หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 168)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It is in this company _________________ I work.

(มันเป็นในบริษัทแห่งนี้ ______________________ ผมทำงาน) 

(a) where

(b) in which

(c) which

(d) that    (ที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   It is because he is very rich _________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ___________________________ เธอรักเขา)

(a) so    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that    (ที่)

(c) why

(d) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ    -    ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) +วลี {มัก

นำหน้าด้วย  “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb”ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ ๒

-      ________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_____________________________  เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ    -    ข้อ   (b)  ต้องใช้   “It was”   เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี (มักนำหน้าด้วย “Preposition”) + That + Subject + Verb”เช่น

          - It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

            - It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

            -  It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

            -  It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

            - It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

            - It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

            - It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

-         It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

           - It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

2. He came downstairs _________________ and said that his elder brother __________________ him.

(เขาเดินลงบันไดมา _________________ และกล่าวว่าพี่ชายของเขา _______         _______________________ เขา)

(a) crying ________________ hit

(b) cry ________________ hit

(c) to cry _________________ had hit

(d) crying ________________ had hit    (ร้องไห้ __________________ ได้ตี)

(e) cry ________________ had hit

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้   “Crying”  เนื่องจากขยาย  “Came downstairs”  และใช้  “Past perfect tense”  “Had hit” (ตี)  เนื่องจากเหตุการณ์เกิดก่อน  “ลงบันได”  และ  “ร้องไห้

 

3. ________________________ to get there on time.

(__________________________ ที่จะไปถึงที่นั่นตรงเวลา)

(a) I am impossible

(b) Is it possible for me

(c) It is impossible for me    (มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผม)

(d) Am I possible

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Adjective + For + Someone + To + Verb

 

4. She acts as if she __________________ his wife.

(เธอทำตัวราวกับว่า (ประหนึ่งว่า) เธอ ___________________ ภรรยาของเขา)

(a) be

(b) is

(c) was

(d) were    (เป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

               - He rushed into the room, looking as if he_______________ a ghost somewhere.

(เขาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง  มีท่าทาง (อาการ) ประหนึ่งว่า  เขา ______________     ผีที่ไหนสักแห่ง)

(a) sees

(b) saw

(c) had seen    (ได้เห็น)

(d) would have seen

ตอบ   -  ข้อ  (c)  สำหรับเหตุการณ์ในอดีต  อนุประโยคที่นำด้วย   “As if, As though”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จะต้องตามด้วย   “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน   ให้ใช้   “Past simple tense” (Verb 2)  และ ในกรณีเป็น   “Verb to be”   ให้ใช้   “Were” กับประธานทุกตัว   (I, He, She, It, They, We, You) 

                ตัวอย่างที่ ๒

-         He acted as though he ___________________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา ________________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบาย   “As though,  As if”   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๓    {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

(1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ   -   ข้อ   ๒   แก้เป็น   “as if   หรือ  as though”   เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย   “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน   ซึ่งในที่นี้ดูจาก  “Can swim”  และต้องใช้  “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ   “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้  “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป “Past simple” (Verb 2)  หรือ “Past perfect” (Had + Verb 3)  หลัง “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”   ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ   หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้  “Wish”  โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive” 

                    ตัวอย่างที่ ๔

            -  He spends his money ________________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน _____________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)   (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “As though”  หรือ  “As if”   (นำหน้าอนุประโยค)หมายถึง  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”   โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา   “Spends”)  จึงใช้   “Were”กับประธาน  “He”  (หรือใช้ “Verb 2”  ในกรณีเป็นกริยาตัวอื่นๆ  เช่น  Walk, Like, Play, Eat, Run, etc.)  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต   ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had been” (……as though he had been a………..)    ตัวอย่างประโยคอื่นๆ    ได้แก่

-    He acts as if he were a millionaire.  (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

-    He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-  The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- He says as though he loved her.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้รัก)

-      She acts as if she saw a ghost somewhere.   (เป็นปัจจุบัน)

(เธอทำท่าทางประหนึ่งว่า  เธอเห็นผีที่ไหนสักแห่ง)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เห็น)

-      I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆแล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

 

