หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 126)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. _________________ would like to live peacefully.

(________________________  อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people     (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ  -  ข้อ  (d)  หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-         _____________ outside of the cities is used for farming.

(_________________  นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ   (b)  หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area” เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง  พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ “is used”  จึงต้องใช้ “Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๒    (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ   –    ข้อ   (3)  แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

-         the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

            ตัวอย่างที่ ๓   (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ ๑ – ๔)

(1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3)

attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4)

going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบข้อ  (1)  แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost” หมายถึง  “เกือบจะ”ซึ่งใช้ดังนี้ คือ

        - He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

       - In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

       - I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

       - Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

        - The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

        - He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

-  He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

2. Tomorrow some of our friends are leaving for New York.  We are going to see them ________________.

(พรุ่งนี้เพื่อนของเราบางคนจะจากไปนิวยอร์ค  เราจะไป _______________ พวกเขา)

(a) about    (See about =พิจารณา, ศึกษา, จัดการดูแล)

(b) out

(c) off     (ส่ง)  (See someone off  = ไปส่งเพื่อกล่าวคำอำลาหรือโบกไม้โบกมือให้)

(d) through

3. One who _____________ good feels _______________.

(บุคคลผู้ซึ่ง___________________ ดี   รู้สึก ___________________)

(a) makes _______________ happy

(b) does _______________happy   (ทำ _____________ มีความสุข)

(c) makes ________________ happily

(d) does ________________happily

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Do good” =  “ทำดี, ทำความดี”  ส่วน “Do well” =   “ทำได้ดี”  (ใช้ “Does”  ตามประธานประโยค  “One”  ซึ่งเป็นเอกพจน์) สำหรับ  “Feel + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Adjective” (Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb” (Quickly, Slowly, Carefully)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-         The air in that spot smells _________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________ )

(a) sweetness   (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอ ใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Smell + Adjective”

               ตัวอย่างที่ ๒

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ  ๔  แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

             ตัวอย่างที่ ๓

-            I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d)  angry   (โกรธ)

ตอบ  –   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง   แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรม กริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่าLinking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค   และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

         - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

        - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

        - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

        - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่be  (is, am, are, was, were) (เป็น, อยู่, คือ), become, seem  (ดูเหมือนว่า), appear  (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก),  get,  grow, keep, look  (มีท่าทาง),  smell  (มีกลิ่น)sound, taste  (มีรสชาติ),  turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

-        Tom became rich(ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy. (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold.(จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting.(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm(เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.(เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

4. What is the climate ______________ in your home town?

(อากาศ __________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like   (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like” เป็น “Preposition” หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน,  คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look” (มีลักษณะ, มีท่าทาง)   ต้องตามด้วยคำนาม  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-         The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________ )

(a) rain   (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ  –  ข้อ  (a) เนื่องจาก  “Like” ในที่นี้เป็น “Preposition” หมายถึง “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ “ฝน

                ตัวอย่างที่ ๒

-         He became a doctor _______________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like   (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ  “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย   “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

-         Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

          - He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

         - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                    สำหรับ “As” เมื่อเป็น “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

          - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

         - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

          - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

           - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                สำหรับ “Alike” เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

            - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

          - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

          - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

          - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป้นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

          - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

          - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

          - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

          - The snowstorm affected the southern and northern states alike.   (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

5.  __________________ did it take to build that pyramid?

(มันใช้เวลา ______________________ ในการสร้างปิรามิดนั้น)

(a) How many times    (กี่ครั้ง)

(b) How soon    (เร็วเท่าใด)

(c) How a long time

(d) How long    (นานเท่าใด)

ตอบ    -    ข้อ   (d)    หรือ  “How much time

6. Our house is very noisy because of the buses going _____________ it all the time.

(บ้านของเรามีเสียงดังมาก  เนื่องจากมีรถประจำทางวิ่ง ________________ มันตลอดเวลา)

(a) through    (โดยการ, ผ่านแบบทะลุเข้าไป)

(b)   into

(c) beyond    (พ้น, ไกลจาก, มากกว่า, เหนือกว่า, เหนือ)

(d)  pass    (ผ่าน)  (เป็นคำกริยา)

