หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 136)

Part V: Sentence Completion    (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. My brothers are all _________________ I am.

(พี่ชายน้องชายของผมล้วนแต่ ___________________ ผมทุกคน)

(a) more tall than

(b) tallest of

(c) taller from

(d) taller than    (สูงกว่า)

2. Sitting on the beach, she watched the ships ________________ the harbor. 

(นั่งบนชายหาด  เธอมองดูเรือ ____________________ ในท่าเรือ)

(a) to enter

(b) entered

(c) having entered

(d) entering    (เข้ามา, กำลังเข้ามา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรืออาจตอบ  “Enter”  ก็ได้  ดูเปรียบเทียบกับกริยา   “See”  (เห็น, มอง, มองเห็น, ดู) จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-      Across the street he saw a man _______________ a boy with a stick.

(ข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง  เขาเห็นชายคนหนึ่ง _________________ เด็กชายคนหนึ่งด้วยไม้)

(a) beating    (กำลังตี)

(b) to beat

(c) having beaten

(d) to have beaten

ตอบ   -   ข้อ   (a)  สำหรับกริยา  “See”  หรือ  “Watch”  มีที่ใช้ดังนี้  คือ

๑.     See” (Watch) + กรรม + Verb 1  =  เห็นกรรมทำกริยา

- We saw (watched) him go out and walk in the park.

(เราเห็นเขาออกไป และเดินในสวน)

(แต่เมื่อเป็น  “Passive voice”  ต้องใช้   “He was seen to go out and walk in the park.”)  (เขาถูกมองเห็นว่าออกไปและเดินในสวน)

๒.  See” (Watch) + กรรม + Verb + ing”  =  เห็นกรรมกำลังทำกริยา

-   We saw (watched) students playing in the field.

(เราเห็นนักเรียนกำลังเล่นในสนาม)

๓.   See” (Watch) + กรรม + Verb 3  =  เห็นกรรมถูกกระทำ

-   We saw (watched) an elephant killed by hunters.

(เราเห็นช้างถูกฆ่าโดยนายพราน)

3. His friends thought he was ill yesterday, ________________?

(เพื่อนของเขาคิดว่า  เขาป่วยเมื่อวานนี้ ____________________ )

(a) did they

(b) was he

(c) didn’t they    (ใช่หรือไม่)

(d) wasn’t he

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ในส่วน  “Tag”  ต้องใช้กริยาตามประธานและกริยาในประโยคใหญ่  “Main clause” (His friends thought……)  มิใช่ใช้ตามประธานและ

กริยาในประโยคย่อย (he was ill yesterday)  และเนื่องจาก  “Thought” อยู่ในรูปบอกเล่า  ในส่วน   “Tag” จึงต้องใช้   “Did”  ในรูปปฏิเสธ  (= didn’t)

4. My car still isn’t working right; the mechanic _________________.

(รถของผมยังคงไม่ทำงานเป็นปกติ  ช่างเครื่องยนต์ ___________________ )

(a) must not have fixed it    (จะต้องไม่ได้ซ่อมมัน)  (ในอดีต)

(b) just fixed it    (เพิ่งจะซ่อมมัน)

(c) might have fixed it    (อาจจะได้ซ่อมมัน)  (ในอดีต)

(d) should not have fixed it    (ไม่ควรจะได้ซ่อมมัน)  (ในอดีต)

5. I don’t know__________________ to do.

(ผมไม่รู้ว่าจะทำ ____________________ )

(a) how

(b) whom

(c) what    (อย่างไรดี)

(d) why

ตอบ   -   ข้อ    (c)  หรืออาจใช้   “how to do it”  สำหรับ   “How”  นิยมใช้กับวลี  เช่น   “how to cook”  (วิธีปรุงอาหาร)  “how to swim”  (วิธีว่ายน้ำ)  “how to play golf”  (วิธีเล่นกอล์ฟ)  “how to solve the problem”  (วิธีแก้ปัญหา  หรือ จะแก้ปัญหาอย่างไร)  “how to tell my parents”  (จะบอกพ่อแม่อย่างไร)  , etc.

