หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 139)

Part V: Sentence Completion    (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. A: Let’s go to the country tomorrow.

(A: พวกเราไปบ้านนอก (ชนบท) กันนะ  วันพรุ่งนี้)

    B: All right, if it _________________ rain.

(B: ตกลง  ถ้าฝน  ____________________)

(a)    won’t

(b)   isn’t

(c)    doesn’t    (ไม่ตก)

(d)   isn’t being

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ในประโยค   “If clause”   (แบบที่  ๑)  ใช้  “Present simple tense”

 

2. A: What do you think of the rain we’ve been having?

(คุณคิดอย่างไรกับฝนที่เรากำลังมี  -  กำลังตก  -  อยู่ในตอนนี้)

    B: I’ve never seen ________________ terrible weather.

(ผมไม่เคยเห็นอากาศที่เลวร้าย _____________________ )

(a)    such the

(b)   such a

(c)    such    (มากมายเช่นนั้น)

(d)   so

ตอบ   -   ข้อ    (c)   {such + a (an) + adjective + noun (เอกพจน์  นับได้)}  หรือ   {such + adjective + noun (นับไม่ได้)} (“Weather”  เป็นนามนับไม่ได้)ดังตัวอย่างข้างล่าง

-         She is such a nice girl that everyone loves her.

(เธอเป็นเด็กดีมาก  จนกระทั่งทุกคนรักเธอ)

-         It was such dirty water that nobody could drink it.

(มันเป็นน้ำที่สกปรกมาก  จนกระทั่งไม่มีใครดื่มมัน)

 

3. We haven’t seen ______________ her sister ______________ her.

(เรามิได้เห็น _________________  พี่สาวของเธอ ________________ เธอ  -  คนใดคนหนึ่ง)  (คือ  มิได้เห็นคนใดคนหนึ่ง  ระหว่างพี่สาวของเธอ  และตัวเธอ)

(a) neither _______________ nor    (ไม่ทั้ง  ๒  คน)  (ใช้กับประโยคบอกเล่า)

(b) either ______________ or   (ไม่ _________ ก็ ____________  -  คนใดคนหนึ่ง)

(c) neither _______________ or    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) either ______________ nor    (รูปนี้ไม่มีใช้)

 

 

4. He ________________ unhappy since he is very poor.

(เขา ___________________ ไม่มีความสุข  เพราะว่าเขายากจนมาก)

(a) is

(b) was

(c) has been

(d) is being

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากในอนุประโยค  (since he is very poor)  อยู่ในรูป  “Present simple tense

 

5. I studied in London _________________ five years ago.

(ผมเรียนหนังสือในลอนดอน ___________________  ๕  ปีที่แล้ว)

(a) since    (ตั้งแต่)

(b) for    (เป็นเวลา)

(c) during    (ระหว่าง)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

 

6. ________________ on television can be very damaging to children who watch the programs.

(_____________________  ทางทีวี  สามารถทำความเสียหายอย่างมากแก่เด็กๆ  ผู้ซึ่งดูรายการต่างๆ  -  ทางทีวี)

(a) The too great sex and violence

(b) Sex and violence too much

(c) The great numbers of sex and violence

(d) Too much sex and violence    (เรื่องเพศและความรุนแรงที่มากเกินไป)

 

7. I am doubtful whether the scheme would be of much advantage to us;

__________________, we don’t know what it involves.

(ผมสงสัยว่า  โครงการนั้นจะเป็นประโยชน์กับเรามากหรือไม่ ________________  เราไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องกับอะไร)

(a)  yet     (แม้กระนั้นก็ตาม)

(b)   beside    (ข้างเคียง)

(c)    except    (ยกเว้น)

(d)  besides    (นอกจากนั้น)

 

8. We do not know _________________ that he will come.

(เราไม่ทราบ ____________________ ว่าเขาจะมา)  (คือ  ไม่รู้แน่นอน  ว่าเขาจะมาหรือไม่  -  ไม่สามารถบอกได้)

(a) certainly    (อย่างแน่นอน)

(b) no doubt    (ไม่มีปัญหา, ไม่ต้องสงสัย)

(c) for certain    (แน่นอน)

(d) on a certainty    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “for sure”  (แน่นอน)  ก็ได้

 

9. Anna went to work _________________ being exhausted.

(แอนนาไปทำงาน ____________________ เหน็ดเหนื่อย)

(a) though    (แม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) because of    (เนื่องมาจาก)

(c) in spite of    (ทั้งๆที่)

(d) for

 

10. It was such a pleasant trip that we wanted to take ______________.

(มันเป็นการเดินทางที่น่ารื่นรมย์มาก  จนกระทั่งเราต้องการจะเดินทาง _________        

________________________)

(a) another one    (อีกครั้งหนึ่ง)

(b) the other    (คนเดียว หรือสิ่งเดียว (สุดท้าย) ที่เหลืออยู่)

(c) one another    (ซึ่งกันและกัน)

(d) other one

 

11. I always like to keep a certain amount of money _______________

in case of an emergency.

