หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 174)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. He _________________ his fist on the table to get everybody’s attention.

(เขา ______________________ กำปั้นของเขาลงบนโต๊ะ  เพื่อให้ได้รับความสนใจ (เอาใจใส่) จากทุกๆ คน)

(a) showed    (แสดง)

(b) knocked down    (ชน หรือกระแทกให้ล้มลง)

(c) crumbled    (ล้มครืน, แตกเป็นเศษเล็กเศษน้อย, สลายตัวหรือเน่าเปื่อยเป็นเศษเล็กเศษน้อย, ทำให้เป็นเศษเล็กเศษน้อย)

(d) slammed    (วางดังโครม, ปิดประตูดังและแรง, ตีเสียงดัง, ต่อว่าอย่างรุนแรง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หมายถึง  “ทุบกำปั้นลงบนโต๊ะ

 

2. Butter costs more than margarine.  Most people, however, do not mind paying more for butter because they know it is ______________

in quality to margarine.

(เนยเหลวมีราคาแพงกว่าเนยเทียม  แต่อย่างไรก็ตาม  คนส่วนใหญ่ไม่รังเกียจที่จะจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อเนยเหลว  เพราะว่าพวกเขารู้ว่ามัน (เนยเหลว) __________________ ในด้านคุณภาพเมื่อเทียบกับเนยเทียม)

(a) inferior    (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า, ห่วยกว่า)

(b) superior    (เหนือกว่า, ดีกว่า, เก่งกว่า)

(c) supplementary    (ช่วยเสริม, มาช่วยเติมเต็ม, มาช่วยให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น)

(d) related    (เกี่ยวข้องกัน, สัมพันธ์กัน)

 

3. We want to make our products cheaper than our _________________.

(เราต้องการทำให้ผลิตภัณฑ์ของเรามีราคาถูกกว่า ____________________ ของเรา)

(a) partners’    (ของหุ้นส่วน)

(b) experts’    (ของผู้เชี่ยวชาญ)

(c) competitors’    (ของคู่แข่ง)

(d) colleagues’    (ของเพื่อนร่วมงาน)

 

4. The fish sauce is of excellent quality, Jane.  Would you mind letting me have the _________________ or is it a family secret?

(น้ำปลานี้มีคุณภาพดีเยี่ยมเลยนะเจน  เธอรังเกียจที่จะให้ ____________________ แก่ฉันหรือไม่  หรือว่ามันเป็นความลับของครอบครัว)  (หมายถึงให้ สูตร หรือส่วนผสมของน้ำปลา)

(a) preserve    (ยากันบูด, ของดอง, ของหมัก, บริเวณป่าสงวน)

(b) recipe    (เรส-ซะ-พี่)  (ตำรากับข้าว, ตำรับยา, วิธีปรุงอาหารหรือยา, วิธีการ, วิธีการบรรลุเป้าหมาย, เคล็ดลับ, ใบสั่งแพทย์)

(c) menu    (รายการอาหาร)

(d) ingredient    (ส่วนประกอบ, ส่วนผสม)

 

5. What kind __________________ is he?

(เขาเป็น _________________________ ประเภทใด)

(a) of a man

(b) of men

(c) of man    (ผู้ชาย, บุคคล)

(d) of the man

ตอบ   -   ข้อ   (c)   แต่ต้องใช้   “What kind of men are they?”

