หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 142)

Part V: Sentence Completion    (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. He did not actually hit me with his stick; he only ______________

to do so.

(เขามิได้ตีผมจริงๆด้วยไม้ของเขา  เขาเพียงแต่ _____________ ว่าจะทำเช่นนั้น)

(a)    managed    (บริหาร, จัดการ, สามารถ)

(b)  threatened    (ขู่เข็ญ, ขู่กรรโชก, คุกคาม)

(c)    warned    (เตือน)

(d)   suggested    (แนะนำ, ชี้แนะ)

 

2. Susan wanted to buy the coat, but it cost more than she could

________________ .

(ซูซานต้องการซื้อเสื้อโค้ต  แต่มันมีราคามากกว่าที่เธอจะสามารถ ______________ )

(a)    assume    (ตั้งสมมติฐาน, ทึกทักเอาว่า)

(b)   arouse    (ปลุกเร้า, กระตุ้น)

(c)    afford    (มีได้, สามารถมีได้, มีเงินพอจะซื้อหามาได้,  ให้, จัดให้มี, สามารถให้ได้)

(d)   adopt    (รับเอามาเลี้ยงเป็นลูก, รับเอามาใช้)

 

3. As you are only 16, you must have your parents’ _____________

before you can get married.

(เพราะคุณอายุเพียงแค่  ๑๖  ปี  (ดังนั้น) คุณจะต้องได้รับ __________________ จากพ่อแม่ของคุณ  ก่อนที่คุณจะสามารถแต่งงานได้)

(a)  allow    (ยินยอม, อนุญาต, ยอมให้)  (เป็นคำกริยา)

(b)  consent    (ความยินยอม, ความเห็นชอบ, การอนุญาต)

(c)    permit    (ใบอนุญาต)

(d)   subscription    (การบอกรับเป็นสมาชิก, การสั่งซื้อ, การบริจาค, การลงนามข้างท้าย)

 

4. Cigarette smoke raises your blood pressure ________________ 10 to 20 points.

(ควันบุหรี่เพิ่มความดันโลหิตของคุณ ___________________ ๑๐  ถึง  ๒๐  จุด)

(a) by    (ที่, ราวๆ)

(b) for

(c) at

(d) approximate    (ประมาณ, ราวๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  หรืออาจตอบ   “Approximately”  ก็ได้

 

5. How cold _________________ in Paris now?

(_____________________  เย็นเท่าใดในปารีสขณะนี้)

(a) it is

(b) is it    (อากาศ)

(c) is there

(d) it gets

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า  “It is cold in Paris now.”  เมื่อเป็นคำถาม  ต้องเอากริยาไว้หน้าประธาน  (Is it)

 

6. We all suspected him but ________________ he was innocent.

(พวกเราทั้งหมดสงสัยเขา  แต่ ___________________ เขาเป็นผู้บริสุทธิ์)

(a) for that matter

(b) no matter

(c) as a matter of course

(d) as a matter of fact    (จริงๆแล้ว, แท้ที่จริงแล้ว)

 

7. I am not used ________________ this type of machine.

(ผมไม่คุ้นเคย-เคยชิน ___________________ เครื่องจักรประเภทนี้)

(a) to use

(b) to using    (กับการใช้)

(c) using

(d) to have used

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Be used to”  หรือ  “Get used to”  +  Verb + ing  =   “คุ้นเคย-เคยชินกับการ...........”  เช่น

-         Im used to eating Chinese food.

(ผมคุ้นเคยกับการกินอาหารจีน)  (ในปัจจุบัน)

-         She was used to playing badminton when she was young.

(เธอเคยชินกับการเล่นแบดมินตัน  เมื่อเธอเป็นเด็ก)  (เคยชินในอดีต)

-         They get used to getting up early.

(พวกเขาเคยชินกับการตื่นแต่เช้าตรู่)  (ในปัจจุบัน)

-         We got used to studying hard when we were in college.

