หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 170)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It is harder to walk uphill than downhill because we must _____

________________ the weight of our body.

(มันยากที่จะเดินขึ้นเขามากกว่าเดินลงเขา  เพราะว่าเราจะต้อง ________________ น้ำหนักของร่างกายของเรา)

(a) rise    (ขึ้น, เพิ่มขึ้น, มากขึ้น, สูงขึ้น)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(b) increase    (เพิ่มขึ้น, ทำให้เพิ่มขึ้น)

(c) lift    (ยก)

(d) promote    (ส่งเสริม, กระตุ้น)

 

2. Bring a _______________ sheet of paper for your test.

(ให้นำกระดาษ _____________________ มาด้วย  ๑  แผ่น  สำหรับการทดสอบ (การสอบ) ของคุณ)

(d) dark    (มืด, มืดมน, มัว, ดำคล้ำ, เร้นลับ, คลุมเครือ, ชั่วช้า, อัปรีย์, ป่าเถื่อน)

(b) torn    (ฉีกขาด, ถูกทำให้ฉีกขาด)

(c) damp    (ชื้น, หมาด, ไม่กระตือรือร้น, หดหู่, ไร้ชีวิตชีวา)

(d) blank    (ว่าง, ว่างเปล่า, ยังไม่ได้เขียนหรือพิมพ์อะไร, ที่ปราศจากเรื่องราว, จืดชืด, ไม่น่าสนใจ)

 

3. If a man is paid for boxing, he is a _________________ boxer.

(ถ้าชายคนหนึ่งได้รับเงินค่าจ้างสำหรับการชกมวย  เขาเป็นนักมวย ___________ )

(a) amateur    (สมัครเล่น)

(b) expert    (เชี่ยวชาญ, ชำนาญ)  (ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง ผู้เชี่ยวชาญ)

(c) fighting    (ที่ต่อสู้, ที่สู้รบ)

(d) professional    (อาชีพ)

 

4. He is a very ________________ writer.  He is always writing about journeys to the moon and such things.

(เขาเป็นนักเขียนที่ ______________________ มาก  เขามักเขียนเกี่ยวกับการเดินทางไปดวงจันทร์  และเรื่องอะไรทำนองนั้น  อยู่เสมอ)

(a) sensible    (ฉลาด, มีเหตุผล, มีไหวพริบ, มีสติสัมปชัญญะ)  

(b) imaginative    (ช่างจินตนาการ, ช่างคิดช่างฝัน, ซึ่งนึกเอาเอง)

(c) sensitive    (ไวต่อความรู้สึก, อ่อนไหว, หวั่นไหวง่าย)

(d) impressive    (น่าประทับใจ)

 

5. She had ________________ for a job in America.  She hopes she will get it.

(เธอได้ ____________________ งานในอเมริกา  เธอหวังว่า เธอจะได้งานนั้น)

(a) appointed    (แต่งตั้ง, ตั้งให้เป็น, บงการ, กำหนด, นัดหมาย)

(b) implied    (แสดงเป็นนัย, บอกเป็นนัย, มีความหมายว่า)

(c) applied    (สมัคร, ใช้, ใช้เป็นประโยชน์, ประยุกต์)

(d) admitted    (ยอมรับ, รับให้เข้ามา, ยอมให้เข้ามา)

 

6. Men aren’t _________________ to cry in public.

(ผู้ชายมิได้ถูก ________________ (ว่า)  ร้องไห้ในที่สาธารณะ)  (หมายถึง  ต่อหน้าฝูงชน)  (คือ  คนทั่วไปคิดว่าผู้ชายต้องไม่ร้องไห้ในที่สาธารณะ)

(a) thought    (คิด)

(b) imagined    (จินตนาการ, นึกคิด)

(c) assumed    (สันนิษฐาน, นึกเอา, สมมติ)

(d) supposed    (คาดว่า, คาดคะเน, คิด, อนุมาน, จินตนาการ, กำหนดว่า)

 

7. The high cost of living is one of the Thai people’s major ______

____________________.

(ค่าครองชีพที่สูง  เป็นหนึ่งใน _________________ ที่สำคัญของประชาชนคนไทย)

(a) luxuries    (ความหรูหราฟุ่มเฟือย)

(b) characters    (ลักษณะ, อุปนิสัย, คุณสมบัติ, ลักษณะพิเศษ, ตัวอักษร, อักขระ)

(c) complaints    (การร้องเรียน, การร้องทุกข์, ข้อร้องเรียน)

(d) entertainments    (ความบันเทิง, ความเพลิดเพลิน)

 

8. He was treated _______________ a friend, not _______________ a

stranger.