5. As we hadn’t seen each other for years, we spent the first hour together _________________ up on the latest gossip.

(เนื่องจากพวกเราไม่ได้พบกันเป็นเวลาหลายปี  เราจึงใช้เวลาชั่วโมงแรก _________

_____________________ เรื่องซุบซิบล่าสุด)

(a) catching    (ติดตาม)

(b) catch

(c) having caught

(d) to catch

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง   “Subject + Spend + Time + Verb + ing

 

6. It was very thoughtless of him not _________________ you a lift home at such a late hour at night.

(มันเป็นความไม่มีหัวคิด (ไม่นึกถึงคนอื่น) ของเขาอย่างยิ่ง  ที่ไม่ _______________ จะพาคุณไปส่งบ้านในเวลาที่ดึกดื่นเช่นนั้น)

(a) offering

(b) to offer    (เสนอ)

(c) having offered

(d) to be offering

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “It + is (was) + Adjective + Of + กรรม + (Not) + To + Verb 1”  (มันเป็นความ.......(คุณศัพท์).............ของกรรมที่ทำ (ไม่ทำ) กริยานั้น)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

 

7. I have no pencil to write ___________________.

(ผมไม่มีดินสอจะเขียน _________________________ )

(a) by

(b) on

(c) with   (ด้วย)

(d) (No word is needed.)     (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า  “I write with a pencil.” จึงต้องมี   “With”   ติดมาด้วย

 

8. ___________________ European gentleman is waiting for you in the hall.

(สุภาพบุรุษชาวยุโรป  _________________________ กำลังรอพบคุณในห้องโถง)

(a) A   (คนหนึ่ง)

(b) An

(c) There is    (มี)

(d) (No word is needed.)    (ไม่ต้องการคำเติม)

ตอบ  -  ข้อ  (a)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑      {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ (๑) – (๔)}

-    Thoreau admired (1) a honest farmer more than (2) a hypocritical

scholar, who (3) would do anything (4) just to build up his fame.

(ธอโร่เลื่อมใส (หรือนับถือ) ชาวนาที่ซื่อสัตย์มากกว่านักปราชญ์ที่เสแสร้ง-หลอกลวง 

ผู้ซึ่งจะทำอะไรก็ได้เพียงเพื่อจะสร้างชื่อเสียงของตัวเอง)

ตอบ   –   ข้อ  (1)  แก้เป็น  “an honest”  เนื่องจาก  “honest” (ออ-เนสท์)   มีพยางค์แรกออกเสียงเป็นเสียงสระ  “ออ”  จึงเสมือนกับคำนามเอกพจน์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ “A”  “E”  “I”  “O”  และ“U” เช่น  Ant, Egg, Idea, Orange, Uncleเป็นต้น  จึงต้องใช้  Article “An”  ขยายคำอื่นๆที่ใช้ในลักษณะเดียวกัน ได้แก่

-         an honor (ออ-เน่อะ) – เกียรติ

-         an honorable (ออ-เนอะ-เร-เบิ้ล) person – บุคคลที่มีเกียรติ

-         an hour (อาวร์) – ชั่วโมง

-         an honest (ออ-เนส) man– คนที่ซื่อสัตย์

-         an heir (แอร์) – ทายาท, ผู้สืบทอด, ผู้สืบมรดก

-         an heiress  (แอร์-ริส) – ทายาทหญิง

-         an unusual (อัน-ยูส-ชวล) name (ชื่อที่ไม่ธรรมดาหรือแปลก)

                           ในขณะเดียวกัน  คำนามเอกพจน์ที่แม้จะขึ้นต้นด้วยสระ “A”  “E”  “I”  “O”  และ   “U”  แต่มิได้ออกเสียงสระ “ออ” แต่ออกเสียงพยัญชนะ เช่น “ยอ”  ก็จะต้องใช้ “A”  ขยายเช่น

-         a unit (ยู-นิท)  –  หน่วย

-         a union (ยู้-เนียน)  –  สหภาพ

-         a European  (ยู-โร้-เพียน)  –  ชาวยุโรป

-         a unanimous (ยู-แน้น-นิ-เมิส) decision  –  คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์

