หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 154)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I was not _________________ that I had cut myself until I saw the blood all over my hand.

(ผมไม่ ____________________ ว่าผมทำมีดบาดตัวเอง  จนกระทั่งผมเห็นเลือดเปื้อนทั่วมือไปหมด)

(a) awake    (ตื่นอยู่, ตื่นตัว)

(b) disturbed    (ถูกรบกวน, เดือดร้อนใจ, ยุ่งยากใจ)

(c) sensitive    (หวั่นไหวง่าย, อ่อนไหวต่อความรู้สึก)

(d) conscious    (รู้ตัว, มีสติ, มีจิตสำนึก, มีเจตนา)

 

2. Take only one of these pills daily.  It’s dangerous to exceed the stated

_____________________.

(จงกินยาพวกนี้เพียงวันละเม็ดเท่านั้น  มันอันตรายที่จะ (กิน) เกิน _______________ ที่ได้บอกไว้  -  ที่ฉลากยา)

(a)    portion    (ส่วน, ส่วนหนึ่ง, ส่วนแบ่ง, กอง, ส่วนของมรดก)    

(b)   extent    (ปริมาณ, ขอบเขต, การประเมินค่า)

(c)    dose    (โดซ)  (ปริมาณยาที่ให้กินครั้งหนึ่งๆ)

(d)   share    {หุ้น, การมีส่วน (ในตลาด), การแบ่งปัน}

 

3. The teacher _______________ out the words she had written on the blackboard.

(ครู _____________________ คำต่างๆ ที่เธอได้เขียนบนกระดานดำ)

(a) washed    {ล้างหรือซักด้วยน้ำ, สระ (ผม)}

(b) rubbed    (ลบออก, ขัดออก, ถูออก, เช็ดออก, ขัด, สี, นวด, ลูบ)

(c) cleaned    (ทำความสะอาด)

(d) scraped    (ขูด, ขูดออก, ครูด, ถู, เช็ดออก, โกน, เบียด, เฉียด, แฉลบ)

 

4. They don’t know the exact number of those who had died, but they

_________________ that the death toll exceeded 20,000.

(พวกเขาไม่ทราบจำนวนที่แน่นอนของบุคคลผู้ซึ่งตายไป  แต่ (พวกเขา) ________ 

___________________ ว่า  จำนวนคนตายมากกว่า  ๒๐,๐๐๐  คน)

(a)    predicted    (ทำนาย)

(b)   specified    (ระบุ, บ่งชี้, ชี้ชัดลงไป)

(c)    estimated    (ประมาณการ, ประเมินค่า, กะ, ตีราคา, คำนวณ, คิด)

(d)   recognized    (ยอมรับ, จำได้, จำแนกออก, รู้จัก, ทักทาย, แสดงว่าเห็นคุณค่า หรือรู้จัก)

 

5. When his uncle died, he ________________ a lot of money from him.

(เมื่อลุงของเขาตาย  เขา __________________ เป็นเงินจำนวนมากจากลุง)

(a) paid    (จ่ายเงิน, ชำระเงิน)

(b) earned    (หามาได้, ได้มา, ได้รับ)

(c) profited    (มีกำไร, ทำกำไร)

(d) inherited    (ได้รับมรดก)

 

6. This one and that one are _________________.

(อันนี้และอันนั้น ___________________ )

(a) like    (เหมือน, คล้าย)   

(b) likes

(c) alike    (เหมือนกัน, คล้ายกัน)

(d) same

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “……….are the same”  หรือ  “This one is like that one.”   ก็ได้

 

7. What _____________________?

{______________________ อะไร (เท่าใด)}

(a) does the time now

(b) time it is now

(c) is the time now    (ขณะนี้เวลา)

(d) is time now

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ   “What time is it now?”  ก็ได้

 

8. Jim plays tennis ________________ than his younger brother.

(จิมเล่นเทนนิส _____________________ น้องชายของเขา)

(a) worse    (แย่กว่า, เลวกว่า, ห่วยกว่า)  (Bad, Worse, Worst  -  แย่, แย่กว่า, แย่สุด)

(b) worser    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) more worse    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) badly more    (รูปนี้ไม่มีใช้)

 

9. I wish tomorrow ___________________ Sunday.

(ผมปรารถนาว่า  พรุ่งนี้ __________________ วันอาทิตย์)