(e)past     (ผ่าน)  (เป็น “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ    (e)   ต้องใช้ “Past” (Walk past, Go past)  ซึ่งเป็นPreposition”  เนื่องจากไม่สามารถใช้ “Pass”  ได้  เนื่องจากเป็นคำกริยาเช่นกัน

7. We were pleased ________________ that the work had been started.

(เรายินดี-พอใจ___________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง   “Subject + is (am, are, was, were) + Adjective + to + Verb + ส่วนขยาย)   เช่น

           - I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

               -  They were glad to know that we would go to visit them next month.(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

                - She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

                - We are afraid to think that the third word war may take place soon.(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่ ๓ อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้)

               - He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

8. I can’t see any ________________ between these two books.

(ผมไม่สามารถมองเห็น ________________ ใดๆ  ระหว่างหนังสือ ๒ เล่มนี้)

(a) different     (แตกต่าง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

(c) differently

(d) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   ในที่นี้  “Any”  (เอ๊น-นี่)    เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง   “ใดๆ, เลย”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   (ขยายหน้าคำนาม)

9. He said he travelled more often than he had two years __________________.

(เขากล่าวว่าเขาเดินทางบ่อยมากกว่าที่เขาได้เดินทางเมื่อ ๒ ปี  _____________)

(a)   ago    (ล่วงมาแล้ว)

(b) later    (ต่อมา)

(c) since    (ตั้งแต่)

(d) before    (ก่อนหน้า)

ตอบ    -    ข้อ (d)   เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนประโยคพูดตรง-ถามตรง  (Direct speech) (I travel more often than I had two years ago.)  เป็นประโยคพูดอ้อม-ถามอ้อม  (Indirect speech) (He said he travelled more often than he had two years before.)   จะต้องเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่แสดงความใกล้  (Nearness)   เป็นถ้อยคำที่มีลักษณะห่างไกล   (Distance)เช่น

Direct

 

Indirect

   yesterday

    เป็น    

        the day before

        the previous day

    today, tonight     

เป็น

    that day, that night      

    last night 

เป็น

     the night before

    last week

เป็น

    the week before

    last month

เป็น

    the month before

    last year

เป็น

    the year before

    tomorrow

เป็น

    the next day

    the following day

    next week

เป็น

    the following week

    the week after

    next year

เป็น

    the following year

     the year after

    now

เป็น

    then, at that time

    ago

เป็น

    before

    this, these

เป็น

    that, those

    here

เป็น

    there

    come

เป็น

    go

 

นอกจากนั้น  ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลง  “Tense” ด้วย คือ

Direct

เป็น

Indirect

    Present simple

      เป็น     

    Past simple

    Present continuous     

เป็น

    Past continuous     

    Present perfect

เป็น

    Past perfect

    Past simple

เป็น

    Past perfect

    Will

เป็น

    Would

    Shall

เป็น

    Should

    Can

เป็น

    Could

    May

เป็น

    Might

    Must

เป็น

    Had to

 

ตัวอย่างการเปลี่ยนประโยค เช่น

Direct   : He said, “I play with these friends here today.”

(เขาพูดว่า, “ผมเล่นกับเพื่อนๆเหล่านี้  ที่นี่วันนี้”)

Indirect   : He said that he played with those friends there that day.

(เขาพูดว่า  เขาเล่นกับเพื่อนๆเหล่านั้น  ที่นั่นวันนั้น)

Direct     : John said to me, “We are staying here now.”

(จอห์นพูดกับผมว่า  “เรากำลังพักที่นี่ในขณะนี้”)

Indirect  : John told me that they were staying there then (หรือat that time).

(จอห์นบอกผมว่า  พวกเขากำลังพักอยู่ที่นั่น ในตอนนั้น หรือ ในขณะนั้น)

Direct    : She said to me, “I sent a gift to my brother yesterday.”

(เธอพูดกับผมว่า  “ฉันส่งของขวัญไปให้น้องชายของฉันเมื่อวานนี้)

Indirect  : She told me that she had sent a gift to her brother the day before (หรือthe previous day).

(เธอบอกผมว่า  เธอได้ส่งของขวัญไปให้น้องชายของเธอเมื่อวันก่อนหน้า (วันที่พูดประโยคนี้)  หรือ วันก่อน)

Direct    : He said to her, “I last met my mother two years ago.”