(เขาได้รับการปฏิบัติ ________________ เพื่อนคนหนึ่ง  มิใช่ _______________ คนแปลกหน้า)

(a) as _______________ as    (ในฐานะที่เป็น  __________  ในฐานะที่เป็น)

(b) for _______________ for

(c) by ______________ as

(d) as ______________ by

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  หมายถึง  “ในฐานะที่เป็น, เป็น”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี  เช่น

-         He worked as a doctor in a small hospital.

(เขาทำงานเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลเล็กๆ)

        -   She is known as a person who keeps her words.

(เธอเป็นที่รู้จักกันในฐานะเป็นบุคคลผู้รักษาคำพูด)

 

9. I’ll take some money with me _________________ I need it.

(ผมจะเอาเงินติดตัวไปบ้าง ________________________ ผมจำเป็นต้องใช้มัน)

(a) if    (ถ้า)

(b) in case    (เผื่อว่า, ในกรณีที่)   

(c) otherwise    (มิฉะนั้น) 

(d) however    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)   

(e) in addition to    (นอกเหนือจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “In case”  อยู่หน้าอนุประโยค  หมายถึง  “เผื่อว่า, ในกรณีที่”  และให้สังเกตว่า  อนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะไม่ใช้รูปอนาคต  “Future tense”  เช่น

-         In case I forget please remind me about it.

(ในกรณีที่ผมลืม  กรุณาเตือนผมเกี่ยวกับมันด้วย)

-         You don’t have to wait for me in case I come back after 4 p.m.

(คุณไม่จำเป็นต้องรอผม  เผื่อว่าผมกลับมาหลัง  ๔  โมงเย็น)

-         Set the alarm-clock in case you don’t wake up in time.

(ตั้งนาฬิกาปลุกเอาไว้  เผื่อว่าคุณจะตื่นไม่ทันเวลา)

-         Take an umbrella in case it rains.

(เอาร่มติดไปด้วย  เผื่อว่าฝนมัน (จะ) ตก)

                    ในกรณีที่   “In case”  อยู่หลังอนุประโยค  มันจะมีความหมาย  “เผื่อไว้”  เช่น

-         It may rain; you’d better take an umbrella just in case.

(ฝนอาจจะตก  คุณควรเอาร่มติดไปด้วย  เผื่อไว้)

-     The bus is usually on time, but (you should) start early, just in case.

(รถประจำทางมักจะตรงเวลา  แต่ (คุณควร)  ออกจากบ้านแต่เนิ่นๆ  เผื่อเอาไว้)  (คือ  ถ้ารถบังเอิญมาเร็วกว่าปกติ  คุณก็จะยังขึ้นรถได้ทัน)

                   สำหรับ   “In case of”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี  หมายถึง  “ในกรณีที่มี, ถ้าเกิดมี”  เช่น

-         In case of fire, ring the alarm bell.

(ในกรณีที่มีไฟไหม้  ให้สั่นกระดิ่งเตือนภัย)

-         In case of an accident, call the police.

(ถ้าเกิดมีอุบัติเหตุ  ให้เรียกตำรวจ)

-         In case of failure, try again.

(ในกรณีที่ล้มเหลว  ให้พยายามอีกครั้ง)

-         I’ll sell this house in case of a flood.

(ผมจะขายบ้านหลังนี้ทิ้ง  ถ้าเกิดมีน้ำท่วม)  (คือ  ขายบ้านเพื่อหนีน้ำ)

 

10. A:  “We can’t go out now.  It’s raining.”

(เราไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ในตอนนี้  ฝนกำลังตก)

     B:  “I wish the rain _______________ soon.”

(ผมปรารถนาว่าฝน _______________________ ในไม่ช้า)

(a)    stops

(b)   will stop

(c)    to stop

(d) would stop   (จะหยุดตก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายการใช้กริยา  “Wishจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ ๑

-         I wish I __________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt   (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ    -    ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน) 

                        ตัวอย่างที่ ๒

-         I wish today ____________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ___________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were   (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish” แสดงความปรารถนา  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา) จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb)   แต่  “That”   มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก  คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ Were”  กับประธานทุกตัว)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้ – แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ – แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)   ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-         I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish” ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็น  “Would”  “Should”  “Could”  “Might” ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า  –  แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

     อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Wish”    แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา   จะมีโครงสร้าง   “Wish + To + Verb 1”   ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

     สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ    “Wish + กรรม + Noun”   มีความ หมาย   คือ   “ขออวยพรให้”   เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

