หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 129)

Part V: Sentence Completion    (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Please describe _______________ you saw.

(โปรดบรรยาย-พรรณนา ___________________ คุณเห็น)

(a) which

(b) that

(c) what    (สิ่งที่)

(d) whether

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “what you saw”  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา   “Describe”  ดูเพิ่มเติม   “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

        A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

      B: I would like to ask you ______________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) ___________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a)    when did you begin

(b)  began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)  (= คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German”  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”     ตัวอย่างอื่นๆของ    “Noun clause”   ได้แก่

                ตัวอย่างที่ ๒

-   My friend would not tell me ______________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _____________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)   “how much he paid”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me”

               ตัวอย่างที่ ๓

-  I can’t do exactly ______________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ (หรือได้ตรงเผง) _____________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what   (สิ่งที่  หรือในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”   (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้ 

              ตัวอย่างที่ ๔

-   Did you hear _______________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ______________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear”

                ตัวอย่างที่ ๕

-  She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ______________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what   (อะไร)
(b) where   (ที่ไหน)

(c) that

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                     ตัวอย่างที่ ๖

          - I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _______________ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what     (สิ่งที่)

(b) whatever   (อะไรก็ตาม)

(c) that   (ที่, ซึ่ง)

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

(e) whom   (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “what I really want”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ  “Verb to be” (Is) 

                ตัวอย่างที่ ๗

-   Tell me ________________.

(บอกผมซิว่า _______________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)   ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่) (โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)    ทั้งนี้   โครงสร้างของ  “Noun clause”   คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”   ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

๑.  เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

               - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

             - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

             - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

             - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

            - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

           - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

           ๒. เป็นกรรมของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

               - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

               - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

             ๓. เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

               - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

               - This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

               - That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

               - Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

             ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

              - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

               - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

               - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

            ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun) ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

              - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.   (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

              - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

            - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้  “which”)  และ  “that”จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้ “that”หรือ “which”  ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

-   The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

          -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”   ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

2. If you want to ________________ a really good cook, you have to pay him a lot of money.

(ถ้าคุณต้องการ _______________________  พ่อครัวดีๆอย่างแท้จริง  คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินให้เขามากมาย)

(a) hire    (จ้าง)

(b) borrow    (ขอยืม)

(c) rent    (เช่า)

(d) buy    (ซื้อ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

3. You cannot do a good job if you are doing it under ___________.

(คุณไม่สามารถทำงานได้ดี   ถ้าคุณกำลังทำมันภายใต้ ___________________ )

(a) pleasure     (ความเพลิดเพลิน, ความรื่นรมย์, ความพอใจ, ความสำราญ)

(b) pressure     (ความกดดัน, แรงกดดัน)

(c) leisure    (ลี้-เช่อะ  หรือ  เล้ช-เช่อะ)  (เวลาว่าง, การว่างจากงาน, ความสบายที่ไม่รีบร้อน)

(d) measure    (มาตรการ, เครื่องมือ, การวัด, ระบบการวัด)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “Under”   ได้แก่    “under repair”  (กำลังได้รับการซ่อมแซม),  “under his arm”  (หนีบอยู่ใต้รักแร้ของเขา), “in his hand”  (อยู่ในมือของเขา)  “under age”  (อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ), “under arrest” (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”  (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง)  - (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด  หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา),  (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –   ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด),  “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย,  (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards.  –  เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,   “under the circumstances   (= in the circumstances)”   (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun”  (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น),  (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง),  (Where under the sun could I have put my purse? – ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้),  “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์),   (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา),  “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),   “under repair”  (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),   “under investigation”   (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),   “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน),   “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation”   (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance”  (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”   (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),   “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง ๒ คนในแผนก),   “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒),   “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ๑๐ ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า ๖๐ ปี)    เป็นต้น

4. They could barely _______________ the instructions.

(พวกเขาแทบจะไม่สามารถ _______________ คำแนะนำ-คำสั่งสอน-คำชี้แนะ)

