หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 122)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. There entered a ______________ little man!

(ไอ้เจ้าคนตัวเล็ก ______________________ เข้าไปที่นั่นแล้ว !)

(a) strangely-looking

(b) strange-looking    (มีลักษณะแปลกประหลาด,  มีท่าทางแปลกๆ)

(c) strangely-looked

(d) strange-looked

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-                     Most of the London policemen are tall and _______________ men.

(ตำรวจลอนดอนส่วนใหญ่  เป็นชายร่างสูงและ ___________________

(a)   well-looked

(b)  well-looking

(c)   good-looked

(d)  good-looking    (หล่อ, มีหน้าตาดี, สวยงาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากมาจาก   “The men look good.”  (ชายเหล่านั้นมีหน้าตา  หรือท่าทางดี)   โดย   “Good”  เป็นคำคุณศัพท์   ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นวลีขยายคำนามจึงต้องเอารูปเดิม  (Good)  มาใช้   และมีขีดคั่น (-) ตรงกลาง  เช่น

“Good-looking people  (คนหน้าตาดี หรือสวย),  Sweet-smelling flowers  (ดอกไม้มีกลิ่นหอม), Happy-looking girls  (เด็กหญิงหน้าตา-ท่าทางมีความสุข), Sour-tasting food  (อาหารมีรสเปรี้ยว), etc.

                       ในกรณีที่มาจากกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งขยายคำกริยา  เมื่อจะนำมาทำเป็นวลีคุณศัพท์  (Adjective phrase)  ขยายนาม  ก็จะต้องนำกริยาวิเศษณ์นั้นมาใช้  เช่น  “A well-written report” (รายงานซึ่งเขียนประณีต)  มาจาก  “The report was well written.”  (รายงานถูกเขียนอย่างประณีต),  “A carefully-done job”  (งานที่ทำอย่างรอบคอบ)    มาจาก  “The job was carefully done.”  (งานถูกทำอย่างรอบคอบ),  “A well-known politician”  (นักการเมืองมีชื่อเสียง-รู้จักกันดี)    มาจาก  “The politician is well known.  (นักการเมืองเป็นที่รู้จักกันดี),  “A slowly-walking man”  (ชายที่เดินช้ามาจาก   “The man walks slowly.”  (ชายคนนั้นเดินช้า), เป็นต้น

2. Everything is ______________ between them.

(ทุกสิ่งทุกอย่าง _______________________ ระหว่างพวกเขา)

(a) in the end    (ในตอนจบ, ในบั้นปลาย)

(b) at the end

(c) in an end

(d) at an end    (มาถึงจุดสิ้นสุด,  จบสิ้นกัน)  (หมายถึง พวกเขาเลิกคบกัน หรือตัดความสัมพันธ์กัน)

3. This house is _________________.

(บ้านหลังนี้ (สำหรับ) ______________________ )

(a) letting

(b) to be let

(c) to let    (ให้เช่า)

(d) being let

4. We had an _______________ journey from Florida to New York by train.

(เราเดินทาง ___________________ จากฟลอริด้าไปนิวยอร์คโดยรถไฟ)

(a) overnight   (ในเวลากลางคืน, ตลอดคืน, หนึ่งคืน, เมื่อคืนนี้, ในเวลาอันสั้น)

(b) over-night

(c) all night

(d) all the night

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Overnight”  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  (Journey)  ความหมายดังในวงเล็บ  แต่ถ้าเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  หมายถึง  “ค้างคืน, ตลอดคืน, เมื่อคืน, ในคืนก่อน, กลางคืน, รวดเร็ว, ทันทีทันใด)

5. When we reached the station, the train was about ____________.

(เมื่อเราไปถึงสถานี  รถไฟกำลังจะ (จวนจะ) ______________________ )

(a) started

(b) starting

(c) to start   (เริ่มต้นออกเดินทาง)

(d) to starting

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติม  “To be about + to + Verb 1”  (กำลังจะ, จวนจะ)  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-    I am about _________________.

