หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 131)

Part V: Sentence Completion    (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. She didn’t want the onions to stick __________________ the pan, so from time to time she would shake the pan. 

(เธอไม่ต้องการให้หัวหอมติด ___________________ กระทะ  ดังนั้น  เป็นครั้งคราว  เธอจะเขย่า (สั่น) กระทะ)

(a) in

(b) on

(c) to    (กับ)

(d) at

(e) with

 2. She tried riding her bicycle to school for a few days, but she found

_________________ too tiring.

(เธอลองขี่รถจักรยานไปโรงเรียนเป็นเวลา  ๒ – ๓  วัน  แต่เธอพบว่า _________ 

____________________ น่าเหน็ดเหนื่อยเกินไป)

(a)  herself

(b)   the days

(c)    it    (มัน)

(d)   she was

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Find + It + (Too) + Adjective + (To + Verb 1)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-   Don’t you find __________________ rather dull to stay at home?

(คุณไม่ได้พบว่า ____________________ ค่อนข้างน่าเบื่อหน่ายที่จะพักอยู่กับบ้านหรือ)

(a) yourself

(b) something

(c) anything

(d) it    (มัน)

(e) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Find + It + Adjective + To + Verb 1”

                          ตัวอย่างที่ ๒

-   I began to read my papers again, but found _____________ difficult to improve them.

(ผมเริ่มต้นอ่านรายงานของผมอีกครั้ง  แต่พบว่า ____________________ ยากที่จะปรับปรุงมัน (รายงาน) ให้ดีขึ้น)

(a) it    (มัน)

(b) myself

(c) too

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Find (Consider) + It + Adjective + To + Verb 1”  ซึ่ง  “It”  ในที่นี้  มิได้มีความหมายแต่ประการใด  เป็นเพียงการสมมติขึ้นมาเป็น   “กรรม”  ของ  “Find (หรือ Consider)”  เท่านั้น 

                     ตัวอย่างที่ ๓

-         The boys found the experiment _______________.

(เด็กๆ พบว่าการทดลอง ________________________ )

(a) to fascinate   (ทำให้หลงใหล, ทำให้ปลื้ม, ดึงดูดใจ)

(b) fascinate

(c) fascinating     (น่าหลงใหล, มีเสน่ห์)

(d) fascinated    (รู้สึกหลงใหล, หลงเสน่ห์)

ตอบ   -    ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Find (Consider) + Object (it, him, her, them, you) + Adjective (+ To + Verb 1)”  =  {ประธาน + พบ (ถือว่า) + กรรม (มัน, เขา, เธอ, เรา, ท่าน) + คุณศัพท์ (To + Verb1)}

                    ตัวอย่างที่ ๔

(จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑)  ถึง  (๔)

-     Because (1) some critics considered it decadent, subversive, and (2) incomprehensibly, abstract art (3) encountered much opposition in its (4) early years.

(เพราะว่านักวิจารณ์บางคนมองว่ามัน (ศิลปะฯ) เสื่อมโทรม, บ่อนทำลาย, และไม่สามารถเข้าใจได้    ศิลปะแบบแอ๊บสแตร็คได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างมากในช่วงปีแรกๆของมัน)

ตอบ   –   ข้อ   (2)   แก้เป็น  “incomprehensible”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  ให้สมดุลกับอีก  ๒  คำข้างหน้ามัน  “decadent”  และ subversive” ตามโครงสร้าง  {Subject + consider (find) + it (him, her) + adjective} หรือ  {Subject + consider + it (him, her) + a + adjective + noun} เช่น

               - We considered (found) it successful.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันประสบความสำเร็จ)

               - He considered (found) it useful.

(เขาถือ (พบ) ว่ามันมีประโยชน์)

              - She considers (finds) it important.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันสำคัญ)

              - We consider (find) him a good boy.

(เราถือ (พบ) ว่าเขาเป็นเด็กดี)

            - She considers (finds) me her best friend.