-         a usual (ยู้-ชวล) meeting –  การประชุมหรือพบปะตามปกติหรือเป็นประจำ

-         a university (ยู-นิ-เว้อ-ซิ-ที่)  –  มหาวิทยาลัย

-         a eunuch (ยู้-นัค)  –  ขันที

-         a euphemism (ยู้-เฟ-มิ-ซึ่ม) – การใช้ถ้อยคำหรือภาษาที่สละสลวยเพื่อมิให้คนฟังขัดหู

-         a euphonious (ยู-โฟ้-เนียส) song–เพลงไพเราะรื่นหู

-         a euphonium (ยู-โฟ้-เนี่ยม)  – แตรทองเหลืองขนาดใหญ่

-         a euphony (ยู้-โฟ-นี่)  –  ความไพเราะที่เกิดจากเสียงที่ไม่ขัดหู

-         a eulogy (ยู้-โล-จี้)  –  คำสรรเสริญ, การยกย่องสรรเสริญ

-         a euphoria (ยู-ฟ้อร์-เรีย)  –  ความรู้สึกสบาย, ความเคลิบเคลิ้มเป็นสุข

-         a Eurasian (ยู-เร้-เซียน)  – ผู้ที่มีเลือดชาวยุโรปผสมเอเชีย

-         a urinalysis (ยัว-ริ-แน้ล-ลิ-ซิส)  –  การตรวจปัสสาวะ

-         a urologist (ยัว-ร้อล-ละ-จิสท)  –  นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับปัสสาวะ

-         a use(ยูซ)  –  การใช้, การใช้ประโยชน์, วิธีการใช้, ประโยชน์

-         a useful (ยูซ-ฟูล) tool –  เครื่องมือที่มีประโยชน์

-         a useless (ยูซ-ลิส) car  –  รถยนต์ที่ไม่มีประโยชน์หรือใช้การไม่ได้

-         a user (ยู้-เซ่อะ)  –  ผู้ใช้

-         a usurer (ยู้-เซอะ-เร่อะ)  –  ผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก

-         a utensil (ยู-เท้น-เซิ่ล)  –  เครื่องใช้ในครัว, เครื่องใช้, เครื่องมือ

-         a utilitarian (ยู-ทิล-ลิ-แท้-เรี่ยน)  –  ผู้ยึดถือลัทธิผลประโยชน์เป็นสำคัญ

-         a utility (ยู-ทิ้ล-ลิ-ที่)  –  ประโยชน์, ผลประโยชน์, การบริการสาธารณะ เช่น รถเมล์, รถราง, รถไฟ, โทรศัพท์, ไฟฟ้า, ประปา

 

9. He asked me ___________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ______________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech”   คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค   “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  If”  หรือ   “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง  ๒  คำมีความหมายเหมือนกัน คือ   “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป  คือ  ถ้าประโยค   “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ   “Modal verb”  (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)   เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me) และ “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If” หรือ “Whether”  เสมอ ห้ามใช้  “That”   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

               - Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

          - Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

          - Will you go to my party?  (คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

     - Can you play the piano?  (คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                       ในกรณีที่ประโยค   “Indirect speech”   เป็นประโยคบอกเล่า ให้ใช้ “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เช่น

-      I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

-   I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                        สำหรับในกรณีที่ ประโยค   “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค   “Indirect speech”  ให้เอา  “Question word” นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย “ไม่ต้องใช้”   “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…….to find that where it is hiding”

               ตัวอย่างที่ ๑     {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

-         Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to

find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่

ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน

เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ  –  ข้อ  (4)  แก้เป็น “it is”   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Indirect speech”  หรือ Reported speech”   คือ   “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค Direct speech” (Where is it hiding?)   มาเป็นประโยค  “Indirect speech”   ที่ขึ้นต้นด้วย   “are you going to find …….”   จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา   “where it is……..”   ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า   มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน   (where is it)   เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้างล่าง

-     How old are you? (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

-         I want to know how old you are. (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

-         Where is she going? (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-         He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-         When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

- I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

10. The floor of the sitting room in my home __________________ a beautiful carpet.

(พื้นห้องนั่งเล่นในบ้านของผม _______________________ พรมที่สวยงาม)

