หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 172)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I had to stand in a _________________ for hours to get tickets for the performance.

(ผมจำเป็นต้องยืนอยู่ใน (หรือเข้า) _______________________ เป็นเวลาหลายชั่วโมง  เพื่อให้ได้ตั๋วสำหรับการแสดง)

(a) turn    (รอบหนึ่ง, พักหนึ่ง, คราวหนึ่ง, เวร, การฝึกซ้อม)

(b) file    (แถวเรียงของทหารหรือตัวหมากรุก, แผงหรือแฟ้มเก็บเอกสาร, ปึกเอกสาร, หมวดเอกสาร, เอกสารของเรื่องๆหนึ่ง)

(c) queue    (แถว, คิว)

(d) procession    (ขบวน, ขบวนแห่)

 

2. I want to go to the library, but I’m afraid I’m not walking in the right ___________________.

(ผมต้องการจะไปห้องสมุด  แต่ผมเกรงว่าผมมิได้กำลังเดินอยู่ใน ________________ ที่ถูกต้อง)

(a) distance    (ระยะทาง, ระยะทางไกล, ทางไกล, ความห่างเหิน)

(b) attitude    (ทัศนคติ)

(c) circumstance    (สถานการณ์, กรณี, สภาวะ, เหตุการณ์, สภาพ, สถานะ, สภาพแวดล้อม, กรณีแวดล้อม, กาลเทศะ)

(d) direction    (ทิศทาง)

 

3. We had hoped that Robert would agree to help us, but he has ______

__________________ to.

(เราได้หวังว่าโรเบิร์ตจะตกลงช่วยเหลือเรา  แต่เขา ____________________ ที่จะช่วยเหลือ)

(a) desired    (ปรารถนา, ต้องการ, อยาก)

(b) refused    (ปฏิเสธ)

(c) promised    (สัญญา, ให้คำมั่นสัญญา, ทำให้มั่นใจ, เป็นเครื่องบอก, รับปากจะแต่งงาน)

(d) intended    (ตั้งใจ, มีเจตนา, ปรารถนา, มุ่งหมาย, มีความหมาย)

 

4. Because of her _________________, the secretary is able to finish her day’s work in two hours.

(เนื่องมาจาก ______________________ ของเธอ  เลขานุการสามารถทำงานประจำวันของเธอ  ได้แล้วเสร็จใน  ๒  ชั่วโมง)

(a) virtue    (คุณงามความดี, ศีลธรรม, ความถูกต้อง, ความบริสุทธิ์, คุณสมบัติที่ดีหรือน่าสรรเสริญ)

(b) beauty    (ความสวยงาม)

(c) efficiency    (ประสิทธิภาพ)

(d) impatience    (การขาดความอดทน, ความใจร้อน, ความหุนหันพลันแล่น, ความกระสับกระส่าย)

 

5. When one invests a sum of money, one usually hopes to gain____

___________________.

(เมื่อคนเราลงทุนเงินจำนวนหนึ่ง  เขาโดยปกติหวังจะได้รับ ________________ )

(a) experience    (ประสบการณ์)

(b) benefit    (ผลประโยชน์, เงินช่วยเหลือ, เงินสงเคราะห์, เงินเพิ่ม, ส่วนดี, สิทธิพิเศษ, การแสดงการกุศล)

(c) bonus    (เงินโบนัส, เงินตอบแทนพิเศษรายปี)

(d) profit    (กำไร, ผลกำไร, ผลตอบแทน, ผลประโยชน์, ข้อได้เปรียบ)

 

6. Jim always helps his parents _________________ he has a chance.

(จิมช่วยเหลือพ่อแม่ของเขาอยู่เสมอ ________________________ เขามีโอกาส)

(a) whenever    (เมื่อใดก็ตาม, ทุกครั้งที่)

(b) while    (ในขณะที่)  (มักตามด้วยรูป “Continuous tense”)

(c) because    (เพราะว่า)

(d) until    (จนกระทั่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

-         Whenever they meet, they stop to talk.

(เมื่อใดก็ตามที่พวกเขาพบกัน  พวกเขาจะหยุดเพื่อสนทนากัน)

-         We can start whenever you are ready.

(เราสามารถเริ่มต้นได้  เมื่อใดก็ตามที่คุณพร้อม)

-         Whenever she has money, she goes shopping.