6. Please allow Susan _________________ with you this time.

(โปรดอนุญาตให้ซูซาน ____________________ กับคุณคราวนี้)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ไป)

(d) goes

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Allow +  กรรม + To + Verb 1 +  ส่วนขยาย”  สำหรับกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  “Allow”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   I want you ________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ ____________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Want + กรรม + to + Verb 1”  และ  “Go on an errand” =  ไปทำธุระ

                   ตัวอย่างที่ ๒

-   We don’t allow anyone _______________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ____________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + to + Verb 1

                     ตัวอย่างที่ ๓

-  He told one of the men _____________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ __________________โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + tell + กรรม  + to + Verb 1”  กล่าวคือ

กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูปInfinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค  เช่น

-   We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-      She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-   They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-   The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-      I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-   She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-   We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-      The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-      She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-      The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

7. Would you mind ________________ your class?

(คุณจะรังเกียจ _____________________ (ใน) ห้องเรียนของคุณหรือไม่) 

(a) me observing

(b) me to observe

(c) my observe

(d) my observing    (การสังเกตการณ์ของผม)  (คือ มาดูคุณสอน  หรือมาดูว่านักเรียนของคุณอยู่กันอย่างไร  เป็นต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Mind + Verb + ing”  หรือคำนาม  และเนื่องจาก  “Verb + ing” (Gerund)  เป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถนำหน้าด้วย  “Possessive adjective” (my, your, his, her, their, our, its)   ได้  เหมือนคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   Does Betty object to ______________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ _____________________ สำหรับเธอทุกๆคืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง  เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆคืน  ใช่หรือเปล่า)

(a) your waiting   (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “To”  ใน  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น  Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย   ดังนั้น  จึงสามารถใช้  “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น  “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking” เป็นต้น 

                  กล่าวโดยสรุป   คือ  “Gerund” (Verb + ing)  อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

             - His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

            - We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

            - Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

            - It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

            - The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

            - I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

            - You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

8. The modern businessman does not write his letters by hand.  He dictates them to a shorthand typist, usually ________________.

(นักธุรกิจสมัยใหม่ไม่เขียนจดหมายของเขาด้วยมือ  เขาบอกให้เขียนมัน (จดหมาย) แก่นักจดชวเลข  ซึ่งโดยปกติเป็น _____________________ )

(a) woman

(b) women

(c) a woman    (ผู้หญิง)

(d) the woman

ตอบ   -   ข้อ  (c)   โดยพิจารณาจาก  “…….to a shorthand typist”   ซึ่งอยู่ในรูปเอกพจน์

9. My job is _____________ different from ________________.

(งานของผมแตกต่าง ____________ จาก _______________ )

(a) little _____________ her

(b) no _____________ herself

(c) much ____________ hers    (อย่างมาก _____________งานของเธอ)

(d) so _____________ she

ตอบ   -   ข้อ   (c)   Possessive pronoun  “hers”  มาจาก  “her job”  สำหรับ  ข้อ   A, B   คำหน้า  (little, a little, no)  สามารถใช้ได้   แต่คำหลัง  ต้องแก้เป็น  “hers

10. The temperature went below the ________________ point last night.

(อุณหภูมิลดลงต่ำกว่าจุด ____________________ เมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) frozen    (กริยาช่องที่  ๓  ของ “Freeze”)   

(b) freezing    (เยือกแข็ง, เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(c) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ “Freeze”)

(d) freeze    (แข็งตัว, กลายเป็นน้ำแข็ง, เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เป็น  “Gerund”  (Verb + ing)   ขยายคำนาม  “Point”  เพื่อบอกว่า  เป็นจุดที่ (สำหรับ) น้ำเย็นจนแข็ง หรือ จุดเยือกแข็ง  กล่าวคือ  หน้าที่อย่างหนึ่งของ   “Gerund”   คือใช้ประกอบหน้าคำนาม  คล้ายกับเป็นคำคุณศัพท์  เพื่อบอกว่าคำนามนั้นมีไว้สำหรับทำกริยานั้นๆ  (คือ กริยาที่อยู่หน้าคำนาม)  และมักนิยมใช้เครื่อง หมาย “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำ  แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) มาคั่นกลางก็ได้)   เช่น

                - a sleeping-room (ห้องนอน) (แต่ถ้า “a sleeping dog” หมายถึง 

                  “หมาที่นอนอยู่”) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)

