หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 153)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A new _______________ will be built there to reduce the traffic congestion in that area of Bangkok.

(____________________ ตัวใหม่จะถูกสร้างขึ้นที่ตรงนั้น  เพื่อลดความแออัดของการจราจร  ในพื้นที่บริเวณนั้นของกรุงเทพฯ)

(a) escalator    (บันไดเลื่อน)

(b) bridge    (สะพาน  -  ข้ามคลอง, แม่น้ำ)

(c) flyover    (สะพานลอยข้ามแยก)  (สำหรับรถวิ่ง  หรือคนเดินข้ามถนน)

(d) elevator    (ลิฟต์)  (พาคนขึ้น-ลงในอาคารสูง)

 

2. The ________________ of the Dramatic Club members was so good that the audience applauded for three minutes.

(____________________ ของสมาชิกชมรมละครดีมาก  จนกระทั่งผู้ชมปรบมือเป็นเวลา  ๓  นาที)

(a) attendance    (การเข้าชม-เข้าฟัง, การเข้าเรียน, การเข้าร่วมประชุม)

(b) contribution    (การมีส่วนร่วมหรือช่วยเหลือ, คุณูปการ, การบริจาค)

(c) expedition    (การเดินทางเพื่อสำรวจหรือทำอย่างอื่น, คณะผู้เดินทางดังกล่าว)

(d) performance    (การแสดง)

 

3. It was so cold that his fingers became ________________ and he couldn’t hold his spoon.

(อากาศหนาวมากจนกระทั่ง  นิ้วมือของเขา ____________________ และเขาไม่สามารถถือช้อนกินข้าวของเขาไว้ได้)

(a) stale    (ขึ้นรา, เหม็นอับ, เก่า, ไม่สด, ชื้น)

(b) pale    (ซีด, จาง, หน้าซีด, ตัวซีด)

(c) numb    (ชา, ไม่มีความรู้สึก)

(d) itchy    (คัน)

 

4. As cities become larger, it is necessary for governments to seek new sources of food for the growing __________________.

(ในขณะที่เมืองขยายใหญ่ขึ้น  มันจำเป็นสำหรับรัฐบาลที่จะแสวงหาแหล่งอาหารแหล่งใหม่ๆ  สำหรับ ___________________ ที่เพิ่มมากขึ้น)

(a) children    (เด็กๆ, ลูกๆ)

(b) population    (ประชากร, พลเมือง)

(c) victims    (เหยื่อ, ผู้เคราะห์ร้าย)

(d) land    (พื้นดิน, ที่ดิน,ผืนดิน, ทางบก)

 

5. The airplane seemed to explode in the sky before it ______________.

(เครื่องบินดูเหมือนว่าได้ระเบิดในท้องฟ้า  ก่อนที่มัน ____________________)

(a) collided    (ชนกันโครม, ปะทะกันโครม, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย)

(b) crashed    (ชนโครม, ปะทะโครม, มีเสียงลั่นดังเปรี้ยง, มีเสียงกระทบหรือชนกัน, พุ่งชน, พัง, ล้มเหลว, พ่ายแพ้)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  เสียงดังสนั่น (ที่เกิดจากการกระทบหรือชนกัน), การตกของเครื่องบิน, ความล้มเหลว, ความพังพินาศ)

(c) took off    (บินขึ้นสู่ท้องฟ้า)

(d) landed    (ร่อนลงสู่พื้นดิน)

 

6. This book is a useful _________________ to someone who has never done any cooking.

(หนังสือเล่มนี้เป็น __________________ ที่มีประโยชน์  สำหรับใครบางคนซึ่งไม่เคยปรุงอาหารมาก่อน)

(a) guide    (เครื่องนำทาง, สิ่งชี้นำ, หนังสือแนะนำ, คนนำทาง, มัคคุเทศก์)

(b) method    (วิธี, วิธีการ)

(c) example    (ตัวอย่าง)

(d) adversary    (คู่ปรปักษ์, ศัตรู)   

 

7. Sally is two years __________________ than her sister.

(แซลลี่อายุ ____________________ น้องสาวของเธอ  ๒  ปี)

(a) elder    (อาวุโสกว่า)  (มักใช้ขยายหน้านาม  เช่น  “Elder brother”  =   “พี่ชาย”)

(b) older    (แก่กว่า)

(c) more older

(d) older more

 

8. ___________________ are there in this room?