(a) is

(b) were

(c) will be

(d) would be    (จะเป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  Clause  ที่ตามหลัง  “Wish”  ต้องอยู่ในรูป  “Past”  เสมอ  เนื่องจากเป็นการปรารถนาที่ไม่เป็นความจริง  เพียงแต่อยากให้เป็นเช่นนี้เช่นนั้น  เท่านั้น

เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-      Why didn’t you keep your promise?  I wish you ______________

it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ ___________________ มัน)

(a)    kept

(b)   would keep

(c)    would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา) ในอดีต  จึงใช้รูป   “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3” 

                ตัวอย่างที่ ๒

-    I wish I _________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม _______________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”   คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple” หรือ   “Past perfect tense”  เท่านั้น

                  ตัวอย่างที่ ๓

-       Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you _______________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ___________________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  (“Did”แทน  “Speak”)  (ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”คือเป็นกริยาใน “Clause” ที่ตามหลัง “Wish)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                   ตัวอย่างที่ ๔

-      When I said that I wished I _______________ Italian, she told

me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม___________________ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)  (ความเป็นจริง  คือ  ผมไม่รู้ภาษาอิตาเลียน)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + wish (ed) + (that) + subject + had + verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้ เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต   แต่จริงๆแล้วไม่ได้เรียน)

                       ตัวอย่างที่ ๕

-   I wish I ________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ   )  จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  )  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”   ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

 He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                       ตัวอย่างที่ ๖

-  I wish you _______________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _______________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been     (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                       ตัวอย่างที่ ๗

-   I wish I _____________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ   “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน”

                     ตัวอย่างที่ ๘

-    I wish today ____________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่   “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”   (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)   จะต้องใช้รูป  “Subject + wish + that + subject + verb”  แต่ that”   มักจะละไว้เสมอ   (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

·               ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·               ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-      I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·               ถ้า “Wish”ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้ “Verb” เป็น“Would”  “Should”  “Could”  “Might”ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า – แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง   “Wish + To + Verb 1”   ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้    เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

   สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish +กรรม+ Noun”   มีความหมาย คือ    “ขออวยพรให้”   เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

10. Look both ways before you walk ________________ the road.

(มองทั้ง  ๒  ทาง  (ซ้ายและขวา) ก่อนที่คุณเดิน _________________ ถนน)

(a) cross    (ข้าม)  (เป็นคำกริยา)

(b) across    (ข้าม)  (เป็น  “Preposition” )

(c) crossing

(d) to cross

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ไม่สามารถเลือก  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  อนุประโยค  (before you ………………. road)  มีกริยาแท้อยู่แล้ว คือ  “Walk

 

11. I had this photograph _________________ in Paris.

(ผมให้ภาพนี้ ___________________ (คือให้ผู้อื่นถ่ายให้) ในปารีส)

(a) take

(b) taking

(c) taken    (ถูกถ่าย)

(d) to take

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างแบบ  “Causative Use”   {Subject + Has (Have, Had) + กรรม + Verb 3 + (By someone)  =  ประธานฯ ให้ “กรรม”  ถูกกระทำ (โดยใครบางคน)}  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑  

-      What would you _________________ me do for you?

(คุณจะ ________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ    -    ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + have + someone + do + something)  สำหรับ  “Want”  และ “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?”

                    ตัวอย่างที่ ๒

-  Today if I finish my shopping early enough, I may go and

___________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  และ _______________ )

(a)   to have my hair done

(b)  have my hair do

(c)   have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้  “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ  “Go”  และดูคำอธิบายการใช้  “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๓

- He had the cook ________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                   ตัวอย่างที่ ๔

          - Please have the porter __________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ __________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry     (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use”{Subject + have (has) + someone + do + something}คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                ตัวอย่างที่ ๕

-   What would you have me _____________?

