หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 128)

Part V: Sentence Completion    (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Tim ______________ speak French very well.

(ทิม ______________________ พูดภาษาฝรั่งเศสได้ดีมาก)

(a) is able    (สามารถ)

(b) can to

(c) can be able to

(d) can    (สามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Can + Verb 1”  ส่วน  “Be able + to + Verb 1” ดังนั้น  ประโยคข้างบนจึงอาจใช้  “Tim is able to speak………….”  ได้เช่นเดียวกัน

2. ________________ talk to his wife, he would listen to the radio.

(_____________________  คุยกับภรรยาของเขา  เขาอยากจะฟังวิทยุ)

(a) In order to    (เพื่อที่จะ)

(b) Don’t    (อย่า)

(c) Unless    (ถ้า.................ไม่)

(d) Rather than    (มากกว่าที่จะ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Rather than”   จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-  He’d rather read books than _______________ to the radio.

(เขาอยากอ่านหนังสือมากกว่า ___________________ วิทยุ) 

(a) to listen

(b) listen    (ฟัง)

(c) listening

(d) listened

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Would rather”   หรือ  “Had rather” =  “อยากจะ...........มากกว่า”   ทั้ง  ๒  คำ ใช้ได้เหมือนกัน  แต่นิยมใช้   “Would rather”  มากกว่า  ทั้งนี้   “Would rather + Infinitive without to” (Would rather + Verb 1)

                  - I would rather stay home today.

(ผมอยากจะพักอยู่ที่บ้านวันนี้)

                  ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  วาง  “Not”   ไว้หน้า  “Verb”  เช่น

              - I would rather not go out today.

(ผมไม่อยากออกไปข้างนอกวันนี้)

                  ถ้ามีการเปรียบเทียบว่า  “อยากทำสิ่งนี้มากกว่าสิ่งนั้น”  หลัง  “Than”   ให้ใช้ “Verb 1”เช่นเดียวกัน  เช่น

              - I would rather stay home than go out.

(ผมอยากพักอยู่กับบ้านมากกว่าออกไปข้างนอก)

                    ทั้งนี้   สามารถเอา  “Rather than”  มาไว้หน้าประโยคได้  เช่น

             - Rather than go out, I would stay home.

(มากกว่าออกไปข้างนอก  ผมอยากพักอยู่กับบ้าน)

             - Rather than cry like a little child, she would smile at those who bullied her.

(มากกว่าที่จะร้องไห้เหมือนเด็กเล็กๆ  เธอยิ้มให้กับคนที่รังแกเธอ)

3. I hope you don’t mind ________________ to come and meet her.

(ผมหวังว่าคุณไม่รังเกียจ ____________________ ให้มาและพบกับเธอ)

(a) to be asked

(b) you were asked

(c) being asked    (การถูกขอร้อง)

(d) we asked you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Mind” (รังเกียจ)  + Verb + ing  (Active voice)  แต่ในกรณี  “Passive voice”  ใช้โครงสร้าง  “Mind + being + Verb 3 (รังเกียจการถูก..............)

            - He didn’t mind carrying the heavy box.

(เขาไม่รังเกียจการแบกกล่องหนักใบนั้น)  (เขาเป็นผู้ทำกริยาแบก)

            - I don’t mind being punished if I’m wrong.

(ผมไม่รังเกียจการถูกลงโทษ  ถ้าผมผิด)  (ผมเป็นผู้ถูกกระทำ  คือถูกลงโทษ)

             - They don’t mind being rejected by the company if they are not qualified.

