หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 171)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. In countries where there is automation, a lot of ________________

are used.

(ในประเทศที่มีการใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน  (ลักษณะหรือขบวนการอัตโนมัติ) 

_____________________ จำนวนมากถูกใช้)

(a) laborers    (กรรมกร, คนงาน)

(b) factories    (โรงงาน)

(c) processes    (ขบวนการ, กรรมวิธี)

(d) machines    (เครื่องจักรกล)

 

2. The police arrested a man for robbing a bank, but the suspect _____

__________________ having been there before.

(ตำรวจจับกุมชายคนหนึ่งในข้อหาปล้นธนาคาร  แต่ผู้ต้องหา (ผู้ต้องสงสัย) _______

______________________ ว่าได้อยู่ (ได้ไป) ที่นั่นมาก่อน)  (คือ  ปฏิเสธว่าไม่เคยไปที่ธนาคารนั้นมาก่อน)

(a) admitted    (ยอมรับ)

(b) denied    (ปฏิเสธ)  (ต้องตามด้วย “Verb + ing”)

(c) confessed    (สารภาพ)

(d) refused    (ปฏิเสธ)  (ต้องตามด้วย “To + Verb 1”)

 

3. The tiger knocked the hunter down, but he ________________ to wound it with his knife.

(เจ้าเสือทำให้นักล่า (นายพราน) ล้มคว่ำลง  แต่เขา _____________________ ทำให้มันบาดเจ็บด้วยมีดของเขา)

(a) intended    (ตั้งใจ, มีเจตนา)

(b) waited    (รอคอย)

(c) managed    (สามารถ, จัดการ, บริหาร, ควบคุม, ดูแล, ปกครอง, ดำเนินการ)

(d) pretended    (แสร้งทำ, เสแสร้ง, หลอกลวง, อวดอ้าง, อ้างสิทธิ)

 

4. I should finish the book tonight, because I’ve read all but the last

____________________.

(ผมควรอ่านหนังสือเล่มนี้ให้จบในคืนนี้  เพราะว่าผมได้อ่านทั้งหมดแล้ว  ยกเว้น ____

_____________________ สุดท้าย)

(a) copy    (เล่ม, ฉบับ, สำเนา)

(b) measure    (มาตรการ, หลักการ, หลักเกณฑ์)

(c) title    (ชื่อเรื่อง, ชื่อหนังสือ, ตำแหน่ง)

(d) chapter    (บท  (ในหนังสือ), ตอน, ขั้นตอน, ส่วนแบ่งที่สำคัญ)

 

5. I want to learn more about the American political system, but I don’t know where to get the __________________.

(ผมต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับระบบการเมืองอเมริกันเพิ่มมากขึ้น  แต่ผมไม่ทราบว่าจะได้  ______________________ จากที่ไหน)

(a) conversation    (การสนทนา)

(b) situation    (สถานการณ์)

(c) information    (ข้อมูล, ข่าวสาร)

(d) association    (สมาคม, สหภาพ, บริษัท, ความสัมพันธ์, การร่วมกัน, การสังสรรค์, การเชื่อมติดกัน, ความคิดเห็นร่วมกัน)

 

6. This market sells ___________________ fish.

(ตลาดแห่งนี้ขายปลา ________________________ )

(a) lived

(b) live    (ไลฟว)  (มีชีวิต, เป็นๆ,  (รายการ) สด, ซึ่งมีไฟฟ้า,  (ระเบิด) ยังมีฤทธิ์อยู่)  (เป็นคำคุณศัพท์  และต้องใช้ขยายหน้านามเท่านั้น)

(c) alive    (อะ-ไลฟว)  (มีชีวิตอยู่, คงอยู่, กระปรี้กระเปร่า, ร่าเริง, ครึกครื้น, เต็มไปด้วยชีวิตชีวา)    (ขยายหน้าคำนามไม่ได้  ต้องใช้ตามหลัง  “Verb to be”)

(d) life    (ชีวิต)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Live”  (ไลฟว)  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์   หมายถึง   “มีชีวิต, เป็นๆ,  (รายการ) สด,  ซึ่งมีไฟฟ้า, (ระเบิด) ยังมีฤทธิ์อยู่, ซึ่งเป็นที่สนใจกันในเวลานี้”   ใช้ขยายหน้าคำนามเท่านั้น  (ไม่ใช้ตามหลัง “Verb to be”)   เช่น

        ๑.  มีชีวิต, เป็นๆ

  - No people eat live fish.