(มี ____________________ ในห้องนี้)

(a) How many furnitures

(b) How many furniture

(c) How much furnitures

(d) How many pieces of furniture    (เฟอร์นิเจอร์กี่ชิ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Furniture”  เป็นคำนามนับไม่ได้  (จึงต้องเป็นเอกพจน์เสมอ  และไม่สามารถเติม  “S” ข้างท้ายได้)  และต้องใช้กับ  “Much”  หรือถ้าต้องการนับ  ก็ต้องบอกเป็นชิ้นๆ  (Piece)  และเติม  “S” ที่   “Piece” (ในกรณีมากกว่า  ๑  ชิ้น)  สำหรับข้อนี้อาจตอบอีกอย่างหนึ่งว่า  “How much furniture is there in this room?”

 

9. I’m going to repair the _______________ chair.

(ผมจะซ่อมเก้าอี้ที่ ___________________ ตัวนั้น)

(a) break

(b) broke

(c) broken    (พัง, แตกหัก)

(d) breaking

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  (Verb 3) (Break, Broke, Broken)  เนื่องจากเก้าอี้  “ถูกกระทำ”  คือ  “ถูกทำให้พังหรือแตกหัก

 

10. It has gone half past eleven.  You ________________ very sleepy.

(ตอนนี้เวลา  ๕  ทุ่มครึ่งแล้ว  คุณ __________________ ง่วงมากเลย)

(a) must be    (จะต้อง)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน  และอนาคต)

(b) must have been    (จะต้องได้)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(c) have to be    (จำเป็นต้อง)

(d) are

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากผู้พูดมั่นใจว่า  คุณ  “จะต้องง่วง”  แน่นอน  เพราะเวลา  ๕  ทุ่มครึ่งแล้ว   และ  “Must + Verb 1”  (หรือ  Must + Be + Adjective)  =  “จะต้อง .................... (ในปัจจุบัน หรืออนาคต)”  หรือ   “Must + Have + Verb 3”  (หรือ  Must + Have + Been + Adjective)  =  “จะต้อง ...................(ในอดีต)”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย – ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ ___________________มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -    ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน   “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคในตัวอย่างที่  ๑   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”    ดังนั้น   “คนชงฯ   คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไป”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา    ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

               - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ)

           - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว)   (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  โดยพิจารณาจากผลลัพธ์  คือ  เธอซื้อบ้านใหม่)

 

11. My brother has a box in which he keeps his _________________.

(น้องชายของผมมีกล่องใบหนึ่ง  ซึ่งเขาใช้เก็บ __________________ ของเขา)

(a) save    (ประหยัด, ออม, ช่วยชีวิต)  (เป็นคำกริยา)

(b) safe    (ปลอดภัย, ไม่ได้รับบาดเจ็บ, ไม่เป็นอันตราย, ไม่เสียหาย, ไว้ใจได้, มั่นคง, แน่นหนา, โดยสวัสดิภาพ)

(c) saving    (การออม, การประหยัด)

(d) savings    (เงินออม)

 

12. I would have met you at the airport if I _________________ that you were arriving.

(ผมคงได้ไปพบคุณที่สนามบินแล้ว  ถ้าผม____________________ ว่าคุณกำลังมาถึง)

(a) knew

(b) would know

(c) would have known

(d) had known    (ได้ทราบ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่ ๓ (Past unreal)   คือไม่เป็นจริงในอดีต   แต่มาสมมติย้อนหลัง   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมไม่ได้ไปพบคุณที่สนามบิน  เพราะผมไม่รู้ว่าคุณกำลังมาถึง”   ในประโยค  “If clause”  แบบที่   ๓   ในประโยคใหญ่ใช้   {Subject + Would (should, could, might) + Have + Verb 3}  ส่วนประโยคย่อย   (If clause)  ใช้ (If + Subject + Had + Verb 3)   หรืออาจแปลงรูปเป็น   (Had + subject + verb 3)  (Inversion)

 

13.__________________ people depend to such a great extent on forests, every effort must be made to preserve trees and wildlife.

(_____________________ ผู้คนต้องพึ่งพาป่าไม้ในขอบเขตที่กว้างขวางมาก (ดังนั้น)  จะต้องใช้ความพยายามทุกๆวิถีทาง  ที่จะอนุรักษ์ต้นไม้และสัตว์ป่าไว้)

(a) That

(b) Which

(c) How

(d) Since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

ตอบ    –     ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

14. Cars in smaller models need __________________ in greater numbers for today’s customers.

(รถยนต์ในรูปแบบที่เล็กลงจำเป็นต้อง _________________  ในปริมาณที่มากขึ้น  สำหรับลูกค้าในปัจจุบัน)

(a) produce

(b) produced

(c) to be produced    (ได้รับการผลิต, ถูกผลิต)

(d) to be producing

ตอบ   –   ข้อ   (c) เนื่องจาก   “Need”  สามารถตามด้วย  ๒  รูปแบบ   คือ “Need to be produced”   หรือ   “Need producing”   ซึ่งหมายถึง  “จำเป็นต้องได้รับการผลิต”   ทั้ง ๒ ข้อความ    ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

                - The room needs to be cleaned.