(เธอถือ (พบ) ว่าผมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ)

            - The boss considered (found) her a good secretary.

(เจ้านายถือ (พบ) ว่าเธอเป็นเลขาฯ ที่ดี)

3. I don’t understand why he is always _______________ money.

(ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึง ____________________ เงินอยู่เสมอ)

(a) in short of

(b) in short for

(c) short of    (ขาด, ขาดแคลน)

(d) short for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “To be short of”  =   “ขาด, ขาดแคลน

4. Butter _______________ in the refrigerator.

(เนยแข็ง _______________________ ในตู้เย็น)

(a) ought to keep    (ต้องใช้  “ought to be kept” = ควรถูกเก็บ)  (“Ought + to + be + Verb 3”  เมื่อเป็น  “Passive voice”)  (Active voice = Ought + to + Verb 1 = ควรจะ...............)  

(b) had better to be kept    (ต้องใช้  “had better be kept” = ควรจะถูกเก็บ.........ดีกว่า  เมื่อเป็น  “Passive voice”)  (Active voice = Had better + Verb 1 = ควรจะ..............ดีกว่า)   

(c) should be kept    (ควรถูกเก็บ)  (ใช้  “Should + Be + Verb 3” เมื่อเป็น “Passive voice”)  (Active voice = Should + Verb 1 = ควรจะ..............)

(d) is kept as usual    (ถูกเก็บตามเคย  หรือตามปกติ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ควรใช้   “Should”  เป็นการแนะนำให้ทำ  ดีกว่า ข้อ  (d)

5. My house ________________ last night.

(บ้านของผม _______________________ เมื่อคืนนี้)

(a) was stolen    (ถูกขโมย)

(b) is stolen

(c) was robbed   (ถูกปล้น,  ถูกโจรกรรม)

(d) is robbed

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ใช้กริยา  “จี้, ปล้น, โจรกรรม”  กับ  “บ้าน หรือ คน”  ส่วนกริยา  “ขโมย”  ใช้กับ   “ทรัพย์สิน, สิ่งของ”   เช่นในประโยค

              - His car was stolen last night.

(รถของเขาถูกขโมยเมื่อคืนนี้)

              - I was robbed of my watch last month.

(ผมถูกจี้เอานาฬิกาไปเมื่อเดือนที่แล้ว)

              - My watch was stolen last month.

(นาฬิกาผมถูกขโมยเมื่อเดือนที่แล้ว)

              - He stole my money.

(เขาขโมยเงินผมไป)

6. _______________ the baby holds on to something, he won’t fall.

(___________________ เจ้าเด็กทารกเกาะ (ยึด) อะไรบางอย่างเอาไว้  เขาก็จะไม่หกล้ม  -  หรือล้มลง)

(a) So long as    (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(b) Until    (จนกระทั่ง)

(c) Unless    (ถ้า....................ไม่)

(d) As far as    (ไกลเท่ากับ)

7. Thai villages are not all _______________, but in some ways they are not very different from each other.

(หมู่บ้านไทยมิได้ __________________ ไปเสียทุกอย่าง  แต่ในบางประการ  มันก็ไม่ได้แตกต่างระหว่างกันอย่างมากมาย)

(a) same

(b) like

(c) the same as

(d) alike    (เหมือนกัน, คล้ายกัน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติม   “Alike, Like, The same as”  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ ๑

-   This car has an engine _________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _____________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (ในฐานะ, เป็น-  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As  (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + subject + verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับตัวอย่างที่  ๑   คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  (รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์เหมือนกันกับเครื่องยนต์ในเครื่องบิน)  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same. (หรือ “are alike, are similar”)  (เครื่องยนต์ของรถยนต์คันนี้  และเครื่องยนต์ในเครื่องบิน  เหมือนกัน)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Alike”    จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๒

-   What is the climate ______________ in your home town?

