หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 166)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ____________________ his visit he did a lot of sightseeing.

(____________________  การมาเยือนของเขา  เขาได้ทัศนาจรมากมายหลายแห่ง)

(a) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค  คือ “Subject + Verb”  เช่น “While he was making his visit”)

(b) For

(c) During    (ระหว่าง, ในระหว่าง)  (ตามด้วยวลี หรือคำนาม)

(d) When he makes

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ ข้อ   (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “When he made”  (เมื่อเขาทำการ – มาเยือน)  แต่ไม่นิยมใช้เหมือน ข้อ   (c)  เนื่องจากใจความรัดกุมกว่า

 

2. He spoke to _________________ member of the team.

(เขาพูดกับสมาชิก _______________________ ของทีม)

(a) all    (ทุกคน)  (ตามด้วยคำนามพหูพจน์)

(b) some    (บางคน)  (ตามด้วยคำนามพหูพจน์)

(c) both    (ทั้ง  ๒  คน)  (ตามด้วยคำนามพหูพจน์)

(d) each    (แต่ละคน)  (ตามด้วยคำนามนับได้  เอกพจน์)

 

3. Tom never comes before eight o’clock, _________________?

(ทอมไม่เคยมาก่อน  ๘  โมงเช้า ______________________ )

(a) doesn’t he

(b) does he    (ใช่ไหม)

(c) doesn’t Tom

(d) will he

ตอบ   -   ข้อ   (b)  คำต่อไปนี้  ถือว่าอยู่ในกลุ่ม  “Negative” (ปฏิเสธ)  ได้แก่   “Seldom, Hardly, Scarcely, Rarely (ทั้ง  ๔  คำ หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”), Never (ไม่เคย), Few, Little (ทั้ง  ๒  คำ หมายถึง  “น้อยมาก), None, Nothing, Nowhere, etc.”   ดังนั้น  ในส่วน   “Tag  จึงต้องอยู่ในรูปบอกเล่า  เช่น  ประโยคใน  ข้อ  ๓  และข้างล่าง

-         Nothing has made him delighted, has it?

(ไม่มีสิ่งใดทำให้เขาพอใจ-ยินดี, ใช่ไหม)

-         He rarely comes to work in time, does he?

(เขาแทบจะไม่มาทำงานทันเวลา, ใช่ไหม)

-         Few people like to work late at night, do they?

(น้อยคนนักที่ชอบทำงานอยู่จนดึกดื่น, ใช่ไหม)

-         Little progress has been made, has it?

(ความก้าวหน้ามีน้อยมาก, ใช่ไหม)

 

4. Would you like me _________________ your baggage?

(คุณอยากให้ผม ____________________ กระเป๋าเดินทางของคุณไหม)

(a) carry

(b) to carry    (แบก, ถือ)

(c) carrying

(d) to be carried

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง   “Subject + Would like + To + Verb 1”  (ประธานฯ อยาก................)  หรือ   “Subject + Would like + Object + To + Verb 1”   (ประธานฯ อยากให้กรรม.............)   เช่น

-         She would like to go shopping this weekend.

(เธออยากจะไปช้อปปิ้งสุดสัปดาห์นี้)

-         He would like me to pick him up at the airport.

(เขาอยากให้ผมไปรับเขาที่สนามบิน)

 

5. Don’t worry, you’ll certainly get there in time.  I’m taking a route without much __________________.

(ไม่ต้องวิตกกังวล  คุณจะต้องไปถึงที่นั่นทันเวลาอย่างแน่นอน  ผมกำลังใช้เส้นทางซึ่งมี ____________________ไม่มาก)

(a) traffic    (ยวดยานและผู้คนที่สัญจรไปมา, การจราจร, ยวดยาน, การสัญจรไปมา, การคมนาคม, การค้า, การซื้อขาย)  (เป็นคำนามนับไม่ได้  ใช้กับ  “Much”)     

(b) car    (รถยนต์)

(c) people    (ผู้คน, ประชาชน)  (เป็นคำนามพหูพจน์)

(d) communication    (การสื่อสาร, การติดต่อ, การแลกเปลี่ยนข่าวสาร, การคมนาคม)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Much”   ใช้กับคำนามนับไม่ได้

 

6. This train is not fast enough __________________ an express train.

(รถไฟคันนี้ไม่เร็วพอ __________________________ รถไฟด่วน)

(a) to be calling

(b) for calling

(c) to be called   (ที่จะถูกเรียกว่า)