             - a dancing-hall (ห้องเต้นรำ) (แต่ถ้า “a dancing girl” หมายถึง

                  “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)

             - a dancing-teacher (ครูสอนเต้นรำ) (แต่ถ้า “a dancing teacher”

                  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”

                - a reading-room (ห้องอ่านหนังสือ) (แต่ถ้า “a reading boy”

                   หมายถึง “เด็กที่อ่านหนังสือ”)

             - a swimming-pool (สระว่ายน้ำ) (แต่ถ้า “a swimming girl”

                  หมายถึง “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)

             - a walking-stick (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน) (แต่ถ้า “a walking boy”

                  หมายถึง “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)

             - drinking-water (น้ำสำหรับดื่ม) (แต่ถ้า  “a drinking horse”

                  หมายถึง “ม้าที่ดื่มน้ำ”)

             - a knitting-needle (เข็มถัก) (แต่ถ้า “a knitting woman” หมายถึง

                 “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”)

             - a cooking-utensil (เครื่องมือสำหรับทำครัว) (แต่ “a cooking

               woman” หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)

             - a killing-field (ทุ่งสำหรับสังหาร) (แต่ “a killing man” หมายถึง 

                  “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)

             - looking-glasses (แว่นตา) (แต่ถ้า “a looking boy” หมายถึง  “เด็กที่

                  (กำลัง) มอง”)

-         a sewing machine (จักรเย็บผ้า)  (แต่ถ้า “a sewing woman”  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) เย็บผ้า”)

-         freezing point (จุดเยือกแข็ง)   (“freezing water”  =  น้ำที่เย็นจนแข็ง)  (“frozen food”  =  อาหารแช่แข็ง  คือ อาหารที่ถูกทำให้เย็นจนแข็ง)

หมายเหตุ –  “Verb + ing” (Gerund)  ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ   เช่น  “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ “Verb + ing”  ในวงเล็บข้างหลัง ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ    ในกรณีนี้  เราเรียก  “V. + ing”   นั้นว่า   “Present participle”  เช่น  “a drinking horse”   (ม้าที่ดื่มน้ำ) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)

11. I __________________ a salesman for ten years.

(ผม ________________ พนักงานขายฯเป็นเวลา  ๑๐  ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่)

(a) have become

(b) became

(c) have been    (ได้เป็น)

(d) am

ตอบ   -   ข้อ   (c)   อยู่ในรูป   “Present perfect tense”  โดยเหตุการณ์เกิดในอดีต  (เป็นพนักงานขาย)  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

12. The gardener waters the trees lest __________________.

(ชาวสวนรดน้ำต้นไม้  โดยเกรงว่า ____________________)

(a) they may die

(b) they should die    (มันจะตาย)

(c) they will die

(d) they would die

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Lest”  (โดยเกรงว่า)  +  Subject  +  Should  +  Verb 1

13. If you were to touch that wire, you ________________ instantly.

(ถ้าคุณมีเจตนาที่จะสัมผัสลวดเส้นนั้นละก็  คุณ ________________ ในทันทีทันใด)

(a)    would kill

(b)  would be killed    {จะ (ถูกฆ่า) ตาย}

(c)    will kill

(d)   will be killed

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เพื่อให้สอดคล้องกับ   “If you were to………….

14. My brother doesn’t drink, and I don’t, __________________.

(พี่ชายของผมไม่ดื่มเหล้า  และผมก็ไม่ (ดื่ม) ___________________ )

(a) too

(b) either    (เช่นเดียวกัน)

(c) also

(d) neither

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Either,  Neither”  จากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ ๑

-   Kimberly won’t have enough time and Betty ______________.

(คิมเบอร์ลี่คงจะไม่มีเวลาพอ   และเบ็ตตี้_____________________)

(a) won’t too.

(b) doesn’t either

(c) won’t either    (ก็จะไม่มีเวลาพอเช่นเดียวกัน)

(d) does neither

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Either”   ที่ใช้ในประโยคข้างบน  ถือเป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)    เมื่อใช้ในประโยคปฏิเสธ   ในความหมาย  “เช่นกัน, เช่น เดียวกัน”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

-    She does not like dogs.  I don’t like dogs either. (= I don’t either.) 