(a) to finish reading

(b) finish to read

(c) finish reading    (เสร็จสิ้นการอ่าน)  (คือ  อ่านได้จบ หรือแล้วเสร็จ)

(d) finishing to read

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Could + Verb 1”  ส่วน   “Finish + Verb + ing

5. I had the contract you sent me _______________ for you by my clerk.

(ผม _________________ สัญญาที่คุณส่งมาให้ผม  สำหรับคุณ  โดยเสมียนของผม)

(a) copy

(b) to copy

(c) copied     (ทำสำเนา)  (คือให้คนอื่นไปทำสำเนาสัญญาฯ  ให้กับคุณ  โดยเสมียนของผม)

(d) having copied

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เป็น   “Causative use”   แบบ   “Passive voice”   คือ   “ประธานฯให้อะไรถูกกระทำโดยใคร”   ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-    Have you ever had your voice ________________?

(คุณเคย _____________________ เสียงของคุณหรือไม่)   (แปลตรงๆ คือ  คุณเคยให้เสียงของคุณถูกบันทึกหรือไม่)

(a) record

(b) to record

(c) recorded    (บันทึกเสียง)

(d) recording

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็น    “Causative use”  คือ  “ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร”  (Active voice)   หรือ  “ประธานฯใช้ให้อะไรถูกทำ  -  โดยใคร)  (Passive voice)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๒

-         _________________ your hair cut yesterday?

(_______________________  ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Have”  เมื่อใช้  ในโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่า   เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม หรือ ปฏิเสธ  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ        

                    ตัวอย่างที่ ๓              

-  What would you _________________ me do for you?

(คุณจะ ________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + have + someone + do + something)  สำหรับ  “Want”  และ “Wish”   จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?”

                    ตัวอย่างที่ ๔

-  Today if I finish my shopping early enough, I may go and

___________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  และ _______________ )

(a)   to have my hair done

(b)  have my hair do

(c)   have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้   “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ “Go”  และดูคำอธิบายการใช้   “I have my hair done.”   จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๕

- He had the cook ________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + have + someone + do + something

                   ตัวอย่างที่ ๖

          - Please have the porter __________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ __________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry     (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use”{Subject + have (has) + someone + do + something}  คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                   ตัวอย่างที่ ๗

-   What would you have me _____________?

(คุณจะให้ผม ____________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ    “Causative use” (Subject + has (have) + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                         สำหรับการใช้โครงสร้าง“Causative use” ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone +do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)มีดังนี้ คือ

           1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb “do”)

           2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-  He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-  We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                  อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

        - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

         - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

          - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

6. Have you decided _______________________?

(คุณได้ตัดสินใจว่า ______________________แล้วหรือยัง)

(a) which one of them do you want to buy

(b) you will buy which one of them

(c) which one of them you will buy    (คุณจะซื้ออัน-คัน-ตัว-ชิ้นไหน)

(d) whether you want to buy which one of them

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Which one of them you will buy” เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Decided”  จึงต้องเรียงคำในรูปบอกเล่า  คือประธานฯอยู่หน้ากริยา  (You will buy)

7. Mr. Brown is a dentist.  He pulled out one of my teeth.  This means

____________________________.

(มิสเตอร์บราวน์เป็นหมอฟัน  เขาถอนฟันผม  ๑  ซี่  นี่หมายความว่า __________

____________________)

(a)  I pulled out one of my teeth    (ผมถอนฟันของผม  ๑  ซี่)

(b)   Mr. Brown had his tooth pulled out    (มิสเตอร์บราวน์ถอนฟัน  ๑  ซี่)  (คือให้คนอื่นถอนให้)

(c)  I had Mr. Brown pull out my tooth     (ผมให้มิสเตอร์บราวน์ถอนฟันผม  ๑  ซี่)

(d)   Mr. Brown pulled out his teeth    (มิสเตอร์บราวน์ถอนฟันของเขา)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมโครงสร้าง   “Causative use”   ใน ข้อ  ๕  ของข้อสอบชุดนี้

8. The classroom is not as clean as it should _________________.

(ห้องเรียนไม่สะอาดเท่ากับที่มันควร _____________________)

