หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 120)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. They have found their long lost brother who ______________ five years ago.

(พวกเขาได้พบพี่ชายที่หายตัวไปเป็นเวลานาน  ผู้ซึ่ง _______________ เมื่อ  ๕  ปีมาแล้ว)

(a) is supposed to die

(b) supposing he was dead

(c) supposed to have died

(d) was supposed to have died    (ถูกคาดคะเนว่าได้ตายไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้   “Was supposed”  (Passive voice)  เพราะ “พี่ชาย”ถูกกระทำ  (ถูกคาดคะเน)  และเป็นเหตุการณ์ในอดีต  คือ  เมื่อ  ๕  ปีมาแล้ว

2. When I got home, ________________ on the doorstep. 

(เมื่อผมมาถึงบ้าน ____________________ ที่ธรณีประตู)

(a) there was a letter lay

(b) there laid a letter

(c) there was a letter lying   (มีจดหมายฉบับหนึ่งวางอยู่-ตั้งอยู่-นอนอยู่)

(d) there was a letter had lain

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ลดรูปมาจาก   “………..a letter which lied (was lying) on the……….” ดูเพิ่มเติมกริยา “Lie, Lied, Lied”  และ “Lay, Laid, Laid”  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-  This hen has ______________ more than one hundred eggs.

(แม่ไก่ตัวนี้ได้ ____________________ มากกว่า  ๑๐๐  ฟอง)

(a) lied    (นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่, พูดปด, โกหก)

(b) lain

(c) laid    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)

(d) lay    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (lie  lied   lied  =พูดปด, โกหก)  (lie  lay  lain  =  นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่ -  ไม่ต้องมีกรรมมารับ)  (lay  laid  laid  = ออกไข่, วางไข่, วางลง  -  ต้องมีกรรมมารับและหลัง  “Has”  ต้องเป็นกริยาช่องที่  ๓

3. Can we be sure _______________ his honesty?

(เราจะสามารถมั่นใจ ___________________ ความซื่อสัตย์ของเขา  ได้หรือไม่)

(a) in

(b) of    (ใน)

(c) about

(d) for

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Sure of”  =  “มั่นใจใน”  วลีอื่นๆที่ใช้   “Of” ได้แก่

“In charge of” (ดูแล, รับผิดชอบ), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ), “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ–คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  The committee has approved of the project.  (คณะกรรมการได้อนุมัติโครงการแล้ว),  “boast”  (คุยโม้)  -  She often boasts of her wealth.  (เธอมักคุยร่ำคุยรวยอยู่บ่อยๆ), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  We are thinking of traveling abroad.  (เรากำลังคิดถึงเรื่องเดินทางไปต่างประเทศ),  “warn”  (เตือน)  -  She warned me of an unseen danger.  (เธอเตือนผมถึงอันตรายที่มองไม่เห็น),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง)  -  Beware of dogs.  (โปรดระวังสุนัข),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  The experience convinced me of the drug’s harmful effects.  (ประสบการณ์ทำให้ผมเชื่อถึงผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง)  -  I can assure you of your safety, so please be relaxed.  (ผมสามารถรับรองความปลอดภัยของคุณ  ดังนั้น  โปรดคลายกังวลได้เลย)“cure”  (รักษาให้หายจากโลก)  -  The shock of losing her purse cured her of all her former absent-mindedness.  (ความตกใจกลัวในการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ได้รักษาความใจลอยทั้งหลายทั้งปวงเมื่อก่อนนี้ของเธอ  ให้หมดสิ้นไป  -  คือ หลังจากทำกระเป๋าฯ หาย  ก็เลิกนิสัยใจเหม่อลอยจนหมดสิ้น)  -  I am interested in the cure of cancer.  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแวง), “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ)  -  I understand your criticism, but I’m not totally convinced of it.  (ผมเข้าใจการวิพากวิจารณ์ของคุณ  แต่ผมก็ไม่ปักใจเชื่อมันทั้งหมด), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),“the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลล่าร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซนต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓),“many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

4. The idea seems good but it needs _______________.

(ความคิดดูเหมือนจะดี  แต่มันจำเป็นต้อง __________________ )

(a) to try out

(b) to be try out

(c) tried out

(d) to be tried out    (ถูกลองทำ, ถูกทดสอบ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  ดูเพิ่มเติม   “Need”  จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   Cars in smaller models need _______________ in greater numbers for today’s customers.