(d) that can be called

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Subject + Is (Are) + (Not) + Adjective + Enough + To + Verb 1” (ในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้กระทำ – Active voice)  สำหรับในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างเป็น  “…………+ Enough + To + Be + Verb 3” เช่น

          - He is kind enough to love all of his colleagues. (Active voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะรักเพื่อนร่วมงานทุกคน)  (เขาเป็นผู้รัก – คือ ผู้กระทำ)

       - He is kind enough to be loved by all of his colleagues. (Passive voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะได้รับความรัก (ถูกรัก) จากเพื่อนทุกคน)  (เขาเป็นผู้ถูกรัก – คือ ถูกกระทำ)

                    ตัวอย่างอื่นๆ ในรูป “Passive voice”  เช่น

               - She is clever enough to be awarded a scholarship.

(เธอฉลาดพอที่จะได้รับมอบทุนเล่าเรียน)

          - They were careless enough to be killed in an accident.

(พวกเขาประมาทพอที่จะตายในอุบัติเหตุ)

          -  We worked hard enough to be appreciated by our boss.

(เราทำงานหนัก – หรือขยัน – พอที่จะได้รับการยกย่องชื่นชมจากหัวหน้าของเรา)

 

7. He told one of the men ___________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ____________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1” กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป   “Infinitive with to”  เสมอ  ได้แก่   “Cause  Force  Compel  Invite  Advise  Instruct  Persuade  Allow  Permit  Encourage  Press  Warn  Order  Request  Tempt  Teach  Tell  Oblige”    ตัวอย่างประโยค   เช่น

-   We ordered him to leave

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-   She forced her servant to finish the work by noon.

 (เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-   They invited her to go to their party. 

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-   The teacher instructed him to study hard.

 (ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-   I told him to play outside. 

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-   She taught him (how) to cook.

 (หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-   We encouraged her to fight against cancer.

 (พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-   The flood caused the train to move slowly. 

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-   She requested him to buy her a new dress.

 (เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-   The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

8. The flood waters are _____________________.

(น้ำท่วม ____________________________ )

(a) out from control

(b) out off control

(c) out of control    (ไม่สามารถควบคุมได้)

(d) away from control

 

9. The heat of the sun __________________ transmitted to the earth by radiation.

(ความร้อนของดวงอาทิตย์ _______________________ ส่งผ่านมายังโลกโดยการแผ่รังสี)

(a) had

(b) was

(c) has

(d) is    (ได้รับการ, ถูก)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน(Present simple tense)   และต้องอยู่ในรูปในรูปของ  “Passive voice”  เพราะประธานของประโยค  คือ   “The heat”   ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (และมี   “of the sun” ขยาย)   เป็นผู้   “ถูกกระทำ”  (ถูกส่งผ่านมายังโลก)  จึงต้องใช้โครงสร้าง    “Subject + Is + Verb 3”  (The heat………….is transmitted…………)

 

10. You can learn __________________ the word from the dictionary.

(คุณสามารถเรียนรู้ _________________________ คำจากพจนานุกรม)

(a) pronunciation    (การออกเสียง, วิธีการออกเสียง)

(b) pronouncing

(c) to pronounce   (ที่จะออกเสียง)

(d) pronounce

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Learn + To + Verb 1” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

-    I’ll try _______________ my best.

(ผมจะพยายาม ___________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do    (ทำ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Do one’s best” = “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา  “Try” ต้องตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb 1)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยInfinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่   “promise (สัญญา),  offer (เสนอ),   want (ต้องการ),   hope (หวัง),   plan (วางแผน),   hesitate (รีรอ, ลังเลใจ),   fail (ล้มเหลว),   learn (เรียนรู้),   expect (คาดหวัง),   refuse (ปฏิเสธ), need (ต้องการ),  dare (กล้า),  claim (อ้าง),   agree (ตกลง),  demand (เรียกร้อง),   wish (ปรารถนา),   intend (ตั้งใจ),  seem (ดูเหมือนว่า),  resolve (ตกลงใจ),  determine (ตัดสินใจ),  decide (ตัดสินใจ),  pretend (แสร้งทำ), afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้),  happen (บังเอิญ),  appear (ดูเหมือนว่า), prove (พิสูจน์ว่า),   ask (ขอร้อง),  beg (ขอร้อง),  choose (เลือก),  manage (ประสบความสำเร็จ),   hurry (เร่งรีบ),   tend (มักจะชอบ),   arrange (จัดแจง, เตรียมการ),   care (สนใจ),  come (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

