หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 160)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Actors have to _______________ their lines many times in order to learn them perfectly.

(นักแสดงจำเป็นต้อง ___________________ บทพูดในละครของตนหลายๆครั้ง  เพื่อที่จะเรียนรู้มันอย่างสมบูรณ์แบบ)

(a) go in for    (มีส่วนร่วม, พยายามทำ)

(b) go after    (ติดตาม, พยายามให้ได้มา)

(c) go over    (พิจารณาอย่างรอบคอบ, ตรวจสอบอย่างใกล้ชิด, ทบทวน, ทำซ้ำ, อ่าน ซ้ำ, ศึกษา)

(d) go along with    (ไปกับ, ประกอบกับ)

 

2. My shoes are worn ____________________.

(รองเท้าของผม _______________________ )

(a) in

(b) down

(c) out    (“Be worn out”  =  สึก, สึกหรอ)  (“Wear out” = ทำให้สึก)

(d) (No word is needed.)

 

3. Don’t forget to turn _________________ the light before you leave.

(อย่าลืมที่จะ ______________________ ไฟ  ก่อนคุณออกไป)

(a) in    {ส่ง (รายงาน), ส่งกลับคืน, แจ้ง (ตำรวจ), รายงาน, แลกเปลี่ยน, เข้านอน}

(b) up    (เพิ่มเสียงให้ดังขึ้น)

(c) down    (หรี่เสียงให้เบาลง)

(d) out    (ปิด)  (อาจใช้  “Off”  ก็ได้)   

 

4. I do not object __________________ his son’s visit.

(ผมไม่คัดค้าน ______________________ การมาเยือนของลูกชายของเขา)

(a) in

(b) for

(c) to    (“Object to”  =  คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)

(d) on

 

5. The government _________________ diplomatic relations with that country.

(รัฐบาล ____________________ ความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศนั้น)

(a) broke down    {เสีย, ใช้งานไม่ได้ (เครื่องจักร, เครื่องยนต์, คอมพิวเตอร์, ระบบ)}

(b) broke into    (งัดเข้ามา, พังเข้ามา)

(c) broke out    {เกิดขึ้น (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด, การโต้เถียง, การต่อสู้)}

(d) broke off    (ตัด, เลิก, ยุติ)   

 

6. We must _______________ all this rubbish _________________.

(เราจะต้อง __________________ ขยะทั้งหมดนี้ ___________________ )

(a) throw _________________ up    (“Throw up”  =  อาเจียน)

(b) throw _________________ away    (ทิ้ง ______________ ออกไป)  (“Throw away”  =  “ทิ้งไป”)

(c) throw _________________ out

(d) throw _________________ over

 

7. He asked me _________________________.

(เขาถามผม (ว่า) _____________________________ )

(a) when will Mr. Smith get back

(b) when Mr. Smith will got back

(c) when would Mr. Smith get back

(d) when Mr. Smith would get back    (มิสเตอร์สมิธจะกลับมาเมื่อใด)

 

8. He found his trousers but ________________ clean.

(เขาพบ (ค้นเจอ) กางเกงขายาวของเขา  แต่ ___________________ สะอาด)

(a) it was not

(b) it is not

(c) they were not    (มันไม่)  (ใช้ให้สอดคล้องกับกริยา “Found” )

(d) they are not

 

9. You need a little help, _________________?

(คุณต้องการความช่วยเหลือนิดหน่อย _______________________ )

(a) need you

(b) needn’t you

(c) didn’t you

(d) don’t you    (ใช่ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Need”  เมื่อมีความหมายว่า  “ต้องการ”  จะเป็นกริยาธรรมดา  เหมือน  “Walk, Play, Eat, Write, Swim, etc.”  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  จึงต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย

 

10. If he had told me the truth, I __________________ him.

(ถ้าเขาได้บอกความจริงแก่ผม  ผม _____________________ เขา)

(a) will not punish

(b) would not punish

(c) would not have punished    (คงจะไม่ลงโทษเขา)

(d) would have not punished

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓   (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ในประโยค  (ซึ่งเป็นอดีต)  มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือ  เกิดตรงกันข้ามกับข้อความนั้น  กล่าวคือ  “เขามิได้บอกความจริงแก่ผม  ผมเลยลงโทษเขา”   โดยใน  “If clause”  ต้องใช้  “Subject + Had + (Not) + Verb 3)  ส่วนใน  “Main clause”  ใช้  “Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3

 

11. The air of the hills is cooler than __________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _______________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้   จึงต้องแทนด้วย “That” และตามด้วย   “of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้   ให้ใช้ “One”  แทน   และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้   “Those”  แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ   (d)  เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ” และ  “ที่ราบ”  มิใช่ “อากาศของเนินเขา”   และ   “อากาศของที่ราบ”  ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบ เทียบ)