(ผมใกล้จะ (จวนจะ) ______________________ อยู่แล้ว)

(a) die

(b) dying

(c) death   (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) to die   (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(e) dead   (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                 ตัวอย่างที่ ๒

          - The man ________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ___________________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave    (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be about to”  หมายถึง  “กำลังจะ  หรือ จวนจะ หรือ  พร้อมที่จะ”   เช่น

            - His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

            - She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

            - It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

             - We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)
              - I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

6. I spent a lot of money ________________ my house.

(ผมใช้เงินมากมาย ______________________ บ้านของผม)

(a) in repairing

(b) for repairing

(c) on repairing    (ไปกับการซ่อมแซม,  ในการซ่อมแซม)

(d) for having repaired

7. Have you managed ________________ enough money for the journey?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) ____________________ เงินพอเพียงสำหรับการเดินทางหรือเปล่า)

(a) to save    (ประหยัด, ออม)

(b) to safe

(c) in saving

(d) to saving

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Manage” (ประสบความสำเร็จ, สามารถ, จัดการ)  + to + Verb 1  ส่วน  “Safe”  เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ปลอดภัย, ไม่มีอันตราย

8. Hardly _______________ when the football match began.

(______________________  เมื่อการแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นขึ้น)

(a) we had reached the field

(b) had we reached the field    (เรายังมิใคร่ (hardly) จะไปถึงสนามเลย)

(c) we reached the field

(d) did we reached the field

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Hardly + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb  (แท้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่

-   Never before in my life _______________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                ตัวอย่างที่ ๒

-         Not only _________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.   (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

9. These shoes are _______________ .

(รองเท้าเหล่านี้เป็น _______________________ )

(a) my wife    (ภรรยาของผม)

(b) my wife’s    (ของภรรยาของผม)

(c) my wives

(d) of my wife    (ไม่ใช้รูปนี้)

10. They have made a lot of progress ________________ the country became independent.

(พวกเขาได้ก้าวหน้าไปมาก ____________________ ประเทศได้รับเอกราช)

(a) for

(b) since    (ตั้งแต่)

(c) before

(d) until

ตอบ   -   ข้อ  (b)  สำหรับ  “For” =  (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” =  (ตั้งแต่),  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา  ซึ่งจะเป็นวลี  หรือ  ประโยค  ก็ได้),  เช่น  “Since this morning”  (ตั้งแต่เมื่อเช้านี้),  “Since last week”  (ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว),  “Since April”  (ตั้งแต่เดือนเมษายน),  “Since 10 a.m.”  (ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้า),  “Since the sun set”  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  “Since they were in college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  “Since we were young”  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  “Since she was born”  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

             - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

          - The criminal has been put in jail for the rest of his life.

(เจ้าอาชญากรถูกจับใส่คุกตลอดเวลาที่เหลือของชีวิต  -  ปัจจุบันก็ยังอยู่ในคุก)

             - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

              - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                - I have sent her only one letter since we departed.

(ผมส่งจดหมายให้เธอเพียงฉบับเดียว  ตั้งแต่ที่เราจากกัน)

              - The climate has changed a great deal since 2000.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๐  -  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

              - Crime has significantly increased since last year.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก  ตั้งแต่ปีที่แล้ว)

-  The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

-  I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

-  They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

11. He said to his friend, “ _______________________”

(เขากล่าวกับเพื่อนของเขาว่า “ _______________________”  )

(a) Are we allowed to smoking here?

(b) Is smoking allowed here?    (การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่หรือเปล่า)  (หมายถึง  สูบบุหรี่ที่นี่ได้หรือไม่)

(c) Do they allow anyone smoking here?

(d) Are we allowed smoking here?

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Allow”  มีการใช้  ๔  รูปแบบ  คือ

๑.   Subject + Allow + Doing + Something  (Active voice)

            -They allow smoking here.

(พวกเขาอนุญาตการสูบบุหรี่ (ให้สูบบุหรี่ได้) ที่นี่)

             - They don’t allow swimming in this river.