 

6. Mr. West often helps his wife to wash __________________ the dishes in the evening.

(มิสเตอร์เวสต์มักช่วยภรรยาของเขา ______________________ จานใส่อาหารในตอนค่ำ  เป็นประจำ)

(a) down

(b) out

(c) up    (“Wash up”  =  ล้าง, ซักล้าง)

(d) away

(e) off

 

7. We may ___________________ go for a walk.

(เราอาจไปเดินเล่น __________________________ )

(a) not well

(b) very well

(c) as well    (เช่นเดียวกัน, ด้วย)

(d) so well

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจใช้  “We may go for a walk as well.”  หรือ  “We may go for a walk too.”   ซึ่งทุกประโยคอาจหมายถึง  “นอกจากทำกิจกรรมอื่นๆแล้ว  เราอาจจะไปเดินเล่นด้วยเช่นเดียวกัน”   หรือ   “คนอื่นๆออกไปเดินเล่นกัน  เราก็อาจออกไปเดินเล่นเช่นกัน

 

8. A button has come _________________ my shirt.

(กระดุมเม็ดหนึ่งได้หลุด _________________________ เสื้อเชิ้ตของผม)

(a) out

(b) off    (ออกมาจาก)

(c) out of

(d) from

 

9. A man who drives after drinking a lot of beer or wine is usually a dangerous driver.  His own life, and the lives of _______________, may be in danger.

(บุคคลผู้ซึ่งขับรถหลังจากดื่มเบียร์หรือไวน์จำนวนมาก  โดยปกติแล้วเป็นผู้ขับขี่ที่มีอันตราย  ทั้งนี้  ชีวิตของเขาเอง,  และชีวิตของ _____________________ , อาจตกอยู่ในอันตรายได้)

(a) other

(b) others    (ผู้อื่น, คนอื่นๆ)

(c) other’s

(d) others’

 

10. Tell me __________________ I can do for you.

(จงบอกผมว่า  ผมจะสามารถทำ ____________________ ให้คุณได้บ้าง)  (หมายถึง  ผมจะสามารถช่วยเหลืออะไรคุณได้บ้าง)

(a) how

(b) when

(c) why

(d) what    (อะไร)

 

11. I’ll have ___________________ holiday in April.

(ผมจะมีวันหยุด _________________________ ในเดือนเมษายน)

(a) a week

(b) a week’s    (๑  สัปดาห์)

(c) a weeks’

(d) one week

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “I’ll have a one-week holiday in April.”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   They must be ready to move anywhere in the world at _______

____________________.

(พวกเขาจะต้องเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายไปที่ใดๆในโลก  เมื่อ  _________       ________________________)   (เช่น ทหาร หรือ นักข่าวต่างประเทศ  ที่จะต้องเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่เมื่อได้รับคำสั่งด่วน)

(a)    a moment notice

(b)   moment’s notice

(c)    moments’ notice

(d) a moment’s notice.   (ได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียงชั่วประเดี๋ยวเดียว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องใช้รูปแสดงความเป็นเจ้าของเกี่ยวกับเรื่องเวลา  โดยมีเครื่องหมาย  {Apostrophe ‘S’}  เหมือนใช้แสดงความเป็นเจ้าของกับคำนามเอกพจน์-พหูพจน์  ทั่วๆไป  เช่น

                 - a moment’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้าชั่วประเดี๋ยวเดียว)  (ว่าจะต้องย้ายไปปฏิบัติงานในพื้นที่อื่น)

             - a month’s notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  ๑  เดือน)  (ว่าจะยกเลิกสัญญาจ้างงาน)   

          - a week’s holiday   (วันหยุด  ๑  สัปดาห์)  

          - two months notice   (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  ๒  เดือน)

         - three weeks journey   (การเดินทางนาน  ๓  สัปดาห์)

         - four years time   (ระยะเวลา  ๔  ปี)

 

12. When __________________ the accident occur?

(อุบัติเหตุเกิดขึ้น ______________________ เมื่อใด)

(a) does

(b) is

(c) did

(d) was

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้  “Verb to do”  (Did) ช่วยสร้างประโยคคำถามจากกริยา  “Occur”   และใช้  “Did”  เนื่องจากถามถึงเหตุการณ์ (อุบัติเหตุ) ซึ่งเกิดผ่านไปแล้วในอดีต

 

13. She is worse today, __________________ worse than yesterday.

(เธออาการแย่ลงวันนี้, แย่ลง _______________________ กว่าเมื่อวานนี้)

(a) very

(b) so

(c) too

(d) much    (มากกว่า)

ตอบ   -    ข้อ   (d)  คำว่า  “มาก”  ที่ใช้ขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  มีอยู่  ๒  คำ  คือ   “Much”  และ  “Far”  (มาก)  เท่านั้น  เช่น

-         Her house is much (far) bigger than mine.