(a) have been

(b) be    (จะเป็น)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(c) to be

(d) to have been

9. The classroom was not as clean as it should _________________.

(ห้องเรียนไม่สะอาดเท่ากับที่มันควร _____________________)

(a) have been    (ได้เป็นไปแล้ว)  (เป็นเหตุการณ์ในอดีต)   

(b) be

(c) to be

(d) to have been

10. One of the buttons is missing.  Please sew it ________________ for me.

(กระดุมหลุดไปเม็ดหนึ่ง  กรุณาเย็บมัน (กระดุม) ให้ผมด้วย)  (หมายถึง เย็บกระดุมติดกับเสื้อผ้า)

(a) on    (“Sew it on”  =  เย็บมัน”  -  ติดกับเสื้อ-กางเกง-กระโปรง)

(b) in

(c) again

(d) (No word is needed.)

11. He told his parents _______________ difficult the examination was.

(เขาบอกพ่อแม่ของเขาว่า  การสอบยาก ____________________ )

(a) very

(b) so

(c) how    (อย่างไร, เพียงไร)

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “how difficult the examination was”   เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา    “Told”  ส่วน  “กรรมรอง”  คือ  “his parents

12. The boy pretended _______________ when his parents came in.

(เด็กชายคนนั้นแสร้งทำเป็น _______________ เมื่อพ่อแม่ของเขาเข้ามาในห้อง)

(a) as sleeping

(b) to be asleep    (นอนหลับ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) to sleeping

(d) like sleeping

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Pretend + To + Verb 1”  หรือ   “Pretend + To + Be + Adjective”   สำหรับข้อนี้อาจตอบว่า   “Pretended to sleep”  หรือ   “Pretended to be sleeping”  ก็ได้

13. Your homework is very tidy except ______________ these two black spots.

(การบ้านของคุณเป็นระเบียบเรียบร้อยอย่างมาก _____________________ จุดดำๆ  ๒  จุดพวกนี้)

(a) that

(b) for    (“Except for”  =  เว้นแต่, ยกเว้น)

(c) only

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Except”  จากประโยคข้างล่าง

                      Preposition   “Except”  มักใช้กับ  ๒  ข้อความที่ขัดแย้งกัน  หรือ  แตกต่างกันอย่างชัดเจน เช่น   “นักเรียนส่วนใหญ่ได้คะแนนต่ำ  ยกเว้น  คนหรือสองคนได้คะแนนเต็ม    ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         All the boys except Billy started to cry.  

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

-         He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

-         There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

- I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

- I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)             

14. If my father moved away, I suppose I would live with my uncle

_________________ I went with him.

(ถ้าพ่อของผมย้ายออกไป  ผมคาดคะเน (คิด) ว่า  ผมจะอาศัยอยู่กับลุง _______

___________________ ผมไปกับพ่อ)

(a)   or    (หรือ, มิฉะนั้น)    

(b) accordingly    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(c) unless    (ถ้า................ไม่)  (= ถ้า  (ผม)  ไม่ไปกับพ่อ)

(d) otherwise    (มิฉะนั้น)  

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และ  “Unless” +   “ประโยคบอกเล่าเสมอ)   เช่น

                   ตัวอย่างที่ ๑

-  Don’t open a shop ______________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ___________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like   (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ดูตัวอย่างการใช้  “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๒

-  He won’t pass his examination _____________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน _____________________ )

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง “Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough   (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Unless = If…………… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

-    He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

-    I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

-   You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

-   She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

 Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

15. ________________ help will be given to the people in the flooded provinces.