(ทุกครั้งที่เธอมีเงิน  เธอจะไปช้อปปิ้ง)

-         Kim always has a cold whenever I see her.

(คิมเป็นไข้หวัดเสมอ  ทุกครั้งที่ผมพบเธอ)

(= Whenever I see Kim, she always has a cold.)

 

7. You can borrow my bicycle _________________ you bring it back before this Friday.

(คุณจะยืมรถจักรยานของผมก็ได้นะ _______________________ คุณนำมันมาคืนผมก่อนวันศุกร์นี้)

(a) unless    (ถ้า.......................ไม่)

(b) because    (เพราะว่า)

(c) on condition that    (โดยมีเงื่อนไขว่า,  โดยมีข้อแม้ว่า,  ถ้า)

(d) whenever    (เมื่อใดก็ตาม, ทุกครั้งที่)

 

8. _______________, our daughter does not work hard enough to succeed.

(________________ ลูกสาวของเรามิได้ขยันเพียงพอที่จะประสบความสำเร็จ)

(a) Frank

(b) Frankly    (อย่างเปิดเผย, อย่างตรงไปตรงมา, อย่างไม่อ้อมค้อม, ด้วยน้ำใสใจจริง)

(c) Being frank

(d) To be frankly

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้รูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เนื่องจากขยายข้อความทั้งประโยค  (our daughter……………………… succeed)

 

9. Bangkok has become ____________________ in recent years.

(กรุงเทพฯ ได้ ___________________________ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้)

(a) considerable polluting

(b) considerably polluting

(c) considerable polluted

(d) considerably polluted    (มีมลภาวะ (สกปรก, เปรอะเปื้อน) อย่างมากมาย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Polluted”  =  “มีมลภาวะ, สกปรก, เปรอะเปื้อน”  และใช้   “Considerably” (Adverb)  เนื่องจากขยายกริยา  “Polluted”  ซึ่งอยู่ในรูป  “Passive voice

 

10. ____________________ my opinion, he is a very good actor.

(________________________  ความคิดเห็นของผม  เขาเป็นนักแสดงที่ดีมาก)

(a) By

(b) In    (ใน)

(c) On

(d) With

 

11. The bank is ____________________ the police station.

(ธนาคารอยู่ _______________________________ (กับ) สถานีตำรวจ)

(a) near to    (ใกล้)  (ไม่ต้องตามด้วย “To”)

(b) close    (ใกล้)  (ต้องตามด้วย “To”)      

(c) opposite to

(d) opposite    (ตรงกันข้าม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Opposite”  =  “ตรงกันข้าม”  เมื่อเป็น  “Preposition”   ไม่ต้องมี   “To”  ต่อท้าย  มีที่ใช้  คือ

๑. เป็น  “Preposition

- The hotel is opposite a railway station.

(โรงแรมอยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ)

- Jenny was sitting opposite Jim.

(เจนนี่กำลังนั่งตรงข้ามกับจิม)

- His office is opposite a bank.

(ที่ทำงานของเขาอยู่ตรงข้ามกับธนาคาร)

๒. เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  ต้องตามด้วย  “To”  ในบางกรณี

- Black is opposite to white.

(สีดำตรงข้ามกับสีขาว)

- Boring is opposite to interesting.

(น่าเบื่อตรงข้ามกับน่าสนใจ)

- Her house is on the opposite side of the street.

(บ้านของเธออยู่ถนนฝั่งตรงข้าม)

- She burst in through the opposite door.

(เธอพรวดพราดเข้ามาทางประตูฝั่งตรงข้าม)

๓. เป็นคำนาม  หมายถึง  “สิ่งที่ตรงกันข้าม”  หรือ  “สิ่งที่แตกต่างกันอย่างมากที่สุด  หรือโดยสิ้นเชิง”   ต้องตามด้วย   “Of

- Boring is the opposite of interesting.

(น่าเบื่อเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับน่าสนใจ)

- My brother is just the opposite (of me).

(พี่ชายของผมเป็นผู้ที่แตกต่างกับผมอย่างสุดๆ)

- In many ways, passion is the opposite of love.

