หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 162)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Susan has to get up at six o’clock every day.  She ______________

early now.

(ซูซานจำเป็นต้องตื่นนอน  ๖  โมงเช้าทุกวัน  เธอ __________________ แต่เช้าตรู่ในขณะนี้)

(a)    used to get up    (เคยตื่นนอน)  (เป็นอดีต)

(b)  is used to getting up    (คุ้นเคย-เคยชินกับการตื่นนอน)  (ในปัจจุบัน)

(c)    will be used to getting up    (จะคุ้นเคย-เคยชินกับการตื่นนอน)  (เป็นอนาคต)

(d)   used to go to bed    (เคยเข้านอน)  (เป็นอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมเรื่อง  “เคย, คุ้นเคย-เคยชิน”  จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   My friend doesn’t like being without any servants because she has never been used ___________________ her meals.

(เพื่อนของผมไม่ชอบอยู่โดยไม่มีคนรับใช้  เพราะว่าเธอไม่เคยคุ้นเคย-เคยชินกับ  __________________________ อาหารของเธอ)

(a) to cook

(b) to cooking    (การปรุงอาหาร)

(c) cooking

(d) cooked

ตอบ    -    ข้อ   (b)  “Be used to, Get used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”  ส่วน  “Used to”  =    “เคย”    ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ ๒

-   He _________________ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา ___________________  อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก   “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน    (Present simple tense)  คือ   “คุ้นเคยในปัจจุบัน”   เพื่อให้สอดรับกับ  “doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a) หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต  

                       ตัวอย่างที่ ๓

-    I used ________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _____________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Used to + Verb 1” =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน   “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต   หรือปัจจุบันก็ได้) 

                      ตัวอย่างที่ ๔

-   They will get ___________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Get used to” หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)    ส่วน  “Used to” (เคย)   เป็นอดีตเสมอ

                      ตัวอย่างที่ ๕

-    My grandfather __________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม _____________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย 

                       ตัวอย่างที่ ๖

-  He got used to ______________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม   หรือ    “Gerund”  (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”  เป็นPreposition”   สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)    จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต   หรือ ปัจจุบัน หรืออนาคต  ก็ได้    ดังตัวอย่าง  เช่น

            -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

            - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

           - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

           - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

           - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

-      We will get (be) used to getting up early soon if we get up at six o’clock every day.

(เราจะคุ้นเคย-เคยชินกับการตื่นแต่เช้าตรู่ในไม่ช้า  ถ้าเราตื่นนอนตอน  ๖  โมงเช้าทุกวัน)

-         They will be (get) used to hot weather if they live in a tropical country for some time.

(พวกเขาจะคุ้นเคย-เคยชินกับอากาศร้อน  ถ้าพวกเขาอาศัยอยู่ในประเทศในเขตร้อนชั่วเวลาหนึ่ง)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-        He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)   (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-    She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

2. Who, in your opinion, _________________ in history?

(ใคร, ในความเห็นของคุณ, _____________________ ในประวัติศาสตร์)

(a) was a greatest man

(b) was greatest man

(c) was the greatest man    (เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด)

(d) was one of great man

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น   “was one of the great men”  (เป็นหนึ่งในบุคคลผู้ยิ่งใหญ่  -  จากหลายๆคน)  หรือ   “was one of the greatest men”  (หนึ่งในบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด  -  จากหลายๆคน)

 

3. We hope you will enjoy _________________ the books.

(เราหวังว่าคุณจะสนุกสนานกับ ___________________ หนังสือ)

(a) to read

(b) read

(c) reading    (การอ่าน)

(d) being read

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Enjoy + Verb + ing

 

4. Please return your application form today, __________________?

(โปรดส่งใบสมัครของคุณในวันนี้  ______________________)

(a) do you

(b) won’t you    (ได้ไหม)

(c) would you

(d) don’t you

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากคนอเมริกันจะใช้  “Won’t you?” พ่วงท้ายประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  (ในส่วน “Tag” ) ส่วนคนอังกฤษนิยมใช้  “Will you?

 

5. ___________________ found their way into the French spoken in England.

