หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 161)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I think they’ve moved away, but I don’t know where they’re living

________________ the moment.

(ผมคิดว่าพวกเขาได้ย้ายออกไปแล้ว  แต่ผมไม่รู้ว่าพวกเขากำลังอาศัยอยู่ที่ไหน ____

__________________ ขณะนี้)

(a)    of

(b)   in

(c)    at    (ใน)

(d)   on

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “At the moment”  =  “ในขณะนี้

 

2. The assignment was really difficult.  However, by working together, we were able to finish it _______________ three hours.

(การบ้าน (หรืองานที่ได้รับมอบหมาย) ยากจริงๆ  อย่างไรก็ตาม  โดยการทำงานร่วมกัน  เราสามารถทำมันเสร็จ __________________ ๓  ชั่วโมง)

(a) for

(b) in    (ใน)

(c) with

(d) at

 

3. The weather forecast said that the temperature would drop ________

___________________ the freezing point today.

(พยากรณ์อากาศกล่าวว่า  อุณหภูมิจะลด ________________ จุดเยือกแข็ง  วันนี้)

(a)    at

(b)   under    (ใต้  เช่น  ใต้เตียง, ใต้โต๊ะ, ใต้สะพาน, ฯลฯ)

(c)    below    (ใต้, ต่ำกว่า, ข้างล่าง)

(d)   on

 

4. The climbers didn’t succeed in reaching the mountain peak _____

_________________ extreme weather.

(นักไต่เขาไม่ประสบความสำเร็จในการไปถึงยอดเขา __________________ อากาศที่เลวร้าย  -  แบบสุดโต่ง)

(a)    in spite of    (ทั้งๆที่)

(b)   instead of    (แทนที่จะ)

(c)    due to    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d)   because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค  คือ “Subject + Verb )

 

5. ___________________ most schools provide careful supervision, many students have still been found to use drugs and alcohol.

( ______________________ โรงเรียนส่วนมากให้การกำกับดูแล-ควบคุมอย่างระมัดระวัง  นักเรียนจำนวนมากยังคงถูกพบว่าใช้ยาเสพติดและแอลกอฮอล์)  (คือ  เสพยาและดื่มเหล้า)

(a) Because    (เพราะว่า)

(b) Although    (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)

(c) As soon as    (ในทันทีที่)

(d) As though    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อความแย้งกัน   คือ  “แม้ว่าโรงเรียนควบคุมอย่างระมัดระวัง  (แต่) นักเรียนจำนวนมากยังเสพยาเสพติด  และดื่มเหล้า)

 

6. Seeing that the students hadn’t done their homework, the teacher

became __________________.

(เห็นว่านักเรียนยังไม่ได้ทำการบ้าน  ครู ___________________ )

(a)    angrily

(b)   anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(c) angry   (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c)    and angry

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากคำที่ตามหลังกริยา   “Become”  ต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-      Linda looked _________________ at her husband.

(ลินดาจ้องมองสามีของเธอ _______________________ )

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์)   

(c) angrily   (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  สำหรับ   “Look at”  หมายถึง   “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look” (ไม่มี  “At” )  ในความหมาย   “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ  Look  เป็น  Linking verb)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  เช่น

           - She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

         - He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

         - The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                        สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look” (Linking verb)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๒

-        Let us _______________ for a moment.

(พวกเราจง _____________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๓

-  I ________________ about his ability to do the work.

(ผม _____________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful     (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective” สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน   ได้แก่   “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......)   และ “I wonder about…………”   (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)    สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”   ดูจากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๔

-    Everything looks ______________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ___________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ     -     ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์   (Adverb)

                     ตัวอย่างที่ ๕

-    One who does good feels ____________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  เช่น   Happy, Quick, Slow, Careful)  มิใช่  “Adverb”  เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                    ตัวอย่างที่ ๖

-    The air in that spot smells _____________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น __________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet     (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ    -    ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                    ตัวอย่างที่ ๗  {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ   การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก   ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ   ๔   แก้เป็น  “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                  ตัวอย่างที่ ๘

-  I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น   คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น   หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์    (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง   “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา   เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

         - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

        - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

        - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

        - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่be  (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  become,  seem  (ดูเหมือนว่า), appear  (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก), get, grow, keep, look   (มีท่าทาง),smell  (มีกลิ่น), sound, taste  (มีรสชาติ),  turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

-        Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold.    (จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm(เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

-        She kept calm and said nothing.    (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

7. Today, people are probably more _________________ with drama on the television and radio rather than in the theater.

(ในปัจจุบัน  ผู้คนอาจจะ ____________________ กับละครทางโทรทัศน์และวิทยุ  มากกว่า (ละคร) ในโรงละคร)

(a) familiar    (คุ้นเคย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) familiarly

(c) familiarity    (ความคุ้นเคย)  (เป็นคำนาม)

(d) to be familiar

 

8. Performing __________________ maintenance on our cars, like changing the engine oil and checking the brakes, will save us a lot of money on future repairs.

(การทำการบำรุงรักษา ____________________ กับรถยนต์ของเรา  เช่น  การเปลี่ยนน้ำมันเครื่องและตรวจสอบเบรค  จะช่วยประหยัดเงินของเราอย่างมากมาย  สำหรับการซ่อมแซม (รถ) ในอนาคต  (หมายถึง  ถ้าบำรุงรักษารถดี  ก็จะช่วยประหยัดเงินได้มาก  ถ้าจำเป็นต้องมีการซ่อมในอนาคต  เพราะความเสียหายไม่มาก)

(a) regular    (เป็นประจำ, สม่ำเสมอ, เป็นกิจวัตร, ตามระเบียบแบบแผน, ปกติ,

ธรรมดา, สามัญ)

(b) irregular    (ไม่สม่ำเสมอ, ไม่แน่นอน, ไม่เป็นไปตามระเบียบแบบแผน, ไม่เรียบ,

ไม่สมบูรณ์)

(c) regularly

(d) irregularly

 

9. It takes __________________ time to cross the Pacific Ocean than it does to cross the Atlantic Ocean.

(มันใช้เวลา _____________________ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก  (มากกว่า) การใช้เวลาในการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก)

(a) longer

(b) long

(c) more long

(d) a longer    (ยาวนาน..........................มากกว่า)

ตอบ   –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า” (Comparative degree)   สังเกตได้จาก   “than”   ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่อยู่ในรูป   “ขั้นกว่า”   เช่น  “bigger than”  “smaller than”  “older than”  “younger than”  “more expensive than”  (แพงกว่า)  หรือ   “more spacious than”  (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)    เป็นต้นแต่สำหรับในข้อ   ๔  มีข้อความมาคั่นระหว่าง   “longer”   และ  “than”   คือ  “time to cross the Pacific Ocean

 

10. Nancy __________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ      ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่ ๓   “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต  -  ไม่เป็นไปตามข้อความในประโยค)    คือ   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause”   แบบที่   ๓   ได้แก่

                    ตัวอย่างที่ ๑

-         If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้   คืออนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + Verb ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง3”  หรือเอา  “If clause”ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”   มาไว้ข้างหน้าประโยคเมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต เช่น

-        If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-        If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-        If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-        She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)  จะเห็นว่าใน  “If clause”   มี  “Had” 2  ตัว    ตัวหน้าแสดง   “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า   “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่ 3  ทำให้มี“Had”  2  ตัว

-        I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-         If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ   “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-        If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

สรุป   -   ใน   “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป   “Past future perfect”  {Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

11. I object __________________ your proposal.

(ผมคัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) _______________________ ข้อเสนอของคุณ)

(a) to    (กับ)

(b) against

(c) in

(d) at

(e) on

ตอบ   –    ข้อ   (a)  “Object to”   หมายถึง   “คัดค้าน, ไม่ชอบ, ไม่เห็นด้วย”  เช่น

         - We object to the selection of Tom as our team leader.