(ไม่มีผู้ใดกินปลาเป็นๆ)

 - They used live animals in their experiments.

(พวกเขาใช้สัตว์มีชีวิตในการทดลอง)

    ๒. (รายการ) สด

- This is a live program.

(นี่เป็นรายการสด)

- There was a live broadcast for the football match.

(มีการถ่ายทอดสดสำหรับการแข่งขันฟุตบอล)

   ๓. (ระเบิด) ยังมีฤทธิ์อยู่, ยังทำงานอยู่

     - It is a live bomb.

(มันเป็นระเบิดที่ยังทำงานอยู่  -  มีฤทธิ์อยู่)

          ๔. ซึ่งมีไฟฟ้า

          - This wire is live(ในกรณีนี้  วาง  “Live” หลัง  “Is” ได้)

(ลวดเส้นนี้มีไฟฟ้า)

        - Live wires are dangerous.

(เส้นลวดที่มีไฟฟ้ามีอันตราย)

           ๕. ซึ่งเป็นที่สนใจกันในเวลานี้

          - This is a live topic.

(นี่เป็นหัวข้อที่คนสนใจกันอยู่ในเวลานี้)

                        สำหรับ  “Alive”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ที่ต้องวางไว้หลัง  “Verb to be”  หรือ   “Verb”  อื่นๆ   เท่านั้น  เช่น

-         These crabs are alive.

(ปูพวกนี้ยังมีชีวิตอยู่)

-         They came back from the war alive.

(พวกเขากลับมาจากสงครามโดยยังมีชีวิต)

 

7. There is no need __________________ all to study slang.

(ไม่มีความจำเป็น _________________________ เลย  ที่จะศึกษาสแลง)  (คือภาษาตลาด หรือ ภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่มคนหรืออาชีพ)

(a) for

(b) at    (ใดๆ)

(c) to

(d) in

ตอบ    -    ข้อ   (b)   “At all”    มักใช้ในประโยคปฏิเสธ  หมายถึง   “ไม่............เลย”  “ไม่.................สักนิด”   “ไม่..................โดยสิ้นเชิง”    เช่น    ในประโยค 

         - I don’t like this movie at all.

(ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว)

        - There was no use at all to apologize after you had made such a big mistake.

(ไม่มีประโยชน์เลยสักนิดที่จะมาขอโทษ  หลังจากคุณได้ทำความผิดอย่างใหญ่โตเช่นนั้น)

        - She does not love him at all.

(เธอไม่ได้รักเขาแต่อย่างใดเลย)

                    สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้   Preposition  “At”   ได้แก่“at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  “sit at a table”(นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport”(ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends” (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด) “at a funeral” (ที่งานศพ)  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน) at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ)“  at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at a later stage” (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง) “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ความเร็ว ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “to remain at liberty” (ยังคงมีอิสรเสรี)  “to be at war”  (ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)   “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job” (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at the same address”  (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s” (ที่ร้านทำผม)  “at church” (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home” (ที่บ้าน)  “at work” (ที่ทำงาน)  “at school” (ที่โรงเรียน)  “at college”(ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all” (ผมไม่เข้าใจมันเลย)

 

8. Do you find ___________________ difficult to study German?

(คุณพบว่า ___________________________ ยากที่จะศึกษาภาษาเยอรมันไหม)

(a) any

(b) yourself

(c) it    (มัน)

(d) (No word is needed.)

ตอบ    -    ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Find + It + Adjective + To + Verb 1”  เช่น

-         We find it hard to believe what he said.

(เราพบว่ายากที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

-         I found it impossible to win the first price in lottery.

(ผมพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑)

-         She finds it necessary to get a job before getting married.