(คุณจะให้ผม ____________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Has (Have) + Someone + Do (Verb 1) + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)   โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                        สำหรับการใช้โครงสร้าง“Causative use” ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone +do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)มีดังนี้ คือ

1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb “do”)

2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                      ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-  He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-  We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                        อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

        - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

         - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

          - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

12. It is not safe to go round a bend at a ________________ speed.

(มันไม่ปลอดภัยที่จะขับรถตรงทางโค้งด้วยความเร็ว __________________ )

(a) quick    (เร็ว)

(b) fast    (เร็ว)

(c) high    (สูง)

(d) rapid    (เร็ว)

ตอบ   –   ข้อ   (c)  (“at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง) 

 

13. That is the highest tree I have ________________ seen in my life.

(นั่นเป็นต้นไม้ที่สูงที่สุดที่ผม _________________ เห็นในชีวิต)

(a) ever    (เคย)

(b) never    (ไม่เคย)

(c) been

(d) certainly    (อย่างแน่นอน)

 

14. I bought _________________ yesterday.

(ผมซื้อ ___________________เมื่อวานนี้)

(a) a trouser

(b) a trousers

(c) a pair of trousers    (กางเกงขายาว ๑ ตัว)

(d) the trouser

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเครื่องแต่งกายที่มี  ๒  ขา   เช่น กางเกงขาสั้น-ขายาว   ถ้าจะนับเป็นตัวๆ   ต้องใช้ “Pair” (คือ คู่หนึ่ง หมายถึง ๑ ตัว)  เสมอ  ยกเว้นไม่ระบุจำนวน  ก็ไม่ต้องใช้   ดูเพิ่มเติมการใช้คำนามที่ถือเป็นพหูพจน์เสมอ ประเภท เครื่องแต่งกาย  ของใช้ และเครื่องมือ  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑ 

-      In (2) addition to (2) applications of sight correction, (3) eyeglass are also (4) worn for protection.

(นอกเหนือจากการใช้แก้ไขสายตา (การมองเห็น) ให้ถูกต้องแล้ว   แว่นตายังถูกสวมใส่เพื่อการป้องกัน (ดวงตา) อีกด้วย)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น   “eyeglasses”   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ  เมื่อหมายถึง   “แว่นตา”  สำหรับเครื่องมือชนิดอื่นๆที่ต้องใช้เป็นคู่  หรือประกอบด้วย ๒ ส่วน ซึ่งจะต้องอยู่ในรูปพหูพจน์   และใช้กับกริยาแบบพหูพจน์  ได้แก่   scissors  (กรรไกร), glasses (eyeglasses) (แว่นตา), spectacles (แว่นตา), tongs (ปากคีบ, คีม), chopsticks (ตะเกียบ), pincers(คีม), pliers (คีมปากยาว), dividers  (วงเวียน), sheers  (กรรไกรตัดต้นไม้), calipers (callipers)  (วงเวียนใช้วัด)  เป็นต้น

                        นอกจากนั้น   เครื่องแต่งกายที่ต้องใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  คือ  shorts (กางเกงขาสั้น), trousers  (กางเกงขายาว), pants  (กางเกง, กางเกงชั้นใน  –  ของผู้หญิงหรือเด็ก), panties (กางเกงชั้นในของผู้หญิงหรือเด็ก), clothes  (เสื้อผ้า), breeches  (กางเกงขี่ม้า), pajamas  (pyjamas)  (เสื้อกางเกงชุดนอน)  เป็นต้น

 

15. Do you come to school ___________________?

(คุณมาโรงเรียนโดย ___________________ ใช่ไหม)

(a) by foot

(b) with foot

(c) on foot    (ทางเท้า, เดินมา)

(d) by feet

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบนี้   หรืออาจใช้ “by walking”   แทนก็ได้

 

16. My sister got home _________________ ago.

(น้องสาวของผมกลับถึงบ้าน ____________________ที่ผ่านมา)

(a) a half of hour

(b) an hour’s half

(c) half an hour    (ครึ่งชั่วโมง)

(d) a half hour

ตอบ   –   ข้อ    (c)  ต้องใช้รูปแบบนี้เสมอ

 

17. Bill is _________________ on tennis than his elder brother.

(บิล _____________________ กับกีฬาเทนนิสกว่าพี่ชายของเขา – คือสนใจกับเทนนิส มากกว่าพี่ชายเยอะเลยทีเดียว)

(a) very keen

(b) more keener

(c)much keener    (ขะมักเขม้นหรือใจจดจ่อมากกว่า มากมาย)

(d) more keener

ตอบ   –   ข้อ  (c)  ต้องใช้  “keener”  เนื่องจากเป็นคำพยางค์สั้น  ส่วนคำว่า “มาก” ที่จะมาขยายคำคุณศัพท์   “ขั้นกว่า” มี  ๒  คำ  คือ   “Much” และ  “Far”  (ห้ามใช้ “Very”)  เช่น   “Much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “Much older” (แก่กว่ามาก) “Much more important”  (สำคัญกว่ามาก)  “Far smaller”  (เล็กกว่ามาก)  “Far thinner”  (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า   “ร้อนกว่าเล็กน้อย”   ให้ใช้รูป   “A little hotter”  “A bit hotter”  หรือ  “A little bit hotter