(______________________  พบวิถีทางของตนเองเข้าไปสู่ภาษาฝรั่งเศสที่ (ถูก) พูดกันในประเทศอังกฤษ)

(a) Good many English words

(b) A good many English word

(c) A good many English words    (คำในภาษาอังกฤษจำนวนมาก)

(d) A many English good words

 

6. Recently, a number of new rules ________________ in our company to encourage the employees to arrive punctually.

(หมู่นี้  -  เมื่อเร็วๆนี้  -  กฎระเบียบจำนวนมาก ___________________ ในบริษัทของเรา  เพื่อกระตุ้นให้พนักงานมาถึง (ที่ทำงาน) ตรงเวลา)

(a) are implementing

(b) have been implemented    (ได้ถูกปฏิบัติ หรือดำเนินการ)

(c) will be implemented

(d) were being implemented

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้   “Present perfect tense”  ในรูป   “Passive voice”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb 3}  (กฎถูกปฏิบัติ-ดำเนินการ)  เมื่อมีคำ  “Recently”  (หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                     เราใช้   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3} กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น   สังเกตได้จาก  Just =  เพิ่งจะ, Recently = เมื่อเร็วๆนี้,  Lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

            - I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

            - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

          - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

 

7. __________________, Nancy ate nothing but sat crying in her bedroom.

(______________________  แนนซี่ไม่ยอมกินอะไรเลย  นอกจากนั่งร้องไห้ในห้องนอนของเธอ)

(a) Felt depressed

(b) Felt depressing

(c) Feeling depressed    (รู้สึกหดหู่-ซึมเศร้า)

(d) Feeling depressing

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Feeling depressed”  เนื่องจากประธานของประโยค  (Nancy)  เป็นผู้กระทำกริยา  “รู้สึกซึมเศร้า”  ส่วน  “Depress” (ทำให้หดหู่-ซึมเศร้า) เป็นกริยาในกลุ่มเดียวกับ  “Interest, Excite, Frighten, Disappoint, Satisfy, etc.”   เมื่อเติม  “Ed”  เข้าข้างท้ายคำ  หมายถึง  “มีความรู้สึก...................”  แต่ถ้าเติม  “Ing”  หมายถึง  “น่า............................”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   My letter is very long.  I hope you won’t find it _____

_____________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน _______________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๒

-   The food was delicious.  That was a _________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  _____________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ (b)

                  ตัวอย่างที่ ๓

-   Bill heard that he had won a scholarship.  The news _______

_____________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________ )

(a)   were excited

(b) was exciting   (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้    และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ   “Was

                 ตัวอย่างที่ ๔

- She was very _________________ to meet her friend.

(เธอ __________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                 ตัวอย่างที่ ๕

-   I ________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                 ตัวอย่างที่ ๖

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

                  ตัวอย่างที่ ๗

-  He is ______________ a house.

(เขา ______________________บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                      ตัวอย่างที่ ๘

         -  It will take me quite some time to get him _______________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest   (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ    -   ข้อ (c)

                      ตัวอย่างที่ ๙

             -  The little girl was very __________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _____________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-  The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ    –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising” เนื่องจาก  “Surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were)  surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised”   จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค   เช่น

-  The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-   She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-   The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                       คำกริยาประเภทเดียวกับ    “Surprise”    ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                     กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป   “Subject + verb + object”   จะมีความหมายว่า  “ทำให้”   คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ingหรือ  (Verb +ing + noun)   มีความหมายว่า   “น่า........................” หรือ    “ซึ่งน่า.....................”  กริยาที่เติม   “ing”   พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง    Verb to be”    หรือหน้าคำนามก็ได้    เช่น

-         His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.  (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)   จะมีลักษณะเป็น   “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed)   จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆ  ก็คือ   “..........ถูกทำให้รู้สึก...................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ    ฯลฯ..........”    แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “......................มีความรู้สึก...................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-     We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-      They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.(present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

8. One of the glasses ____________________ water in it.

(แก้วใบหนึ่ง ________________________ น้ำอยู่ในมัน)

(a) has     (มี)

(b) have

(c) there is

(d) there are

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “One”  โดยมี  “of the glasses”  เป็นส่วนขยาย

 

9. She was driving at a very _______________ speed, so the accident

was ____________________.

