(a) different    (แตกต่าง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

(c) differently

(d) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ในที่นี้    “Any”  (เอ๊น-นี่)    เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง    “ใดๆ, เลย”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  (ขยายหน้าคำนาม)

 

24. They ______________________ for the program.

(พวกเขา _______________________________ ต่อโครงการ-รายการ)

(a) responsible    (รับผิดชอบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) should be responsible    (ควรรับผิดชอบ)

(c) should responsible

(d) should response    (response –ริส-พ้อนซ– เป็นคำนาม หมายถึง “คำตอบ, การตอบ, การตอบสนอง, การโต้ตอบ, การขานรับ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   “Responsible”  เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ “Verb to be”  ดังนั้น   จึงต้องใช้เป็น   “Should be, Shall be, Will be, Would be, Can be, Could be, Must be, May be”   ดังตัวอย่างข้างล่าง

             - I shall be there before noon.

(ผมจะอยู่ที่นั่นก่อนเที่ยง)

          - We should be careful when we cross the street.

(เราควรระมัดระวัง  เมื่อเราข้ามถนน)

          - She will be glad to get a new job.

(เธอจะดีใจที่ได้งานใหม่)

           - They can be helpful in time of need.

(พวกเขาสามารถให้ความช่วยเหลือได้  ในเวลาที่ต้องการ)

           - It could be dangerous to swim across that river.

(มันอาจมีอันตรายที่จะว่ายข้ามแม่น้ำนั้น)

           - We must not be late for the class.

(เราจะต้องไม่ไปเรียนสาย)

           - He may be too confident about the future of his company.

(เขาอาจจะมั่นใจมากเกินไป  เกี่ยวกับอนาคตของบริษัท)

           - She might be reluctant to accept your offer.

(เธออาจไม่เต็มใจที่จะรับข้อเสนอของคุณ)

 

25. What ______________________ when he saw you?

(____________________________________ อะไร  เมื่อเขาพบคุณ)

(a) does he say

(b) did he say   (เขาพูด)

(c) he said

(d) he had said

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)   สร้างประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How)   จากกริยา   ในที่นี้ คือ   “Say”  ตัวอย่างอื่นๆ   ได้แก่

              - Why do you look so tired?

(ทำไมคุณจึงมีท่าทางเหน็ดเหนื่อย)

              - When did you arrive at the meeting this morning?

(คุณมาถึงที่ประชุมเมื่อใดเช้านี้)

             - Where did she stay when she was in London?

(เธอพักที่ไหนเมื่อเธออยู่ในลอนดอน)

             - What does he do for a living?

(เขาทำงานอะไรเพื่อการดำรงชีพ)

             - How did they get back their lost dog?

(พวกเขาได้หมาที่หายไปคืนมาได้อย่างไร)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้