(ในหลายๆประการ  ตัณหา-ความใคร่เป็นสิ่งที่แตกต่างกันอย่างสุดๆกับความรัก)

 

12. I’m sorry not ___________________ her before she left last week.

(ผมเสียใจที่มิ _________________________ เธอ  ก่อนที่เธอจากไปสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) to see

(b) to have seen   (ได้เห็น-พบ-เจอ)

(c) seeing

(d) having seen

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Sorry + To + Verb 1” =  “เสียใจที่ได้.............ในปัจจุบัน และอนาคต”  ส่วน  “Sorry + To + Have + Verb 3” =  “เสียใจที่ได้.........................ในอดีต”   ในทำนองเดียวกัน  “Sorry + Not + To + Verb 1”  =  “เสียใจที่มิได้.....................ในปัจจุบันและอนาคต”  ส่วน  “Sorry + Not + To + Have + Verb 3”  =  “เสียใจที่มิได้..........................ในอดีต”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                 - I am sorry to go to the party with them.

(ผมเสียใจที่ไปงานเลี้ยงกับพวกเขา  -  เป็นปัจจุบันหรืออนาคต  คือไปในตอนนี้ หรือ ไปพรุ่งนี้)  (ถ้าจะให้ชัดเจนเรื่องเวลา  ควรเติม  “Now”  หรือ   “Tomorrow”  หลัง “them”)

           - I am sorry not to go to the party with them.

(ผมเสียใจที่มิได้ไปงานเลี้ยงกับพวกเขา  -  ในขณะนี้หรือวันพรุ่งนี้)  (ถ้าจะให้ชัดเจนเรื่องเวลา  ควรเติม  “Now”  หรือ  “Tomorrow”  หลัง  “Them”)

          - She is sorry to have blamed them.

(เธอเสียใจ (ในปัจจุบัน) ที่ได้ตำหนิพวกเขาในอดีต)

         - She was sorry to have blamed them.

(เธอเสียใจ (ในอดีต) ที่ได้ตำหนิพวกเขาในอดีต)

         - We are (were) sorry not to have worked harder last term.

(เราเสียใจ (ในปัจจุบัน, อดีต) ที่มิได้ขยันเรียนให้มากขึ้นเมื่อเทอมที่แล้ว  -  พวกเราเลยสอบตก)

            - She is (was) sorry not to have told the truth.

(เธอเสียใจ (ในปัจจุบัน, อดีต) ที่มิได้พูดความจริง  -  เมื่อปีที่แล้ว)

 

13. The Grand Palace is ____________________.

(พระบรมมหาราชวังอยู่  ________________________________)

(a) far about four kilometers from here.

(b) far from here about four kilometers

(c) about four kilometers far from here

(d) about four kilometers from here    (ห่างจากที่นี่ประมาณ ๔ กิโลเมตร)(แปลตรงตัว   คือ   “ประมาณ  ๔ กิ โลเมตรจากที่นี่”

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมิได้เรียงตามแบบภาษาไทย  ใน  ข้อ (a) และ (b)  “ไกลประมาณ  ๔  ก.ม.  จากที่นี่”   หรือ   “ไกลจากที่นี่ประมาณ  ๔  ก.ม.”   แต่ต้องใช้ตามโครงสร้างใน  ข้อ  (d)  (ประมาณ   ๔   ก.ม. จากที่นี่)  โดยไม่ต้องมี   “Far”  (ต้องจำโครงสร้างแบบนี้)

 

14. I _____________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท   “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ ๑

-    I am ____________________ in science, not in English.

(ผม _____________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                  ตัวอย่างที่ ๒

-  He is ____________________ a house.

(เขา ________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting   (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ    -    ข้อ  (d)

                   ตัวอย่างที่ ๓

         -  It will take me quite some time to get him __________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _____________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ)

(d) interesting     (น่าสนใจ)

ตอบ    -    ข้อ (c)

                    ตัวอย่างที่ ๔

             -  The little girl was very ____________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited     (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ  (b)    ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

- The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”   เนื่องจาก “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป   “Is (Are, Was, Were) surprising”   จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (Am, Are, Was, Were) surprised” จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                         คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                     กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.  (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.  (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า.....................”  กริยาที่เติม   “ing”  พวกนี้   ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้    เช่น

-         His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.  (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)present continuous tense}

3.  ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆ ขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความ รู้สึก.................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ............”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

15. Following up on details ___________________ not what we are concerned with. 

(การติดตามรายละเอียดมิได้ ______________________ สิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย)

(ความหมาย คือ มิใช่เป็นหน้าที่ของเรา  ที่จะต้องไปติดตามรายละเอียด)

(a) is    (เป็น)

(b) are

(c) has

(d) have

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Following up”  โดยมี   “on details”  เป็นส่วนขยาย  ทั้งนี้  “Following up”  เป็น “Gerund” (Verb + ing)   ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง ที่ความหมายขึ้นต้นด้วย  “การ................”  หรือ ความ.................”  และ  “ถือเป็นคำเอกพจน์เสมอ”  จึงต้องใช้กับกริยา  “Is” ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เป็นประธานของประโยค (หรือของกริยา)  จากตัวอย่างข้างล่าง

Swimming is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  Playing badminton is his favorite hobby.

