หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 164)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Is the man who saved my son’s life used _________________ with an electric razor?

(ผู้ชายซึ่งช่วยชีวิตลูกชายของผม  คุ้นเคย-เคยชินกับ ____________________ ด้วยเครื่องโกนหนวดไฟฟ้า  หรือไม่)

(a) to shave

(b) to shaving    (การโกนหนวด)

(c) by shaving

(d) to be shaved

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Be (Get) + Used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”   ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  หรือ  “คำนาม

 

2. People today are living much longer than they ________________.

(ผู้คนในปัจจุบันกำลังมีชีวิตยืนยาวกว่าที่พวกเขา ______________________ มากทีเดียว)  (คือ  คนยุคปัจจุบันมีชีวิตยืนยาวกว่าคนในอดีตมาก)

(a) were used to

(b) used to    (เคย  -  มีชีวิตในอดีต)  (เป็นการเปรียบเทียบคนยุคปัจจุบัน  กับคนในอดีต)

(c) were

(d) had

ตอบ    -    ข้อ   (b)  “Used to”  =   “เคย”   ต้องตามด้วย  “Verb 1”  (ถ้ามี)

 

3. She was upset _________________ failing in the examination.

(เธอหงุดหงิด-ปั่นป่วน-ไม่สบายใจ ____________________ สอบตก)

(a) over    (ในเรื่อง, ด้วยเรื่อง)

(b) at

(c) with

(d) in

 

4. He ____________________ his trip because his mother was ill.

(เขา ________________________ การเดินทาง  เพราะแม่ของเขาป่วย)  (คือ  เลื่อนเวลาเดินทางออกไป)

(a) put down

(b) put off    (เลื่อนเวลา, ผัดเวลาออกไป)

(c) put away    (เอาไปเก็บ)

(d) put out    (ดับไฟ)

 

5. To finish the last three chapters of the book ________________ very difficult.

(การเขียนหนังสือ  ๓  บทสุดท้ายให้จบ ______________________ ยากมาก)

(a) will

(b) should

(c) has been

(d) are

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “To finish”  (Infinitive with to)  เป็นประธานของประโยค  มีสภาพเป็นคำนามแบบหนึ่ง  โดยมี  “the last three chapters of the book”  เป็นส่วนขยาย  ทั้งนี้   “To finish”  (Infinitive with to)   ถือเป็นเอกพจน์เสมอ   จึงต้องเลือกตอบ  “Has been”   ซึ่งเป็นกริยาเอกพจน์  สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Will be”   หรือ   “Should be”   หรือ   “Is”  ก็ได้

 

6. His friends thought he was ill yesterday, _________________?

(เพื่อนของเขาคิดว่า  เขาป่วยเมื่อวานนี้ _______________________ )

(a) did they

(b) was he

(c) didn’t they    (ใช่ไหม, ใช่หรือไม่)

(d) wasn’t he

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เมื่อประโยคหนึ่งมีทั้งประโยคใหญ่และประโยคย่อย (อนุประโยค)  ในส่วน   “Tag”  จะต้องพิจารณาตามประธาน  และกริยาของประโยคใหญ่  ซึ่งในข้อนี้  คือ  “His friends thought”  ดังนั้น  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องเป็นรูปปฏิเสธ  คือ  “didn’t they

 

7. I think that you will join me, _________________?

(ผมคิดว่าคุณจะมาร่วมด้วยกับผม ______________________ )

(a) do I

(b) don’t I

(c) will you

(d) won’t you    (ใช่ไหม, ใช่หรือไม่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  ในกรณีมีทั้งประโยคใหญ่และย่อย   แต่ประธานประโยคใหญ่  คือ  “I”   ในส่วน   “Tag”   ให้พิจารณาจากประธานและกริยาของประโยคย่อยแทน  (เพราะตามสามัญสำนึก  ไม่มีใครถามเข้าหาตนเอง  ว่า  ผมคิดหรือเชื่ออย่างนั้น  ใช่หรือไม่)  ซึ่งในข้อนี้  คือ  “You will”   ดังนั้น  ในส่วน   “Tag”   จึงต้องเป็นรูปปฏิเสธ  คือ   “won’t you”    ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ  ๖  (ข้างบน)       

 

8. _____________________ for your help, I would never have done it.