(เขาพูดว่า  “ผมพบแม่ของผมครั้งสุดท้ายเมื่อ ๒ ปีมาแล้ว)

Indirect  : He told her that he had last met his mother two years before.

(เขาบอกเธอว่า  เขาได้พบแม่ของเขาครั้งสุดท้าย  เมื่อ ๒ ปีก่อนหน้า – ที่พูดประโยคนี้)

10. The streets are much too crowded.  There is not ______________ room for any more cars or buses.

(ถนนมียวดยานพลุกพล่านมากมายเหลือเกิน  ไม่มีที่ว่าง ______________ สำหรับรถยนต์หรือรถประจำทาง  เพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีกแล้ว)  (คือ ถนนแน่นเอี้ยด  จนไม่มีที่ว่างเหลือเลย)

(a)   a

(b)  the

(c) enough    (พอ, เพียงพอ)

(d) plenty(มาก)

ตอบ  -  ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Enough”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-         _______________ to catch the train.

(___________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough     (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ  -  ข้อ   (c)   กริยา  “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์   ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – เย็นพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)  หรือ ขยายหลังกริยาวิเศษณ์ (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ) แต่“Enough”ต้องขยายหน้าคำนามเช่น(enough money– เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ, enough cars – รถยนต์มากพอ, enough homes- บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอ)

                          สำหรับตัวอย่างการใช้  “Plenty” + Of + “นามนับไม่ได้  หรือ นามนับได้พหูพจน์”เช่น

-         We’ve got plenty of time.

(เรามีเวลามากมาย – เหลือเฟือ)

-         There are always plenty of jobs to be done.

(มีงานมากมายอยู่เสมอที่จะต้องทำ)

-         They would have plenty to eat.

(พวกเขามีกินกันจนเหลือเฟือ)

-         Food and drink had been consumed in plenty.

(อาหารและเครื่องดื่มถูกบริโภคไปเป็นจำนวนมาก)

-         I’m sure we shall see plenty of you.

(ผมมั่นใจว่าเราจะได้พบคุณบ่อยๆ)

11. His daughter wrote to him that she was looking forward to _____________ home soon.

(ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเขา  บอกว่าเธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย __________________ บ้านเร็วๆนี้)

(a)   come

(b) coming    (การกลับมา)

(c) be coming

(d) have come

ตอบ  -  ข้อ  (b) เนื่องจาก  “Look  forward to + Verb + ing”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-         I shall look forward _____________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ ___________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing     (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ  -  ข้อ (c)

                   ตัวอย่างที่ ๒

-         I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ______________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ  (หรือ “ตั้งตารอ”) ______________________ คุณทั้ง ๒ คน  -  หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ      -     ข้อ   (b)  เนื่องจาก “To”  ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น Preposition”   จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่Look forward to” (ตั้งตารอคอย), “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง),“Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),“Admit”(ยอมรับ),  “Devote…..to”(อุทิศ............ให้กับ), “Dedicate………to” (อุทิศ............ให้กับ), “Apply……to”(ประยุกต์.............เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง  

              - She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

-  He looks forward to his  birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

            - We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

            - She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

             - He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

             - He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

           - We were opposed to paying a lot of money for luxurious goods.

(เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจ่ายเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือย)

-  The President was opposed to the development of nuclear weapons.(หรือwas opposed to developing nuclear weapons”)

(ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์)        

       - They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work.

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

12. Kimberly won’t have enough time and Betty ______________.

(คิมเบอร์ลี่คงจะไม่มีเวลาพอ  และเบ็ตตี้_____________________)

(a) won’t too.

(b) doesn’t either

(c) won’t either    (ก็จะไม่มีเวลาพอเช่นเดียวกัน)

(d) does neither

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจาก    “Either”   ที่ใช้ในประโยคข้างบน  ถือเป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  เมื่อใช้ในประโยคปฏิเสธ  ในความหมาย  “เช่นกัน, เช่น เดียวกัน”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

- She does not like dogs.  I don’t like dogs either. (= I don’t either.) 

