หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 133)

Part V: Sentence Completion    (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Three months after the manager had engaged the cashier, he ____

________________ him for dishonesty.

(สามเดือนหลังจากผู้จัดการได้ว่าจ้างแคชเชียร์  เขาก็ ________________ แคชเชียร์คนนั้น  ด้วยเรื่องความไม่ซื่อสัตย์สุจริต)

(a)  disliked    (ไม่ชอบ, เกลียด)  

(b)   displayed    (แสดง)

(c)    dismissed    (ไล่ออก, บอกเลิกแถว, ไม่พิจารณา, ไม่รับฟ้อง, ยกฟ้อง)

(d)   disclosed    (เปิดเผย, เปิดโปง, ทำให้ปรากฏ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Dismiss”   ในที่นี้  หมายถึง  “ไล่ออก

2. Although many people thought that the man was guilty, the judge and jury found him ________________.

(แม้ว่าผู้คนจำนวนมากคิดว่าชายคนนั้นมีความผิด  ผู้พิพากษาและคณะลูกขุนพบว่าเขา

__________________ )

(a) carefree    (ไร้กังวล)

(b) talkative    (ช่างพูด, คุยจ้อ)

(c) economical    (ประหยัด, มัธยัสถ์)  

(d) innocent    (บริสุทธิ์, ไร้มลทิน, ไร้เดียงสา, ซื่อ, ไม่เป็นภัย)

3. When a metal is heated it expands, but it ________________ as it gets cold again.

(เมื่อโลหะถูกให้ความร้อน  มันขยายตัว  แต่มันจะ __________________ เมื่อมันเย็นลงอีกครั้งหนึ่ง)

(a) decreases    (ลดลง, น้อยลง)

(b) extracts    (ถอน, ดึง, สกัด, บีบ, คั้น, เอาออก)

(c) contracts    {หดตัว, หด, ย่น, เกร็ง, ทำสัญญา, ติด (โรค, นิสัย)}

(d) contrasts    (แสดงความแตกต่างโดยการเปรียบเทียบ, เปรียบเทียบความคิดที่แตกต่างกัน)

4. The plane couldn’t _______________ because of the dense fog.

(เครื่องบินไม่สามารถ ___________________ เพราะว่าหมอกที่หนาทึบ)

(a) take off    (บินขึ้นจากพื้นดิน)

(b) take out

(c) take down

(d) take up

5. He always treats his teachers in a most _______________ manner.

(เขาปฏิบัติต่อครูของเขาด้วยอากัปกริยาที่ ________________ มากที่สุดอยู่เสมอ)

(a) respects    (ความเคารพนับถือ)

(b) respective    (แต่ละ, ทุก, ตามลำดับ, เกี่ยวกับแต่ละบุคคลหรือแต่ละสิ่ง)

(c) respectable    (น่านับถือ)

(d) respectful    (มีความเคารพยำเกรง, มีความนับถือ, สุภาพเรียบร้อย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องตอบว่า  ปฏิบัติต่อครูด้วยกริยาท่าทางที่ (แสดงความ) เคารพยำเกรง-นับถือ-สุภาพเรียบร้อย  ซึ่งได้ใจความดีกว่า  “น่านับถือ

6. A man who works on automobile motors is generally known as a (an)

___________________.

(บุคคลที่ทำงานกับเครื่องยนต์รถยนต์  เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า คือ ____________ )

(a)  chauffeur    (คนขับรถ)

(b)  mechanic    (ช่างเครื่องยนต์,  ช่าง)

(c)    inspector     (ผู้ตรวจ, ผู้ตรวจสอบ)

(d)   optician    (ผู้เชี่ยวชาญในการทำแว่นสายตา, ช่างทำหรือพ่อค้าแว่นตา)

7. On a bus or train one must pay a ________________.

(บนรถประจำทางหรือรถไฟ  บุคคลจะต้องจ่าย __________________ )

(a) fee    (ค่าธรรมเนียม)

(b) fare    (ค่าโดยสาร)

(c) commission    (ค่านายหน้า)

(d) penalty    (การลงโทษ)

8. He is a good student; he is always ________________ to do his best.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดี  เขา ___________________ อยู่เสมอ  ที่จะทำให้ดีที่สุด)

(a) greedy    (ตะกละ, โลภ)

(b) reluctant    (ไม่เต็มใจ)

(c) eager    (อี๊-เก้อะ)  (กระตือรือร้น, ใจจดใจจ่อ, ทะเยอทะยาน, กระหาย, อยากได้)

(d) indifferent    (ไม่แยแส, ไม่ใยดี, ไม่สนใจ, เมินเฉย)

9. It is the ______________ of a lion and tiger to kill other animals.

(มันเป็น ___________________ ของสิงโตและเสือ  ที่จะฆ่าสัตว์อื่นๆ)

(a) ability    (ความสามารถ)

(b) instinct    (สัญชาตญาณ)

(c) natural     (เกี่ยวกับธรรมชาติ, เป็นธรรมชาติ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) rule    (กฎระเบียบ, ข้อบังคับ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ   “Nature”  (ธรรมชาติ) (คำนาม)  ก็ได้