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  Working in cool weather is pleasure.

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

 Breathing is indispensable to all living things.

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  Sleeping is necessary to health.

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

        - Walking a long distance has made me tired.  

          (การเดินระยะทางไกลทำให้ผมเหนื่อย)

        - Scuba diving has become very popular recently.   

         (การดำน้ำลึกแบบมีเครื่องช่วยหายใจ  กลายเป็นที่นิยมกันอย่างมากเมื่อเร็วๆนี้)

 

16. There are ___________________ apples left.  Let’s have them for dessert.  

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ ___________________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little   (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว) (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few   (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”   ดังนั้น  การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์) (ใช้  Few” หรือ “A few”)  หรือนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า  “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

          - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

       - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

       - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

       - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

 

17. _____________________ to catch the train.

(__________________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough    (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ   -    ข้อ   (c)   กริยา  “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์   ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์   (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – หนาวพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)  หรือ หลังกริยาวิเศษณ์  (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ)  แต่ขยายหน้าคำนาม  (enough money– เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ, enough cars – รถยนต์มาก พอ, enough homes- บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอ)

 

18. He came into the room with a big book ________________ his arm.

(เขาเข้ามาในห้องพร้อมด้วยหนังสือเล่มใหญ่หนีบอยู่ ___________________ รักแร้)

(a) in

(b) under    (ใต้)

(c) on

(d) beside    (ข้างๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “under his arm”  หมายถึง  “หนีบอยู่ใต้รักแร้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “อยู่ในมือ”  ใช้  “in his hand”  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Under”  ได้แก่

under age” (อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ), “under arrest” (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”  (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง), (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา), (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –  ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด), “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย, (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards. – เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,  “under the circumstances  (= in the circumstances)”  (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun” (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น), (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง), (Where under the sun could I have put my purse? – ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้), “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา),Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน), “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation” (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance” (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”  (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง ๒ คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ๑๐ ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า  ๖๐  ปี)

 

19. He made that mistake because he ________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา _________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked    (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Lack”   เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี   “Of”  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย  “Of”  และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

               - They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

                - The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

                - Many poor nations lack raw materials for the production of their goods.(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

               - I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

               - He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

               - Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

               - His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

20. A: “When did you last have a holiday?”

“คุณมีวันหยุดพักผ่อนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”

      B: “_______________________”

(a)    No, I didn’t have a holiday last year.   (เปล่าครับ  ผมไม่มีวันหยุดเมื่อปีที่แล้ว)

(b) It lasted two weeks.   (มันกินเวลาหรือนาน ๒ สัปดาห์)

(c) This time last year.   (เวลานี้ปีที่แล้ว)

(d) Yes, I did.   (ใช่แล้วครับ  ผมทำ)

 

21. Can she do it ___________________ herself or does she need help?

(เธอสามารถทำมัน _________________________ ตัวเธอเอง  หรือเธอต้องการความช่วยเหลือ)

(a) for

(b) with

(c) by    (โดย)

(d) of

ตอบ    -    ข้อ  (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “By”   ในประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-      American children learn Lincoln’s Gettysburg speech _____________________.