                   สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้“Neither” หรือ  “Nor”ก็ได้  โดยวางไว้หน้าประโยค  และต้องใช้กับรูปกริยาบอกเล่าเท่านั้น  เนื่องจาก  “Neither” (Nor)  มีความหมายในทางปฏิเสธอยู่แล้ว  คือ  “ไม่เช่นเดียวกัน”ทั้งนี้ต้องให้อยู่ใน“Tense”  เดียวกันด้วย  และต้องให้สอดคล้องกับประธานของประโยคด้วย ดังประโยคข้างล่าง

-   She does not like dogs.  Neither do I. (= Nor do I.)

สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

-        They didn’t work hard.  We didn’t either. (= Neither did we. = Nor did we.)

(พวกเขามิได้ทำงานหนัก  เราก็ไม่ได้ทำงานหนักเช่นกัน)

-   She doesn’t like her new home.  Her sisters don’t either. (= Neither do her sisters. = Nor do her sisters)

(เธอไม่ชอบบ้านหลังใหม่  พี่สาวน้องสาวของเธอก็ไม่ชอบเช่นกัน)

                         สำหรับการใช้   “Either”  (อี๊-เธอะ หรือ ไอ๊-เธอะ)  ในความหมายอื่นๆ   เช่น  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  หมายถึง  “แต่ละ,  อันละ,  ชิ้นละ,  อันใดอันหนึ่ง (ของ ๒ อัน),   ด้านใดด้านหนึ่ง (ใน ๒ ด้าน),  คนใดคนหนึ่งใน ๒ คน” แต่เมื่อเป็นคำสรรพนาม(Pronoun)หมาย ถึง “หนึ่งในระหว่างสอง, อย่างใดอย่างหนึ่ง”  แต่ถ้าเป็นคำสันธานหรือคำเชื่อม (Conjunction)หมายถึง“(ถ้า) ไม่.............ก็.............”  ส่วนเมื่อเป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  หมายถึง   “ด้วย, เหมือนกัน, เช่นเดียวกัน”    ดังตัวอย่างประโยค

             - There are shops on either side.(เป็นคำคุณศัพท์)

(มีร้านค้าอยู่บนถนนแต่ละด้าน – คือมีทั้ง ๒ ด้าน)

             - Either train goes to London.(เป็นคำคุณศัพท์)

(รถไฟขบวนใดขบวนหนึ่ง – ใน ๒ ขบวน – ไปลอนดอน)

              - You may take either seat.(เป็นคำคุณศัพท์)

(คุณอาจจะนั่งเก้าอี้ตัวใดตัวหนึ่ง - ใน ๒ ตัว – ก็ได้)

              - On either side of the street is a pavement.(เป็นคำคุณศัพท์)

(บนถนนแต่ละด้านมีทางเดินเท้า – คือมีทางเดินเท้าทั้ง ๒ ด้าน)

             - Either of the men is her father.(เป็นคำสรรพนาม)

(ชายคนใดคนหนึ่ง – ใน ๒ คน – เป็นพ่อของเธอ)

            - Either the mother or her children have to come.(เป็นคำสันธาน)

(ถ้าไม่แม่ก็ลูกๆของเธอจำเป็นจะต้องมา)

             - John can’t swim and Bob can’t either.(เป็นคำกริยาวิเศษณ์)

(จอห์นว่ายน้ำไม่เป็น  และบ๊อบก็ว่ายฯไม่เป็นเช่นเดียวกัน)

13. He was _______________ arrested for speeding.

(เขา ___________________ ถูกจับ เพราะขับรถเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนด)

(a) no

(b) still   (ยังคง)

(c) until   (จนกระทั่ง)

(d) almost   (เกือบจะ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Almost”    จากประโยคข้างล่าง

            - He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

            - In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

            - I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

            - Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

             - The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

             - He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

-  He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

14. The parcels I have just brought into the house _______________ on the table.  

(หีบห่อที่ผมเพิ่งนำเข้ามาในบ้าน ____________________ บนโต๊ะ)

(a) are laying   (กำลังวางลง, กำลังตั้งลง)  (ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(b) are lying   (กำลังวาง, กำลังตั้ง)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(c) lying

(d) laying

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากหีบห่อ  “วาง หรือตั้ง” อยู่ได้เองโดยไม่ต้องมีกรรมมารับ  และที่ต้องใช้   “are lying”  เพราะเป็นกริยาแท้ของประโยคใหญ่  (Main clause)  (The parcels are lying on the table.)  ส่วนประโยคย่อย  (Subordinate clause)   คือ  “I have just brought into the house.