(เราเคยชินกับการเรียนหนัก  เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (เคยชินในอดีต)

 

8. The company was well-known for the quality of ____________

products.

(บริษัทแห่งนั้นเป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องคุณภาพของผลิตภัณฑ์ _______________.

(a)  their

(b)    his

(c)    it’s

(d) its    (ของตน – ของบริษัท)

ตอบ   –    ข้อ   (d)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ   แทน  “บริษัท”  ซึ่งเป็นเอกพจน์

 

9. The committee _____________ by the vastness of the applicant’s

experiences.

(คณะกรรมการ _______________ ในความกว้างขวางของประสบการณ์ของผู้สมัคร)

(a)    was impressed    (มีความรู้สึกประทับใจ)

(b)    impressed    (ทำให้ประทับใจ)

(c)     was impressing    (น่าประทับใจ)

(d)    impression    (ความประทับใจ)

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจาก คณะกรรมการ   “มีความรู้สึกประทับใจ”  (ดูการใช้คำกริยาประเภทนี้  –  “impress, interest, satisfy, surprise, amaze, disappoint etc.   จากประโยคข้างล่าง)  

                   ตัวอย่างที่ ๑

-    My letter is very long.  I hope you won’t find it _____________.

(จดหมายของผมยาวมาก   ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน _________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)  

                 ตัวอย่างที่ ๒

-   The food was delicious.  That was a ______________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  _____________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                  ตัวอย่างที่ ๓

-   Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________

________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________ )

(a)   were excited

(b) was exciting   (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้    และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was

                 ตัวอย่างที่ ๔

- She was very ______________ to meet her friend.

(เธอ __________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight     (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                 ตัวอย่างที่ ๕

-   I ________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                 ตัวอย่างที่ ๖

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                  ตัวอย่างที่ ๗

-  He is ______________ a house.

(เขา ______________________บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                      ตัวอย่างที่ ๘

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting     (น่าสนใจ)

ตอบ   -    ข้อ   (c)

                      ตัวอย่างที่ ๙

             -  The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

- The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ    –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising” เนื่องจาก“surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า    “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-  The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-      She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-   The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ “Surprise” ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                     กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป“Subject + verb + object”จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}หรือ  (Verb +ing + noun)มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม“ing”พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลังVerb to be”หรือหน้าคำนามก็ได้เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.(present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค“He is walking. (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม“Ed”ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง“Verb to be” (is, am, are, was, were)จะมีลักษณะเป็น “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.(present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.(present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.(past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.(past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.(past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.(past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.(present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.(present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

10. Throughout the state of Maine ________________ summer music

camps, where young people and adults may study in beautiful rural

settings.

(ทั่วทั้งรัฐเมน (ของสหรัฐฯ)  ________________ ค่ายดนตรีฤดูร้อน  ที่ซึ่งคนหนุ่มสาวและผู้ใหญ่อาจจะมาศึกษา (ดนตรี) ในสภาพแวดล้อมในชนบทที่สวยงาม)

(a)  there is

(b)   there are    (มี)

(c)     are found

(d)    where there are

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  และต้องใช้   “there are” เพราะ   “music camps”   อยู่ในรูปพหูพจน์  ส่วน  “Throughout the state of Maine”  เป็นวลีที่บอกเกี่ยวกับสถานที่   (Adverb phrase of place)   เท่านั้น

 

11. My house, _____________, is going to be sold soon.

(บ้านของผม, __________ , กำลังจะถูกขายในเร็วๆนี้)

(a)  which the roof is made of brick

(b)  in which the roof is made of brick

(c)  whose roof is made of brick

(d)  of which the roof is made of brick    (ซึ่งหลังคาของมันทำด้วยอิฐ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “of which”  ใช้กับการแสดงความเป็นเจ้าของๆ  “สัตว์และสิ่งของ เช่น  บ้าน, รถ, สะพาน, แมว, หมา, เสือ, นก ฯลฯ”   ส่วน “whose” ใช้กับการแสดงความเป็นเจ้าของที่เป็นคนเท่านั้น เช่น

-         The man whose house is next to mine is my teacher.