10. The criminal begged the judge for _________________.

(เจ้าอาชญากรขอร้อง-อ้อนวอนผู้พิพากษา  เพื่อ __________________)  (คือ  ขอให้ลดโทษให้)

(a) gratitude    (บุญคุณ)

(b) excuse    (ข้อแก้ตัว, การขอโทษ)

(c) mercy    (ความเมตตากรุณา, อำนาจศาลในการอภัยโทษหรือลดหย่อนโทษ)

(d) integrity    (ความซื่อสัตย์, การยึดถือหลักคุณธรรม)

11. As John felt ill, the teacher gave him _______________ to go home.

(เพราะว่าจอห์นรู้สึกไม่สบาย  ครูจึงให้ _________________ แก่เขา  ให้กลับบ้านได้)

(a) admittance    (การยอมรับ, การอนุญาตให้เข้ามาในที่แห่งหนึ่ง)

(b) permission    (คำอนุญาต, การอนุญาต)

(c) allowance    (เบี้ยเลี้ยง, เงินที่ได้รับอนุญาตให้ใช้จ่าย)

(d) pardon   (การให้อภัย, การยกโทษให้)

12. He is the man _______________ lent the money to me.

(เขาเป็นบุคคล __________________ ให้ผมยืมเงิน)

(a) whom    (ผู้ซึ่ง)  (ทำหน้าที่เป็นกรรม)

(b) who will    (ต้องตามด้วยกริยาช่องที่  ๑  คือ  “Lend”)

(c) who    (ผู้ซึ่ง)  (ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคย่อย คือ  “who lent the money to me” )

(d) that will

13. If I were you, I ________________ without delay.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้ หรือปัจจุบัน) ผม _________________ โดยไม่รอช้า)

(a) should have gone    (ควรจะได้ไปแล้ว)  (ในอดีต)

(b) shall go    (จะไป)  (ในอนาคต)

(c) should go    (จะไป)  (ในปัจจุบัน หรือขณะนี้)     

(d) should be going

14. ________________ the manager was hoping was not quite clear.

(_____________________  ผู้จัดการกำลังหวัง  ไม่ค่อยจะชัดเจนมากนัก)

(a) Which

(b) What    (สิ่งที่)

(c) Where

(d) That which

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจาก   “What the manager was hoping”   เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา   “was….not”   หรือเป็นประธานของประโยคใหญ่  “……………. was not quite clear

15. There will be a holiday on Monday _______________ the weather worsens.

(จะมีวันหยุดในวันจันทร์ ____________________ อากาศเลวลง)

(a) while    (ในขณะที่)

(b) unless    (ถ้า...................ไม่)  (ถ้า.........อากาศ.........ไม่...........เลวลง)

(c) otherwise    (หรือ, หรือมิฉะนั้น)

(d) no matter

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “no matter how………….”   (ไม่ว่าอากาศจะเลวลงอย่างไร)  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-    I don’t like to begin writing a letter, __________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย ____________________ )

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ   -  ข้อ  (b)

                   ตัวอย่างที่ ๒

- Don’t open a shop ______________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ___________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like    (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                     ตัวอย่างที่ ๓

- He won’t pass his examination _____________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน _____________________ )

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้“diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง“Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ    –    ข้อ    (d)   เนื่องจาก    “Unless  =  If…………… not”   แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)    ทั้งนี้   “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”   ซึ่งเป็นปฏิเสธ  รวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

-    He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

-    I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

-   You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

-   She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

16. _________________ I in your position, I should make a decision to buy the entire business.

(ถ้าผม ___________________ ในสถานะของคุณ  ผมจะตัดสินใจซื้อธุรกิจทั้งหมด)

(a) Was

(b) Am

(c) Were    (อยู่)

(d) Should

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   If I ______________ you, I would think twice before taking the job.

(ถ้าผม _____________________ คุณ  ผมจะพิจารณาอย่างรอบคอบ  ก่อนรับงานมาทำ)

(a) was

(b) were    (เป็น)

(c) should be    (ควรจะ)

(d) might be    (อาจจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                  ตัวอย่างที่ ๒

-  If I ________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม ____________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”

                   ตัวอย่างที่ ๓

-  This test is in English.  If it were in Thai, ______________ I

it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _______________มันเลย)

(a)    shall not mind

(b)   am not minding

(c)    would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d)   would not be minded

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๒   “Present unreal”  คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                   ตัวอย่างที่ ๔

-       If you lived closer to the office, you ________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _________________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a)   don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”แบบที่ ๒   “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ   “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”   แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause  แบบที่ ๒”  (Present unreal)  ในประโยคใหญ่   (Main clause)   จะใช้รูป  “Subject + V.ช่องที่ 2”  และในกรณีมี  “Verb to be”  ให้ใช้   “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค   (Subordinate clause)  จะใช้รูป   “Subject + would + (not) + V.ช่องที่1