(เธอกำลังขับรถด้วยความเร็ว _________________ ดังนั้น  อุบัติเหตุจึง ______

___________________ )

(a) high ______________ inevitable    (สูง  ________________  ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้)

(b) high ______________ inevitably

(c) highly ______________ inevitable

(d) highly ______________ inevitably

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ใช้คุณศัพท์   “High”   เนื่องจากขยายคำนาม  (Speed)  และใช้คุณศัพท์   “Inevitable”  เนื่องจากขยาย   “Verb to be”  (Was)

 

10. In the workplace, employees must regularly interact with others and are often ________________ on their coworkers for their success.

(ในสถานที่ทำงาน  พนักงานจะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ อย่างสม่ำเสมอ และบ่อยครั้ง ___________________ เพื่อนร่วมงาน  เพื่อความสำเร็จของตนเอง)

(a) depend    (พึ่งพาอาศัย)  (เป็นคำกริยา)

(b) depending

(c) dependent    (พึ่งพาอาศัย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) dependable    (สามารถพึ่งพาอาศัยได้)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากขยาย   “Verb to be”  (Are)

 

11. ________________, everybody wants to live in better conditions.

(______________________,  ทุกคนต้องการดำรงชีวิตในสภาพที่ดีขึ้น)

(a) Natural    (โดยธรรมชาติ, เกี่ยวกับธรรมชาติ, เหมือนธรรมชาติ, ธรรมดา, ตามธรรมดา, โดยกำเนิด)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) Naturally    (โดยธรรมชาติ, ตามธรรมดา)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) Nature    (ธรรมชาติ, สันดาน, นิสัย, ลักษณะ, ชนิด, วัตถุ, กฎหรือหลักของธรรมชาติ)  (เป็นคำนาม)

(d) Being natural

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ต้องใช้กริยาวิเศษณ์  เนื่องจากขยายข้อความทั้งประโยค

 

12. She speaks English _______________, and her pronunciation is very

___________________.

(เธอพูดภาษาอังกฤษ _________________ และการออกเสียงของเธอ _______

__________________ มาก)

(a) fluent ________________ good

(b) fluently ________________ well

(c) fluently _______________ good    (อย่างคล่องแคล่ว _____________ ดี)

(d) fluent ________________ well

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ใช้กริยาวิเศษณ์  “Fluently”   เนื่องจากขยายกริยา  (Speaks)   และใช้คำคุณศัพท์  “Good”   เนื่องจากขยาย   “Verb to be”  (Is)

 

13. Harvard, ________________ in 1636, is one of the most prestigious universities in the United States.

(ฮาร์วาร์ด __________________ ในปี  ๑๖๓๖  เป็นหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสหรัฐ)

(a) founding

(b) it was founded

(c) founded    (ถูกก่อตั้ง, ถูกสร้าง)

(d) found    (ถูกค้นพบ, ถูกค้นหา, ถูกเจอ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  “Found, Founded, Founded”  =  “ก่อตั้ง, สร้าง, สถาปนา, วางรากฐาน”   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “…….., which was founded in 1636”  ส่วน  “Find, Found, Found”  =   “พบ, ค้น, ค้นพบ, ค้นหา, เจอ

 

14. One of my friends told me _________________ that English course.

(เพื่อนของผมคนหนึ่งบอกผม __________________ หลักสูตรภาษาอังกฤษนั้น)

(a) to not choose

(b) not to choose    (ไม่ให้เลือก)  (ไม่ให้ลงทะเบียนเรียน)

(c) to choose not

(d) didn’t choose

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มาจากโครงสร้าง   “Subject + Tell + Someone + To do (Not to do) + Something”   (ประธานฯ บอกกรรมให้ทำ (ไม่ให้ทำ) อะไร)  เช่น

-   His teacher told him to work harder.

(ครูของเขาบอกเขาให้ขยันมากขึ้น)

-   She told her children not to make a loud noise.

(เธอบอกลูกๆไม่ให้ส่งเสียงดัง)

 

15. _____________________ is better, my drawing or Jim’s?

(____________________________  ดีกว่ากัน,  ภาพวาดของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ    –     ข้อ    (b)   ต้องเอา   “Question words”   (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How often)  ขึ้นหน้า  “Verb to do” (Do, Does, Did)   เสมอ   เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม   เนื่องจาก “Question words” เหล่านั้น  ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค   (ของกริยา) (คือเป็น “Object”) หรือกรรมของ  “Preposition”   หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา   คือเป็นกริยาวิเศษณ์ “Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which” เป็นกรรมของ  “think”)  เช่น

           - How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often”  เป็นส่วนขยายของ  “go shopping”   คือ เป็นกริยาวิเศษณ์   “Adverb of frequency”)

             - How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ๑ ปี)  (“How much” เป็นกรรมของกริยา  “get paid”)

            - Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ) (“Where”  เป็นส่วนขยายกริยา  “live”  คือ เป็น “Adverb of place”)

            - Why did she come to class so late?