(ห้องจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาด)

(= The room needs cleaning.)

             - Those children need to be taken care of.

(= Those children need taking care of.)

(เด็กๆ เหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแล)

 

15. During the eighteenth century, communication within and between cities _________________ difficult at first. 

(ในระหว่างศตวรรษที่  ๑๘  การสื่อสาร-คมนาคมภายในและระหว่างเมืองต่างๆ ______________________ ยากลำบากในเบื้องต้น  -  หรือในตอนแรกๆ)

(a) were

(b) they were

(c) was

(d) which were

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ   “Communication” ซึ่งเป็นคำนามเอกพจน์

 

16. He had an accident last month and broke his leg, so he ______

_____________________ walk since then.

(เขาประสบอุบัติเหตุเมื่อเดือนที่แล้วและขาหัก  ดังนั้น  เขา ___________________ เดินตั้งแต่นั้นมา)

(a)   couldn’t

(b)  shouldn’t

(c)   hasn’t been able to    (ไม่สามารถ)

(d)  won’t be able to

ตอบ    –    ข้อ   (c) (Present perfect tense)  เนื่องจากแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  จากอดีตถึงปัจจุบัน  คือ  เดินไม่ได้ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว   (ตอนขาหักเพราะอุบัติเหตุ)   จนกระทั่งบัดนี้) 

 

17. People here do not _________________ as much as we do in Europe.

(ผู้คนที่นี่ไม่ __________________ มากเหมือนกับที่พวกเราทำ (จับมือ) ในยุโรป)

(a) shake hand

(b) shake hands    (จับมือ – เช่นเมื่อเวลาพบกัน)

(c) shake the hand

(d) shake the hands

ตอบ    –    ข้อ   (b)  “Shake hands”   ต้องเติม “S” ที่   “Hand”  เสมอ

 

18. A: “Are they small letters?”

(มันเป็นอักษรตัวเล็กใช่ไหม)

     B: “No, they are __________________ letters.”

(ไม่ใช่  มันเป็นอักษร ___________________ )

(a)  big

(b)   large

(c)    great

(d)  capital    (ตัวเขียนใหญ่,  ตัวพิมพ์ใหญ่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   “Capital”  ในที่นี้ เป็นคำนาม  หมายถึง  ตัวเขียนใหญ่ หรือ ตัวพิมพ์ใหญ่

 

19. I have a pain ____________________ my right arm

(ผมเจ็บ ____________________ แขนขวา)

(a) on

(b) at

(c) in    (ที่, ตรง)

(d) upon

ตอบ    –    ข้อ   (c)  “เจ็บตรงที่ใด”   ต้องใช้  Preposition “in”  เสมอ  สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่   “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),“in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time(ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ),“in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน), “deep in water and mud” (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”), “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง),  “in a pocket”  (ในกระเป๋า)“sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน),  “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่)“in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ)“in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล)“in the kitchen”  (ในครัว)“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น),  “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances” (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์), “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),“in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก),  “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ)“in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....)“make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ)“make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม)“in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน)“$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ),  “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง),  “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt” (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา)“in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),   “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

20. A policeman must not smoke while he is _________________ duty.

(ตำรวจจะต้องไม่สูบบุหรี่  ในขณะที่เขา __________________ ปฏิบัติหน้าที่)

(a) in

(b) on    (อยู่ระหว่าง)

(c) during

(d) under

ตอบ    –    ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้   “On”  ได้แก่   on request”  (เมื่อมีการร้องขอ), “on page 5”(ในหน้าที่ ๕),  “waste his time on(ใช้เวลา– ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล),  on the (an) average  (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย) – The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account. (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?   (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา)have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.   (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถ จักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term(ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย) – I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  on holiday  (อยู่ในระหว่างวันหยุด),   เป็นต้น

 

21. Did you have _______________ at the picnic?

(คุณ __________________ กับการไปปิ๊คนิคหรือเปล่า)

(a) good time

(b) good times

(c) a good time    (สนุกสนาน)

(d) the good time

ตอบ    –    ข้อ   (c)   “Have a good time”  หมายถึง   “สนุกสนาน, มีความสุข

 

22. Thick ice had to be broken so that animals could get ________

________________ water.

(จำเป็นต้องทุบน้ำแข็งที่หนาให้แตก  เพื่อที่ว่า  พวกสัตว์จะสามารถได้น้ำ

______________________ )

(a) drinking    (ดื่ม)

(b) to drink

(c) drunk

(d) drank

ตอบ    –    ข้อ   (a)   “Drinking water”  หมายถึง   “น้ำ (สำหรับ) ดื่ม”

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้