(เด็กๆ อเมริกัน เรียนสุนทรพจน์ที่เมืองเก็ตตีสเบิร์กของประธานาธิบดีลิงคอล์น  - กล่าวไว้อาลัยทหารที่ตายในการสู้รบกับทหารของฝ่ายใต้  ในสงครามกลางเมืองของอเมริกาเพื่อเลิกทาส - ____________________________)

(a)   in heart

(b) by heart    (โดยการท่องจำ)

(c)   with heart

(d)  to heart

ตอบ   –   ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “By heart”  หมายถึง  “โดยการท่องจำ” (เด็กๆเรียนสุนทรพจน์ดังกล่าวด้วยการท่องจำ)   สำหรับวลีที่ใช้กับ “By” ได้แก่ “by car” (= in a car)(โดยรถยนต์)  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง)  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)(โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter”(โดยทางจดหมาย)  “by trade” (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  (โดยใช้กำลัง) “I know him (them) by name”  (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ - ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself”  (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand”  (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม  =  (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”(เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)“I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)  “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one”  (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison” (โดยการเปรียบเทียบ)

 

22. Tomorrow some of our friends are leaving for New York.  We are going to see them ___________________.

(พรุ่งนี้เพื่อนของเราบางคนจะจากไปนิวยอร์ค  เราจะไป ____________________ พวกเขา)

(a) about   (See about =พิจารณา, ศึกษา, จัดการดูแล)

(b) out

(c) off    (ส่ง)  (See someone off  =  ไปส่งเพื่อกล่าวคำอำลาหรือโบกไม้โบกมือให้)

(d) through

 

23. Though he _________________ at last, he had won many victories in former days.  

(แม้ว่าเขา _____________________ ในที่สุด  เขาได้รับชัยชนะหลายครั้งหลายหนในสมัย (ครั้ง) ก่อนๆ)

(a) defeated    (ชนะ, ทำให้พ่ายแพ้, รบชนะ, แข่งชนะ, ทำให้ล้มเหลว, ทำให้เสีย)

(b) was defeated    (พ่ายแพ้, ถูกเอาชนะ)

(c) is defeated

(d) was defeating

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป   “Passive voice” เพราะหมายถึง  “พ่ายแพ้,  ถูกทำให้พ่ายแพ้”  (“Defeat”  =  “ทำให้พ่ายแพ้,  ชนะ)

 

24. What is the climate _________________ in your home town?

(อากาศ _______________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ    -   ข้อ  (c)  ในที่นี้   “Like” เป็น  “Preposition” หมายถึง   “เป็นเหมือน, เหมือน,  คล้าย”   ใช้กับ   “Verb to be”  หรือ “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-         The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ___________________________ )

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น   “Preposition”  หมายถึง “เหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้   คือ   “ฝน

                     ตัวอย่างที่ ๒

-         He became a doctor ____________________ his father.

(เขาเป็นหมอ ____________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ    –    ข้อ  (b)   เนื่องจาก   “Like”   เมื่อหมายถึง   “เหมือน, คล้าย”  จะเป็น Preposition”   จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง  คือ  “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”  และ   “As”  จากประโยคข้างล่าง)

-         Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

          - He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

         - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                    สำหรับ “As” เมื่อเป็น “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

          - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

         - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

          - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

           - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                      สำหรับ   “Alike”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน,  คล้ายกัน,  อย่างเดียวกัน”   ดังประโยคข้างล่าง

            - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

          - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

          - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

          - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

          - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

          - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

          - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

          - The snowstorm affected the southern and northern states alike.   (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

 

25. Who discovered the ___________________ of gravity?

(ใครเป็นผู้ค้นพบ ____________________________ แรงโน้มถ่วง)

(a) principal    (สำคัญที่สุด, รายใหญ่, ตัวการ, อันดับแรก, อันดับหนึ่ง, หัวหน้า, เงินต้น, ต้นทุน, ครูใหญ่, ตัวการสำคัญ, ประธาน)

(b) principle    (หลัก, หลักการ, กฎ,หลักศีลธรรม, ลัทธิ)

(c) principality    (รัฐหรืออาณาเขตที่ปกครองโดยเจ้าชาย  ดยุก หรือขุนนางสำคัญอื่นๆ, รัฐนคร)

(d) principles

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เมื่อนำหน้าด้วย   “The”  แล้ว “principle”  ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  เนื่องจากไม่ได้แสดงการเน้นหรือชี้เฉพาะ

 

26. A car won’t go unless it is supplied _________________ petrol.

(รถยนต์จะไม่วิ่ง  ถ้ามันไม่ได้รับการเติม (จัดหา) ____________________ น้ำมัน)

(a) with    (ด้วย)

(b) by

(c) in

(d) of

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจาก   “Be supplied with”   (ตามด้วย สิ่งของหรืออุปกรณ์) ส่วน   “Be supplied by”   (ตามด้วยบุคคล)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้