(ความช่วยเหลือ _____________________ จะถูกมอบให้แก่ผู้คนในจังหวัดที่ถูกน้ำท่วม)

(a) Many    (มากมาย, จำนวนมาก)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

(b) Many more    (จำนวนมากยิ่งขึ้น)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

(c) A great number of    (จำนวนมาก)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)  

(d) A lot of    (จำนวนมาก, มากมาย)  (ใช้กับทั้งคำนามนับไม่ได้  และคำนามนับได้ พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Help”  เป็นคำนามนับไม่ได้   ต้องใช้กับ  “Much” หรือ  “A lot of  =  Lots of”  (มากมาย)   หรือ  “Every kind of” (ทุกชนิด)  หรือ   “A large amount of ,   A great amount of,  A great deal of,  A good deal of,  Plenty of”  (ทุกคำ  หมายถึง  “มากมาย”)  ก็ได้  สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  อื่นๆ  ได้แก่   Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper(กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน), Machinery (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น  

                 สำหรับ   “A lot of,  Lots of, A few, Few”  มีการใช้ดังตัวอย่างข้างล่าง
                 ตัวอย่างที่ ๑

          - There was a _______________ over; it would have fed a dozen more people. 

(มี_____________________,  มันสามารถเลี้ยงคนได้อีกเป็นโหล)  (แต่ก็ไม่ได้เลี้ยง  คือ ทิ้งไปเสียเปล่าๆ)

(a) lot of food leaving

(b) lots of food left

(c) lot of food left    (อาหารมากมายเหลือทิ้งไว้)

(d) few of food leaving

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause) “……food which was left  หรือ…….food which had been left” สำหรับ  “A lot of = Lots of” (มากมาย)  สามารใช้กับทั้งนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  และนามนับได้  พหูพจน์   ส่วน  “A few  (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง), Few (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)   ต้องตามด้วยนามนับได้  พหูพจน์เท่านั้น   ในที่นี้  “Food” (อาหาร)   เป็นนามนับไม่ได้   เช่น

-        There is a lot of (= lots of) furniture (food) in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์  (อาหาร)  มากมายในห้อง)

-        There are a lot of (= lots of) books on the table.

(มีหนังสือมากมายบนโต๊ะ)

-        There are a few (few) cars in the street.

{มีรถอยู่บ้าง (น้อยมาก) บนถนน}

16. A: ________________ did they get in?

(พวกเขาเข้ามา _______________________ )

     B: Ten minutes ago.

(๑๐ นาทีมาแล้ว  หรือ  ๑๐ นาทีที่ผ่านมา)

(a)   How long    (นานเท่าใด)

(b) How much time    (เวลามากเท่าใด)

(c) How many minutes    (กี่นาที)

(d) When    (เมื่อใด, เมื่อไร)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากคำถามสอดรับกับคำตอบ

17. Now is the time when everyone must do _______________ best.

(ปัจจุบันเป็นเวลาที่ทุกคนจะต้องทำ ______________________ ให้ดีที่สุด)

(a) your

(b) their

(c) his or her

(d) his    (ของตนเอง,  ของเขาเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Everyone”  เป็นสรรพนามเอกพจน์  และถือเป็นเพศชาย  จึงต้องแทนด้วย   “His”  (Possessive adjective)

18. If I ______________ you, I would think twice before taking the job.

(ถ้าผม _____________________ คุณ  ผมจะพิจารณาอย่างรอบคอบ  ก่อนรับงานมาทำ)

(a) was

(b) were    (เป็น)

(c) should be    (ควรจะ)

(d) might be    (อาจจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-  If I ________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม ____________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”

                   ตัวอย่างที่ ๒

-  This test is in English.  If it were in Thai, ______________ I

it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _______________มันเลย)

(a)    shall not mind

(b)   am not minding

(c)    would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d)   would not be minded

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๒  “Present unreal”  คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                   ตัวอย่างที่ ๓

-       If you lived closer to the office, you ________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _________________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a)   don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่ ๒   “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ   “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”   แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause  แบบที่ ๒”(Present unreal)  ในประโยคใหญ่   (Main clause)   จะใช้รูป“Subject + V.ช่องที่ 2”  และในกรณีมี   “Verb to be”   ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค(Subordinate clause)  จะใช้รูป   “Subject + would + (not) + V.ช่องที่1

                        สำหรับการใช้   “If clause” แบบที่  ๒ นี้  มักใช้เมื่อ  (๑)  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   (๒) ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  –  ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า   “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ”   คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่   ผู้พูดก็จะพูดในรูป “If clause  แบบที่1”   คือ  “If + subject + V. 1, subject + will + V. 1”   คือ