(_________________________ เป็นเพราะความช่วยเหลือของคุณ  ผมคงไม่มีทางทำมันได้)

(a) Unless

(b) Without

(c) Had it not been    (ถ้ามันมิใช่)

(d) If it should not have been

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค   โดยแปลงรูปมาจาก “If it had not been”  (เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Inversion”  หรือ  “Reverse” หรือแบบ  “ผกผัน”)   ทั้งนี้   ความจริงที่เกิดขึ้นในประโยคข้างบน   คือ  “เพราะคุณช่วยเหลือผม  ผมเลยทำได้สำเร็จ”  สำหรับข้อ   (a)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  Unless it had been”   หรือตอบข้อ   (b)   แต่ต้องแก้เป็น   “Without your help”  ดูเพิ่มเติม   “If clause”   แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  ของมันจากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑  

-       ________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(________________________  เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  ถ้าได้รู้ก่อนว่า  คนพวกนั้น (ที่เรามาเยี่ยม) ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ  เราก็คงจะไม่มาเยี่ยม  โดยมิได้โทรศัพท์บอกพวกเขาก่อน)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ ไม่เป็นจริงในอดีต  หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ   “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศกหรืออุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)       

                        นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)   คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)    

                    ตัวอย่างที่ ๒

-   Jack would have gone to Chicago ________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว _____________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able   (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ    “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                 ตัวอย่างที่ ๓

-   If you had returned the library book on time, you _____________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ____________________ )

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined   (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๔

-      If you had gone with us to the mountains, you ___________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear    (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา 

                   ตัวอย่างที่ ๕

-   Tom ____________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม_________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน   คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                ตัวอย่างที่ ๖

-   Nancy ___________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ   “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                   ตัวอย่างที่ ๗

-         If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.  

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”    ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + Verb ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (should, could, might, must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause” แบบที่ ๓ ได้แก่

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-       If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-         If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-   She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

           จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

-   I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย  –  แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-   If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-   If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

          นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”    แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)  จากตัวอย่างข้างล่าง

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-   If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-   If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-   She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

       สรุป  -  ใน “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป “Reverse” (Inversion)  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

9. He is so poor that he has no ________________ to wear.

(เขายากจนมากจนกระทั่ง  เขาไม่มี ___________________ จะสวมใส่)

(a) cloth    (ผ้าเป็นชิ้นๆ)

(b) cloths    (ผ้าหลายๆชิ้น)

(c) clothes    (เสื้อผ้า, เครื่องนุ่งห่ม – เป็นพหูพจน์เสมอ)

(d) clothe    (เป็นคำกริยา หมายถึง สวมเสื้อผ้า, แต่งตัว)

 

10. _________________ you travel in ideal weather, sea journeys take a long time.

(______________________ คุณเดินทางในสภาพอากาศที่ดีเยี่ยม  การเดินทางทางทะเลใช้เวลานาน)

(a) Even    (แม้กระทั่ง, แม้แต่)

(b) If    (ถ้า)

(c) Even if    (ถึงแม้ว่า, แม้ว่า)

(d) If even

ตอบ    –    ข้อ    (c) “Even if  =  Even though  =  Though  =  Although” (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)    สำหรับ   “Even”   ใช้ดังนี้    คือ

            - The hotel had everything.  There was even a swimming pool.

  (โรงแรมมีทุกสิ่งทุกอย่าง  มีแม้กระทั่งสระว่ายน้ำ)

            - She liked him even when she was quarreling with him.

   (เธอชอบเขา แม้กระทั่งตอนที่เธอกำลังทะเลาะกับเขา)

            - I will give the details to no one, not even to you.

    (ผมจะไม่ให้รายละเอียดกับใคร  ไม่ให้แม้กระทั่งคุณ)

            - No one dared even to whisper. (ไม่มีใครกล้า (พูด) แม้กระทั่งกระซิบ)

            - Tomorrow might be even better.

     (พรุ่งนี้อาจจะแม้กระทั่งดีกว่า – เปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมเพิ่งจะพูดมา)

           - People seemed content, even happy.

     (ผู้คนดูเหมือนว่าพึงพอใจ  ถึงขนาดมีความสุขเลยทีเดียว)

 

11. He spends his money ________________ though he were a very rich man.(เขาใช้จ่ายเงิน _________________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)

(a) so much

(b) as    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “As though”  หรือ   “As if”  หมายถึง  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า

 

12. The teacher is busy _________________ a book.

(ครูมีธุระยุ่งกับ ______________________ หนังสือ)

(a) to write

(b) having written

(c) writing    (การเขียน)

(d) write

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากคำคุณศัพท์   “Busy”  (มีธุระยุ่งกับ)  และ “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   เช่น

               - She is busy reading in the library.

(เธอมีธุระยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

              - The book is worth reading.

(หนังสือเล่มนี้ควรค่าต่อการอ่าน)

             - The film is worth watching.

(หนังเรื่องนี้คุ้มค่าต่อการชม)

             - His sound morality was worth mentioning about.

(คุณธรรม-จริยธรรมของเขาควรค่าต่อการกล่าวถึง)

 

13. They waited two hours for the bus.  ________________ they gave up and went home.

(พวกเขารอรถเมล์ ๒ ชั่วโมง, _______________________ พวกเขาเลิกคอยและกลับบ้าน)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม)

(b) Unfortunately    (โชคไม่ดี)

(c) Finally    (ในที่สุด)

(d) Furthermore    (ยิ่งไปกว่านั้น)

 

14. There was a ________________ of water in the north.

(มี _____________________ น้ำในภาคเหนือ)

(a) short    (ขาดแคลน, สั้น, เตี้ย)

(b) shortness    (ความสั้น, ความเตี้ย)

(c) shortage    (ความขาดแคลน)

(d) shortest    (สั้นหรือเตี้ยที่สุด)

 

15. The food __________________ by my mother tastes better than anyone else’s.

(อาหารซึ่ง _____________________ โดยแม่ของผม  มีรสชาติดีกว่า (อาหาร) ของคนอื่นใด)

(a) is cooked

(b) was cooked

(c) cooking

(d) cooked    (ถูกปรุง)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “………….. which (that) is cooked by my mother

 

16. I want to be __________________ you are.

(ผมต้องการ _________________________ ที่คุณสูง)

(a) quite so tall as

(b) so tall that

(c) so tall as

(d) as tall as    (สูงเท่ากับ, สูงเท่ากัน)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “As…………..as”  (........เหมือนกันกับ, ...........เท่ากันกับ)   ใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ   ส่วน “So…………as” (..................... เหมือนกันกับ, ................. เท่ากันกับ)   ใช้ในประโยคปฏิเสธพียงอย่างเดียว   (ห้ามใช้ในประโยคบอกเล่า)   เช่น

              - He is as clever as his brother.

 (เขาฉลาดเท่าๆกับพี่ชาย)

               - She is not as beautiful as her sister.

 (เธอไม่สวยเท่ากับน้องสาว)

                - Jim was not as (so) hard-working as his colleagues.

 (จิมไม่ขยันเท่าๆกับเพื่อนร่วมงาน)

***** (ห้ามใช้)  We are so diligent as our neighbors. (ปฏิเสธ)

  (เราเพียรพยายามเท่าๆกับเพื่อนบ้านของเรา)

  ******   (ต้องใช้)   They are as economical as we are. (บอกเล่า)

  (พวกเขาประหยัดเท่าๆกับพวกเรา)

 

17. The scenery looks __________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ______________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)  (คือ  ทิวทัศน์ในเดือนธันวาคม  น่ารื่นรมย์กว่าในเดือนเมษายนมาก  หรือ  ทิวทัศน์ในหน้าหนาวสวยกว่าในหน้าร้อนมาก)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากันมาก)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า” (Comparative degree) ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่ามาก”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”   “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามาก”   ฯลฯ   สามารถใช้ได้   ๒   คำ คือ   “Much”   และ   “Far”  ห้ามใช้ “Very”  สำหรับในข้อนี้   จะใช้   “Far more pleasant”  ก็ได้

                        ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “Much bigger”  (ใหญ่กว่ามาก)  “Much older” (แก่กว่ามาก)   “Much more important”  (สำคัญกว่ามาก)  “Far smaller”  (เล็กกว่ามาก)   “Far thinner”  (ผอมหรือบางกว่ามาก)   “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

 

18. Although he is wrong, __________________.

(แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายผิด ________________________ )

(a) but everyone can’t help admiring him

(b) but everyone can’t help to admire him

(c) everyone can’t help admiring him    (ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยกย่องชมเชยเขา)

(d) almost everyone admire him    (เกือบจะทุกคนยกย่องชมเชยเขา)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   เมื่อใช้   “Although”   แล้ว   ไม่ต้องใช้  “But”  อีก หรือ   เมื่อใช้   “But”   แล้ว   ไม่ต้องใช้   “Although”    เช่น

-         He is wrong but everyone can’t help admiring him.