(พวกเขาไม่อนุญาตให้ว่ายน้ำในแม่น้ำนี้)

๒.   Verb + ing + is + (not) + Allowed  (Passive voice)

            - Smoking is allowed here.

(การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่)

            - Swimming is not allowed in this river.

(การว่ายน้ำไม่ได้รับอนุญาตในแม่น้ำนี้)

       ๓. Subject + Allow + Someone + To + Verb 1 + Something  (Active voice)

           - They allow me to smoke in this room.

(เขาอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่ในห้องนี้)

          - Her parents allowed her to go to the party.

(พ่อแม่ของเธออนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยง)

          ๔. Subject + Is (Was) + Allowed + to + Verb 1 + Something  (Passive voice)

              - I am allowed to smoke in this room.

(ผมได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

              - She was allowed to go to the party (by her parents).

(เธอได้รับอนุญาตให้ไปงานเลี้ยง  -  โดยพ่อแม่ของเธอ)

12. A bad driver is one who drives without _______________ thought for others.

(นักขับรถนิสัยเลวคือคนที่ขับรถ  โดยปราศจากการคิดคำนึง _______________ สำหรับผู้อื่น)

(a) the

(b) little

(c) not a

(d) any    (ใดๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    ดูคำอธิบายการใช้   “Any” (โดยเฉพาะในข้อ  ๑.๑)  จากประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ ๑

- We had hardly ________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน _____________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never” (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

        ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun” (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

           - Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

            - Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

            - There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                        และเมื่อใช้   “Any”เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  (ไม่ต้องขยายนาม)  “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้  พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

          - They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

                  -  We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                     อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any”ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

           ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

             - They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

             - We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

            - She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

             - It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

           - It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

           ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

           - I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

             - She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

            ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

           - If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

           - If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

        ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some”แทนได้)

          - I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

            - Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

            - You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

            - Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

        ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb”ขั้นกว่า  เช่น

        - It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

          - I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

           - He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

           - Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

           - I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

13. I can’t remember when I last went ________________.

(ผมจำไม่ได้ว่า  ผมไป ___________________ ครั้งสุดท้ายเมื่อใด)

(a) for swim

(b) swimming    (ว่ายน้ำ)

(c) to swimming

(d) for swimming

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบาย   “Go swimming, Go shopping”   จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

- In the afternoon we went ________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป _____________________ )

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Window-shop”  เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ”  

           - Her job is ______________.

(งานของเธอคือ _______________ )

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.   (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –    ข้อ   (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be” (is)ของประโยคต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์   (Complement) ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb)  หรือ   “Gerund” (V. + ing)  ก็ได้   ซึ่งในที่นี้อาจใช้   “To go” หรือ  “Going” ได้ทั้งคู่

                         อย่างไรก็ตาม เมื่อกริยา  “Go”  หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง  “Go”  จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอ   เช่น  “go shopping,  go swimming,  go hunting  (ไปล่าสัตว์),  go fishing  (ไปตกปลา),  go shooting  (ไปยิงปืน)  ,  go skating, go skiing,  go climbing  (ไปปีนเขา),  go diving  (ไปดำน้ำ), etc.” (แต่ใช้ “do our shopping” –  ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบนจึงต้องตอบข้อ  (b) หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

14. My friend doesn’t like being without any servants because she has never been used ________________ her meals.

(เพื่อนของผมไม่ชอบอยู่โดยไม่มีคนรับใช้  เพราะว่าเธอไม่เคยคุ้นเคย-เคยชินกับ  _______________________ อาหารของเธอ)

(a) to cook

(b) to cooking    (การปรุงอาหาร)

(c) cooking

(d) cooked

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Be used to, Get used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”  ส่วน  “Used to”  =    “เคย”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ ๑

-   He ______________ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา ___________________  อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก   “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  คือ   “คุ้นเคยในปัจจุบัน”   เพื่อให้สอดรับกับ  “doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a) หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต  

                       ตัวอย่างที่ ๒

-    I used ________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _____________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Used to + Verb 1” =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน   “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต   หรือปัจจุบันก็ได้) 