(พวกเราไม่เห็นด้วยกับการเลือกทอมเป็นหัวหน้าทีมของพวกเรา)

 

12. Though the railways have no competition, most people see that their charges are fair and __________________.

(แม้ว่ารถไฟจะไม่มีการแข่งขัน  คนส่วนมากมองว่าราคา (ค่าบริการของรถไฟ)  เป็นธรรมและ __________________________ )

(a) reason    (เหตุผล)  (เป็นคำนาม)

(b) reasonable    (ราคาพอสมควร, ไม่แพงเกินไป, มีเหตุผล, เหมาะสม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) reasonably    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) reasonless    (ปราศจากเหตุผล)

 

13. The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ____________________________ )

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “Like”    ในที่นี้เป็น   “Preposition”   หมายถึง “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้  คือ   “ฝน”

 

14. When Tim heard that he had passed his exam with high marks, he realized that he had been worrying quite ________________.

(เมื่อทิมได้ยินว่าเขาได้สอบผ่านด้วยคะแนนสูง  เขาตระหนักว่า  เขาได้วิตกกังวล

______________________ อย่างยิ่ง)

(a) unnecessary

(b) unnecessarily    (อย่างไม่จำเป็น, โดยไม่จำเป็น)

(c) not necessary

(d) not necessarily

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยา   (worrying)   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์(Adverb)

 

15. “A corner shoe store” means “____________________”.

(“ร้านรองเท้าที่หัวมุมถนน” หมายถึง _________________________ )

(a) the shoe at the corner of a store    (รองเท้าที่มุมของร้าน)

(b) one corner of a shoe store    (มุมหนึ่งของร้านรองเท้า)

(c) a store selling shoes at the corner    (ร้านขายรองเท้าอยู่ที่หัวมุมถนน)

(d) the shoe at one corner of the store    (รองเท้าที่มุมหนึ่งของร้าน)

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากการแปลความหมายของคำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ”   (Compound noun)  ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นมาข้างหน้า  (ทั้งนี้  มีข้อสังเกต  คือ คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือไม่เติม “s” แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง)  ดูเพิ่มเติม   “นามประกอบ”   จากคำต่อไปนี้

      - bus station  (สถานีรถประจำทาง)

     -  service buses   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งประชาชนทั่วไป หรือพนักงานบริษัท)

        -  bus service   (บริการรถประจำทางหรือรถรับส่งพนักงาน)

        -  flower garden (s)   (สวนดอกไม้)

        -   wood house  (บ้านไม้)

        -  steel table (s) (โต๊ะเหล็ก)

        -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

        -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

        -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

        -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

        -  oil price rise   (การขึ้นราคาน้ำมัน)

        -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

        -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

        -  debt payment   (การชำระหนี้)

        -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

        -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

        -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

        -  capital market   (ตลาดทุน)

        -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

        -  traffic problem (s)   (ปัญหาจราจร)

        -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

        -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

        -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

        -  terrorism risk (s)   (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

        -  commodity price (s)   (ราคาสินค้า)

        -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

        -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

        -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

        -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

        -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

       -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

       -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

       -  business partner (s)   (คู่ค้า)

       -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

       -  business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

 

16. Billy is often in difficulties __________________ money.

(บิลลี่มักพบกับความยุ่งยากบ่อยๆ ______________________ เรื่องเงินๆทองๆ)

(a) of

(b) on

(c) with

(d) about    (เกี่ยวกับ)

(e) from

 

17. Mr. Simpson went to work __________________ being exhausted.

(มิสเตอร์ซิมสันไปทำงาน ______________________ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า)

(a) though    (ถึงแม้ว่า)

(b) because of    (เนื่องจาก)

(c) in spite of    (ทั้งๆที่)

(d) for

ตอบ   –   ข้อ   (c)  คือ   “ไปทำงานทั้งๆที่เหนื่อย”   สำหรับข้อ   (a)   ต้องแก้เป็น “though he was exhausted”    (ถึงแม้ว่าเขาเหนื่อยล้า)   ก็ใช้ได้เช่นกัน

 

18. There is a house _________________ in the next street.

(มีบ้าน _________________________ ในถนนถัดไป)

(a) letting

(b) for let

(c) to let    (ให้เช่า)

(d) having let

ตอบ   –    ข้อ   (c)   “A house to let”  =   บ้านให้เช่า

 