(เขาไม่รังเกียจการถูกปฏิเสธโดยบริษัท (ไม่รับเข้าทำงาน)  ถ้าเขาไม่มีคุณสมบัติพอ)  (พวกเขาเป็นผู้ถูกกระทำ  คือถูกปฏิเสธ)

4. You didn’t tell me how much ________________.

(คุณมิได้บอกผมว่า ________________________ เท่าใด)

(a) did this cost

(b) this cost    (สิ่งนี้มีราคา)

(c) money this costs

(d) this costed

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Cost”  เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “มีราคา”  กริยา  ๓  ช่อง  คือ   “Cost,  Cost,  Cost”  ดังนั้น  จึงไม่เลือก ข้อ   (d)  และเนื่องจากประโยคข้างบนเป็นเหตุการณ์ในอดีต  โดยสังเกตจากกริยาในประโยคใหญ่  (didn’t tell)  จึงต้องใช้กริยา  “Cost” ในประโยคย่อย  ในแบบ  “Noun clause”  (how much this cost)  ในรูปของ “Past tense”  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  ดังนั้น  จึงไม่เลือก  ข้อ   (c)  และเลือกตอบข้อ  (b)  และเนื่องจากข้อความใน  “Noun clause” ต้องเรียงในรูปประโยคบอกเล่า  จึงไม่เลือก ข้อ   (a)

5. Bill and Sally decided to get married ________________.

(บิลและแซลลี่ตัดสินใจแต่งงานกัน _____________________ )

(a) as to plan

(b) according to planned

(c) as plan

(d) as planned    (ตามที่ได้วางแผนไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะลดรูปมาจาก  “Adverb clause”  (……married as it was planned)   หรือ  (…….married as it had been planned)   จึงเหลือเพียง  “………married as planned

6. It’s a pity children can’t choose their parents, _______________?

(มันน่าเสียดายที่ลูกๆ ไม่สามารถเลือกพ่อแม่ของตนเองได้, ________________ )

(a) can they

(b) can’t they

(c) is it

(d) isn’t it    (ใช่หรือไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากต้องใช้กริยาในส่วน   “Tag”   ตามกริยาในประโยคใหญ่   (Is)  มิใช่ตามกริยาในประโยคย่อย   (Can’t)  และเมื่อกริยาในประโยคใหญ่อยู่ในรูปบอกเล่า  กริยาในส่วน   “Tag”  จึงต้องอยู่ในรูปปฏิเสธ

7. There are _______________ pages in this book than in that one.

(มีหน้าหนังสือในหนังสือเล่มนี้ ___________________ ในหนังสือเล่มนั้น)

(a) many

(b) much

(c) less    (น้อยกว่า)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้  -  เป็นเอกพจน์เสมอ)

(d) fewer    (น้อยกว่า)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(e) a lot of

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   โดยสังเกตจาก   “Than”  และใช้  “Fewer”  กับ  “Pages

8. Holiday camps are popular _______________ married couples who have very young children. 

(ค่ายวันหยุดเป็นที่นิยม _________________ คู่ที่แต่งงานแล้ว  ผู้ซึ่งมีลูกๆ ที่ยังเล็กมาก)

(a) to

(b) for

(c) in

(d) with     (ของ, แก่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Popular”  ใช้กับ  “With”  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                         คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่“pleased”  (ยินดี, พอใจ),  “popular”  (เป็นที่นิยม),  “satisfied”  (พอใจ),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง),  “familiar”  (คุ้นเคย),  “patient”  (อดทน),  “friendly”  (เป็นมิตร),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”)เป็นต้น

                        กริยา (Verb) ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน),  “begin”  (เริ่มต้น),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม),เป็นต้น

9. _______________ the head-mistress, our final examination will begin on the first of next month. 

(_____________________  อาจารย์ใหญ่หญิง  การสอบไล่ของเราจะเริ่มต้นในวันที่  ๑  เดือนหน้า)

(a) Owing to    (เนื่องมาจาก)

(b) According to    (สอดคล้องกับ,  ตามที่ (อาจารย์ใหญ่) กล่าวไว้)

(c) Following    (ภายหลังจาก)

(d) In case of    (ในกรณีของ)

10. When you want to send letters, you have to put _______________

on them.