 (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why”  เป็นส่วนขยายกริยา  “come”  คือเป็น “Adverb of reason”)

           - When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)  (“When”  เป็นส่วนขยายกริยา  “finish”  คือเป็น  “Adverb of time”)

          - Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)  (“Which”   เป็นกรรมของกริยา   “prefer”)

                         แต่ในกรณีที่   “Question words”   เป็นประธานของประโยคคำถาม (คือ เป็นประธานของกริยาในประโยค)   ไม่ต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)   มาช่วยสร้างประโยค  แต่ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย   เช่น

          - Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”   เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา    “contributed)

(อย่าใช้    “Who did contribute most to……………?”)

              - What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา  “made)

(อย่าใช้  “What did make you feel so angry?”)

              - Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า, ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(Which”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา   “impresses)

(อย่าใช้  “Which does impress you more, ………………?” )

แต่ใช้  “Which do you like more, London or New York?”

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(ต้องใช้   “Verb to do”   ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Which”  เป็นกรรมของกริยา   “Like)

 

16. I prefer reading to ___________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า _________________________ )

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “reading”   ทั้งนี้   “Prefer” สามารถตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)   ก็ได้   โดยมีความหมายเหมือนกัน   ดังนั้น   ประโยคข้างบน  อาจใช้อีกอย่างหนึ่ง   คือ

             - I prefer to read to to write.  

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้   เนื่องจากมี “To” ถึง ๓ ตัว)

                กริยาต่อไปนี้ สามารถตามด้วย   “Infinitive with to” (To + verb 1) หรือ   “Gerund” (V. + ing)    แล้วความหมายเหมือนกัน ได้แก่   “Begin, Start,  Continue  (ทำต่อไป),  Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด),  Love,  Hate  (เกลียด),  Propose  (เสนอ),  Prefer  (ชอบมากกว่า),  Help,  Intend  (ตั้งใจ), Fear,  Attempt  (พยายาม),  Bear  (ทน)”   เช่น

-      They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

-    She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

-         We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

    - She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

17. It is a pity we can’t see ourselves as others see _______________.

(มันน่าเสียดาย ที่เราไม่สามารถมองเห็นตัวของเราเอง  เหมือนที่คนอื่นมองเห็น ____________________ )

(a) us    (เรา)

(b) ourselves    (ตัวของเราเอง)

(c) themselves    (ตัวของพวกเขาเอง)

(d) ours    (ของเรา)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากต้องใช้   “Pronoun”   ในรูปกรรม  (เหมือนกับ “me, you, them, him, her, it, us”)   เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “See”  เพราะมิได้มีการสะท้อนเข้าหาตัวแต่อย่างใด  สำหรับรูป   “Reflexive pronoun” (myself, yourself, yourselves, themselves, himself, herself, itself, ourselves)  มีที่ใช้ดังนี้ คือ

               ๑. ประธานเป็นผู้ทำกริยาโดยลำพังตนเอง มิมีผู้ใดช่วย เช่น

              - He did it himself.

(เขาทำมันตามลำพัง – ไม่มีใครช่วย)

(= He himself did it. = He did it by himself.)

             - She tries to solve the problem herself.

(เธอพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง– ไม่มีใครช่วย)

(= She herself tries to solve the problem. = She tries to solve the problem by herself.)

               ๒. ใช้เป็นกรรมของกริยาหรือ   “Preposition”   เพื่ออ้างถึงบุคคล หรือสัตว์ หรือเป็นประธานของประโยคก็ได้  เพื่อให้รู้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน  หรือสัตว์ตัวเดียวกันกับที่ได้พูดไปก่อนหน้านั้นแล้ว   เช่น

             - Tom himself became the manager of the company.

(ทอมเองนั่นแหละเป็นผู้จัดการบริษัท)

            - I’ve just talked with David himself.

(ผมเพิ่งจะคุยกับตัวเดวิดเองเลย)

           - It was easy for a clever young man like himself (หรือhim) to make a good living.