                 - The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ) (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้ one แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

           - The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้ those  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

12. He should ___________________ himself for doing so well in his work.

(เขาควร ______________________ ในตนเอง  สำหรับการทำงานได้เป็นอย่างดี)

(a) proud of

(b) proud

(c) be proud

(d) be proud of    (ภูมิใจ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Proud”   เป็นคำคุณศัพท์   จึงต้องใช้กับ “Verb to be”   แต่เนื่องจากอยู่หลัง   “Should”   จึงต้องอยู่ในรูป   “Infinitive without to” (Be)  และต้องตามด้วย   Preposition   “Of

 

13. Jimmy will be punished ____________________ coming late.

(จิมมี่จะถูกลงโทษ _________________________ การมาสาย)

(a) by

(b) because

(c) for    (สำหรับ)

(d) in

 

14. He won’t pass his examination _____________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ________________________ )

(a) if he is not enough diligent

(b) unless he is not diligent enough

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Unless = If not”   แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)”  ทั้งนี้   “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “Not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธ   รวมอยู่ในคำด้วยแล้ว

 

15. ___________________ patient, and you will succeed.

(__________________________ อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be    (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง   จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย Infinitive without to” (Verb 1)  แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์  เช่น  Patient” (อดทน)  “Careful” (ระมัดระวัง)  จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be” สำหรับตัวอย่างประโยคคำสั่ง-ขอร้อง อื่นๆ  เช่น

-      If you need any help filling out the forms, __________

_____________________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้ _________________  

ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a)  to ask

(b)   asking

(c)  asks

(d) ask    (ถาม)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง   (ในที่นี้ คือ   “Ask somebody at the front desk”)   ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “You”  อยู่หน้าประโยค  คือ  อยู่หน้า  “Ask” (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยา  ช่องที่  ๑ ที่ ไม่มี   “To”  นำหน้า   (Infinitive without to)   ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-        Buy me a newspaper.  (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

-        Go out.  (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

-        Open the window, please.  (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

-        (Please) come into the room.  (โปรดเข้ามาในห้อง)

                   ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)   ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย   “Be” เสมอ   เช่น

-        Be careful.  (จงระวัง)

-        Be patient(อดทนหน่อยนะ)

-        Be thoughtful to other people.  (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                      อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ    ก็ยังถือเสมือนว่ามี “You”   เป็นประธานนำหน้าประโยค   ดังนั้น   จึงต้องขึ้นต้น   “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ” ด้วย   “Don’t”  เสมอ เช่น

-        Don’t make a loud noise.  (จงอย่าทำเสียงดัง)

-        Don’t get up late.  (อย่าตื่นสายนะ)

-        Don’t bother me while I’m working.

(อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

               ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์    (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย   “Don’t be”   เสมอ   เช่น

-        Don’t be late for class.  (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

-        Don’t be careless while walking across the street.  (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

-        Don’t be too serious with your work.  (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

 

16. There are ___________________ on the desk.

(มี __________________________ บนโต๊ะเรียน)

(a) several sheets paper

(b) several sheet of paper

(c) several sheets of paper    (กระดาษหลายแผ่น)

(d) several sheets of papers

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Paper” (กระดาษ) เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้ในรูปพหูพจน์  หรือ  เติม “S”  เข้าข้างท้ายได้   ดังนั้น  เวลาจะนับ  จึงต้องนับเป็น “แผ่น”  “Sheet”   ซึ่งสามารถทำเป็นรูปพหูพจน์ได้   คือ “หลายแผ่น”  หรือ “แผ่นเดียว”  (A sheet of paper)

 

17. When I say ‘I have no idea’, I mean ‘_________________’.

(เมื่อผมพูดว่า ‘I have no idea’ ผมหมายความว่า ____________________ )

(a) I haven’t decided yet    (ผมยังไม่ตัดสินใจเลย)

(b) I have no money left    (ผมไม่มีเงินเหลือ)

(c) I have no doubt    (ผมไม่มีข้อสงสัย)

(d) I don’t know    (ผมไม่ทราบ)

 

18. I don’t know __________________ to do.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำ ________________________ )

(a) how

(b) whom

(c) what    (อย่างไร, อะไร)

(d) why

ตอบ   –   ข้อ   (c)  ซึ่งมีความหมาย   คือ  “ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  หรือทำอะไร” คือ ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร   ผู้พูดๆในลักษณะที่หมดปัญญาจะทำ  งงสับสนไปหมด  ส่วนถ้าจะตอบข้อ   (a)   ต้องแก้เป็น   “how to do it”   หรือถ้าจะตอบข้อ  (d)  ก็ต้องแก้เป็น “why I have to do it”  (ทำไมผมจึงต้องทำมัน)