(เมื่อคุณต้องการส่งจดหมาย  คุณจำเป็นต้องติด ________________ บนมัน)

(a)   stamp

(b)  the stamps

(c)   the stamp

(d)  stamps    (แสตมป็)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Stamp”  เป็นนามนับได้  จึงอยู่ลอยๆ แบบในข้อ  (a)  ไม่ได้  และไม่ต้องนำด้วย  “The”   เนื่องจากไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจง  แต่เป็นแสตมป์ทั่วไปสำหรับข้อนี้  อาจตอบ   “A stamp”  ก็ได้

11. It is so sad to consider the number of people who ____________

in car accidents.

(มันน่าเศร้ามากเมื่อพิจารณาถึงจำนวนผู้คน  ผู้ซึ่ง ________________ ในอุบัติเหตุทางรถยนต์)

(a)   dead    (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b)  death    (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(c)  are killed    (ตาย, ถูกฆ่าตาย)

(d)  are died     (“Die” =  ตาย  เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจใช้ “Die”  หรือ  “Are dead”  ก็ได้

12. This is the _______________ fashion news from Paris.

(นี่เป็นแฟชั่น ____________________ จากปารีส)

(a) late    (สาย, ช้า, ล่า, ล่วงเลยมานาน, ดึก, ค่ำ)

(b) later    (สายกว่า, ช้ากว่า, ต่อมา)

(c) latest    (ล่าสุด, ทันสมัยที่สุด, เกิดขึ้นหลังสุด)

(d) last    (สุดท้าย, ที่ผ่านมา)

13. It is because he is very rich ______________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ____________________ เธอรักเขา)

(a) so    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that    (ที่)

(c) why

(d) therefore     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was) +วลี {มัก

นำหน้าด้วย “Preposition” (in, on, at, with)หรือ“Because” + ประโยค} + that + subject + verb”ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-      ________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(___________________  เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)ต้องใช้   “It was” เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was) + วลี (มักนำหน้าด้วย “Preposition”) + that + subject + verb”เช่น

          - It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

            - It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

            -  It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

            -  It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

            - It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

            - It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

            - It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

-         It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

           - It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

14. As a result, war _______________out ten years later.

(ผลที่ตามมาคือ  สงคราม ______________________ สิบปีต่อมา)

(a) breaks

(b) broke   {“Break out”  =  เกิดขึ้น (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด)}

(c) was broken

(d) had broken

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Break out”  ไม่ใช้ในรูป  “Passive voice”  เช่นใน ข้อ(c)  และเนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีตทั่วไป  จึงใช้รูป  “Past tense” (Verb 2)  (broke out)  ไม่ใช้  “Past perfect tense” ดังในข้อ  (d)

15. _________________, she was still thirsty.

(________________________  เธอยังคงกระหายน้ำ)

(a) In spite of Lucy drank a glass of juice    (“In spite of”(ทั้งๆที่)  +คำนาม หรือวลี  หรือ Verb + ing)

(b) Even Lucy drank a glass of juice    (แม้กระทั่งลูซี่ดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(c) Though Lucy drank a glass of juice    (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(d) Though Lucy drinks a glass of juice     (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากกริยาในประโยคใหญ่ (she was still thirsty)  อยู่ในรูป  “Past tense” (was)  กริยาในประโยคย่อย  (Though…………………

……….juice)  จึงต้องเป็น“Past tense”  (drank)  ด้วย

16. I’ve ________________ to practice it every day.

(ผม _______________________ ฝึกฝนมันทุกวัน)

(a) taken

(b) necessary

(c) got    (จำเป็นต้อง) 

(d) have

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Have got to + Verb 1”  =  “Have to + Verb 1”  =  “จำเป็นต้อง”  มีความหมายเป็นปัจุบัน  หรืออนาคต

17. This hen ________________ an egg every day.

(แม่ไก่ตัวนี้ _____________________ ไข่  ๑  ฟอง  ทุกๆวัน) 

(a) lies    (นอน, พูดโกหก)

(b) lie

(c) lays    {ออกหรือวาง (ไข่), วาง (สิ่งของ) ลง}

(d) lay

ตอบ   -   ข้อ   (c)    ต้องเติม   “S”  หลัง  “Lay”  เนื่องจากประธาน   (This hen)เป็นเอกพจน์ 

18. __________________ strong he is!