                  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้   “Neither” หรือ  “Nor”  ก็ได้  โดยวางไว้หน้าประโยค   และต้องใช้กับรูปกริยาบอกเล่าเท่านั้น  เนื่องจาก  “Neither” (Nor)   มีความหมายในทางปฏิเสธอยู่แล้ว   คือ  “ไม่เช่นเดียวกัน”   ทั้งนี้ต้องให้อยู่ใน“Tense”  เดียวกันด้วย   และต้องให้สอดคล้องกับประธานของประโยคด้วย  ดังประโยคข้างล่าง

-    She does not like dogs.  Neither do I. (= Nor do I.)

                 สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

-    They didn’t work hard.  We didn’t either. (= Neither did we. = Nor did we.)

(พวกเขามิได้ทำงานหนัก  เราก็ไม่ได้ทำงานหนักเช่นกัน)

-       She doesn’t like her new home.  Her sisters don’t either. (= Neither do her sisters. = Nor do her sisters)

(เธอไม่ชอบบ้านหลังใหม่  พี่สาวน้องสาวของเธอก็ไม่ชอบเช่นกัน)

                          สำหรับการใช้   “Either”  (อี๊-เธอะ  หรือ ไอ๊-เธอะ)  ในความหมายอื่นๆ  เช่น   เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  หมายถึง   “แต่ละ, อันละ, ชิ้นละ, อันใดอันหนึ่ง (ของ ๒ อัน), ด้านใดด้านหนึ่ง (ใน ๒ ด้าน), คนใดคนหนึ่งใน ๒ คน”   แต่เมื่อเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)  หมาย ถึง   “หนึ่งในระหว่างสอง, อย่างใดอย่างหนึ่ง”  แต่ถ้าเป็นคำสันธานหรือคำเชื่อม   (Conjunction)  หมายถึง   “(ถ้า) ไม่.............ก็.............”  ส่วนเมื่อเป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  หมายถึง   “ด้วย, เหมือนกัน, เช่นเดียวกัน” ดังตัวอย่างประโยค

            - There are shops on either side.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(มีร้านค้าอยู่บนถนนแต่ละด้าน – คือมีทั้ง ๒ ด้าน)

            - Either train goes to London.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(รถไฟขบวนใดขบวนหนึ่ง – ใน ๒ ขบวน – ไปลอนดอน)

            - You may take either seat.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(คุณอาจจะนั่งเก้าอี้ตัวใดตัวหนึ่ง - ใน ๒ ตัว – ก็ได้)

           - On either side of the street is a pavement.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(บนถนนแต่ละด้านมีทางเดินเท้า – คือมีทางเดินเท้าทั้ง ๒ ด้าน)

            - Either of the men is her father.  (เป็นคำสรรพนาม)

(ชายคนใดคนหนึ่ง – ใน ๒ คน – เป็นพ่อของเธอ)

            - Either the mother or her children have to come.  (เป็นคำสันธาน)

(ถ้าไม่แม่ก็ลูกๆของเธอ  จำเป็นจะต้องมา)

              - John can’t swim and Bob can’t either(เป็นคำกริยาวิเศษณ์)

(จอห์นว่ายน้ำไม่เป็น  และบ๊อบก็ว่ายฯไม่เป็นเช่นเดียวกัน)

15. I think he will join us, _________________?

(ผมคิดว่า  เขาจะมาร่วมกับพวกเรา  ____________________)

(a) don’t I

(b) won’t he    (ใช่หรือไม่)

(c) doesn’t he

(d) will he

ตอบ   -   ข้อ    (b)  ตามปกติรูป  “Tag”  จะต้องใช้ตามประธาน-กริยาของประโยคใหญ่   “I think”   คือเป็น  “don’t I”  แต่ในกรณีที่ประโยคขึ้นต้นด้วย  “I”  จะถือเป็นข้อยกเว้น  ให้ไปใช้ตามประธาน-กริยาของประโยคย่อย  ซึงในที่นี้  คือ   “he will join”  โดยมีรูป   Tag”  (won’t he)  เนื่องจากพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่ว่า  “ไม่มีผู้ใดถามตนเอง  ว่าเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้  ใช่หรือไม่”  จึงต้องจำข้อยกเว้นแบบนี้

16. ________________ you be interested, I will send you a copy of my book.