(บ้านของเธอใหญ่กว่าบ้านของผมมาก)

-         This issue is much (far) more important than the other one.

(ประเด็นนี้มีความสำคัญกว่าอีกประเด็นหนึ่งมาก)

 

14. These are my newspapers, and those are _________________.

(เหล่านี้คือหนังสือพิมพ์ของผม  และพวกโน้นคือ (หนังสือพิมพ์) ______________)

(a) their

(b) they’s    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) theirs    (ของพวกเขา)

(d) their’s    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากหลัง  “Verb to be”  (Are)  ต้องใช้รูป  “Possessive pronoun”  (His, Hers, Mine, Yours, Its, Theirs, Ours)

 

15. ____________________ would like to live peacefully.

(______________________________  อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people   (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ   -   ข้อ  (d)  หรือใช้   “Most of the people”   ก็ได้   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-         ___________________ outside of the cities is used for farming.

(_________________  นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ    -    ข้อ   (b)  หรือ  “Most area”   ก็ได้   เนื่องจาก  “Area”  เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง   “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ,  พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร,  สาขาของวิชาความรู้”   สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ “is used”  จึงต้องใช้ “Area”  แบบนามนับไม่ได้   คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ  (a)  และ  (c)   จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง   “Most of the”  และ  “The most”   ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๒           (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ  ๑  ถึง   ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ    –    ข้อ   (3)  แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง    “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

-         the most important thing   (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car   (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student   (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question   (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem   (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

                     ตัวอย่างที่  ๓     (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ  ๑  –  ๔)

(1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3)

attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4)

going shopping.

(ผู้ไปเยือน  –  นักท่องเที่ยว  –  กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ    –    ข้อ   (1)  แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”    เนื่องจากหมายถึง นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”   ส่วน  “Almost” หมายถึง  “เกือบจะ”  ซึ่งใช้ดังนี้ คือ

             - He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

             - In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

             - I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

           - Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

           - The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

              - He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

-          He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

16. One who ________________ good feels __________________.

(บุคคลผู้ซึ่ง_____________________ ดี  รู้สึก _____________________)

(a) makes _________________ happy

(b) does _______________happy   (ทำ _________________ มีความสุข)

(c) makes __________________ happily

(d) does __________________ happily

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Do good” =  “ทำดี, ทำความดี”  ส่วน “Do well” =   “ทำได้ดี”   (ใช้   “Does”  ตามประธานประโยค  “One”   ซึ่งเป็นเอกพจน์) สำหรับ  “Feel + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Adjective” (Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb” (Quickly, Slowly, Carefully)   จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ ๑

-         The air in that spot smells ______________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ____________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten     (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                      ตัวอย่างที่ ๒

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ   ๔   แก้เป็น    “awkward”   เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                     ตัวอย่างที่ ๓

-            I saw the coach on the field after the game, and he seemed _____________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _______________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ    –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel, Become, Grow, Get, Seem, Appear, Taste, Prove, Sound, Remain, Turn)   แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง   แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน   เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น   คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรม กริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค   และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

            - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

            - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

           - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป    -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  Be  (Is, Am, Are, Was, Were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become, Seem  (ดูเหมือนว่า),  Appear  (มีลักษณะท่าทาง),  Feel  (รู้สึก),  Get,  Grow, Keep, Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น)Sound, Taste  (มีรสชาติ),  Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)   เสมอ  เช่น