(a) is covered by

(b) was covered with

(c) covers

(d) is covered with    (ถูกปูลาดด้วย, ถูกปกคลุมด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Passive voice”  ประธานของประโยค  (The floor)   เป็นผู้ถูกกระทำคือ   “ถูกปูลาดด้วย..........”   และเป็นข้อเท็จจริง  (Fact)  จึงใช้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน   (Present simple tense) (The floor…………is covered with……….)    นอกจากนั้น   ยังใช้  “With” แทน  “By”   เนื่องจากเป็น   “พรม”   มิใช่   “บุคคล

 

11. Just __________________ sugar in my coffee, please.

(ขอน้ำตาลเพียง _______________________ ในกาแฟของผม – ได้โปรดเถอะ)

(a) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(b) little

(c) a few    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(d) few

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “Just”   หรือ   “Only”   ต้องตามด้วย  “A little”เมื่อขยายนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)   และใช้กับ   “A few”   เมื่อขยายนามนับได้ พหูพจน์   เช่น

             - He has only a few friends.

(เขามีเพื่อนเพียงไม่กี่คน)

             - We read just a few books each year.

(เราอ่านหนังสือเพียงไม่กี่เล่มในแต่ละปี)

 

12. The train _________________ which he was travelling was late.

(รถไฟซึ่งเขากำลังเดินทาง ________________________ มาถึงช้า)

(a) in    (ด้วย, ในมัน)

(b) of

(c) for

(d) with

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจากมาจากโครงสร้างที่ว่า   “He was travelling in the train.”  เมื่อนำมาสร้างเป็นอนุประโยค  (Adjective clause)  จึงต้องเอา  “In”  ติดมาด้วย

 

13. When the burglar ran down the stairs, Miss Emmy threw a chair

___________________ him and knocked him down.

(เมื่อเจ้าหัวขโมยวิ่งลงบันไดไป   มิสเอ็มมี่ได้ขว้างเก้าอี้ ____________________ เขา  และทำให้เขาล้มลง)

(a)   to

(b)  on

(c) at   (ไปที่)

(d) against

 

14. His son was given a watch for his birthday, and his daughter a necklace for ____________________. 

(ลูกชายของเขาได้รับนาฬิกาสำหรับวันเกิดของตน  และลูกสาวได้สร้อยคอสำหรับ (วันเกิด) ________________________ )

(a) him

(b) her

(c) hers    (ของเธอ)

(d) his

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Possessive pronoun” (His, Hers, Its, Mine, Yours, Ours, Theirs)   จึงสามารถอยู่ลอยๆคำเดียวได้   ไม่ต้องมีคำ นามตามหลัง   ซึ่งมีค่าเท่ากับ   “Her birthday”   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

                - My house is small but yours (= your house) is big.

(บ้านของผมหลังเล็ก  แต่ของคุณหลังใหญ่)

             - His dog is ferocious while hers (= her dog) is tame and lovely.

(หมาของเขาดุร้าย  ในขณะที่ของเธอเชื่องและน่ารัก)

 

15. My grandfather ________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม __________________________ เดินทางมาก  เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to    (เคย)  (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Used to + Verb 1” =  เคย  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-     He got used to ____________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment    (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ    –   ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ   “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้  “To” เป็นPreposition”   สำหรับ  “Get used to”   หรือ  “Be used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต หรือ ปัจจุบัน  หรืออนาคต  ก็ได้   ดังตัวอย่าง  เช่น

             -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

            - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

            - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

             - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

            - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-  He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว) (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-     She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

16.  If the project __________________, we shall learn a great deal about the earth.

(ถ้าโครงการ_______________________ เราจะได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับโลก)

(a) has success

(b) is success

(c) is successful     (ประสบความสำเร็จ)

(d) success    (ความสำเร็จ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคเงื่อนไข   “If clause”  แบบที่ ๑  ดูคำอธิบายจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-         If you agree, I __________________ the car now.