(รถยนต์ในรูปแบบที่เล็กลงจำเป็นต้อง __________________  ในปริมาณที่มากขึ้น  สำหรับลูกค้าในปัจจุบัน)

(a) produce

(b) produced

(c) to be produced     (ได้รับการผลิต, ถูกผลิต)

(d) to be producing

ตอบ    –    ข้อ   (c)    เนื่องจาก   “Need”  สามารถตามด้วย  ๒  รูปแบบ   คือ “Need to be produced”  หรือ  “Need producing”  ซึ่งหมายถึง  “จำเป็นต้องได้รับการผลิต”   ทั้ง  ๒   ข้อความ   ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

             - The room needs to be cleaned.

(ห้องจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาด)

(= The room needs cleaning.)

              - Those children need to be taken care of.

(= Those children need taking care of.)

(เด็กๆเหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแล)

5. Hardly ______________ the rain stop when she hurried out of the house.

(ฝนยังไม่ทันจะ _________________ หยุดดี  เมื่อเธอผลุนผลันออกไปจากบ้าน)

(a) had

(b) did

(c) as

(d) would

ตอบ   -   ข้อ    (b) ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-   Seldom _____________ we hear such fine singing.

(เรา ____________________ ไม่ใคร่จะได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะเช่นนั้น)

(a) does

(b) are

(c) do

(d) have

ตอบ   -   ข้อ   (c)   มาจากโครงสร้างประโยค  “We seldom hear such fine singing.”  แต่ประโยคข้างบนต้องการเน้นว่า   “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  จึงต้องเอา  “Seldom”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  โดยเปลี่ยนรูปเป็น  “Seldom + Verb พิเศษ(Do, Does, Did, Has, Have, Will, Would, Shall, Should) + Subject + Verb แท้

                          ตัวอย่างที่ ๒

-  My mother doesn’t drink coffee.  _________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ __________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่,,,,,,,,,,,,,,เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb  (พิเศษ) +Subject + Verb  (แท้)

                     ตัวอย่างที่ ๓

-  Traveling by air is not cheap.  Neither ___________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ“Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                      ตัวอย่างที่ ๔

-  Never before in my life _______________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                      ตัวอย่างที่ ๕

-         Not only _________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  เช่น  “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only”  (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น   “Never  (ไม่เคยเลย),  Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life  (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner, In vain  (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often,  Not only  (ไม่เพียงแต่), Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)”   อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}   เช่น

-   Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-   No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-   Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-   Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-   Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-   Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-   Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

6. Examinations make me ______________.  I always get _______________.

(การสอบทำให้ผม ________________ ผม _______________ (กับมัน) อยู่เสมอ)

(a)   angry _____________ being nervous

(b)  angry _____________ nervously

(c)   angrily _____________ nervous

(d) angry _____________ nervous    (โกรธ ................... วิตกกังวล)

7. Our car is going to _______________ , I think.

(รถของเรากำลังจะ ___________________ ผมคิดนะ)

(a) break down    (เสีย, ไม่ทำงาน, ชำรุด)

(b) break out    {เกิดขึ้น (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด, การต่อสู้, การโต้เถียง)}

(c) break away    {หลบหนีโดยฝ่าออกไป (เช่น แหกคุก)}

(d) break off    {หยุด (พูด หรือทำ) อย่างกะทันหัน, ตัดความสัมพันธ์, เลิกคบ}

8. I don’t know ______________ he is a rogue.

(ผมไม่ทราบว่าเขาเป็นอันธพาล ____________________ )

(a) that

(b) whether    (หรือไม่)

(c) where

(d) unless

ตอบ   -   ข้อ   (b)  อาจตอบ   “If” (หรือไม่)   ก็ได้

9. ________________ interested in the subject is invited to attend the lecture.

(_____________________  ที่มีความสนใจในวิชานี้  ได้รับเชิญให้เข้าร่วมฟังการบรรยาย)

(a) Everything

(b) Everybody    (ทุกคน)

(c) Someone

(d) Nobody

10. Can you read a book ______________ Greek characters?

(คุณสามารถอ่านหนังสือ __________________ ตัวอักษรกรีก  ได้หรือไม่)

(a) with

(b) in    (เขียนด้วย,  ที่เป็น)

(c) on

(d) by

11. Have you finished _______________ your new novel?

(คุณ ____________________ นิยายเล่มใหม่ของคุณ  เสร็จแล้วหรือยัง)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (เขียน)

(d) written

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Finish” + Verb + ing

12. If I had the money, I would pay ______________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) _________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay” นำหน้าด้วย  “Question word”  (What)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you ______________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) ___________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a)   when did you begin

(b)  began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (=คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German” เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                    ตัวอย่างที่ ๒

-   My friend would not tell me ______________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _____________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b) “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me”

                   ตัวอย่างที่ ๓

-  I can’t do exactly ______________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _____________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา “Do”   สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้ 

                     ตัวอย่างที่ ๔

-   Did you hear _______________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ______________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear”

                    ตัวอย่างที่ ๕

-  She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ______________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”(What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                      ตัวอย่างที่ ๖

          - I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _______________ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                       ตัวอย่างที่ ๗

-   Tell me ________________.