(ผู้ชายผู้ซึ่งบ้านของเขาอยู่ถัดจากของผมไป  เป็นครูของผมเอง)

-         The woman whose son was killed in the car accident is a company manager.

      (ผู้หญิงซึ่งลูกชายของเธอตายในอุบัติเหตุทางรถยนต์  เป็นผู้จัดการ

บริษัท  –  หมายถึงผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้จัดการฯ)

 

12. Mary has never been to Spain, and __________________.

(แมรี่ไม่เคยไปสเปน  และ _____________ )

(a)  I have neither

(b)  neither have I    (ผมก็ไม่ – เคยไป – เช่นเดียวกัน)

(c)  neither I have
(d)  I neither have

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากต้องเรียง   “Neither + verb (พิเศษ) + subject”  ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-      A sneeze cannot be performed voluntarily, _________ be easily suppressed.

(การจามมิสามารถถูกกระทำได้โดยสมัครใจ _________________ ถูกระงับได้อย่างง่ายๆ)

(a) nor it can

(b) nor can it    (และมันไม่สามารถ   (ถูกระงับได้อย่างง่ายๆ)   เช่นเดียวกัน)

(c) it cannot

(d) and cannot it

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ  (b)  เนื่องจากการใช้คำ  “nor”  หรือ  “neither”   ที่หมาย ความว่า   “ไม่....................ด้วยเช่นเดียวกัน”   ทั้ง  ๒  คำ   เมื่อนำมาขึ้นหน้าประโยคมีรูปแบบการใช้ดังนี้ คือ

-        Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน + กริยาแท้  (ช่องที่ ๑ ไม่มี  “to”)   หรือ

-        Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน  (จบเพียงแค่นี้)   เช่น ในประโยค

-         He doesn’t like cats.  Nor (neither) do I.

(เขาไม่ชอบแมว  –  ผมก็ (ไม่ชอบ) เช่นเดียวกัน)  หรือ

-         He doesn’t like cats and nor (neither) do I.

-         She won’t go to the movies.  Nor (neither) will I.

(เธอจะไม่ไปดูหนัง – ผมก็ (จะไม่ไป) เช่นเดียวกัน)

-         They can’t swim.  Nor (neither) can we.

(พวกเขาว่ายน้ำไม่เป็น – พวกเรา (ก็ว่ายไม่เป็น) เช่นเดียวกัน)

-         She has not cleaned her room, nor has she done her homework.

(เธอยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องเลย  และเธอก็ยังไม่ได้ทำการบ้านด้วย)

-         They must not make a loud noise.  Not (neither) must we.

(พวกเขาจะต้องไม่ทำเสียงดัง – พวกเราก็ (ต้องไม่ทำเสียงดัง) เช่นเดียวกัน)

 

13. Efficient teachers ______________ and understand the needs of

their students.

(ครูที่มีประสิทธิภาพ ______________ และเข้าใจความต้องการของนักเรียนของตน)

(a)    thoroughly know their subjects are    (ข้อนี้ใช้ได้ถ้าตัด “are” ข้างท้ายทิ้ง)

(b)  know their subjects thoroughly    (รู้วิชาของตนอย่างทะลุปรุโปร่ง)

(c)    subjects are thoroughly known

(d)   whose subjects are thoroughly known

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เป็นการเรียง  “ประธาน + กริยา + กรรม + กริยาวิเศษณ์”   ตาม ปกติ    คือ   “Efficient teachers + know + their subjects + thoroughly

 

14. Dams can be very beneficial to the areas _____________.

(เขื่อนสามารถเป็นประโยชน์อย่างมากกับพื้นที่ _____________ )

(a) which they are built

(b) where are they built

(c) in which they are built     (ซึ่งมันถูกสร้างขึ้น)

(d) in which they build.