(ถ้าคุณเห็นด้วย  ผม___________________________ รถยนต์ตอนนี้เลย)

(a) take

(b) would take

(c) will take   (จะซื้อ หรือ เอา...(รถ).......ไป)

(d) have taken

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๑  ความหมาย  คือ  ถ้าข้อความใน   “If clause”   (ประโยคย่อย)    เกิดขึ้นจริง  ข้อความในประโยคใหญ่  (Main clause)   ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  

                    ตัวอย่างที่ ๒

-          If you ________________ your application tomorrow, you will still be eligible for the job.

(ถ้าคุณ _______________________ ใบสมัครของคุณวันพรุ่งนี้  คุณจะยังคงมีสิทธิ์สำหรับงานนี้อยู่)

(a) to submit

(b) submitted

(c) submit    (เสนอ, เสนอให้พิจารณา, ยอม, ยอมตาม, ยอมจำนน)

(d) submits

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”   แบบที่ ๑  (If + Subject + Verb 1, Subject + Will (Shall) + Verb 1)   คือ   ผู้พูดมีความมั่นใจว่า   ถ้าเหตุการณ์ในประโยคย่อย   (If clause)  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย   และเนื่องจากประธานของประโยคย่อย  คือ  “you”  กริยาSubmit”  จึงไม่ต้องเติม  “S

 

17. I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ________________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ (หรือ “ตั้งตารอ”) ________________________ คุณทั้ง  ๒  คน  -  หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ    -    ข้อ   (b)  เนื่องจาก “To”  ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น Preposition”   จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ   “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่

 Look forward to”   (ตั้งตารอคอย), “Object to”   (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย), Admit”  (ยอมรับ),  “Devote…..to”   (อุทิศ..............ให้กับ), Dedicate………to”   (อุทิศ............ให้กับ), “Apply……to”   (ประยุกต์.............เข้ากับ)     ดังประโยคตัวอย่าง  

                 - She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

-   He looks forward to his  birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

           - We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow. 

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

            - She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

               - He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการทำแท้ง)

           - He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

            - They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work. 

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

 

18. If you have a bad tooth ________________ out, it won’t hurt you again.

(ถ้าคุณให้หมอ______________________ ฟันที่ปวด – หรือผุ – ออกเสีย  มันก็จะไม่ทำให้คุณเจ็บปวดอีก)

(a) pull

(b) pulling

(c) pulled    (ถอน)

(d) being pulled

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-      What would you have me ___________________?

(คุณจะให้ผม _______________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ    -    ข้อ   (a)    เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Have + Someone + Do (Verb 1) + Something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง) 

                    สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ “Active voice”คือ  “Subject + Have + Someone + Do   (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + Something”   หรือ (= Subject + Get +  Someone + To do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

1. Subject + Have + Someone + Do + Something (กรรมของ  Verb Do”)

2. Subject + Get + Someone + To do + Something (กรรมของ Verb Do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                     ทั้ง  ๒  โครงสร้างข้างบน ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                      อย่างไรก็ตามถ้าต้องการใช้ในรูป   “Passive voice”   คือ  {Subject + Have (Get) + Something + Done + (By someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}ในกรณีนี้  ทั้ง  “Have และ   “Get”   ในโครงสร้างแบบนี้    จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

            - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

            - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

             - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

19. He is ___________________ a house.

(เขา _____________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

         -  It will take me quite some time to get him ________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ________________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)

                     ตัวอย่างที่ ๒

              -  The little girl was very ___________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _______________________ มาก เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (ตื่นเต้น)

(c) excite   (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable   (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –   ข้อ   (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-  The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ    –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”  เนื่องจาก   “Surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า   “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป   “Is (Are, Was, Were) surprising”   จะมีความหมายว่า   “น่าประหลาดใจ”   ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (Am, Are, Was, Were)  surprised” จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                   คำกริยาประเภทเดียวกับ   “Surprise”    ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                    กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป   “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.  (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.  (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb + ingหรือ  (Verb + ing + Noun)   มีความหมายว่า “น่า............” หรือ    “ซึ่งน่า............”   กริยาที่เติม   “ing”  พวกนี้  ถือเป็นคำคุณศัพท์   จะวางไว้หลัง   Verb to be”   หรือหน้าคำนามก็ได้    เช่น

-         His work is boring.   (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match.   (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating.   (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ”  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)present continuous tense}

3.  ถ้าเติม  “ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง   “Verb to be” (is, am, are, was, were)   จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ,  ผิดหวัง,  พอใจฯลฯ..........”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “..................มีความรู้สึก....................ตื่นเต้น,  ตกใจ,  ผิดหวัง,  พอใจ................”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

20. ______________________ by the tiger, he ran away.