15. Will you please change this blue shirt _____________ a red one?

(คุณจะกรุณาเปลี่ยนเสื้อเชิร์ตสีน้ำเงินตัวนี้ __________________ตัวสีแดงได้ไหมครับ)  (ลูกค้าพูดกับเสมียนร้านขายเสื้อผ้า  ขอเปลี่ยนเป็นเสื้อสีแดง)

(a) with

(b) against

(c) for   (เพื่อ)

(d) on

ตอบ   -   ข้อ  (c)  สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”,  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อเป็นต้น

                   ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Wait”  (รอคอย),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ), “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้ มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้เป็นต้น

           สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑  เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซนต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ), เป็นต้น

16. I had _____________ idea it was so expensive.

(ผม ______________________ ทราบว่ามันแพงมาก)

(a) no any

(b) good

(c) no

(d) not an

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Have no idea” =  “ไม่รู้, ไม่ทราบ

17. ______________ he comes or not, I shall go to the cinema.

(______________________  เขาจะมาหรือไม่ก็ตาม  ผมจะไปดูหนัง)

(a) If    (ไม่ว่า)

(b) Unless   (ถ้า...................ไม่)

(c) Whether   (ไม่ว่า)

(d) I’m sure

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเมื่อนำหน้าประโยค  ต้องใช้   Whether”  เพียงอย่างเดียว  แต่ถ้าไว้ในประโยค   ใช้ได้ทั้ง  “Whether”  และ  “If”   เช่น

-      I don’t know whether (if) he will come or not.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจะมาหรือไม่)      

18. I left home very quickly _______________ miss the train.

(ผมออกจากบ้านอย่างรวดเร็วมาก ____________________ ตกรถไฟ)

(a) so that not to

(b) so that not

(c) so as not

(d) so as not to   (เพื่อจะได้ไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรือใช้อีกรูปหนึ่ง   คือ  “in order not to

19. Anne took the blind man _____________ and helped him across the road. 

 (แอนจูง _________________ คนตาบอด  และช่วยเขาข้ามถนน)

(a) with a hand

(b) by her hand

(c) by hand

(d) by the hand   (มือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Take someone by the hand” = “จูงมือ

20. The silence was broken by the clash of the garden gate, a tap at the door, and __________________.

(ความเงียบถูกทำให้หมดไปโดยเสียงปะทะกันดังโครมของประตูสวน  เสียงเคาะเบาๆที่ประตู  และ  _______________________)

(a) the door is opened (ประตูถูกเปิด)

(b) is opened

(c) being opened

(d) its opening{การเปิดออกของมัน  (ประตู)}

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เป็นการใช้   “กรรม”   (คำนาม  ซึ่งในที่นี้มีส่วนขยาย   เรียกว่า “วลี”)   ของ  “By”   ให้สมดุลกันทั้ง  ๓  ตัว  คือ  “the clash (of the garden gate)”  “a tap (at the door)”  และ   “its opening”   โดยกรรมทั้ง  ๓  ตัวนี้    ล้วนอยู่ในรูปของวลี

21. Along with its mountains, Louisiana’s  cities are famous ___________________.

(เช่นเดียวกันกับภูเขาของมัน (รัฐฯ)  เมืองต่างๆ ของรัฐหลุยเซียน่า  มีชื่อเสียง _________________  )

(a)   for its beauty

(b)  on their beauty

(c) for their beauty    (ในเรื่องความสวยงามของมัน)

(d) in its beauty

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Famous for” =   “มีชื่อเสียงในเรื่อง หรือในด้าน.........”  ส่วน  “ความสวยงามของมัน”  หมายถึงของเมืองต่างๆ (หลายๆ เมือง)  จึงต้องใช้   “Their

22. We turn to books in moments of ___________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ____________________ )

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ  ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม   ๓   ตัว ซึ่งเป็นคำนาม  หลัง  “Preposition” (Of)   ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow,  Boredom,  Solitude”สำหรับ ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้