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “in which = where”  สำหรับข้อ  (b)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “where they are built”  ส่วนข้อ  (a)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น “which they are built in”  แต่ก็ไม่นิยมใช้เหมือนข้อ (c)  ที่เอา preposition “in” มาวางไว้ข้างหน้า “which”  ทั้งนี้ให้สังเกตว่าทั้งข้อ  (a)  (b)  และ  (c)  ต่างก็อยู่ในรูป  “Passive voice” เนื่องจากหมายถึง “พื้นที่ซึ่งเขื่อนถูกสร้าง”  ส่วนข้อ (d) ใช้ไม่ได้  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Active voice”  หมายถึง   “พื้นที่ซึ่งเขื่อนสร้าง”   ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน  เช่น

     - The house where I live is on Sukhumvit Road.

    (บ้านซึ่งผมอาศัยอยู่  อยู่บนถนนสุขุมวิท)

     (= The house in which I live is on Sukhumvit Road.)

     (= The house which I live in is on Sukhumvit Road.)

     (= The house that I live in is on Sukhumvit Road.)

     (= The house I live in is on Sukhumvit Road.)

หมายเหตุ   –  ประโยคทั้ง  ๕  ประโยคข้างบน  มีความหมายเหมือนกันทุกประการ   แต่ทั้งนี้   ห้ามใช้   ประโยค ๒ ประโยคข้างล่าง

      - The house in that I live is on Sukhumvit Road.  

(ผิด  –  หลัง  “in”  ต้องตามด้วย “which”  เสมอ)

     - The house where I live in is on Sukhumvit Road.  

(ผิด  –  เมื่อมี   “where”  แล้ว  ห้ามใช้   “in”)

 

15. To schedule the early flight, passengers have to make their ____

____________________ in advance.

(เพื่อที่จะกำหนดเวลา – หรือวางแผน –  (เดินทาง) เที่ยวบินในตอนเช้า (หรือเที่ยวบินเที่ยวแรกๆ)   ผู้โดยสารจำเป็นต้องทำ ___________________ ของตน  เป็นการล่วงหน้า)

(a)  reservations     (การสำรองที่นั่ง, การจองตั๋ว)

(b)  appointments    (การนัดหมาย)

(c)   trips    (การเดินทาง)

(d)  resolutions    (มติ, การลงมติ, การแก้ปัญหา, ความแน่วแน่, ความเด็ดเดี่ยว,

การยืนหยัด, การตัดสินใจแล้ว)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

 

16. We have received your order of our furniture and ______________

it as soon as it becomes available.

(เราได้รับการสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ของเราจากท่าน   และ ________________ มันในทัน ทีที่มัน (เฟอร์นิเจอร์) สามารถหามาได้)   (คือมีสินค้าตัวนี้)

(a)    had shipped    (ได้ส่ง)

(b)   would ship

(c)    will be shipped    (จะถูกส่ง)

(d)  will ship    (จะส่ง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  เพราะเป็นเรื่องของอนาคต   และต้องอยู่ในรูป   “Active voice”  เพราะ   “เรา”   เป็นผู้กระทำ (ส่ง)

 

17. Even without strong wings, the ostrich has survived because it

_________________ at high speeds to escape predators.

(แม้ว่าปราศจากปีกที่แข็งแรง  นกกระจอกเทศรอดชีวิตอยู่ได้  เพราะว่ามัน

__________________ ด้วยความเร็วสูง  เพื่อที่จะหนีผู้ล่า – สัตว์ที่ล่าสัตว์อื่นกินเป็น

อาหาร)

(a)    to run

(b)  can run    (สามารถวิ่ง)