-        Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

                สำหรับวลีที่ใช้ “Do” และ “Make”  ได้แก่

Do

          - do one’s best (do his/her best)  (ทำดีที่สุด)

         - do one’s duty   (ทำหน้าที่ของตน)

         - do good  (ทำดี)

          - do bad   (ทำชั่ว)

          - do harm   (ทำอันตราย)

         - do someone a favor   (ช่วยเหลือคนอื่น)

         - do someone good   (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)

         - do the right   (wrong)  thing   (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)

         - do duty   (ทำหน้าที่)

         - do work   (ทำงาน)

         - do things   (ทำสิ่งต่างๆ)

          - do a lot of reading   (อ่านหนังสือเยอะแยะ)

          - do your teeth   (แปรงฟันของคุณ)

         - do the flowers   (จัดดอกไม้)

         - do the cleaning   (ทำความสะอาด)

         - do the washing up   (ซักผ้า-ล้างจาน)

         - do the cooking   (ปรุงอาหาร)

         - do nothing   (ไม่ทำอะไร)

        - do something about a problem   (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)

       - do something about immigration   (แก้ปัญหาการอพยพ)

        - do all we can  (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)

        - There’s nothing I can do about it.

(ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือช่วยอะไรไม่ได้)

       - That hat does nothing for you.  (หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

       - I wonder what his father does. (ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

        - He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

       - Do you do train bookings to London?

(คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

       - PWA does tap water for the public.

(กปภ.  ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

       - do a subject   (ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

        -   He can do 120 miles per hour in that car.   (เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

     - This pen will do.   (ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

     - Two thousand dollars will do me very well.

(เงิน ๒,๐๐๐ เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

       - What did you do with the keys?

(คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

           - What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

          - What can I do for you?  (ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

         - How are you doing?  (คุณสบายดีหรือครับ)

          - How do you do”   (ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า“How do you do?”เช่นเดียวกัน)

        - This book has (หรือ is) to do with married life.

(หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

         - Easier said than done.   (พูดง่ายกว่าทำ – เป็นสุภาษิต)

       - make do   (อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้  –  เงิน, สิ่งของ  –  เท่าที่มีไปพลางๆก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)

(I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it.)   (ผมมีเงินแค่  ๑๐๐  เดียว  มันไม่มาก  แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

(He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)  

(เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู  แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้  (ตอก)  แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

       - dos and don’ts   (สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)

(There are plenty of dos and don’ts in this contract.

(มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

       - do homework (housework)   (ทำการบ้าน-งานบ้าน)

        - do crossword puzzles   (ทำปริศนาอักษรไขว้)

        - do the exercise   (ออกกำลัง)

       - do the bedroom   (จัดห้องนอน)

        - do away with   (กำจัด, ทำลาย)

         -  do the shopping   (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)

         -  do business   (ทำธุรกิจ)

       - have something to do with   (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

      - have nothing to do with   (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

Make

-         make a mistake   (ทำผิด)

-         make a noise   (ทำเสียงดัง)

-         make a speech   (กล่าวสุนทรพจน์)

-         make a hole   (เจาะรู)

-         make beds   (สร้างเตียง)

-         make the beds   (จัดเตียง, ปูเตียง)

-         be made of gold   (ทำด้วยทอง)  (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)

-         be made from wheat    (ทำมาจากข้าวสาลี)  (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)

-         a car (which was) made in China  (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         a Japanese-made car  (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         make a choice   (เลือก)

-         make a discovery  (ค้นพบ)

-         make a statement  (พูด, กล่าว)

-         make a decision   (ตัดสินใจ)

-         make a suggestion  (แนะนำ)

-         make an announcement  (ประกาศ)

-         make up  (กุเรื่อง, แต่งหน้า)

-         make up for  (ชดเชย)

-         make out  (เข้าใจ)

-         make you a good secretary   (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)

-         make a good doctor   (เป็นหมอที่ดี)