(เขาช่างแข็งแรง _____________________ )

(a) What

(b) How    (เสียจริง, เสียนี่กระไร, เหลือเกิน)

(c) Very

(d) So

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  {How + Adjective (Adverb) + Subject + Verb !}   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

- What ________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี ________________________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard     (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจาก  “Beard”  (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้  “A” นำหน้า

                 ตัวอย่างที่ ๒

-       ________________grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ _________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What     (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน   และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้  “What a”   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

             - What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

           - What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

            - What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

             -  What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

          - What beautiful houses they have!

(พวกเขามีบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)  

             - What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

              - How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

             - How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

             - How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

             - How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

              - How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

-       How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

             - How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

            - How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

19. What long hair you’ve _________________!

(เธอช่าง __________________________ ผมยาวเสียจริง)  (ผมของเธอช่างยาวอะไรเช่นนั้น)

(a) cut

(b) got    (มี)

(c) been

(d) made

ตอบ   -   ข้อ  (b)  “Have got”  =   “มี”  และ  “Hair”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่ใช้    “What a long hair

20. ___________________ break your promise.

(___________________  ผิดคำมั่นสัญญา)

(a) You’d not better

(b) You had not better

(c) You’d better not   (คุณไม่ควร)

(d) You would better not

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องใช้รูป  “Subject + had better + not + Verb 1”   เสมอ   ในรูปปฏิเสธของ  “Had better

21. The demand _____________ our goods is increasing.

(ความต้องการ __________________ สินค้าของเรากำลังเพิ่มขึ้น)

(a) of

(b) in

(c) from

(d) for    (สำหรับ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Demand (noun) + for”  เสมอ

22. We find it ________________ to believe all what he said since he changed his story every time we asked him.

(เราพบมัน __________________ ที่จะเชื่อทุกสิ่งที่เขาพูด   เพราะว่าเขาเปลี่ยนเรื่องทุกครั้งที่เราถามเขา  –  หมายถึง  เล่าเรื่องแต่ละครั้งไม่เคยตรงกัน)

(a) very and more difficult

(b) more and very difficult

(c) more and most difficult

(d) more and more difficult    (ยากขึ้นและยากขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  ต้องใช้รูปนี้เสมอ

23. Whenever we meet, we stop __________________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราจะหยุด ___________________ )

(a) talking

(b) talk

(c) to talk    (เพื่อที่จะคุยกัน)

(d) to talking

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Stop + to + verb 1” หมายถึง  “หยุดเพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”   ส่วน “Stop + Verb + ing”  หมายถึง “หยุดการกระทำกริยานั้นๆ”  เช่น

          - We stop to have lunch at 11.30 a.m. every day.

(เราหยุด (ทำงาน) เพื่อกินอาหารเที่ยงตอน ๑๑.๓๐ น. ทุกๆวัน)

           - We stopped having lunch when the fire broke out.

(เราหยุดการกินอาหารเที่ยง  เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น)

-  They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย) เพื่อทำงานจนกระทั่งดึก)

-  They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน   และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

24. You had best ________________ it yourself.

(คุณควรจะ _____________________ มันด้วยตัวคุณเองดีที่สุด)

(a) do    (ทำ)

(b) to do

(c) done

(d) doing

ตอบ   –   ข้อ  (a)  เนื่องจาก   “Had best” (ทำ.........เป็นดีที่สุด)  และ “Had better”  (ควรจะ.................ดีกว่า)   ต้องตามด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1- ไม่มี “To”)  เสมอ

25. A ______________ uses force, or a threat of force.

(___________________ ใช้กำลัง  หรือการขู่กรรโชกว่าจะใช้กำลัง)

(a) thief    (หัวขโมย, โจรลักทรัพย์)

(b) robber    (โจรปล้น,  โจรจี้ชิงทรัพย์)

(c) burglar    (โจรงัดแงะ-ย่องเบา)

(d) pick-pocket    (นักล้วงกระเป๋า)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้