If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่ ๒  เช่น

       - If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

        - If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

        - If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

        - If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

       - If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

     - If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

    - I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

      - Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

            สำหรับใน  “If clause”  ที่มีกริยา “Were” เราสามารถใช้โครงสร้าง “ผกผัน”  (Inversion)   คือเอา  “Were” มาไว้ข้างหน้าประโยค   แทน“If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

       - Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

       - Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

       -Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

        - I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

19. His friends thought he was ill yesterday, ________________?

(เพื่อนของเขาคิดว่า  เขาป่วยเมื่อวานนี้ ____________________ )

(a) did they

(b) was he

(c) didn’t they    (ใช่หรือไม่)

(d) wasn’t he

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ในส่วน  “Tag”  ต้องใช้กริยาตามประธานและกริยาในประโยคใหญ่  “Main clause” (His friends thought……)   มิใช่ใช้ตามประธานและกริยาในประโยคย่อย (he was ill yesterday)  และเนื่องจาก  “Thought” อยู่ในรูปบอกเล่า  ในส่วน   “Tag” จึงต้องใช้   “Did”  ในรูปปฏิเสธ  (= didn’t)

20. Keep _______________ the fire!

(จงอยู่ _____________________ ไฟ)  (หรือ  จงอย่าเข้าใกล้ไฟ)

(a) away

(b) off from    (รูปนี้  ไม่มีใช้)

(c) away from    (ห่างจาก)

(d) away off    (รูปนี้  ไม่มีใช้)

21. I am _____________ a better chance.

(ผมกำลัง ___________________ โอกาสที่ดีกว่ากัน)

(a) waiting    (“Wait” + “For”  เสมอ)

(b) awaiting    (รอคอย)   (“Await” ไม่ต้องตามด้วย “For”)

(c)awaiting for

(d) in wait

22. You had your car overhauled last week, ______________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, ______________ )

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Causative use” มีความหมายว่า   “เอารถไปซ่อม” (had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ หรือคำถาม   จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน   “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า   ในส่วน   “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ

                      สำหรับ “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน   “Tag”สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ ประธานประโยค  และ  “Tense”   (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มี  ๓  กรณี  คือ

๑.   ใน  “Present perfect tense”เช่น

- He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

๒. ใน  “Past perfect tense”  เช่น

- She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

๓. ในกรณีที่   “Have” หมายถึง  “มี”  เช่น

- They had a beautiful house, hadn’t they?

(ในกรณี   “Have”แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do” ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจเป็น   “They had a beautiful house, didn’t they?)

- She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ   “Has”หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้  สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she? )

                     อย่างไรก็ตาม   เมื่อ   “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน  ๔  กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดังประโยคข้างล่าง

๑.    เมื่อหมายถึง   “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

- She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

๒.  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  เช่น

- He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

       - We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

๓.   เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

- They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

         ๔.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use” คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

           - She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

            - They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

-    He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

23. Fifty years ago_____________ of the Thai people worked in the  agricultural sector.

(เมื่อ  ๕๐  ปีมาแล้ว _________________ ของประชาชนไทย  ทำงานในภาคเกษตร)

(a) 85 per cent    (๘๕  เปอร์เซ็นต์)

(b) 85 per cents

(c) 85 per-cent

(d) 85 per-cents

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “เปอร์เซ็นต์”  เขียนได้  ๒  แบบ  คือ “Per cent”  และ  “Percent”   โดยไม่มีการเติม “S”  ท้ายคำ  และไม่มีขีด  (Hyphen)  (-)   คั่นกลางคำ

24. Although he is seventy, he still has _____________.

(แม้ว่าเขาอายุ  ๗๐  ปี  เขายังคงมี ______________________ )

(a) a good sight

(b) good sight    (สายตาดี)

(c) good sights

(d) the good sight

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Sight” = “สายตา”   เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้กับ    “A” หรือ เติม  “S”  ข้างท้าย

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้