-         sixty minutes make an hour   (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)

-         two and two make four   (๒ บวก ๒ เป็น ๔)

-        make a fool of oneself    (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

 

17. Scarcely ___________________ when it began to rain.

(__________________ (แทบจะยังไม่ได้) ______________ เมื่อตอนฝนเริ่มตก)

(a) he had gone out

(b) he went out

(c) had he gone out   (เขา...........แทบจะยังไม่ได้..........ออกไปข้างนอก)  (คือยังไม่ทันออกไปพ้นประตูบ้าน  ฝนก็ตกลงมาเสียก่อน)

(d) he would go out

ตอบ    -    ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Scarcely + Has (Have, Had) + Subject + Verb 3ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-    Scarcely _________________ his election speech when the assassin shot him down.

(ยังไม่ทันที่ _________________________________ สุนทรพจน์ในการเลือกตั้ง  เมื่อผู้ลอบสังหารยิงเขาล้มลง)

 (a) has he finished  (ผิด  เพราะ “tense” ไม่สอดคล้องกับ “tense” ในประโยคย่อย (อนุประโยค) (when………….. down.) ที่มีคำกริยาเป็นอดีต “shot”)

 (b) he has finished

 (c) he had finished

(d) had he finished    (เขาจะ พูดจบ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากหลักการเรียงคำในประโยค   เมื่อเอา “Scarcely, Hardly, Rarely, Seldom, Never, Never before, No sooner…….than”   มาไว้หน้าประโยค  คือ

-         Scarcely (hardly, never, never before) + verb (ช่วย)  + Subject + Verb (แท้) + กรรม + ข้อความต่อๆไป  เช่น

-         Never before have they seen such a beautiful place in their lives.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่พวกเขาได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้นในชีวิต)

-         Rarely will she find such a good job with a high income.

(หายากที่เธอจะได้เจองานที่ดีพร้อมด้วยรายได้สูง)

-         Seldom did we hear a good news like that.

(เราแทบจะไม่ได้ยินข่าวดีเช่นนั้น)

 

18. These essays are the best that _________________ ever been written.

(เรียงความเหล่านี้ดีที่สุดที่ ____________________________ เคยถูกเขียนขึ้น)

(a) has

(b) have    (ได้)

(c) had

(d) having

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “that”  แทน  “These essays”    จึงต้องใช้กับ Have”   (ไม่ใช้  “Had” เพราะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  โดยดูที่คำกริยาในประโยคใหญ่(Main clause)   คือ  “Are”   สำหรับกริยาในประโยคย่อย  (that have ever  been written  –  ซึ่งได้เคยถูกเขียนขึ้นมา)   อยู่ในรูป  “Present perfect tense”  (have ever been written  -  เคยถูกเขียน)  (ในแบบ   “Passive voice”)  {Subject + Has (Have) + Been + Verb 3ตามหลักไวยากรณ์ที่ว่า  “เคยทำ หรือ ไม่เคยทำ”    ดูเพิ่มเติมหลักการใช้   “Present perfect tense”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   (โดยเฉพาะกฎข้อ  ๔)

                       ตัวอย่างที่ ๑      

-  She ____________________ a few pounds since then.

(เธอ _____________________________ ๒ – ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained    {ได้รับ (น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining

ตอบ    -    ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด  จึงต้องใช้รูป   “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}

                     ตัวอย่างที่ ๒

-         I ______________________ to Japan several times.