                      ตัวอย่างที่ ๓

-   They will get ______________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Get used to” หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)    ส่วน  “Used to” (เคย)  เป็นอดีตเสมอ

                      ตัวอย่างที่ ๔

-    My grandfather ______________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม _____________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย 

                       ตัวอย่างที่ ๕

-  He got used to ______________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”  เป็นPreposition”   สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)    จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต   หรือ ปัจจุบัน ก็ได้    ดังตัวอย่าง  เช่น

            -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

            - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

           - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

           - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

           - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-    He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)   (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-  She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

15. May I have ________________ these oranges?

(ผมขอรับประทานส้มเหล่านี้ ______________________ ได้ไหมครับ)

(a) any more

(b) some more

(c) any more of

(d) some more of    (เพิ่มขึ้นอีกหน่อย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Some”  โดยทั่วไปใช้กับประโยคบอกเล่า  อย่างไรก็ตาม  ในประโยคคำถามที่เป็นการขอร้อง  (เช่น  ขอกินข้าวหรือดื่มกาแฟ)  เชื้อเชิญ  (เชิญกินหรือดื่ม)    และคำถามปฏิเสธ  ต้องใช้  “Some”  เพราะความหมายเป็นบอกเล่า  เช่น

             - Would you please give me some water?

(= Please give me some water.)

(ขอน้ำกินหน่อย)

-    Will you have some coffee?

(= Please have some coffee)

(เชิญดื่มกาแฟซิครับ) 

-   Aren’t there some taxis here?

(= There are some taxis here, aren’t there?)

(มีรถแท็กซี่ที่นี่ใช่ไหม)

               คำถามทั่วไป  ที่ผู้ถามต้องการถามว่า  “จะเอาไหม”  หรือ  “มีใครอยู่ไหม”  ก็นิยมใช้  “Some”  เช่น

             - Do you want some white sugar or some red sugar?

(คุณต้องการน้ำตาลทรายขาวหรือแดง)  

           - I heard a knock; is there someone at the door?

(ผมได้ยินเสียงเคาะ  มีใครอยู่ที่ประตูหรือเปล่า)

              นอกจากนั้น  คำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word”  ก็ใช้  “Some

            - Where can I buy some stamps?  

(ผมจะซื้อแสตมป็ได้ที่ไหน) 

               - When will you give me some advice?

(คุณจะให้คำแนะนำผมเมื่อไหร่)

               - Why do they always have some problems?

(ทำไมพวกเขามีปัญหาเสมอ) 

                   สำหรับ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  หรือ นามนับไม่ได้  จะแสดงจำนวน   “บ้าง,  บาง,  .............จำนวนหนึ่ง”  เช่น

-         Some people like to play sports.

(คนบางคนชอบเล่นกีฬา)

-         I gave him some money.

(ผมให้เงินเขาจำนวนหนึ่ง)  

-         There is some furniture in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้างในห้อง)  

                  และ   “Some”  ยังอาจมีความหมายว่า  “ไม่น้อย    อาจจะมาก”  ก็ได้   เช่น    

          - The project will take some time.

(โครงการจะใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว)

        - The village is some distance from here.

(หมู่บ้านอยู่ห่างออกไปจากที่นี่ไม่น้อยเลย)  

           - It is true to some extent.

(มันเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย)  

           - We has some difficulty in following his advice. 

(เราพบกับความยากลำบากไม่น้อย  ในการทำตามคำแนะนำของเขา) 

            “Some”  ถ้าใช้กับคำแสดงจำนวน  หมายถึง  “ราวๆ”  เช่น

-      There are some fifty students in the room.

(มีนักเรียนราวๆ  ๕๐  คนในห้อง)

-      I’ve waited for her for some twenty minutes.

(ผมได้รอเธอเป็นเวลาราวๆ  ๒๐  นาทีแล้ว) 

-      There were some five hundred houses destroyed during the storm.