                 สำหรับในข้อ  ๑๘  อาจตอบ  ข้อ  (d)  ก็ได้   แต่ต้องแก้เป็น  “almost everyone admires him”   (ต้องเติม “S” ที่   “Admire”  เนื่องจาก  “Everyone”  เป็นคำสรรพนามเอกพจน์)

 

19. I saw the coach on the field after the game, and he seemed ______

_______________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________ ____________________________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d) angry (โกรธ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Seem + Adjective”  เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้   (Look, Feel, Become, Grow, Get, Seem, Appear, Taste, Prove, Sound, Remain, Turn)   แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง   แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์   (Adjective)  เท่านั้น  มิใช่คำกริยาวิเศษณ์   (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง “ตัวขยายอกรรมกริยา   เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”    คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค   และส่วนที่มาขยายคำกริยา   เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

           - She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

           - He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

          - The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

          - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

                     (อธิบายเพิ่มเติม)  คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “linking verb ได้แก่   Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ), Become,  Seem   (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง),  Feel  (รู้สึก),  Get,  Grow,  Keep,  Look  (มีท่าทาง),  Smell (มีกลิ่น),  Sound,  Taste (มีรสชาติ),  Turn (กลายเป็น)  จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

-        Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.  (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

 

20. He is one of those who ___________________ money.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนซึ่ง _________________________ เงิน)

(a) enjoys to spend

(b) enjoys spending

(c) enjoy to spend

(d) enjoy spending    (สนุกสนานกับการใช้จ่าย)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   ต้องใช้กริยา   “Enjoy” ตาม “Those”   ส่วน  “Enjoy + Verb + ing”  เนื่องจากโครงสร้าง “One of those (หรือ The + Noun พหูพจน์) + Who + Verb พหูพจน์   (เช่น  are, have, play, eat )กล่าวคือ  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ   “Those” หรือ  “นามพหูพจน์”   เช่น

         - Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

        - Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

           - She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

                   สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย   “Gerund”  (Verb + ing)  หรือคำนาม  ได้แก่  Avoid  (หลีกเลี่ยง)  Consider  (พิจารณา)  Suggest  (แนะนำ)   Enjoy (สนุกสนาน)  Finish  (ทำเสร็จ)  Appreciate  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า)  Allow (อนุญาต) Permit   (อนุญาต)   Postpone  (เลื่อนออกไป)   Practice  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม)  Prohibit  (ห้าม)   Mind  (รังเกียจ)   Deny  (ปฏิเสธ)  Resist  (ยับยั้ง, ระงับ)  Recall  (นึกได้, ระลึกได้)   Resent  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ)   Cannot stand  (ทนไม่ได้)  Admit  (ยอมรับ)  Delay  (ประวิงเวลา)  Confess   (สารภาพ)  Imagine   (นึกคิด, จินตนาการ)   Cannot help   (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้)  Excuse   (ให้อภัย)  Forgive (ให้อภัย)   Dislike  (ไม่ชอบ)  Miss   (พลาดโอกาส)  Discuss   (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

-        She enjoys reading novels.

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.

(เราพิจารณาการซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

 

21. The burglar left the house __________________.

(เจ้าหัวขโมยย่องเบา-งัดแงะ  ออกจากบ้านไป _______________________ )

(a) with hurry

(b) with a hurry

(c) in a hurry    (ด้วยความรีบเร่ง)

(d) hurrily

ตอบ   –   ข้อ  (c)   สำหรับข้อ   (d)   ก็ใช้ได้    แต่ต้องแก้เป็น “hurriedly” (เฮ้อ-รีด-ลี่) –   อย่างรีบเร่ง-รีบร้อน-ฉุกละหุก-ด่วน

 

22. The mirror was broken ____________________.

(กระจกถูกทำแตก _________________________ )

(a) with accident

(b) by accident    (โดยอุบัติเหตุ  –  มิใช่เจตนาหรือตั้งใจทำ)

(c) from accident

(d) in accident

ตอบ    –    ข้อ   (b)  สำหรับข้อ  (d)  ก็ใช้ได้   แต่ต้องแก้เป็น  “in an accident”  

 

23. There were large rooms with ___________________ in the house.

(มีห้องใหญ่หลายห้อง พร้อมทั้ง ______________________ ในบ้าน)

(a) beautiful decorating walls

(b) beautifully decorating walls

(c) beautifully decorated walls    (ฝาผนังที่ตกแต่ง-ประดับประดาอย่างสวยงาม)

(d) beautiful decorated walls

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ต้องใช้   “Decorated”   เนื่องจาก   “ถูกตกแต่งประดับประดา”  และต้องใช้   “Beautifully”   เพราะขยายกริยา   “Decorated”   จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้