(เธอพบว่าจำเป็นที่จะต้องได้งานทำก่อนแต่งงาน)

-         They found it unbelievable to see a UFO flying close to their home.

(เขาพบว่าแทบไม่น่าเชื่อที่ได้เห็นจานผีบินอยู่ใกล้บ้านของพวกเขา)

 

9. I’m not used ___________________ to in that impolite way.

(ผมไม่คุ้นเคยกับการ _________________________ ด้วยในแบบที่ไม่สุภาพเช่นนั้น)

(a) to speak

(b) to be spoken

(c) to being spoken    (ถูกพูดคุยด้วย)

(d) to be speaking

ตอบ    -    ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Be used to”   หรือ “Get used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งถือเป็นรูป  “Active voice”  (ประธานของประโยคเป็นผู้กระทำกริยา)   แต่ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” (Be + Verb 3)  เนื่องจากประธานฯเป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพูดคุยด้วย)   ดังนั้น  เมื่อ  “Gerund” (Verb + ing)  และ  “Passive voice” (Be + Verb 3)  มารวมกัน   จะได้โครงสร้างดังนี้  คือ  “Being + Verb 3”  กล่าว คือ  ได้มาจาก   “Get used to + Verb ing” + “Be + Verb 3”  โดยเอาตัวหลังของคำหน้า  +  ตัวหน้าของคำหลัง  ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็น  “Get used to + Being + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-     She is (gets) used speaking to her neighbors.

(เธอคุ้นเคย-เคยชินกับการพูดคุยกับเพื่อนบ้าน)  (เป็น Active voice เพราะเธอเป็นผู้พูด – ผู้กระทำ)

-      She is not (does not get) used to being spoken to in that rude manner.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการถูกพูดคุยด้วย  ในกริยาท่าทาง (ของผู้พูด) ที่หยาบคายเช่นนั้น)  (เป็น  Passive voice  เพราะเธอเป็นผู้ถูกพูดด้วย – ผู้ถูกกระทำ)

                  สำหรับตัวอย่างของ “Be (get) used to”  แบบ “Passive voice”  เช่น

          - The students are not used to being assigned so much work.

(นักเรียนไม่คุ้นเคยกับการถูกมอบหมายงานให้ทำในปริมาณมาก)

         - We do not get used to being told to get up so early.

(เราไม่คุ้นเคยกับการถูกบอกให้ตื่นนอนแต่เช้ามากๆ)

         - She is not used to being invited to a party filled with so many celebrities.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการถูกเชื้อเชิญไปงานเลี้ยง  ที่เต็มไปด้วยคนมีชื่อเสียงจำนวนมากมาย)

 

10. My brother has a box in which he keeps his _________________.

(น้องชายของผมมีกล่อง ๑ ใบ ซึ่งเขาเก็บ _______________________ ของเขาไว้)

(a) save    (ประหยัด, ออมเงิน) (เป็นคำกริยา)

(b) safe    (ปลอดภัย, ไม่เสียหาย, มั่นคง, แน่นหนา) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) saving    (การประหยัด, การอดออม, การลดค่าใช้จ่าย) (เป็นคำนาม)

(d) savings    (เงินที่เก็บออมไว้, เงินสะสม) (เป็นคำนาม)

 

11. Travelling by air is not cheap.  _________________ is it enjoyable.

(การเดินทางโดยทางอากาศไม่ได้ราคาถูก ____________________ สนุกสนานด้วย)

(a) Also

(b) And

(c) Either

(d) Neither   (และไม่)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  ใช้   “Neither”  หรือ   “Nor”   เพื่อแสดงการคล้อยตามในประโยคปฏิเสธ

                       สำหรับตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-      A sneeze cannot be performed voluntarily, neither (nor) can it be easily suppressed.

(การจามมิสามารถถูกกระทำได้โดยสมัครใจ  และมันไม่สามารถถูกระงับได้อย่างง่ายๆ เช่นเดียวกัน)

                เนื่องจากการใช้คำ neither   หรือ   nor   ที่หมายความว่า   “ไม่..........ด้วย

เช่นเดียวกัน”  ทั้ง  ๒  คำ   เมื่อนำมาขึ้นหน้าประโยค  มีรูปแบบการใช้ดังนี้ คือ

                 Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน + กริยาแท้ (ช่องที่ ๑ ไม่มี “to” )  หรือ

            Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน (จบเพียงแค่นี้)  เช่น  ในประโยค

-         He doesn’t like cats.  Nor (neither) do I.