 

18. Don’t leave the children alone __________________; he’ll be afraid.

(อย่าทิ้งเด็กไว้ ____________________ ตามลำพัง (เพราะว่า) แกจะกลัว)

(a) in a dark

(b) in the dark    (ในที่มืด)

(c) in darkness

(d) in the darkness

ตอบ   –   ข้อ  (b)  ต้องใช้รูปนี้เสมอ

 

19. He has wasted __________________.

(เขาได้ใช้ ___________________ ไปโดยเปล่าประโยชน์)

(a) many times

(b) much times

(c) many time

(d) much time    (เวลามากมาย)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  ส่วน   “times”   หมายถึง   “หลายครั้งหลายหน”  หรือ  “ยุคสมัย

 

20. ___________________ blind can see nothing.

(______________________ ตาบอดไม่สามารถมองเห็นอะไร)

(a) The    (คน)

(b) A

(c) All

(d) Every

ตอบ   –   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้   “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  หมายถึง   “บุคคลประเภทนั้นๆ”   เช่น   “The blind” (คนตาบอด)  “The deaf” (คนหูหนวก)  “The dumb” (คนเป็นใบ้)   “The rich”  (คนรวย)  “The poor”   (คนจน)  ฯลฯ 

 

21. The director took two hours ____________________ .

(ผู้อำนวยการใช้เวลา ๒ ชั่วโมง _______________________ )

(a) explaining us the new plan

(b) to explain us the new plan

(c) explaining the new plan to us

(d) to explain the new plan to us    (ในการอธิบายแผนการใหม่ให้พวกเราฟัง)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก {Take + “เวลา”  + To + Verb 1} สำหรับข้อ  (b)  ไม่มีการใช้โครงสร้างแบบนี้

 

22. ____________________ your examination, you must work harder.

(________________________  การสอบของคุณ  คุณจะต้องขยันมากขึ้น)

(a) Passing

(b) To pass    (เพื่อที่จะผ่าน)

(c) Having passed

(d) Passed

ตอบ   –   ข้อ    (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Infinitive with to” (To + Verb) + ส่วนขยาย  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าประธานฯ ที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  ทำกริยาโดยมีวัตถุประสงค์อะไร   จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

B: “______________ the eclipse of the moon.”

(______________________ จันทรคราส)

(a)   Watched

(b)  Watching

(c)   Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ใช้   “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  นำหน้าประโยค (หรือ  ไว้ข้างในประโยคก็ได้)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส” 

                    ตัวอย่างที่ ๒

จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑)  -  (๔)

-  Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2) be determine public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

(นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคลากรด้านการวิจัยเพื่อกำหนดปฏิกิริยาของสาธารณชน  ที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆด้วย)

ตอบ   –   ข้อ  (2)  แก้เป็น   “determine”  เนื่องจากตามหลัง  “To”  จึงต้องอยู่ในรูป“Infinitive” (Verb ช่องที่ 1)  (ปรึกษากับ.............เพื่อ.............)   กล่าวคือ  “ประธานของประโยค   ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”  ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้“To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา   ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เพื่อบอกว่า  ทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร   เช่น

-         All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

-         People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

-         I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

-         She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

-         We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

-         She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

-         They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

               ในหลายๆ กรณี  นิยมนำ  “To + Verb 1”  มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ  ที่อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  ว่าประธานฯ ทำกริยาด้วยวัตถุประสงค์ใด    ดังประโยคข้างล่าง

-   To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา, คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย“Infinitive with to” (To + verb 1)  วางไว้ข้างหน้าประโยค เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  หมายถึง   “เพื่อที่จะ......................”  หรืออาจใช้  “In order to”  หรือ  “So as to”   แทนก็ได้   นอกจากนั้น   ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “To + verb 1”   ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้   โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)  ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

-   You must make an appointment with the doctor to see (so as to see หรือ  in order to see) him at his office.

ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

-    To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๔  ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

-    To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๓  ประโยคข้างล่าง)

(= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak good English.)

-         To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

-    To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must……….

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้