(ผม ________________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป– ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูหลักเกณฑ์การใช้   “Present perfect tense”  ดังต่อไปนี้(โดยเฉพาะ ข้อ ๓)

                ๑.  ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน  ณ ขณะที่พูดนั้น   สังเกตได้จาก   Just =  เพิ่งจะ,  Recently = เมื่อเร็วๆนี้,  Lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้    เช่น

             - I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

            - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

            - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

               ๒.  ใช้บอกข้อความว่า   “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”   มักมีคำว่า Already”   (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ   “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี   “Already”   และ   “Yet”   ก็ได้ เช่น

            - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

          - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

              - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

             - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

             - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)  (คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

               ๓.  ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต   และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน   และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  “For” = เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” = ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, Up to the present time, Up until now =  จนถึงบัดนี้  (ทั้ง  ๓  วลี),   So far  =   เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

           - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว  –  ปัจจุบันก็ยังอยู่)

             - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

            - So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

             - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                  ๔.  ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก“Ever”  “Never”   เช่น

              - He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

             - It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

             -Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

            - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

          - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

            ๕.   ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต   และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจากAdverb of frequency”  เหล่านี้   “Again and again”  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  Many times”  “Several times”  =  หลายครั้ง,   “Sometimes”  =   บางที,  “Over and over”(= Over and over again)  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “This is the first (second) time”  =   นี่เป็นครั้งแรก  (ครั้งที่ ๒)   เช่น

            - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

           - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

           - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

           - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                ๖.   ใช้กับการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”   “Superlative degree”  เช่น

          - He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

         - She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

         - It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

         - They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

                 ๗.  ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง   และจบสิ้นไปแล้ว   สังเกตได้จากวลี    “This morning, This week, This month, This year”   เช่น

             - I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ ๓ เล่ม เดือนนี้  –  คืออ่านจบแล้ว)

              - He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้  –  คืองานเสร็จแล้ว)

                        แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ใช้รูป   “Continuous”   เช่น

              - He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

               - They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                ๘.  ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว   ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน   เช่น

            - I have lost my key.  (ผมทำกุญแจหาย  –  ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

             - I have locked the door.  (ผมล็อคประตูแล้ว  –  ประตูยังปิดอยู่)

              - John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์  –  คืออ่านจบไปแล้ว)

                         แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2) เช่น

-   I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

- She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

-I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

19. In order to remind herself __________________ the appointment, she made a note in her diary.

(เพื่อที่จะเตือนตัวเธอเอง _________________________ การนัดหมาย   เธอจดโน้ตในสมุดไดอารี่ของเธอ)

(a) for

(b) in

(c) of    (ให้นึกถึงเกี่ยวกับ)

(d) to

ตอบ    -    ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Remind + กรรม (Jim, John, him, her, himself, herself)  + Of + Something”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง อะไร  หรือ เกี่ยวกับเรื่องอะไร)    เช่น

            - She reminds me of her mother.

(เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ)  (ด้านรูปร่างหน้าตา หรือนิสัยใจคอ)

             - You need not remind people of their mistakes all the time.

(คุณไม่จำเป็นต้องเตือนผู้คนให้นึกถึงความผิดของตนเองอยู่ตลอดเวลา)  (เพราะเขาอาจจะรำคาญหรืออับอาย)

             - My secretary reminded me of two appointments.

(เลขาฯ ของผมเตือนผมให้นึกถึงการนัดหมาย ๒ เรื่อง)

                       อย่างไรก็ตาม   “Remind”   สามารถใช้ในโครงสร้างอื่นๆ   ก็ได้   เช่น

             - She had to remind him that he had a wife.

(เธอจำเป็นต้องเตือนให้เขาระลึกว่า  เขามีภรรยาแล้ว)  (ดังนั้น  จึงไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับเธออีก)

               - Please remind me to speak to you about Henry.

(โปรดเตือนผมให้พูดคุยกับคุณเกี่ยวกับเฮนรี่ด้วยนะ)

               - Don’t forget to remind her about the party.

(อย่าลืมเตือนเธอเกี่ยวกับงานเลี้ยงด้วยนะ)

               - He reminded himself to thank Mary for the present.