(มันง่ายสำหรับคนหนุ่มที่ฉลาดเช่นเขา  ที่จะดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม  –  ดีงาม)

              ๓. ประธานของประโยคเป็นผู้ทำกริยาสะท้อนเข้าหาตนเอง   คือทำกับตัวเอง หรือทำให้กับตัวเอง   เช่น

              - He killed himself with a bullet in the head.

(เขาฆ่าตัวเองด้วยกระสุนปืน ๑ นัดในหัว)

              - She bought herself a gold watch.

(เธอซื้อนาฬิกาเรือนทองให้ตัวเอง)

              - James introduced himself to his new neighbor.

(เจมส์แนะนำตัวเองกับเพื่อนบ้านใหม่ของเขา)

              - He poured himself a whisky.

(เขารินวิสกี้ให้ตนเอง ๑ แก้ว)

              - He lacks confidence in himself.

(เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง)

***** ห้ามใช้    “I bought herself a gift for her birthday.”เนื่องจากมิได้สะท้อนเข้าหาตนเอง  แต่เป็นคนละคน   ต้องใช้เป็น    “I bought her a gift for her birthday.”  แต่ใช้   “I bought myself a gift for my birthday.”     (ผมซื้อของขวัญให้ตัวเอง................)

 

18. Would you please ___________________ sing so loudly?

(คุณจะกรุณา _____________________ ร้องเพลงเสียงดังได้ไหม)

(a) no

(b) to not

(c) not to

(d) not    (ไม่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากหลัง   “Modal verb”  (Will, Would, Shall, Should, May, Might, Must)  ต้องตามด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1)  และเมื่อเป็นปฏิเสธ  ให้เอา   “Not” วางไว้ข้างหน้า   “Verb

 

19. The shopkeeper was angry with us __________________ not buying anything.

(เจ้าของร้านโกรธเรา _____________________ ไม่ซื้ออะไรสักอย่าง)

(a) since    (เพราะว่า, เนื่องจาก)

(b) because    (เพราะว่า, เนื่องจาก)

(c) for    (เนื่องจาก, เพราะว่า)

(d) as we did    (เนื่องจากเรา)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “For + Gerund (Verb + ing) (for not buying)สำหรับข้อ   (a)  (b)  และ (d)    สามารถใช้ได้   แต่ต้องแก้เป็น “Since (Because, As) we did not buy anything”  (เนื่องจากเราไม่ซื้ออะไรเลย)

 

20. Tell me _________________________.

(บอกผม ____________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “กรรมตรง”  ของกริยา   “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”   มักขึ้นต้น (นำหน้า)  ด้วย   “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How often, Who, Whom, That, Whether, If  –  หรือไม่(โดยไม่ต้องมี “That”   อยู่ข้างหน้า)   ทั้งนี้   โครงสร้างของ   “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”   (เรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”   ทำหน้าที่ดังนี้    คือ

๑. เป็นประธานของ   “Verb”  หรือประโยค  เช่น

           - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

           - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

           - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

          - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

           - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

          - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

          ๒. เป็นกรรมของ   “Verb”  หรือประโยค   เช่น

          - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

         - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

         - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

        - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

        - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

       - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

       - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

               ๓. เป็นกรรมของ   “Preposition”   เช่น

             - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

            - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

             - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

              - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                ๔. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์   (Adjective)   ที่แสดงความรู้สึก (Sure, Confident, Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted, Delightful, Anxious, Worried, etc.)   เช่น

             - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

            - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

            - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

                - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                  ๕. ใช้แทนคำนาม    (Noun)    ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

              - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

(ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑ เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“the fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”

ดังนั้น “that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “noun

clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  the fact”  ไม่ใช่  “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me” จึงเป็น “adjective clause” มาขยาย “the fact

             - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันมิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Noun clause)

            - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people.