(c)    running

(d)   run

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของอนุประโยค  (because it …….. .…………… predators)  ได้   (ต่างกับข้อ “a” และ “c” )  สำหรับข้อ  (d)   ก็สามารถใช้ได้   ถ้าแก้เป็น  “runs”  แต่ได้ใจความไม่ดีเหมือนข้อ (b)  (ถูกไวยากรณ์  แต่ใจความสู้ไม่ได้)

 

18. According to a recent survey, ________________ doctors do not have a personal physician.

(สอดคล้องกับการสำรวจเมื่อเร็วๆมานี้   แพทย์ _________________ ไม่มีหมอประจำตัว)  (ต่างจากคนรวยบางคน  ที่มีหมอประจำตัว)

(a)  a large amount of     (จำนวนมาก)

(b)   large amount of

(c)    a large number of    (จำนวนมาก)

(d)   large number of

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำนามพหูพจน์  (doctors)  ส่วน   “a large amount of”   ใช้ขยายคำนามนับไม่ได้   (เอกพจน์เสมอ)   เช่น

            - A large amount of rain falls in the South of Thailand each year.

(ฝนปริมาณมากตกทางภาคใต้ของไทยในแต่ละปี)

           - A large amount of furniture has been exported to Malaysia

       recently.

(เฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก  ได้ถูกส่งออกไปยังมาเลเซียเมื่อเร็วๆนี้)

     - A large amount of water is needed if these trees are to survive.

(ต้องการน้ำในปริมาณมาก  ถ้าจะให้ต้นไม้เหล่านี้รอดตาย)

-      There is a large amount of equipment used for the construction of the building.

(มีอุปกรณ์จำนวนมากถูกใช้  เพื่อการก่อสร้างอาคารหลังนี้)

 

19. Tuition at an American university runs ________________ thirty-five thousand dollars a semester.

(ค่าเล่าเรียน – ค่าเทอม – ณ มหาวิทยาลัยอเมริกัน  มีจำนวน __________________  ๓ หมื่น ๕ พันเหรียญต่อเทอม  –  หรือภาคการศึกษา)

(a)    so high as

(b)  as high as    (สูงเท่ากับ,  มากเท่ากับ)

(c)    as high than

(d)   as high to

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากการเปรียบเทียบว่า   “สิ่งนี้เท่ากับสิ่งนั้น,  จำนวนนี้เท่ากับเท่านั้น”   (ในประโยคบอกเล่า)   จะใช้ในรูป  “As + adjective (adverb) + as” แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า  “สิ่งนี้ไม่เท่ากับสิ่งนั้น”   (ในประโยคปฏิเสธ)  จะต้องใช้รูป  “So + adjective (adverb) + as”  หรือจะใช้   “As + adjective (adverb) + as”  ก็ได้   เช่น

      - This house is as big as that house.

       (บ้านหลังนี้ใหญ่เท่ากับบ้านหลังนั้น)

     - She walked as quickly as he did.

       (เธอเดินเร็วเท่าๆกับที่เขาเดิน)

     - This car is not so expensive as that car.

       (รถคันนี้ไม่แพงเท่ากับรถคันนั้น)

     - This car is not as expensive as that car.

       (รถคันนี้ไม่แพงเท่ากับรถคันนั้น)

     - She does not work so efficiently as her sister does.

       (เธอมิได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับน้องสาวของเธอ)

     - She does not work as efficiently as her sister does.

       (เธอมิได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเท่ากับน้องสาวของเธอ)

 

20. Deserts are often formed ________________ they are cut off from rain-bearing winds by the surrounding mountain ranges.

 (ทะเลทรายได้รับการก่อตัวบ่อยๆ __________________ มันถูกตัดขาดจากลมที่

 ก่อให้เกิดฝน  โดยเทือกเขาที่ล้อมรอบมัน)

(a)    so    (ดังนั้น)

(b)   due to    (เนื่องมาจาก)

(c)    in spite of    (ทั้งๆที่)

(d)  because    (เพราะว่า)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Because + Subject + Verb”    ส่วน  “Due to + วลีหรือคำนาม

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้