(_______________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็น   กริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ    (Passive voice)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

          - _____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(___________________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ    -     ข้อ    (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ   “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์Cooked”   หรือ   “ถูกกระทำ”    จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

                    ตัวอย่างที่ ๒

_____________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(_________________________ โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned   (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ   –    ข้อ  (b)  เนื่องจากประธานประโยค  คือ   “I” เป็นผู้   “ถูกเตือน”  โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่  ๓  (Past participle)  ซึ่งแสดงการ   “ถูกกระทำ” (Passive voice)   นำหน้าประโยค   มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา  คือ  “ถูกเตือน”   (สำหรับข้อ A   ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น    “Having been warned” –  ได้ถูกเตือนแล้ว)   ดังตัวอย่างประโยคอื่นๆ  เช่น

- Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่า

เรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ   “Ballet”   เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก”   (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่   ๓ (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน(Ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น   “Adjective phrase”   ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้  (Passive voice)  ได้แก่

-      Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

-      Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.  

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.  

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

        ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)   จะต้องนำหน้าประ  โยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)   ดังตัวอย่าง เช่น

              - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

              - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

              - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

                   สำหรับ   “Present participle” (Verb + ing)   ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า   คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง Active voice”)  เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

21. She looks much ___________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง __________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree) เพียงแต่ไม่มี   “Than”  ปรากฏให้เห็น   แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต   เช่น เมื่อวานนี้   หรือ   สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ   ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้   “Very”  แทน   “Much”   เพื่อขยาย  “Happy”   ส่วนการจะบอกว่า  มีความ สุขมากขึ้น   “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ   “Far”   เท่านั้น   สำหรับความ หมาย  “อย่างมาก”  ห้ามใช้  “Very”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมข้างล่าง

-         The scenery looks ________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –    ข้อ  (b)  เนื่องจากการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า    “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามาก”   ฯลฯ สามารถใช้แทนคำว่า   “อย่างมากมาย”   ได้   ๒ คำ  คือ “Much” และ “Far” ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้   “far more pleasant”  ก็ได้

                    ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น  “Much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “Much older” (แก่กว่ามาก) “Far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “Far colder” (หนาวกว่ามาก)  “Much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “Much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “Far smaller”  (เล็กกว่ามาก)   “Far thinner”  (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

 

22. A: “How __________________ will that clock go without winding?”

(___________________________  เท่าใด  ที่นาฬิกาเรือนนั้นจะเดินโดยไม่ต้องไขลาน)

B: “Just twenty-four hours.  I have to wind it daily.”

“เพียง  ๒๔  ชั่วโมงเท่านั้น   ผมจำเป็นต้องไขลานมันทุกวัน”

(a)         soon    (เร็ว)  (ใช้กับเวลา ช้า-เร็ว)

(b)        often   (บ่อย)

(c)         good   (ดี)

(d)    long   (นาน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากถามถึง   “ความยาวนานของเวลา”   ที่นาฬิกาเดินไปได้โดยไม่ต้องไขลาน

 

23. The houses here are a little less modern than ________________ in the city.

 (บ้านที่นี่มีความทันสมัยน้อยกว่านิดหน่อย  (เทียบกับ) ___________________  ในเมือง)

(a) that

(b) those   (บ้าน)

(c) ones

(d) there are

ตอบ    -    ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

- The air of the hills is cooler than __________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า __________________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงต้องแทนด้วย  “That” และตามด้วย   “of the plains”  เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์   ให้ใช้  “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง   “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่ “อากาศของเนินเขา”  และ “อากาศของที่ราบ”  ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

                 - The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

            - The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้  those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

              - The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  that  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

24. House owners pay a tax _________________ their property.

(เจ้าของบ้านจ่ายภาษี _________________________ ทรัพย์สินของตน)

(a) on   (เพื่อ)

(b) for

(c) to

(d) from

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “Pay a tax + on +  ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้