(เขาไม่ชอบแมว – ผมก็ (ไม่ชอบ) เช่นเดียวกัน)  หรือ

-         He doesn’t like cats and nor (neither) do I.

-         She won’t go to the movies.  Nor (neither) will I.

(เธอจะไม่ไปดูหนัง – ผมก็ (จะไม่ไป) เช่นเดียวกัน)

-         They can’t swim.  Nor (neither) can we.

(พวกเขาว่ายน้ำไม่เป็น – พวกเรา (ก็ว่ายไม่เป็น) เช่นเดียวกัน)

-         She has not cleaned her room, nor has she done her homework.

(เธอยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องเลย  และเธอก็ยังไม่ได้ทำการบ้านด้วย)

-         They must not make a loud noise.  Not (neither) must we.

(พวกเขาจะต้องไม่ทำเสียงดัง – พวกเราก็ (ต้องไม่ทำเสียงดัง) เช่นเดียวกัน)

 

12. President Lincoln’s hometown is __________________.

(บ้านเกิดของประธานาธิบดีลิงคอล์นอยู่ _________________________ )

(a) far from here three hundred miles

(b) three hundred miles from here   {(ห่างออกไป) ๓๐๐ ไมล์จากที่นี่ }

(c) far three hundred miles from here

(d) three hundred miles far from here.

ตอบ    –    ข้อ   (b)   มีการเรียงคำ คือ   “จำนวนระยะทาง + from here   ไม่ต้องมีคำว่า   “Far

 

13. ___________________ no rain here for the next few weeks.

(__________________________ ฝนตกที่นี่  สำหรับ ๒ – ๓ สัปดาห์ข้างหน้า)

(a) There was

(b) There has been

(c) There are

(d) There will be   (จะไม่มี)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นเรื่องของอนาคต  การทำนายดินฟ้าอากาศ

 

14. In the cities __________________ live as hard a life as they were in the villages.  

(ในเมืองใหญ่ __________________________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีตตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ    -    ข้อ  (c)  “The poor”   หมายถึง    “คนจน”    ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑      {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๓)}

-   The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ    –    ข้อ  ๓   แก้เป็น  “whose”   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค    (whose purpose…………………..the needy)   สำหรับข้อ  ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”   นำหน้าคำคุณศัพท์  (sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ  (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)    และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย    ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “are, were, have”  (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)  เช่น “the poor”  (คนจน)  “the rich”  (คนรวย)  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”   (คนกล้าหาญ)  “the elderly”  (คนสูงอายุ)  “the young”  (คนหนุ่มสาว)  “the old”  (คนแก่)  นอกจากนั้น  “Verb + ing” (Present participle)  และ กริยาช่องที่ ๓   (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  แต่เมื่อนำหน้าด้วย   “The”  เช่น “The dying”  (คนที่กำลังจะตาย)หรือ  “The wounded”  (คนเจ็บ)  “The injured”  (คนเจ็บ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา  “Are, Were, Have”  เช่นกัน    ดังตัวอย่างประโยค

       - The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

       - The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

       - In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

         - The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

         - The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

         - The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

 

15. Tom ________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม_________________________ รูปมากขึ้น  ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓   “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว”    ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-      Nancy __________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓   “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ    ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน   คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ” 

                       ตัวอย่างที่ ๒

-      If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.   (ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

-      หมายเหตุ   –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้  คือ  อนุประโยค   “If + Subject + Had (not) + Verb ช่อง 3”, ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would  (should, could, might, must) + (not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือ เอา “If clause”   ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause” แบบที่  ๓  ได้แก่

-        If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-        If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-        If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.  

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-        She would have gone to the market if she had had something to buy.  