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ   ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน    ถ้าเป็น  “Noun clause”   จะใช้   “That” นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น    (ไม่ใช้   “Which”) และ   “That”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรม   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “That” หรือ “Which”   ก็ได้  และมันจะทำหน้าที่ประธาน   หรือกรรมของประโยคอย่างใดอย่างหนึ่ง   เช่น

-   The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย   “Which (That)” ทำหน้าที่เป็นประธานของ  clause

   -    The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”   ขยาย   “The book”   โดย   “Which (That)”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ   “Clause”  ส่วน   “me” เป็นกรรมรอง)

 

21. The hotel ___________________ was very comfortable.

(โรงแรม ______________________ มีความสะดวกสบายมาก)

(a) which I slept last week

(b) that I slept last week

(c) where I slept in last week    (ผิด เพราะมี  “where”  แล้ว ห้ามใช้  “in”  อีก)

(d) in which I slept last week    (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบ   –    ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “In which”   มีความหมายเท่ากับ   “Where”  สำหรับข้อนี้    นอกจากตอบในแบบข้อ   (d)   แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ   ได้อีก  คือ

        - (d) in which I slept last week

        - which I slept in last week

        - that I slept in last week

        - where I slept last week

หมายเหตุ    –   ห้ามใช้   “in that I slept last week

 

22. __________________, Shirley thought Bill was Carol’s husband but later she realized (that) he wasn’t.

(________________________ เชอร์ลีย์คิดว่าบิลเป็นสามีของแคโรล  แต่ต่อมาเธอก็ตระหนักถึงความจริงว่า   เขามิได้เป็น  –  สามีฯ)

(a) First    (ประการแรก, ประการที่หนึ่ง)

(b) At first    (ในตอนแรก)

(c) Firstly    (ประการแรก, ประการที่หนึ่ง)

(d) First of all    (เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “ตอนแรก”   คิดว่าเป็นอย่างนั้น   แต่ต่อมาก็รู้ความจริงว่าไม่ใช่    ส่วนตัวอย่างการใช้คำอื่น   ได้แก่

           - There are many reasons why he has never succeeded.  First (Firstly), he is not determined enough to complete the work at hand.  Second (Secondly), he has a poor health. Third (Thirdly), ………..)

(มีเหตุผลหลายประการว่าทำไมเขาจึงไม่เคยประสบความสำเร็จ   ประการที่หนึ่ง   เขาไม่มีความมุ่งมั่นเพียงพอที่จะทำงานในมือให้สำเร็จ   ประการที่สอง   เขามีสุขภาพไม่ดี  ประการที่สาม ....................)

              - First of all, I would like to introduce you to Mr. Kevil, our sales manager.

(เหนือสิ่งอื่นใด  ผมอยากแนะนำคุณให้รู้จักกับ คุณเควิล  ผู้จัดการฝ่ายขายของเรา)

            - First of all, we’ll try to find a place to live.

(เหนือสิ่งอื่นใด   เราจะพยายามหาที่อยู่ให้ได้)

 

23. A week passed ___________________ we met again.

(หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป __________________________ เราได้พบกันอีก)

(a) because    (เพราะว่า)

(b) although    (แม้ว่า)

(c) however    (อย่างไรก็ตาม)

(d) before    (ก่อน, ก่อนที่)

 

24. I am too busy ___________________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ _________________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ไป)   

(d) that I can’t go

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้   “To + verb”  ตามหลัง   “Adjective” หรือ   “Adverb”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน  สำหรับในประโยคข้างบน   ใช้  To go”  เป็นกริยาวิเศษณ์   (Adverb)  ขยายคำคุณศัพท์   “Busy” {มีธุระยุ่ง (เกินไป) ที่จะไป}  ตัวอย่างอื่นๆประเภทนี้  ได้แก่

-         Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.

     (บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

-         She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

-         The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

-         It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

-         He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

 

25. She did nothing but __________________.

(เธอไม่ทำอะไร  ยกเว้น _________________________ )

(a) cry    (ร้องไห้)

(b) cried

(c) crying

(d) to cry

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจากหลัง   “But” (ยกเว้น)   และ   “Except”  (ยกเว้น)  ซึ่งถือเป็น   “Preposition”   ทั้ง  ๒  คำ  ต้องตามด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1)   โดยถือเป็น   “กรรม”   ของ   “But”  และ   “Except”   เช่น

-    He desired nothing except pass his exam.

(เขาไม่ปรารถนาอะไรนอกจากสอบผ่าน)

-    She wants nothing but marry a millionaire.

(เธอไม่ต้องการอะไรนอกจากแต่งงานกับเศรษฐี)

      - This robot can do everything but smile.

(หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถทำได้ทุกอย่าง  ยกเว้นยิ้ม)

        - There was little I could do except wait.

(มีอะไรนิดหน่อยที่ผมสามารถทำได้  ยกเว้นรอคอย)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้