(_________________  คุณมีความสนใจ  ผมจะส่งหนังสือของผมไปให้คุณเล่มหนึ่ง)

(a) Should    (ถ้า)

(b) Were

(c) If

(d) Since

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Should you be interested”  =  “If you are interested

17. Do you know _____________________?

(คุณทราบไหมว่า _______________________ )

(a) where does Dick live

(b) where is Dick living    (ใช้ได้ถ้าแก้เป็น  “where Dick is living”)

(c) where Dick lives    (ดิ๊คอาศัยอยู่ที่ไหน)

(d) that where Dick lives

18. The fight was cancelled because both boxers hurt _______________ in training before the fight.

(การต่อสู้ถูกยกเลิกไป  เพราะว่านักมวยทั้ง  ๒ คน  ทำ _________________ ได้รับบาดเจ็บในการฝึกซ้อม  ก่อนการต่อสู้)

(a) each other    (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง  ๒  คน)

(b) one another    (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่  ๓  คนขึ้นไป)

(c) himself    (ตัวเอง)  (คนเดียว)

(d) themselves    (ตัวเอง, ตนเอง)  (ตั้งแต่  ๒  คนขึ้นไป)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ไม่เลือก ข้อ   (a)  เนื่องจากนักมวยทั้ง  ๒  คน  ยังไม่ได้ชกกัน  เพียงแต่ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ระหว่างฝึกซ้อม  (ต่างคนต่างซ้อม)

19. He thinks of nothing _________________ making money.

(เขาไม่คิดถึงอะไร _____________________ หาเงิน)

(a) for

(b) to

(c) but    (นอกจาก)

(d) than

20. The girl has no interests, ________________ from her school work.

(เด็กหญิงคนนั้นไม่สนใจอะไร ___________________ จากงานที่โรงเรียนของเธอ  -  เช่น  การบ้าน)

(a) except    (ยกเว้น)

(b) differing    (แตกต่าง)

(c) far

(d) apart    (นอกเหนือ)

21. I knew nothing about the new teacher _________________ what I had been told.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับครูคนใหม่ ___________________ สิ่งที่ผมได้รับการบอกเล่า)  (คือ รู้เฉพาะส่วนที่มีคนเล่าให้ฟัง)

(a) further

(b) but

(c) and

(d) beyond    (มากไปกว่า, เกินไปกว่า)

22. He cut himself ____________________.

(เขาทำมีดโกนบาดตัวเอง _____________________ )

(a) having shaved

(b) shaved

(c) while shaving    (ขณะกำลังโกนหนวด)

(d) for shaving

ตอบ   -   ข้อ   (c)   โดยลดรูปมาจาก   “Adverb clause of time”  (while he was shaving)

23. This is my _________________ house.

(นี่คือบ้าน _____________________ ของผม)

(a) father’s-in-law

(b) father-in-law

(c) father-in-law’s    (ของพ่อตา)

(d) fathers’-in-law

24. It is _________________ for you to do on your own.

(มันเป็น ______________________ สำหรับคุณที่จะทำได้เองตามลำพัง)  (คือ ขับรถไปคนเดียวคงไม่ไหว)

(a) a too long journey

(b) a journey too long

(c) too long a journey    (การเดินทางที่ไกลเกินไป)

(d) too a long journey

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นไปตามโครงสร้าง   “It (He, She) is (was) + Too + Adjective + A + Noun  (นับได้  เอกพจน์) + For + Someone + To + Verb 1”   เช่น

-       It is too good a story to believe.

(มันเป็นเรื่องดีเกินไปที่จะเชื่อ)  (มันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ)

-       He is too lazy a student to pass his exam.

(เขาเป็นนักเรียนที่ขี้เกียจเกินไป  ที่จะสอบผ่าน)  (คือ สอบตก)

-       She was too credulous a woman not to believe what he had told her.

(เธอเป็นผู้หญิงที่หูเบา-เชื่อคนง่ายเกินไป  ที่จะไม่เชื่อในสิ่งที่เขาได้บอกเธอ)  (เธอเชื่อเขาเพราะหูเบา)

-       It is too difficult a job for me to finish in time.

(มันเป็นงานที่ยากเกินไปสำหรับผม  ที่จะทำได้เสร็จทันเวลา)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้