(มีบ้านราว  ๕๐๐  หลัง ถูกทำลายไประหว่างมีพายุ) 

                    และ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้เอกพจน์  มีความหมาย  คือ ผู้พูดไม่รู้จักหรือไม่ประสงค์จะระบุสถานที่  หรือ จำนวน หรือ สิ่งของนั้นๆ แบบชี้ชัดลงไป  เช่น

-    She is living at some place in Chiangmai.    

(เธอกำลังอาศัยอยู่ในที่สักแห่งหนึ่งในเชียงใหม่) 

-    They are buying some car.  

(พวกเขากำลังซื้อรถจำนวนหนึ่ง)  

                นอกจากนั้น   “Some”  ยังใช้คู่กับ  “Others” (= อื่นๆ,  บาง..........)  ด้วย   เช่น

-         Some people like animals; others don’t.

(บางคนชอบสัตว์  แต่บางคน (คนอื่นๆ) ไม่ชอบ) 

-         Some cars are expensive; others are not.

(รถบางคันราคแพง แต่บางคัน (คันอื่นๆ) ไม่แพง)   

16. I think she won’t find these clothes _________________.

(ผมคิดว่า  เธอจะไม่พบว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ _____________________ )

(a) satisfy    (ทำให้พึงพอใจ) 

(b) satisfied    (รู้สึกพึงพอใจ)

(c) satisfactory    (น่าพึงพอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นไปตามโครงสร้าง   {Subject + find + it (them, him, her, etc.) + Adjective + to + Verb 1}  เช่น

          - I find it interesting to listen to his lecture.

(ผมพบว่าน่าสนใจในการฟังคำบรรยายของเขา) 

         - The judge found him guilty of the murder.

(ผู้พิพากษาพบว่าเขามีความผิดในการฆาตกรรม)  

17. Are you _______________ for your final examination?

(คุณ _____________________ สำหรับการสอบไล่หรือยัง)

(a) prepare

(b) to prepare

(c) prepared    (เตรียมพร้อม)

(d) already    (แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Be prepared”  =  Ready  ส่วนคำอื่นๆใช้ดังนี้  คือ

-         Are you ready for your final examination?

-         Are you already prepared for your final exam?

(ประโยคข้างบนทั้ง  ๒  ประโยค  มีความหมายเหมือนกัน) 

18. If you wish to speak with the director, you should _____________ an appointment first.

(ถ้าคุณปรารถนาจะพูดกับผู้อำนวยการ  คุณควรจะ ______________   นัดหมายก่อน)

(a)   will make

(b)  made

(c)   making

(d) make    (ทำการ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เพราะกริยาที่ตามหลัง   “Should”  จะต้องเป็น  “Verb”   ช่องที่   1   และไม่มี   “To”  นำหน้า  (Should + Verb 1)

19. We ________________ finish this work soon because the deadline is approaching.

(เรา _____________________ ทำงานนี้ให้เสร็จโดยเร็ว   เพราะว่าเส้นตายกำลังใกล้เข้ามาแล้ว)

(a)   have

(b)  will have

(c) had to    (จำเป็นต้อง)  (ความหมายเป็นอดีต)

(d) have to    (จำเป็นต้อง)  (ใช้ในความหมายปัจจุบัน  หรือ อนาคต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “Have to”  ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  เพราะ   “Clause”  ที่ตามหลัง   “Because”   เป็น “Present continuous tense” (is approaching)  จึงต้องใช้   “Tense”  ให้สอดคล้องกัน คือ  “Present simple”   กับ   “Present continuous”  ส่วนข้อ  (c)  ผิดเพราะเป็น  “Past tense”  (เหตุการณ์ในอดีต)  สำหรับข้อ  (a)  และ ( b)  ผิดเพราะหลัง  “Verb” have  ต้องตามด้วย  “verb” ช่องที่ 3  (have finished)  เสมอ

20. The artist _______________ paintings are on the walls of the office building has won several awards for her work.

(ศิลปิน _______________ภาพเขียน (ของเธอ) อยู่บนฝาผนังของอาคาร

สำนักงาน   ได้ชนะรางวัลมากมายสำหรับงานของเธอ)

(a)  who

(b)  whose    (ผู้ซึ่ง  -  ภาพเขียน  -  ของเธอ)

(c)   whom

(d)  which

ตอบ   –    ข้อ   (b)  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของภาพ

21. ________________ of the committee members voted against the new construction project.