(เขาเตือนตัวเองให้ขอบคุณแมรี่สำหรับของขวัญที่ได้รับ  –  จากเธอ)

 

20. The prisoner will be ___________________ tomorrow morning.

(นักโทษจะถูก _____________________________ เช้าวันพรุ่งนี้)

(a) hanging

(b) hung    (แขวน  - ไว้บนคาน หรือ ในตู้เสื้อผ้า)

(c) hunged    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) hanged    (แขวนคอ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจาก    “Hang,  Hung,   Hung”  =  “แขวน  (เสื้อผ้า, สิ่งของ)”   ส่วน   “Hang,  Hanged,   Hanged”  =  “แขวนคอ

 

21. Unless you have something sensible to say, you ______________

keep quiet.

(ถ้าคุณไม่มีอะไรที่ฉลาด-มีเหตุผลที่จะพูดคุย  คุณ____________________ เงียบไว้)

(a)   have better

(b) had better    (ควรจะ)

(c) would better

(d) should better

ตอบ    -    ข้อ   (b)  ส่วน   “Would rather”  =  “อยากที่จะ, ใคร่ที่จะ

 

22. His lifelong interest in astronomy perhaps came ______________ this night’s experience.   

(ความสนใจตลอดชีวิตของเขาในด้านดาราศาสตร์  มา______________________ ประสบการณ์ของคืนนี้)  (ที่เขาได้ทำหรือเห็นอะไรบางอย่าง  ซึ่งทำให้เกิดความประทับใจในวิชานี้)

(a) to

(b) after

(c) in

(d) from    (จาก)

 

23. That new television program __________________ me very much.

(รายการทีวีรายการใหม่ __________________________ ผมเป็นอย่างมาก)  (หรือทำให้ผมสนใจเป็นอย่างมาก) 

(a) is interested   (รู้สึกสนใจ)

(b) is interesting   (น่าสนใจ)

(c) interest

(d) interests    (ทำให้........(ผม)............สนใจ,  ทำความสนใจให้กับ)

 

24. She said she would come, and she ___________________.

(เธอพูดว่าเธอจะมา  และเธอ _____________________________ )

(a) come

(b) did came

(c) did come    (มาจริงๆ)

(d) would

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-    I ______________________ saw this log myself.

(ผมเลื่อยท่อนซุง (ท่อนไม้) ด้วยตัวผมเอง __________________________ )

(a) did   (จริงๆ,  อย่างแท้จริง)

(b) have

(c) had

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการนำกริยาพิเศษ   (Do, Does, Did)   มานำหน้าคำกริยาทั่วไป   เพื่อ   “เน้นย้ำ”   กริยาตัวนั้น ว่า  “ทำเช่นนั้นจริงๆ”   หรือ  “เป็นเช่นนั้นจริงๆ”   ซึ่งเป็นการใช้ในประโยคบอกเล่า   หรือประโยคขอร้องเชื้อเชิญ  ทั้งนี้  คำกริยาที่ ตามหลัง  “Do, Does, Did”  จะ ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1)  เช่น

           - People do in fact make mistakes.

(ผู้คนทำผิดกันจริงๆ  –  คือทำผิดกันบ่อยๆเลย)

          - It does seem a bit cold in here.

(มันดูเหมือนว่าหนาวจริงๆในที่นี้)

          - I did have a map somewhere but I must have lost it.

(ผมมีแผนที่จริงๆอยู่ที่ไหนสักแห่ง  แต่ว่าผมคงทำมันหายแล้วละ)

          - I do agree with him.

(ผมเห็นด้วยกับเขาจริงๆ)

          - They did get a bit worried about me.

(เขาวิตกกังวลนิดหน่อยจริงๆเกี่ยวกับผม)

          - He does come every day.

(เขามาทุกวันจริงๆ)

          - He did come yesterday.

(เขามาเมื่อวานนี้จริงๆ)

          - You do play the piano well.

(คุณเล่นเปียโนได้ดีจริงๆ)

          - Do come in, please.

(เชิญเข้ามาข้างในเลยครับ)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้