(อากาศ __________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ   (c)  ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition” หมายถึง   “เป็นเหมือน, เหมือน,  คล้าย”  ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ   “Look”   (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                              ตัวอย่างที่ ๓

-   The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________ )

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”   หมายถึงเหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ   “ฝน

                      ตัวอย่างที่ ๔

-   He became a doctor _______________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Like”   เมื่อหมายถึง   “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ  “the same as”   ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb”  (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”  และ  “As”    จากประโยคข้างล่าง)

-      Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก  “Like”  (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations”  “his father”  most hard-working people”  (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as”  (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

          - He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

         - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                          สำหรับ   “As”    เมื่อเป็น   “Preposition”  มีความหมายว่า   “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

          - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

         - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

          - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

           - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                     สำหรับ “Alike”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

              - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

          - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

          - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

          - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

          - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

          - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

          - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

              - The snowstorm affected the southern and northern states alike.   (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

8. We were pleased ________________ that the work had been started.(เรายินดี-พอใจ___________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ  -  ข้อ   (c)  เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + is (am, are, was, were) + Adjective + to + Verb 1 + ส่วนขยายเช่น

            - I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

            -  They were glad to know that we would go to visit them next month.(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

            - She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

            - We are afraid to think that the third word war may take place soon.(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่ ๓ อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้)

            - He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

 

9. I don’t like crowds when I’m ________________ holiday.

(ผมไม่ชอบฝูงชน  เมื่อผม ___________________ เที่ยววันหยุดพักผ่อน)

(a) to

(b) during

(c) at

(d) on    (ไป)

10. _________________ by the news that he had won a scholarship to England, Jim had a sleepless night. 

(______________________ โดย (กับ) ข่าวที่ว่า  เขาได้รับทุนการศึกษาไปเรียนที่อังกฤษ  จิมนอนไม่หลับเลย)

(a) Exciting    (น่าตื่นเต้น)    

(b) To excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(c) Excited    (มีความรู้สึกตื่นเต้น)  (หรือ ถูกทำให้ตื่นเต้น)

(d) Was excited

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้กริยาช่องที่  ๓   (แสดง “Passive voice”) ขึ้นต้นประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                       ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่  ๓  (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ ๑

-         _______________ by the tiger, he ran away.

(________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)   เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                   ตัวอย่างที่ ๒

          - ______________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ  -  ข้อ   (c )    เนื่องจากประธานของประโยค   คือ   “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ  คือ  ถูกปรุง”   กริยาจึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓  (แสดง   “Passive voice)

                        ตัวอย่างที่ ๓

             _________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(____________________โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned    (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ     –      ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานประโยค   คือ   “I”   เป็นผู้   “ถูกเตือน” โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า  จึงต้องใช้กริยาช่องที่  ๓   (Past participle)  ซึ่งแสดงการ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)   นำหน้าประโยค    มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา   คือ  “ถูกเตือน”   (สำหรับข้อ A   ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “Having been warned” –  ได้ถูกเตือนแล้ว)   ดูเพิ่มเติมประโยคอื่นๆในลักษณะเดียวกัน  เช่น

-   Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่า

เรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ   “ballet”   เป็นสิ่งที่   “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”    จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓ (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”   เป็นข้อความที่ขยายประธาน  (ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”   สำหรับตัวอย่างอื่นๆในแบบเดียวกัน  (Passive voice)  ได้แก่

-      Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

-      Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว)  (เธอถูกขอร้อง)

11. I finished my work on time, but none of the other students ______

__________________. 

(ผมทำงานเสร็จทันเวลา  แต่ไม่มีนักเรียนคนอื่นๆ ____________________)

(a)   did    (ทำเสร็จ)   

(b)   didn’t    (ทำไม่เสร็จ)

(c)    does

(d)   doesn’t

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ใช้   “Did”  แทน  “Finished”   เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนี้ซ้ำอีกครั้ง

12. I could hear and ________________ nothing, but I had the feeling that someone was moving inside the room.

(ผมไม่สามารถได้ยินและ __________________ อะไรเลย  แต่ผมมีความรู้สึกว่า  มีใครบางคนกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในห้อง)