19. Have you ever had your voice _________________?

(คุณเคย ______________________ เสียงไหม)  (คือให้เสียงถูกบันทึกโดยผู้อื่น)

(a) record

(b) to record

(c) recorded    (บันทึก)

(d) recording

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เป็นการใช้ในโครงสร้าง   “Causative use”   ในแบบ  “Passive voice”  คือ  “ประธานให้กิจกรรมบางอย่างถูกกระทำโดยผู้อื่น” (Subject + Have (Get) + Something + Done (กริยาอะไรก็ได้ แต่เป็นช่องที่ ๓) + (By someone)   แต่ทั้งนี้   นิยมพูดในภาษาไทยว่า    “ประธานทำสิ่งนั้นสิ่งนี้เอง”   เช่น

               - He has his hair cut once a month.

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

         - She has her room cleaned every day.

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

         - We had our car washed once a week last year.

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

                     สำหรับการใช้โครงสร้าง    “Causative use”   ในแบบ   “Active voice”   คือ  “Subject + Have + Someone + Do (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + Something”  หรือ  (= Subject + Get +  Someone + To do + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)   มีดังนี้   คือ

1. Subject + Have + Someone + Do + Something (กรรมของ  Verb “Do”)

2. Subject + Get + Someone + To do + Something (กรรมของ Verb “Do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                        ทั้ง  ๒  โครงสร้างข้างบน  ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice” เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                       อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการใช้ในรูป   “Passive voice” คือ {Subject + Have (Get)    + Something + Done + (By someone)}   {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่  ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง   “Have และ  “Get”   ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ   ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

 

20. He became a doctor __________________ his father.

(เขาเป็นหมอ ________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Like”   เมื่อหมายถึง   “เหมือน”   จะเป็น “Preposition”   จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง   คือ “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)   ต้องตามด้วย   “Subject + Verb”  (ดูความแตกต่างการใช้   “Like”   และ   “As”  จากประโยคข้างล่าง)

-      Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ    -    ประโยคข้างบนใช้   “Like”   เนื่องจาก  “Like”  ในที่นี้เป็น “Preposition”  (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)    ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น  “the other nations”  “his father”  “most hard-working people   (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน   “As”  เป็น  “Conjunction”  (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)   เช่น

            - He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

           - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                     สำหรับ   “As”   เมื่อเป็น   “Preposition”  มีความหมายว่า   “ในฐานะ หรือ   เป็น”   จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี    เช่น

           - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

          - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

         - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

         - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

 

21. He got used to ___________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ _____________________ )

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment    (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย  คำนาม  หรือ   “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”   เป็น “Preposition”   สำหรับ   “Get used to”  หรือ   “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต หรือ ปัจจุบัน ก็ได้  ดังตัวอย่าง เช่น

         - We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

            - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

        - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

        - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

        - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

               ****** สำหรับ “Used to” หมายถึง   “เคยทำในอดีต”  (ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว)   คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่  ๑ (Used to + Verb 1)  ดังตัวอย่าง   เช่น

           - He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)  (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-      She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

22. It was __________________ that we decided to buy it.

(มันเป็น ________________________ จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

(a) a such beautiful house

(b) such a beautiful house    (บ้านที่สวยงามมาก)

(c) so beautiful house

(d) so a beautiful house

ตอบ    –    ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างข้างล่าง

         - It is (was) + such + a + adjective+ noun  (เอกพจน์นับได้)  + that …………… เช่น

(It is (was) such a small car that we can’t get into it.)

(มันเป็นรถที่เล็กมาก จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

        - It is (was) + so + adjective + a + noun  (เอกพจน์นับได้) + that……….เช่น

(It is (was) so small a car that we can’t get into it.)

-  Noun  (เอกพจน์นับได้)  + is (was) + so + adjective + that ………เช่น

(The car is (was) so small that we can’t get into it.)

-  They are (were) + such + adjective + noun  (พหูพจน์) + that…เช่น

(They are (were) such small cars that we can’t get into them.)

-  Noun  (พหูพจน์)  are (were) + so + adjective + that …………เช่น

(The cars are so small that we can’t get into them.)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้