( ___________________ สมาชิกคนใดของคณะกรรมการ   ลงคะแนนคัดค้านโครงการก่อสร้างโครงการใหม่)

(a)   someone

(b)      anybody

(c)  None    (ไม่มี)

(d)  Any

ตอบ    –    ข้อ  (c)  แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า   “สมาชิกบางคน” จะต้องใช้ว่า  “Some of the………

22. _________________ Air and Space Museum has the highest attendance record of all the museums in the world.

( __________________ พิพิธภัณฑ์ทางอากาศและอวกาศ   มีประวัติการเข้าชมสูงที่สุดในบรรดาพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดในโลก)

(a)   A

(b)  An

(c)  The

(d)   -

ตอบ   –   ข้อ    (c)   ชื่อพิพิธภัณฑ์  ต้องนำด้วย  Article “the” นอกจากนั้น   ยังใช้

Article “the”  กับ เทือกเขา  แม่น้ำ  หมู่เกาะ  ชื่อประเทศที่มีคำ “Union” “United” “Republic”  ชื่อประเทศและชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นรูปพหูพจน์  (Philippines, Alps)   มหาสมุทร  ทะเล  คลอง  คาบสมุทร  อ่าว  ช่องแคบ  กลุ่มทะเลสาบ  ทะเลทราย  เทือกเขา  แหลม  ขั้วโลก  ภาค  นามที่มีเพียงสิ่งเดียว  เส้นศูนย์สูตร  อุโมงค์  ห้องสมุด  และพิพิธภัณฑ์  เช่น

-         the United States of America    (ประเทศสหรัฐฯ)

-         the China’s People Democratic Republic    (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน)

-         the Atlantic   (มหาสมุทรแอตลันติค)

-         the Pacific Ocean, the Indian Ocean

-         the Danube    (แม่น้ำดานูบ)

-         the Chao Praya River

-         the Thames   (แม่น้ำเทมส์)

-         the Panama Canal, the Suez Canal   (คลองปานามา – สุเอซ)

-         the Red Sea, the Mediterranean    (ทะเลแดง –เมดิเตอร์เรเนียน)

-         the East Indies    (หมู่เกาะอินเดียตะวันออก)

-         the Indo-China Peninsula    (คาบสมุทรอินโดจีน)

-         the Scandinavian Peninsula    (คาบสมุทรสแกนดิเนเวีย)

-         the Gulf of Thailand, the Persian Gulf    (อ่าวไทย – เปอร์เซีย)

-         the Bering Strait, the British Strait    (ช่องแคบเบอริ่ง– อังกฤษ)

-         the Geneva Lake    (ทะเลสาบเจนีวา)

-         the Kobe Desert, the Sahara Desert    (ทะเลทรายโกบี – ซาฮารา)

-         the Cape of Good Hope    (แหลมกู๊ดโฮพ)

-         the Rockies, the Alps    (เทือกเขาร็อคกี้ –แอลป์ส)

-         the North Pole, the South Pole    (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)

-         the Equator     (เส้นศูนย์สูตร)

-         the North, the South    (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)

-         the moon, the sun, the earth, the world, the universe, the sky

-         the Central Library    (หอสมุดกลาง)

-         the Thai National Museum     (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไทย)

23. Peter eats _______________ of all his friends.

(ปีเตอร์กิน ________________ ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดของเขา)

(a) most slowly

(b) the most slowly    (อย่างเชื่องช้าที่สุด)

 (c) more slowly

 (d) as slowly as

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นสุด”  (Superlative)   จึงต้องใช้  “The most”  นำหน้า  “Slowly”   (เป็นการเปรียบเทียบตั้งแต่   ๓  คนขึ้นไป)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้