(a) see   (เห็น)

(b) saw

(c) seeing

(d) to see

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ตามหลัง   “Could”  เช่นเดียวกับ  “Hear”  (Could + Verb 1)

13. It was in this house _________________.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้ _____________________)

(a) where I was born

(b) in which I was born

(c) that I was born    (ที่ผมเกิด)

(d) I was born in

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + is (was) + วลี (มักนำหน้าด้วย “Preposition”  หรือ  “Because”) + that + Subject + Verb”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-   It is because he is very rich ______________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ____________________ เธอรักเขา)

(a) so    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that    (ที่)

(c) why    (ทำไม)

(d) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + is (was) +วลี {มัก

นำหน้าด้วย “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because” + ประโยค} + that + Subject + Verb

                     ตัวอย่างที่ ๒

-      ________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(___________________  เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้   “It was”   เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had”  และยังเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + is (was) + วลี (มักนำหน้าด้วย “Preposition”) + that + Subject + Verb”   เช่น

          - It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

            - It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

            -  It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

            -  It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

            - It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

            - It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

            - It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

-     It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

         - It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

14. As a result, war _______________out ten years later.

(ผลที่ตามมาคือ  สงคราม ______________________ สิบปีต่อมา)

(a) breaks

(b) broke   {“Break out”  =  เกิดขึ้น (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด)}

(c) was broken

(d) had broken

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Break out”  ไม่ใช้ในรูป  “Passive voice”  เช่นใน ข้อ  (c)  และเนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีตทั่วไป   จึงใช้รูป  “Past tense” (Verb 2)  (broke out)  ไม่ใช้  “Past perfect tense” ดังในข้อ  (d)

15. _________________, she was still thirsty.

(________________________  เธอยังคงกระหายน้ำ)

(a) In spite of Lucy drank a glass of juice    (“In spite of” (ทั้งๆที่) + คำนาม หรือวลี  หรือ Verb + ing)

(b) Even Lucy drank a glass of juice    (แม้กระทั่งลูซี่ดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(c) Though Lucy drank a glass of juice    (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(d) Though Lucy drinks a glass of juice    (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากกริยาในประโยคใหญ่ (she was still thirsty)  อยู่ในรูป  “Past tense” (was)  กริยาในประโยคย่อย  (Though…………………

……….juice)  จึงต้องเป็น   “Past tense”  (drank)  ด้วย

16. I would like to _________________ this Sunday.

(ผมอยากจะ ____________________ วันอาทิตย์นี้)

(a) going shopping

(b) going shop

(c) go shopping    (ไปซื้อของ, ไปช้อปปิ้ง)

(d) go shop

17. There ________________ in the word ‘letter’.

(มี ____________________ ในคำว่า ‘Letter’)

(a) are not any letters    (ไม่มีตัวอักษรใดๆเลย)

(b) are two ‘t’    (ถ้าต้องการบอกว่า  มีตัวอักษร  “ที”  ๒  ตัว  ต้องใช้ว่า  “two t’s”)

(c) is a letter    (ตัวอักษร  ๑  ตัว)

(d) are six letters    (ตัวอักษร  ๖  ตัว)  (“Letter”  ในที่นี้  หมายถึง  “ตัวอักษร”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Letter”  หมายถึง  “ตัวอักษร, จดหมาย

18. What ________________ when he saw you?

(________________________ อะไร  เมื่อเขาพบคุณ)

(a) does he say

(b) did he say    (เขาพูด)

(c) he said

(d) he had said

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  สร้างประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How)  จากกริยา ในที่นี้ คือ    “Say”  ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

             - Why do you look so tired?

(ทำไมคุณจึงมีท่าทางเหน็ดเหนื่อย)

           - When did you arrive at the meeting this morning?

(คุณมาถึงที่ประชุมเมื่อใดเช้านี้)

          - Where did she stay when she was in London?

(เธอพักที่ไหนเมื่อเธออยู่ในลอนดอน)

        - What does he do for a living?