11. They were careful to seat the important guests _________________ the host so he could talk to them easily. 

(พวกเขามีความรอบคอบที่จัดที่นั่งให้แขกคนสำคัญ _____________________ กับเจ้าภาพ  เพื่อที่ว่าเขา (เจ้าภาพ) จะได้สามารถสนทนากับแขกคนสำคัญได้อย่างง่าย – สะดวก)

(a) near to

(b) near   (ใกล้, ใกล้เคียง)

(c) next   (ถัดไปจาก, ติดกัน, ใกล้กับ)

(d) nearly   (เกือบจะ, จวนจะ)

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Near”  ไม่ต้องตามด้วย  “To”   ส่วน “Next”  ต้องตามด้วย   “To”   เสมอ  (ในความหมาย   “ถัดไปจาก หรือ ติดกันกับ”)   ส่วน  “Nearly”  ใช้ดังนี้    คือ

-         She has been sitting here for nearly an hour.

(เธอนั่งอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมงหนึ่งแล้ว)

-         He was nearly as tall as his sister was.

(เขาสูงเกือบจะเท่ากับพี่สาวของเขา)

-         It was nearly dark.

(มันจวนจะค่ำแล้ว)

-         I think about it nearly all the time.

(ผมคิดเกี่ยวกับมันเกือบจะตลอดเวลา)

 

12. Our plane will arrive __________________ Tokyo at noon.

(เครื่องบินของเราจะมา _______________________ โตเกียวในตอนเที่ยง)

(a) at

(b) in    (ถึง)

(c) to

(d) into

(e) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Arrive in”  =  มาถึง เมือง หรือ ประเทศ   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-         This year the annual meeting takes place ______________ Seattle.

(ปีนี้  การประชุมประจำปีจัดขึ้น(เกิดขึ้น) ____________________ เมืองซีแอตเติ้ล)

(a) on

(b) for

(c) in    (ใน)

(d) by

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก “เมือง”   และ   “ประเทศ” ต้องใช้   Preposition “In”   สำหรับวลีที่ต้องใช้กับ   Preposition   “In”   มีดังนี้   “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”   (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”   (อ่อนในเรื่อง), “deficient in”   (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”   (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง),  “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in” (ผิดหวังในเรื่อง),  “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms”  (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room”  (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ),  “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว)“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016” (ในปี ๒๐๑๖),  “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light”  (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช็อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาอังกฤษ), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี),  “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),   “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆ), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ),  “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty” (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร),  “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา),  “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),  “in the first place”  (ในประการแรก) (แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

13. We don’t allow anyone ___________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ____________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim    (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-  He told one of the men ___________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ___________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ

กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูปInfinitive with to”  (To + Verb 1 )  เสมอ  ได้แก่ “Expect, Want, Cause,  Force, Compel,  Invite, Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press, Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”  ตัวอย่างประโยค   เช่น

-         We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-         She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-         They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-         The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-         I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-         She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-         We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-         The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-         She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-         The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

14. A: “___________________ coffee have you drunk today?”

(คุณดื่มกาแฟ _______________________________ วันนี้)

      B: “Three cups.”

( ๓ ถ้วยครับ)

(a) How many cups   (มากกี่ถ้วย)

(b) What kind of   (ชนิดใด)

(c) How many   (มากเท่าใด)   (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(d) How much    (มากเท่าใด)   (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เป็นเอกพจน์เสมอ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Coffee”  เป็นนามนับไม่ได้   จึงต้องใช้กับ  “Much” สำหรับข้อ   (a)   ก็ใช้ได้   แต่ต้องแก้เป็น   “How many cups of

 

15. _____________________ there were bears in England.

(__________________________  มีหมีอยู่ในประเทศอังกฤษ)

(a) Many hundreds years ago    (เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว)

(b) A hundred of years ago    (เมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้ว)

(c) Hundreds of years ago    (เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว)

(d) One hundred of years ago    (เมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้ว)

ตอบ    -    ข้อ   (c)  หรือ ข้อ   (a)  แต่ต้องแก้เป็น  “Many hundred years ago”  หรือ  ข้อ  (b)   แต่ต้องแก้เป็น  “A hundred years ago”  หรือ ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น   “One hundred years ago

 

16. I hope you will try _________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น _______________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little   (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ    -    ข้อ  (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น   ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า  และต้องการบอกว่า  “เล็กน้อย, นิดหนึ่ง”   ให้ใช้  “A little, A bit  หรือ A little bit”  ขยาย   เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter” (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important (สำคัญกว่าเล็กน้อย)    เป็นต้น