(ผมชอบเก็บเงินจำนวนหนึ่ง ____________________ อยู่เป็นประจำ  ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน)

(a)    in the hand

(b)   on the hand

(c)    at the hand

(d)  on hand    (ติดตัว, อยู่กับตัว, พร้อมใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้   “On”  ได้แก่   on request”  (เมื่อมีการร้องขอ),  “on page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “waste his time on(ใช้เวลา– ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ),keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล),on the (an) average  (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย) – The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น.  เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account. (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา)have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้ บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.   (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on  her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถ จักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term(ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย) – I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ  ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  on holiday  (อยู่ในระหว่างวันหยุด),เป็นต้น

 

12. I felt very sad _________________ leaving what had been my home for so many years.

(ผมรู้สึกเศร้ามาก ____________________ ต้องจากสิ่งที่ได้เป็นบ้านของผมมาเป็นเวลาหลายปี)

(a) for

(b) at    (ที่)

(c) in

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้   “At”  ได้แก่   “at a good price”  (ในราคาที่ดี หรือสูง)   “at interest”  (โดยคิดดอกเบี้ย)  “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา),  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ   เพราะตำแหน่งแชมเปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน   หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ   และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่), “at the same time”   (ในเวลาเดียวกัน),   “at the mercy of   (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)   -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิ๊คนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),  “good at”  (เก่ง)  “at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง}  “sit at a table” (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral”  (ที่งานศพ)  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน)   “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at risk”  (เสี่ยง),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)   “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)   “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)“  at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)   “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐  ไมล์ต่อชั่วโมง)   “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุด เสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)   “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)“to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร,  มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)“to be at war”  (ทำสงคราม)   “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ  –  คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว)   “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)“to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)   “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)   “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)   “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)   “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address”  (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school” (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)   “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)   “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)   “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)   “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา  หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน   ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)   “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)   “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)   “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)   “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)   “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์)  ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)    “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}   เป็นต้น 

 

13. A: Who would like to serve _________________ class secretary?

(A: ใครอยากทำหน้าที่ ___________________ เลขานุการของชั้น (เรียน) บ้าง)

      B: I would.

(B: ผมอยากครับ)

(a)    like

(b)   of

(c)    for

(d)  as    (เป็น)

 

14. I _________________ to the cinema with my parents the other day.

(ผม ____________________ ดูหนังกับพ่อแม่ของผมเมื่อวันก่อน)

(a) shall go

(b) went    (ไป)   (เพราะเป็นเหตุการณ์ในอดีต)

(c) often go

(d) have gone

 

15. You are not allowed to go home till you _________________ your work.

(คุณไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน  จนกระทั่งคุณ ________________ งานของคุณ)  (หมายถึง  จนกระทั่งคุณได้ทำงานแล้วเสร็จ)

(a) finished

(b) will finish

(c) have finished    (ได้ทำจนเสร็จสิ้นแล้ว)

(d) will have finished

 

16. Yesterday in the oral examination each of the students _______

________________ asked the same question.

(เมื่อวานนี้  ในการสอบปากเปล่า  นักเรียนแต่ละคน ________________ ถามคำถามเดียวกัน)

(a)    has been  

(b)   is

(c)    was    (ถูก)

(d)   is being

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Each + of + the + Noun พหูพจน์ + Verb (เอกพจน์)  เช่น  “Is, Was, Has, Eats, Plays, Reads, etc.”  สำหรับประโยคข้างบนเป็นเหตุการณ์ในอดีต  (Past simple tense)  และต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  {Subject + was (were) + Verb 3}  เนื่องจากประธานถูกกระทำ  คือ  นักเรียน  “ถูกถาม”  คำถาม

 