 

19. Household goods are __________________ furniture for the home, and also things needed for cooking and meals.

(สินค้าครัวเรือนคือ _______________________ เฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้าน  และรวมถึงสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับการปรุงอาหารและมื้ออาหารต่างๆ)

(a) such a thing as

(b) such a thing like

(c) such things like

(d) such things as    (สิ่งต่างๆเช่น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการยกตัวอย่าง  ซึ่งมีมากกว่า  ๑  สิ่ง   จึงต้องใช้ things”   และ  “such”   ใช้คู่กับ   “as

 

20. I will give you ___________________ details later.

(ผมจะให้รายละเอียด __________________________ แก่คุณ ในภายหลัง)

(a) farer    (คำนี้ไม่มีใช้)

(b) farther    (ไกลกว่า)

(c) further    (เพิ่มเติม, มากขึ้น, ขยายออกไปอีก –  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์)  (ต่อไป, ไกลออกไป, นานออกไป – เมื่อเป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) longer    (ยาวกว่า, นานกว่า)

 

21. I ___________________ to Japan several times.

(ผม _________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป – ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ    –    ข้อ   (b)  ต้องใช้ในรูป   “Present perfect tense”  ดูหลักเกณฑ์การใช้   “Present perfect tense” ดังต่อไปนี้  โดยเฉพาะ ข้อ  ๓  และ ข้อ  ๕

          ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  just =  เพิ่งจะ, recently = เมื่อเร็วๆนี้,  lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

            - I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

            - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

          - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

           ๒. ใช้บอกข้อความว่า “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง” มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี “Already” และ “Yet” ก็ได้ เช่น

             - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

            - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

            - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

          - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

           - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your  report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

             ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For =  เป็นเวลา (For + ความยาวของเวลา), Since  =  ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now  =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

              - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

              - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

             - So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.) (เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

             - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

              ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก ever”  “never”  เช่น

          - Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

        - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

        - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

            ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจากAdverb of frequency”  เหล่านี้   “again and again” = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  many times” “several times” = หลายครั้ง,  “sometimes” = บางที,  “over and over     (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก, “this is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก  (ครั้งที่ ๒)  เช่น

          - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

           - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

           - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

           - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด”   “Superlative degree”  เช่น

             - He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

          - She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

          - It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

           - They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

              ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี  this morning, this week, this month, this year” เช่น

               - I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ ๓ เล่ม เดือนนี้ – คืออ่านจบแล้ว)

                 - He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้  –  คืองานเสร็จแล้ว)

                  แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ใช้รูป  “Continuousเช่น

           - He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

             - They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว   ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน   เช่น

           - I have lost my key.  (ผมทำกุญแจหาย  –  ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

           - I have locked the door.  (ผมล็อคประตูแล้ว  –  ประตูยังปิดอยู่)

           - John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์  –  คืออ่านจบไปแล้ว)

                แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2)  เช่น

-  I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

-  She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

-I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

22. The man ___________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ______________________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave    (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก To be about to”   หมายถึง   “กำลังจะ หรือ จวนจะ หรือ   พร้อมที่จะ”    เช่น

            - His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

            - She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

           - It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

           - We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)
           - I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

 

23. In this much-travelled world, there are still _______________ which are inaccessible to tourists.

(ในโลกแห่งการท่องเที่ยวมากมายนี้  ยังคงมี ______________________ ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยนักท่องเที่ยว)

(a) many thousands places

(b) thousands of places    (สถานที่หลายพันแห่ง)

(c) many thousands of place

(d) thousand of places

ตอบ   –   ข้อ    (b)  หรืออาจใช้   “many thousands of places”

 

24. Father left a message for _____________________ .

(พ่อทิ้งข้อความไว้สำหรับ _________________________ )

(a) I and you

(b) you and I

(c) me and you

(d) you and me    (คุณและผม)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจากในภาษาอังกฤษ   ให้กล่าวถึงตัวผู้พูดทีหลังสุด  เพราะแสดงถึงความสุภาพ   และเนื่องจากอยู่หลัง   Preposition   “For”    จึงต้องอยู่ในรูป  “กรรม”   คือ  “Me”   สำหรับ   “You” เป็นทั้ง  “ประธาน” และ “กรรม”   ในตัวเดียวกัน    ในที่นี้ถือว่าอยู่ในรูป   “กรรม”    เปรียบเทียบกับตัวอย่างข้างล่าง

           - Father left a message for her, him and me.

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้