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                จะเห็นว่าในประโยคข้างบน   “If clause”  มี  “Had”  2  ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า มี”  พอมาอยู่หลัง   “Had”   จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

-        I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-         If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

-        If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

               สรุป   -    ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect”  {Had + (Not) + Verb 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}   จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

16. Neither I nor my sister ________________ going to the dance.

(ไม่ทั้งผมและน้องสาว ____________________ ไปเต้นรำ – คือ ทั้งผมและน้องสาวไม่ไปเต้นรำ)

(a) is

(b) am

(c) are

(d) aren’t

ตอบ    –    ข้อ   (a)  เนื่องจาก ประธานประโยค  ๒  ตัว  เชื่อมด้วย   “Or, Either… ………...or, Neither………….nor, Not only………....but also   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง   เช่น

       - You or I am to blame for the error.

(ไม่คุณก็ผมที่ควรถูกตำหนิสำหรับความผิดพลาด)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ  “I”)

      - When I came in, neither the radio nor the television was on.

(เมื่อผมเข้ามา  ทั้งวิทยุและทีวีมิได้เปิดอยู่)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ “the television”)

        - Neither you nor I was glad.

(ทั้งคุณและผมไม่ดีใจ)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ “I”)

        - Although we have been living in Thailand for 5 years, neither my husband nor I speak Thai fluently.

(แม้ว่าเราได้อยู่เมืองไทยมา ๕ ปีแล้ว  ทั้งสามีและฉันพูดไทยไม่คล่อง) (ใช้กริยาตาม “I”)

        - Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work. (ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  หรือ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยาตาม “plain laziness”)

 

17. _____________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(____________________________  โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned    (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานประโยค คือ   “I”   เป็นผู้   “ถูกเตือน”   โดยตัว อย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่  ๓ (Past participle) ซึ่งแสดงการ  “ถูกกระทำ” (Passive voice)  นำหน้าประโยค   มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า   ประธานที่อยู่ข้างในประโยค   (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา  คือ  “ถูกเตือน”   ดังตัวอย่างประโยค   เช่น

-         Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่า

เรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)         เนื่องจากประธานของประโยค คือ   “ballet”  เป็นสิ่งที่ “ถูกรัก”  (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓ (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน (ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”   ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้ (Passive voice)  ได้แก่

-         Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

-         Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

            ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา   (Active voice)   จะต้องนำหน้าประโยคด้วย   “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง   เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

 Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

                        สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย) เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ    (แสดง Active voice”)   เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

18. We have not ___________________ yet about what is happening.

(เรายังไม่มี _____________________________  เกี่ยวกับว่ามีอะไรเกิดขึ้น)

(a) much informations

(b) many informations

(c) much information    (ข้อมูลข่าวสารมากมาย)

(d) many information

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Information”   เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม   “s”  ได้   และต้องใช้กับ   “Much”  (“Many”  ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

 

19. Without petrol commerce and industry would be ______________

a standstill.

(ถ้าหากปราศจากการค้าขายน้ำมัน (แล้วละก็)  อุตสาหกรรมจะ_________________ ชะงัก งัน  –  หรือหยุดอยู่กับที่)

(a)   on

(b) at   (at a standstill  =  หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)

(c)   in

(d)  to

(e)   into

ตอบ    -    ข้อ  (b)

 

20. I can’t help ___________________ of my past life.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _______________________ ชีวิตในอดีตของผม)

(a) think

(b) to think

(c) thinking    (คิดถึง)

(d) to thinking

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Can’t help” (อดไม่ได้)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund”  หรือ คำนาม จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-   I don’t feel like _________________ now.

(ผมไม่รู้สึกอยาก ________________________ ในขณะนี้)

(a) eat

(b) eating    (กิน)

(c) to eat

(d) to eating

ตอบ    –    ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)   ต้องตามด้วย Gerund” (Verb + ing)   สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund (Verb + ing)หรือคำนามได้แก่   “Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy”  (สนุกสนาน),  “Finish.  (ทำเสร็จ),  “Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow”  (อนุญาต),  “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม)Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall”   (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit”  (ยอมรับ),  “Delay”  (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive”  (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

-        She enjoys reading novels.  (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.   (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.  (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.   (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.   (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.  (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.   (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.  (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.   (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.   (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.   (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?   (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder.   (ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

 

21. ___________________ you keep your mouth shut, you will be safe.