-         She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

-         He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

-         We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

-         He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

-         We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

-         She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

-         She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

-         They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

-         We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

-         He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

-         They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

-         The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

-         They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

-         Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

11. How old must one __________________ in an election?

(คนเราจะต้องอายุเท่าใด _______________________ ในการเลือกตั้ง)

(a) to vote

(b) to be voted

(c) to be to vote

(d) be to vote   (ที่จะลงคะแนนเสียง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า  “One must be 20 years old to vote in an election.” (คนเราจะต้องอายุ ๒๐ ปี ถึงจะลงคะแนนในการเลือกตั้งได้)  และ “Must”  ต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)  ดังนั้น  จึงต้องใช้ “One must be 20 years………….”   จะใช้   “Must is, Must areไม่ได้   และเมื่อเป็นประโยคคำถาม   จึงต้องใช้ว่า    “How old must one be to vote…………..?”   (คนเราจะต้องอายุเท่าใด  จึงจะลงคะแนน...............)

 

12. I phoned the doctor _________________ make an appointment.

(ผมโทรศัพท์ไปหาหมอ _________________ ทำการนัดหมาย)  (เพื่อไปพบหมอ)

(a) in order for

(b) so that to    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) in order to    (เพื่อที่จะ)

(d) due to    (เพราะว่า, เนื่องจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี) 

ตอบ   -   ข้อ    (c)  หรืออาจตอบ   “so as to”  หรือ   “to”  ก็ได้  สำหรับ   “In order for”  มีที่ใช้ดังในประโยคข้างล่าง

           - In order for you to get admitted to the university, you’ll have to take a competitive examination.

(เพื่อที่คุณจะเข้ามหาวิทยาลัย  คุณจำเป็นจะต้องสอบแข่งขัน)

 

13. They will get ___________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ___________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Get used to”   หรือ “Be   (is, am, are, was, were) used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีต หรือปัจจุบัน หรืออนาคต ก็ได้) ส่วน  “Used to”   “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   My grandfather __________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม ___________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to    (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Used to + Verb 1” =  เคย 

                     ตัวอย่างที่ ๒

-     He got used to _____________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________)  (ในอดีต   ปัจจุบันมิได้อาศัยในอพาร์ตเมนต์แล้ว)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment    (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Get (got) used to”   (คุ้นเคย, เคยชิน) ต้องตามด้วย คำนาม หรือ   “Gerund” (Verb + ing)    เพราะในที่นี้  “To” เป็นPreposition”   สำหรับ   “Get used to”  หรือ   “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต หรือ ปัจจุบัน  หรือ อนาคต  ก็ได้  ดังตัวอย่าง  เช่น

            -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

           - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

         - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

         - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

          - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ   “Used to”   หมายถึง    “เคยทำในอดีต”   ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑   (Used to + Verb 1)    ดังตัวอย่าง เช่น

-         He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว) (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-         She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

14. On Sundays, many children spend their time _________________.

(ทุกๆวันอาทิตย์  เด็กจำนวนมากใช้เวลาของตน _________________________ )

(a) to watch a television

(b) to watch the television

(c) watching television    (ดูโทรทัศน์)

(d) to watch television

ตอบ    -     ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Subject + Spend + Time  + Verb + ing” (He spent two hours reading in the library)  (เขาใช้เวลา ๒ ชั่วโมง  อ่านหนังสือในห้องสมุด)    สำหรับ   “Watch television”   ไม่ต้องมี   “A”   หรือ  “The

 

15. The number of __________________ one has depends upon one’s kindness. 

(จำนวนของ ________________________ ที่คนเรามี  ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณา-ใจดีของเขา)

(a) friend

(b) friends    (เพื่อน)

(c) friendly   (เป็นมิตร)

(d) friendship   (มิตรภาพ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “The number of + Noun (นับได้ พหูพจน์)   หมายถึง   “จำนวนของ..............”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวมทั้งหมด)  ต้องใช้กับกริยาที่เป็นเอกพจน์ด้วย   (Is, Has, Depends)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-       The number of people who ask questions at the end of the lecture __________________ always quite astonishing.

(จำนวนของผู้คนที่ถามคำถามเมื่อตอนเสร็จสิ้นการบรรยาย  _______________      น่าประหลาดใจทีเดียว  –  คือมีผู้ถามคำถามมากมายจนนึกไม่ถึง)

(a) be

(b) is

(c) are

(d) were

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก     “The number of”    แม้จะตามด้วยคำนามที่เป็นพหูพจน์   (Plural)    แต่ต้องใช้กับกริยาเอกพจน์   (Singular)   ซึ่งในที่นี้คือ   “Is” เพราะหมายถึง   “จำนวน”   ดังตัวอย่างประโยค   เช่น

-      The number of boys is twenty. 