                       ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”  สวยกว่ามาก”   ให้ใช้  “Much” และ  “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-         She looks much ___________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง ____________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   เพียงแต่ไม่มี   “Than”  ปรากฏให้เห็น   แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น   เมื่อวานนี้   หรือ  สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้   “Very  แทน   “Much”   เพื่อขยาย  “Happy”   ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น    “อย่างมาก”    ให้ใช้   “Much”   และ   “Far”   เท่านั้น  (สำหรับความหมาย    “อย่างมาก”)   ห้ามใช้   “Very

                   ตัวอย่างที่ ๒

-         The scenery looks _________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant   (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ  –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามาก”  ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า   “อย่างมากมาย”   ได้   ๒   คำ คือ Much”  และ  “Far”  ห้ามใช้  “Very”    สำหรับในประโยคข้างบน   จะใช้  “far more pleasant” ก็ได้

                   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “Much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “Much older” (แก่กว่ามาก)   “Far hotter”  (ร้อนกว่ามาก)  “Far colder”  (หนาวกว่ามาก)  “Much more important”  (สำคัญกว่ามาก)  “Much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “Far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “Far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

 

17. He will do it if he ____________________.

(เขาจะทำมันถ้าเขา ______________________________ )

(a) can to

(b) is able

(c) is possible    (เป็นไปได้)

(d) is able to    (สามารถ)

ตอบ    -    ข้อ    (d)  “Is (Am, Are) + Able + To + (Verb 1)”   เสมอ   ส่วน “Can”    ไม่ต้องตามด้วย    “To”  สำหรับข้อ  (c)   ก็อาจใช้ได้เช่นกัน   ถ้าเปลี่ยนรูปประโยคเป็น   “He will do it if (it is) possible.” (เขาจะทำมันถ้าหากเป็นไปได้)

 

18. I wish I could ___________________ drinking.

(ผมปรารถนาว่าผมสามารถ ________________________ การดื่มเหล้า)

(a) give way

(b) give away    (ยกให้ไป)

(c) give up    (ยุติ, เลิก)

(d) give out    (แจก, แจกจ่าย)

 

19. I am ____________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) _______________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ    -    ข้อ   (c)  สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้ คือ

            - I am too weak to lift this heavy stone.

            - I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

           - I am not strong enough to lift this heavy stone.

          - I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

          - I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

                  ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน เช่น

          - The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

         - The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.

        - The car is not big enough for us to get into it.

        - The car is so small that we cannot get into it.

        - It is so small a car that we cannot get into it.

        - It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ    -     ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

20. This is the house ____________________ I live in.

(นี่คือบ้าน (ซึ่ง) ______________________________ ผมอาศัยอยู่)

(a) where

(b) at

(c) in which

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดๆ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-  The hotel __________________ was very comfortable.

(โรงแรม _________________________ มีความสะดวกสบายมาก)

(a) which I slept last week

(b) that I slept last week

(c) where I slept in last week    (ผิด เพราะมี  “Where”  แล้ว ห้ามใช้  “In” อีก)

(d) in which I slept last week    (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “In which”   มีความหมายเท่ากับ  “Where”  สำหรับข้อนี้   นอกจากตอบในแบบข้อ   (d)   แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ  ได้อีก  คือ

           - (d) in which I slept last week

        - which I slept in last week

        - that I slept in last week

        - where I slept last week

หมายเหตุ     –    ห้ามใช้   “in that I slept last week

                        สำหรับประโยคในข้อ  ๑๐  สามารถใช้ได้หลายรูปแบบเช่นเดียวกัน  (โดยมีความหมายเหมือนกัน)   คือ

-   This is the house I live in

-   This is the house where I live.

-   This is the house in which I live.

-   This is the house which I live in.

-   This is the house that I live in.

 

21. How __________________ do you have your car washed?

(คุณล้างรถของคุณ (คือให้ผู้อื่นล้างให้) ________________________ เพียงใด)

(a) much    (มาก)

(b) many times    (กี่ครั้ง)

(c) often    (บ่อย)

(d) long    (นาน, ยาว)

ตอบ    -     ข้อ    (c)   เนื่องจากถามเกี่ยวกับ   “ความถี่”  (Frequency)   สำหรับข้อ (b)   ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน   แต่ต้องแก้เป็น   “How many times in a week (month) do you have your care washed?”    หรือ    “How many times do you have your car washed in a week (month)?

 

22. You ought ____________________ for her last night.

(คุณควรจะ ______________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ    -    ข้อ   (c)    เนื่องจาก   “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought + To + Have + Verb 3”   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

              - I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

               - She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น– เมื่อเดือนที่แล้ว – แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

                  - They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้