17. If my father moved away, I suppose I would live with my uncle

_________________ I went with him.

(ถ้าพ่อของผมย้ายออกไป  ผมคาดคะเน (คิด) ว่า  ผมจะอาศัยอยู่กับลุง _______

___________________ ผมไปกับพ่อ)

(a)   or    (หรือ, มิฉะนั้น)    

(b) accordingly    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(c) unless    (ถ้า................ไม่)  (= ถ้า  (ผม)  ไม่ไปกับพ่อ)

(d) otherwise    (มิฉะนั้น)  

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และ  “Unless” +   “ประโยคบอกเล่าเสมอ)   เช่น

                    ตัวอย่างที่ ๑

-  Don’t open a shop ______________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ___________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like   (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูตัวอย่างการใช้   “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๒

-  He won’t pass his examination _____________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน _____________________ )

(a) if he is not enough diligent    (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough    (หลัง “Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Unless = If…………… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

-    He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

-    I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

-   You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

-   She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

 Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

18. ________________ help will be given to the people in the flooded provinces.

(ความช่วยเหลือ _____________________ จะถูกมอบให้แก่ผู้คนในจังหวัดที่ถูกน้ำท่วม)

(a) Many    (มากมาย, จำนวนมาก)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

(b) Many more    (จำนวนมากยิ่งขึ้น)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

(c) A great number of    (จำนวนมาก)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)  

(d) A lot of    (จำนวนมาก, มากมาย)  (ใช้กับทั้งคำนามนับไม่ได้  และคำนามนับได้ พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Help”  เป็นคำนามนับไม่ได้   ต้องใช้กับ  “Much”  หรือ  “A lot of  =  Lots of”   (มากมาย)   หรือ  “Every kind of” (ทุกชนิด)  หรือ   “A large amount of ,   A great amount of,  A great deal of,  A good deal of,  Plenty of”  (ทุกคำ  หมายถึง  “มากมาย”)  ก็ได้  สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  อื่นๆ  ได้แก่   Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน), Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread   (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior   (พฤติกรรม)   เป็นต้น  

                 สำหรับ   “A lot of,  Lots of, A few, Few”  มีการใช้ดังตัวอย่างข้างล่าง
                       ตัวอย่างที่ ๑

          - There was a _______________ over; it would have fed a dozen more people. 

(มี_____________________,  มันสามารถเลี้ยงคนได้อีกเป็นโหล)  (แต่ก็ไม่ได้เลี้ยง  คือ ทิ้งไปเสียเปล่าๆ)

(a) lot of food leaving

(b) lots of food left

(c) lot of food left    (อาหารมากมายเหลือทิ้งไว้)

(d) few of food leaving

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause) “……food which was left  หรือ…….food which had been left”  สำหรับ  “A lot of = Lots of”  (มากมาย)   สามารใช้กับทั้งนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  และนามนับได้  พหูพจน์   ส่วน  “A few  (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง), Few (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)   ต้องตามด้วยนามนับได้   พหูพจน์เท่านั้น   ในที่นี้   “Food”  (อาหาร)   เป็นนามนับไม่ได้   เช่น

-    There is a lot of (= lots of) furniture (food) in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์  (อาหาร)  มากมายในห้อง)

-    There are a lot of (= lots of) books on the table.

(มีหนังสือมากมายบนโต๊ะ)

-    There are a few (few) cars in the street.

{มีรถอยู่บ้าง (น้อยมาก) บนถนน}

 

19. Since the weather was bad, ______________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ____________________ มา  -  ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little     (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little     (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากข้อความในประโยคเป็น  “ลบ”  (อากาศเลว)  คนจึงมากันน้อยมาก  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-  There are _______________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _____________________พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few     (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few     (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)(ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”   ดังนั้น การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์) (ใช้  “Few”หรือ “A few”)  หรือนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)  และดูด้วยว่า  “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)    ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

           - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

           - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

           - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

20. I want you ________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ ____________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Want + กรรม + to + Verb 1”  และ  “Go on an errand” =  ไปทำธุระ  สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Want” ดูจากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-   We don’t allow anyone _______________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ____________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + to + Verb 1

               ตัวอย่างที่ ๒

-  He told one of the men _____________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ __________________โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + tell + กรรม  + to + Verb 1”  กล่าวคือ

กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูปInfinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค  เช่น

-         We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-         She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-         They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-         The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-         I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-         She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-         We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-         The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-         She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-         The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้