(จำนวนเด็กผู้ชายคือ ๒๐ คน)

-      The number of people who came to the motor show was quite impressive. 

(จำนวนคนที่มางานมอเตอร์โชว์น่าประทับใจมาก – คือมากันเยอะแยะ)

                       สำหรับ   “A number of”   (จำนวนมาก)   ต้องตามด้วยคำนามพหูพจน์  และ   ถือเป็นพหูพจน์   จึงต้องใช้กับกริยาพหูพจน์   ดังตัวอย่าง

            - A number of students are in the classroom.

(นักเรียนจำนวนมากอยู่ในห้องเรียน)

        - A number of tourists have visited Thailand over the past few years. 

(นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้มาเยือนประเทศไทยในช่วง ๒ – ๓ ปีที่ผ่านมา)

         - A number of women have become executives in both the government and the private sector.

(ผู้หญิงจำนวนมากได้เป็นผู้บริหารทั้งในภาครัฐและเอกชน)

 

16. He always tries to avoid __________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ______________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work    (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้   (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม   “S”  ได้   (จึงตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์   (จึงตัดข้อ (d)  ทิ้ง)  สำหรับ ข้อ  (a) สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “Working hard”   เนื่องจากหลัง   “Avoid”   ต้องใช้รูป Gerund”  (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมการใช้   “Work hard”  (ทำงานหนัก)   และ “Hardly work”   (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

                     ตัวอย่างที่ ๑

-Those people are working very ___________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน _________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Hard”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ในคำเดียวกัน   โดยหมายถึง “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา “are working”   จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “hardly”  (หรือ อาจตอบข้อ (d) แต่ต้องแก้เป็น “successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)  สำหรับ “Hardly” เป็น “Adverb of frequency” (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)   หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ   “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

      - He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

      - She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

      - They had hardly finished their work when it began to rain.

 (พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                    สำหรับการวางตำแหน่งของ  “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค  มีดังนี้   คือ

๑.     วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

-         They always come late.(พวกเขามาสายเสมอ)

-         She usually goes shopping.(เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

-         He seldom drives to work.(เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

๒.   วางไว้หลัง “verb to be” เช่น

-         He is often late for class.(เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

-         They are always busy with their work.(พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

-         She is never contented with her life.(เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

๓.    ถ้ามีคำกริยา ๒ ตัวในประโยค ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น เช่น

-         They have always had lunch there.(พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

-         She will never love him.(เธอจะไม่มีวันรักเขา)

-         You should never come to class late.(คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

-         He is always asking me.(เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

-         We have never traveled to New York.(เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

๔.    สำหรับ “never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น “never,  hardly,  seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only (ไม่เพียงแต่),  not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + subject + verb (แท้)เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

17. Some die ___________________ their own carelessness.

(บางคนตาย ____________________________ ความประมาทของตนเอง)

(a) of    (ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ)  (อีกความหมายคือ  อยากอย่างมาก เช่น อยากน้ำ หรือ อาหาร)

(b) by    (ตายด้วยอาวุธ  เช่น  มีด, ปืน)

(c) with

(d) owing to    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)

 

18. I want you to wait here ___________________ I’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่ __________________________ ผมกำลังซื้อผลไม้)

(a) during    (ในระหว่าง)  (ตามด้วย คำนาม หรือ วลี)

(b) while    (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ “Subject + Verb”)

(c) where

(d) that

ตอบ    -    ข้อ   (b)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-     Did you meet my sister _______________ your stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม _______________________ ที่พักในโตเกียวหรือเปล่า)

(a) while

(b) when

(c) during    (ในระหว่าง)

(d) between

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “During”  เป็น  “Preposition”   ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี    ส่วน   “While”   และ   “When”  ต้องตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)    เช่น

          - During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์   อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

           - While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์   อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

           - During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก   จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

          - When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก   จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

 

19. She spoke slowly and emphatically in order to ______________.

(เธอพูดอย่างช้าๆ และเน้นย้ำ  เพื่อที่จะ _______________________ )

(a) make herself clearly

(b) making herself clear

(c) be made herself clear

(d) make herself clear   (ทำให้ตัวเธอเองเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน)   (ไม่มีผู้ใดข้องใจหรือสงสัยในตัวเธอ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make +  กรรม + Adjective หรือ   “Make +  กรรม + Verb 1” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   News services make _________________ for newspapers to give their readers news from around the world. 