(___________________________  คุณหุบปากของคุณไว้  คุณก็จะปลอดภัย)

(a) Unless    (ถ้า.................ไม่)

(b) So long as    (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(c) In case of    (ในกรณีของ)

(d) So far as    (เท่าที่...............ผมรู้มา, เขาบอกผม, ฯลฯ)

 

22. Let’s go to the library, ____________________ ?

(พวกเราไปห้องสมุดกันเถอะ, ____________________________ )

(a) do we

(b) don’t we

(c) won’t we

(d) shall we   (เอาไหม)

ตอบ    -    ข้อ  (d)   เนื่องจากประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้นด้วย   “Let’s”  ในส่วนท้าย  (Tag) จะต้องใช้   “Shall we”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

   Let’s ……………….., shall we?”   (พวกเรา..................., เอาไหม)   เช่น

          - Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

          - Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

         - Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

         - Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                   แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”  “Let him”  “Let her” ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง   (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น  ในส่วน  Tag  ต้องใช้   “will you?” เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไปเช่น

-         Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

-         Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

-         Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

-         Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

-         Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

           ดูเพิ่มเติมส่วนท้าย  (Tag) ของประโยคขอร้อง  จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-    Do it at once, ___________________?

(จงทำมันโดยทันที ______________________________ )

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you   (ได้ไหม)

ตอบ    -    ข้อ    (d)   เนื่องจาก   “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยคคำสั่ง, ขอร้อง เชื้อเชิญ  ในส่วน   “Tag”  ให้ใช้“………………., will you ?”  เช่น

         - Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

        - Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

        - Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

        - Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

        - Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

 

23. His favourite subject is _____________________.

(วิชาที่โปรดปรานของเขา คือ ____________________________ )

(a) mathematic

(b) physic

(c) arithmetic    (เลขคณิต)

(d) economic

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากวิชาในข้อที่เหลือ   จะต้องลงท้ายด้วย  “S”   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-         Physics _________________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกซ์ ______________________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a)    are

(b)   have been

(c)    is    (ถูก)

(d)   will be

ตอบ    –    ข้อ  (c)  เนื่องจากชื่อวิชาที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่นEconomics  (เศรษฐศาสตร์), Phonetics  (วิชาการออกเสียง), Statics  (สถิตศาสตร์), Dynamics  (พลศาสตร์), Statistics  (วิชาสถิติ), Psychics  (จิตตศาสตร์), Aeronautics  (วิชาการบิน), Astrophysics  (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), Aesthetics  (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), Mathematics  (คณิตศาสตร์), Politics  (การเมือง), รวมทั้ง   News  (ข่าว), Mumps  (โรคคางทูม), Measles  (โรคหัด),  Means  (วิธี), Ashes  (เถ้าถ่านศพ), Alms  (ทาน),  Billiards  (กีฬาบิลเลียด), Cross-roads  (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)  เช่น 

          - A cross-roads is a place where two roads cross.

(๔ แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

        - Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

        - Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

        - Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

24. You’re tired; you ____________________ with them.

(คุณเหนื่อยแล้ว  คุณ _____________________________ กับเขา)

(a) not ought to go

(b) ought not go

(c) ought to not go

(d) ought not to go    (ไม่ควรไป)

ตอบ    -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Ought to  =  Should + Verb 1”   แต่เมื่ออยู่ในรูปปฏิเสธ  ต้องใช้   “Ought not to + Verb 1”  หรือ   “Should not + Verb 1

 

25. After a ___________________ breakfast, he ran to the bus stop.

(หลังอาหารเช้าที่ ____________________________ เขาวิ่งไปยังป้ายรถเมล์)

(a) hurry    (เร่งรีบ)  (เป็นทั้งคำกริยาและนาม)

(b) hurried    (เร่งรีบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) hurrying

(d) hurry’s

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เนื่องจากขยายหน้าคำนาม   “Breakfast”   จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์   (Adjective)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้