(เขาทำงานอะไรเพื่อการดำรงชีพ)

         - How did they get back their lost dog?

(พวกเขาได้หมาที่หายไปคืนมาได้อย่างไร)

19. Mary does not know ____________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า______________________เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech” (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค   “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-   He asked me ______________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ______________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather  (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยค   “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค   “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  If”  หรือ  “Whether”   (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง  ๒  คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป  คือ  ถ้าประโยค  “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ   “Modal verb”  (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)   เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”   จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ “Whether”  เสมอ ห้ามใช้  “That”   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                - Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

                - Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

              - Will you go to my party?   (คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

   - Can you play the piano?   (คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                          ในกรณีที่ประโยค   “Indirect speech”   เป็นประโยคบอกเล่า   ให้ใช้ “That”   เชื่อม หรืออาจละไว้ก็ได้ (ไม่ต้องเขียนลงไป) เช่น

-   I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

-      I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

    (She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                           สำหรับในกรณีที่ ประโยค   “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค   “Indirect speech”   ให้เอา   “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…….to find that where it is hiding”

                 ตัวอย่างที่ ๒           จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)

-      Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่

ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน

เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –    ข้อ   (4)   แก้เป็น   “it is”   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech” หรือ Reported speech”  คือ   “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”   เป็นการเปลี่ยนจากประโยค Direct speech”  (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”  ที่ขึ้นต้นด้วย   “are you going to find …….”   จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา    “where it is……..”   ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า   มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน   (where is it)    เหมือนในประโยคคำถาม    ดังตัวอย่างข้างล่าง

-     How old are you? (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

-     I want to know how old you are. (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

-     Where is she going? (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-  He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-     When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

      - I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

20. When I arrived on a cold, ________________ evening, I was glad to see that somebody had lit a fire, and that it was burning brightly.

(เมื่อผมมาถึงในคืนที่หนาวเย็นและ _____________________ ผมดีใจที่ได้พบว่า  ใครบางคนได้จุดกองไฟไว้  และ (ได้พบ) ว่า  มันกำลังลุกไหม้อย่างสว่างไสว)

(a) rain    (ฝน, น้ำฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) raining

(c) rainy    (มีฝนตก, เปียกฝน)(เป็นคำคุณศัพท์)

(d) rained    (ฝนตก, ตกลงมาคล้ายฝน)  (เป็นคำกริยา ช่องที่ ๒ และ ๓)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากขยายคำนาม  “Evening”  จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์

21. I am very sorry that you have _________________ good books to read.

(ผมเสียใจมาก  ว่าคุณ ____________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ  “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆอ่าน”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “No”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ ๑               จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

(1)            Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี – หมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี – ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ  -  ข้อ  ๑  แก้เป็น   “No”   เนื่องจาก   “No”   ใช้นำหน้าคำนาม  (woman)   ส่วน  Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                - No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

           - No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

         - We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

        - She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

       - He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

       - They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

       - No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้  -  ใช้  “No”แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ“Man”  ในที่นี้ หมายถึง “บุคคล”)

       - No two men think alike.

(ไม่มีใคร – บุคคล -  ๒ คน ที่คิดเหมือนกัน  - แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ - “Not” อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่ “No + Noun” = ไม่มี  ดังตัวอย่าง

       - You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

       - No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                           นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้   “Not”   กับ     “Infinitive with to”   และ   “Gerund” (Verb + ing)  ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            - He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

          - You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

         - She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

          - They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                           ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป   “No + Verb + ing”   เช่น   “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ)    “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)   “No Smoking(ห้ามสูบบุหรี่)

                          สำหรับตัวอย่างของ   “No”  และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

                - No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

             - You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม  -  หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม)

            - He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

           - She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

          - The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

          - The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

          - He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

        - There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

             - Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

            - No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย  -  แน่นอนทีเดียว  -  ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

            - Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

            - There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

            - There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

            - It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

          - There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

           - There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

           - There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                           สำหรับ   “Few”   (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ คือไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก คือดี)  ทั้ง  ๒   คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

              - She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

            - She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

             - It was a rainy day, so few people came to see the football match.(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

           - It was a sunny day, so a few people came to see the football match.(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

22. Peter, Bill and I asked the boatman if he would help _________

________________.

(ปีเตอร์  บิล  และผม  ถามคนพาย-แจวเรือว่า  เขาจะช่วย _____________ หรือไม่)

(a)   theirs

(b)   ourselves

(c)   to us

(d)  us    (เรา)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากมี    “I” รวมอยู่ด้วย  จึงต้องใช้  “We”  (เรา)  แต่เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Help”  จึงต้องเป็นสรรพนามในรูปกรรม  คือ   “Us

23. ________________ the summer holidays we hope to swim, fish and do some sailing.

(_______________________วันหยุดหน้าร้อน  เราหวังจะได้ว่ายน้ำ  ตกปลา  และแล่นเรือ-ขับเรือ)

(a) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วย “Subject + Verb”)

(b) When    (เมื่อ)  (ตามด้วย “Subject + Verb”)

(c) During    (ระหว่าง - ใช้กับเรื่องเวลา)  (ตามด้วยคำนามหรือวลี)

(d) Between    (ระหว่าง)  (ใช้กับคนหรือสิ่งของ ๒ สิ่ง)

24. “Would you like to have your sandwiches now?”

(คุณอยากจะทานแซนด์วิชของคุณตอนนี้ไหม)

“Yes, I’d ________________.”

(ใช่ครับ  ผม ________________________ )

(a)   like

(b) like to   (อยากทาน)

(c) liked to

(b)  had them

ตอบ  -  ข้อ   (b)  เนื่องจากย่อมาจากข้อความเต็มๆว่า   “Yes, I would like to have my sandwiches now.”   แต่นิยมตอบเพียงสั้นๆว่า  “I would like to.”  ทั้งนี้

ต้องมี  To  แต่ไม่ต้องมีกริยา  (Have)”  กล่าวคือ  เราใช้  “To + Verb 1”  โดยละ “Verb”  นั้นไว้    ใช้แต่   “To”  เพียงคำเดียว  เพื่อแทนคำกริยาที่พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว  เพื่อที่จะไม่ต้องกล่าวคำกริยาตัวนั้นซ้ำอีกครั้ง เช่น

-    I am not going to read this book.  Would you like to (read)?

(ผมจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้นะ  คุณอยากจะอ่านไหมล่ะ)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน“read”ต่อท้าย “to”)

-    She has not finished the work yet, but she has to (finish) very soon.

(เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย  แต่เธอจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน “finish”ต่อท้าย “to”)

25. The river has ______________ its bank into the surrounding community.(แม่น้ำได้ ________________ ตลิ่งของมันเข้าสู่ชุมชนรอบๆ)

(a) overflown

(b) overflew

(c) overflowed    (ไหลล้น, เอ่อล้น, ไหลบ่า, ล้น, ท่วม)

(d) overfly

ตอบ  -  ข้อ  (c)  กริยาช่อง  ๒  และ  ๓  ของ  “Overflow”   คือ  “Overflowed” สำหรับข้อ  (a), (b), (d)  ไม่มีการใช้รูปนี้

26. His daughter wrote to him that she was looking forward to ____

___________________ home soon.

(ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเขา  บอกว่าเธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย ___________________________ บ้านเร็วๆนี้)

(a)   come

(b) coming    (การกลับมา)

(c) be coming

(d) have come

ตอบ  -  ข้อ  (b) เนื่องจาก   “Look  forward to + Verb + ing”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-         I shall look forward _____________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ ___________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing     (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ  -  ข้อ (c)

                   ตัวอย่างที่ ๒

-         I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ______________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ  (หรือ “ตั้งตารอ”) ______________________ คุณทั้ง ๒ คน  -  หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ  -  ข้อ    (b)   เนื่องจาก   “To” ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ   “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง),  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)“Admit”  (ยอมรับ),  “Devote…..to”   (อุทิศ............ให้กับ), “Dedicate………to” (อุทิศ............ให้กับ),   “Apply……to”   (ประยุกต์.............เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง  

              - She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

-  He looks forward to his  birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

         - We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

         - She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

             - He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

             - He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

           - We were opposed to paying a lot of money for luxurious goods.

(เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจ่ายเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือย)

-       The President was opposed to the development of nuclear weapons.(หรือwas opposed to developing nuclear weapons”)

(ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์)        

          - They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work.  (พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

27. Would you be so kind ______________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา ____________________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as    (พอ)

(d) that you have

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “So……….as”  นอกจากจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้นแล้ว    (“As………as”   ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า  ปฏิเสธ  และคำถาม)   แต่เมื่อตามด้วย   “Infinitive with to”  (To + Verb)   ตัวหน้าจะต้องใช้  “So” อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As” )  ไม่ว่าจะเป็นประโยค บอกเล่า  ปฏิเสธ หรือ คำถาม  ดังโครงสร้างข้างล่าง

               “Be + So + Adjective + As + To + Verb 1 + Phrase”

(โดยมีความหมายว่า  “...................พอที่จะ................”  หรือ  “...............จนถึงขนาดที่จะ...................”)   เช่น

             - Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)

           - Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)

          - Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)

        - Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)

-     I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือโง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)

28. Please ________________ the word in your dictionary for me.

(กรุณา _____________________ คำศัพท์ในพจนานุกรมของคุณให้ผมหน่อย)

(a) look at    (จ้องมอง)

(b) look after    (ดูแล, เอาใจใส่)

(c) look for    (มองหา, ค้นหาของที่หาย)

(d) look up    (ค้นหาคำศัพท์)  (ในพจนานุกรม หรืออื่นๆ)

29. Have this one, _________________?

(เอาอันนี้ไปซิ _______________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) will you    (ได้ไหม หรือ ตกลงไหม)

(d) haven’t you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง ในส่วน  “Tag”  จะใช้  “Will you”  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง  ขอร้อง  และเชิญชวน  จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-   Do it yourself, __________________ ?

(จงทำมันด้วยตัวของคุณเอง __________________ )

(a) shall we

(b) don’t we

(c) don’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “ประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง”

                         ตัวอย่างที่ ๒

-    Just see if that water is becoming hot, _______________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, ___________________ )

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag”   จึงต้องใช้  “Will you”   สำหรับ   “If”   ในประโยคนี้  เท่ากับ   “Whether”  (หรือไม่)

                     ตัวอย่างที่ ๓

- Do it at once, ______________?

(จงทำมันโดยทันที ______________________ )

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Question tag”   ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค   “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”   ในส่วน   “Tag”   ให้ใช้“…………… will you ?”  เช่น

                 - Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

               - Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

             - Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

            - Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

          - Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                        สำหรับในประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้น   “Let’s (Let us)”  ในส่วน Tag ต้องใช้    “Let’s ……………….., shall we?”   เช่น

           - Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

         - Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

        - Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

               - Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                         แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”   ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง   (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น   ในส่วน   Tag     ต้องใช้    “will you?”  เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไปเช่น

Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

30. ________________ your house painted last month?

(บ้านของคุณ ___________________ ทาสีเมื่อเดือนที่แล้วใช่หรือไม่)

(a) Did

(b) Was    (ถูก)

(c) Had

(d) Have

ตอบ   -    ข้อ   (b)  เป็นรูป   “Passive voice”  {Subject + is (was) + Verb 3}   คือ  ประธานประโยคถูกกระทำ  คือ  “ถูกทาสี”   โดยมาจากประโยคบอกเล่า  คือ“Your house was painted last month.”  เมื่อเปลี่ยนเป็นคำถาม  จึงเป็น  “Was your house painted last month?”  

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้