(การบริการข่าวสารทำให้ ____________________ สำหรับหนังสือพิมพ์ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) possible    (เป็นไปได้)

     (b) it possible    (มันเป็นไปได้)

     (c) it is possible

(d)  possible that

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เพราะเป็น   “Pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย   คือ   (Make + กรรม +  Adjective)   เช่น   “Make it difficult”  “Make it impossible”  “Make it necessary”  “Make it popular”  “Make you skillful”  “Make her happy”   “Make them famous”   ซึ่งมีความหมายคือ    “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง”   (ตามลำดับ)

 

20. “Have you ever been to Hua-Hin?”

(คุณเคยไปหัวหินหรือเปล่า)

“Yes, I _____________________ there during last week.”

(เคยครับ  ผม _________________________ ที่นั่นในระหว่างสัปดาห์ที่แล้ว)

(a)   have been    (เคยไป)

(b)  have ever been    (เคยไป – แต่ในประโยคบอกเล่าไม่นิยมใช้  )

(c)   was    (อยู่ที่)

(d)  had been

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “สัปดาห์ที่แล้ว”   เป็นอดีต   จึงต้องใช้   “Was

 

21. She __________________ vitamins since her recovery.

(เธอ __________________________ วิตามินตั้งแต่หายจากไข้)

(a) has been taken

(b) has been taking     (ได้กินมาตลอด)

(c) is taking

(d) had been taking

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect continuous tenseคือ  บอกเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด   คล้ายกับ    “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3}  แต่เน้นตรงความต่อเนื่องของเวลาที่เกิด   หรือ   ความยาวนานของเวลาที่เกิด  ซึ่งอาจเป็นเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมง  หรือหลายเดือน  หลายปี  ก็ได้

 

22. One hour doing good _________________ a hundred in prayer.

(ทำความดี ๑ ชั่วโมง ________________________ สวดมนตร์ ๑๐๐ ครั้ง)

(a) does worth

(b) is worth    (มีค่า)  (หมายถึง มีค่าเท่ากับ)

(c) has worth

(d) makes worth

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Worth”   ในที่นี้ใช้เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง “มีค่า”  จึงต้องใช้กับ   “Verb to be” (Is)  ตามประธานของประโยค คือ   “One hour

 

23. She _________________ a few pounds since then.

(เธอ ____________________________ ๒  –  ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained   {ได้รับ (น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด   จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ดูคำอธิบายเพิ่มเติม  “Present perfect tense”  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-    I _____________________ to Japan several times.

(ผม __________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป  –  ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ    –   ข้อ   (b)  ดูหลักเกณฑ์การใช้  “Present perfect tense”  ดังต่อไปนี้ โดยเฉพาะ ข้อ   ๓

          ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จากjust =  เพิ่งจะ,recently = เมื่อเร็วๆนี้,  lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

          - I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

         - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

             - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                ๒. ใช้บอกข้อความว่า “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง” มักมีคำว่า Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้    อาจไม่ต้องมี   “Already”   และ “Yet”   ก็ได้   เช่น

         - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

         - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

         - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

         - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

         - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)  (คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                 ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก   For = เป็นเวลา   (For + ความยาวของเวลา), Since = ตั้งแต่  (Since +จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

           - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

            - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

              - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

             - So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

             - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

               ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต    แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก   “Ever”  “Never”   เช่น

          - He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

          - It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

-      Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

         - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

         - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

              ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก  สังเกตจากAdverb of frequency”   เหล่านี้   “again and again” = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  many times”   “several times” = หลายครั้ง,   “sometimes” = บางที,  “over and over”  (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “this is the first (second) time”  =   นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)   เช่น

          - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

          - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

           - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

           - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด”“Superlative degree” เช่น

             - He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

             - She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

              - It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

              - They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

                ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี   “this morning, this week, this month, this year” เช่น

             - I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ ๓ เล่ม เดือนนี้ – คืออ่านจบแล้ว)

              - He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้ – คืองานเสร็จแล้ว)

                     แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ใช้รูป“Continuousเช่น

             - He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

               - They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน เช่น

              - I have lost my key.

(ผมทำกุญแจหาย – ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

               - I have locked the door.

(ผมล็อคประตูแล้ว – ประตูยังปิดอยู่)

              - John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์  –  คืออ่านจบไปแล้ว)

                   แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน    จะต้องใช้    “Past simple” (Verb 2) เช่น

-  I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

- She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

-I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้