                        สำหรับการใช้   “If clause” แบบที่  ๒ นี้  มักใช้เมื่อ  (๑)  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   (๒)  ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  –  ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่   ผู้พูดก็จะพูดในรูป “If clause  แบบที่1”   คือ  “If + subject + V. 1, subject + will + V. 1” คือ

If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

          ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่ ๒  เช่น

      - If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

    - If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

  - If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

     - If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

   - If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  - If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

  - I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

  - Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

          สำหรับใน  “If clause”  ที่มีกริยา  “Were” เราสามารถใช้โครงสร้าง “ผกผัน”  (Inversion)   คือเอา  “Were” มาไว้ข้างหน้าประโยค   แทน“If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

        - Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

      - Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

   -Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

   - I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

17. The nervous old lady asked _________________ the train would reach London.

(หญิงชราที่วิตกกังวลคนนั้นถาม (ว่า) ______________ รถไฟจะไปถึงลอนดอน)

(a) that when

(b) the time so that

(c) when    (เมื่อไร, เมื่อใด)

(d) how long

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “………asked how long the train would take to reach London

18. She explained __________________________.

(เธออธิบาย ________________________ )

(a) him the idea    (ไม่ใช้รูปแบบนี้สำหรับกริยา “Explain” )

(b) the idea him

(c) to him the idea

(d) the idea to him    (ความคิดให้เขาฟัง)

19. I’ve been working on my design every evening _______________.

(ผมได้กำลังทำงานด้านการออกแบบของผมทุกคืน _____________________ )

(a) during the last three months

(b) for the last three months    (สำหรับช่วงเวลา  ๓  เดือนที่ผ่านมา)  (ในขณะที่พูดนี้ก็ยังทำฯอยู่)  (ต้องใช้ “For” )

(c) three months ago    (๓  เดือนผ่านมาแล้ว)  (เป็นอดีต)

(d) in the last three months

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากใช้กับ   “Present perfect continuous tense”  {Subject + has (have) + been + Verb + ing}  ดูเพิ่มเติม   “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-      She ________________ in London for 20 years.

(เธอ _______________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + has (have) + been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดถึง)

                     ตัวอย่างที่ ๒

-   Although Mark _____________ for years, he _____________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค ________________ เป็นเวลาหลายปี  เขา _____________  ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already  (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still   (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense” (Subject + has (have) + been + Verb + ing)  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Passive voice”)  เนื่องจาก มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect continuous”  จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๓

             - Miss Kim ____________ with us since last October.

(มิสคิม _____________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working     (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

หมายเหตุ   –    ตอบข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  (Subject + have (has) + been + V. ing)   โดยสังเกตจาก  “since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน   เดือน   ปี   หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า    “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน   ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว   อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” (Subject + have (has) + V. 3)   แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนานเหมือนกับ “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect”  ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว   หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต   แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆในอดีต

                        รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

-   I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว– เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

-   She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย – เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

-      He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป – เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

-   I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง – เน้นว่าทำซ้ำๆ)

-   They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-   We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-      They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

-   They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว – เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

-      We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด - เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

20. A main clause is sometimes called a _______________ clause.

(ประโยคใหญ่บางครั้งถูกเรียกว่า  ประโยค _____________________ )

(a) principle    (หลัก,  หลักการ)  (เป็นคำนาม)

(b) principal    (หลัก, สำคัญที่สุด)  (ในที่นี้เป็นคำคุณศัพท์)

(c) principality    (เทศบาล)  (เป็นคำนาม)

(d) principles

ตอบ   -   ข้อ   (b)

21. Such clothes ________________ these are called ready-made clothes.

(เสื้อผ้า _____________________ เหล่านี้  ถูกเรียกว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูป)

(a) like

(b) alike

(c) as    (ดังเช่น, เช่น)

(d) the same as

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เป็นการใช้คำคู่  คือ    “Such……….as

22. So far I’ve been learning about England and British ways of living.

(เท่าที่ผ่านๆมา (ที่แล้วๆมา)  ผมได้กำลังเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศอังกฤษ  และวิถีการดำรงชีวิตแบบอังกฤษ)

“So far” here means “________________________”.

(“So far”   ในที่นี้  มีความหมายว่า _____________________)

(a)   So much    (มากเหลือเกิน)

(b) Very far    (ไกลมาก)

(c) For a long time    (เป็นเวลานาน)

(d) Until now    (จนกระทั่งบัดนี้)

23. When all the students________________, the professor began his lecture.

(เมื่อนักเรียนทุกคน ____________________ อาจารย์ก็เริ่มต้นการบรรยายของเขา)

(a) seated

(b) sit

(c) were seated    (ถูกพาเข้าที่นั่งที่จัดไว้ให้)

(d) seat

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Seat”  เมื่อเป็นคำนาม หมายถึง  “ที่นั่ง”  แต่เมื่อเป็นคำกริยา หมายถึง  “จัดหาที่นั่งให้, พาเข้าที่นั่ง, จัดตั้งเข้าที่ๆจัดไว้, นั่งลงไป”  มักใช้ในรูป  “Passive voice”  (Be + seated)  เสมอ

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้