(บอกผมซิว่า _______________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี “That”อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค เช่น

               - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

             - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

             - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

             - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

            - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

           - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

           ๒. เป็นกรรมของ “Verb”หรือประโยค เช่น

               - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

               - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

             ๓. เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

               - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ “Verb to be”  เช่น

               - This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

               - That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

               - Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

             ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

              - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

               - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

               - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

             ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun) ที่มาข้างหน้ามัน เช่น

              - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น“Adjective clause”   มาขยาย    “the fact

              - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief” คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

            - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”เนื่องจาก “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้“that”(ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”หรือ   “which”ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

-   The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย “which (that)”ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

          -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”ขยาย   “The book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

13. The man _________________ beside your teacher is my uncle.

(ผู้ชายที่ _________________ ข้างๆครูของคุณ  เป็นลุงของผม)

(a) stands

(b) standing    (ยืน, กำลังยืน)

(c) is standing

(d) to stand

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ลดรูปมาจากประโยคย่อย   (Adjective clause)  “who stands”   หรือ “who is standing”  ซึ่ง  “standing”  ในที่นี้  เรียกว่า  “present participle”  ทำหน้าที่ขยายคำนาม  คือ  “man”   เพื่อบอกให้รู้ว่า  คำนามนั้น  (ผู้ชาย)  เป็นผู้ทำกริยา  “ยืน”  คือ   แสดงการ  “เป็นผู้กระทำ”  (Active voice)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   The pen _______________ to Tim has just been stolen.

(ปากกา ________________________ทิม  เพิ่งจะถูกขโมยไป)

(a) belongs

(b) belonged

(c) belonging    (ซึ่งเป็นของ)

(d) belong

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากลดรูปมาจากประโยคย่อย  “Adjective clause”  (which belongs to Tim)  สำหรับประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ “The pen has just been  stolen.

                      ตัวอย่างที่ ๒

-  The students _____________ Spanish may come to this lecture.

(นักเรียนผู้ซึ่ง ______________ภาษาสเปน  อาจจะมาฟังการบรรยายนี้)

(a) who studies

(b) studied

(c)study

(d) studying    (ศึกษา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “…….students who study………”   หรือ   “…….students who are studying...........”  สำหรับประโยคที่มีโครงสร้างแบบนี้  เช่น

-  The people working (= people who work)in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-  The woman walking (= woman who walks) across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

- The man living (= man who lives)next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-  The children playing (= children who play)in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกๆของเพื่อนบ้านของผม)            

14. If there is a problem of youth, I think it is elderly people who create it, _______________.

(ถ้ามีปัญหาของเด็กวัยรุ่น  ผมคิดว่ามันคือผู้สูงอายุนั่นแหละที่สร้างมันขึ้นมา, _________________)

(a)    not the young himself

(b)   not the youngs themselves    (“Young” ไม่มีการเติม  “S”)

(c)    not the youngs himself

(d)   not the young themselves    (มิใช่ตัวของเด็กวัยรุ่นเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (Young)  ทำให้กลายเป็นคำนามหมายถึง   “เด็กวัยรุ่น”   ซึ่งถือเป็นพหูพจน์  (โดยไม่ต้องเติม “S”)  จึงต้องใช้รูป“Reflexive pronoun”  (Himself, Herself, Itself, Myself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves) คือ คำสรรพนามที่สะท้อนเข้าหาตนเอง  ว่า  “Themselves” (สำหรับ  “The young”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   แล้วกลายเป็นคำนาม   พหูพจน์จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-  The brave _______________ always honoured.

(ผู้กล้าหาญ _____________________ (ผู้) ได้รับเกียรติยศอยู่เสมอ)

(a) is

(b) are    (เป็น)

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ  (b)   “The brave” = (ผู้กล้าหาญ)  ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  และในประโยคนี้เป็น  “ข้อเท็จจริง”  (Fact)  ที่เป็นความจริงเสมอ  ถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”  กริยาจึงเป็น  “Are

                    ตัวอย่างที่ ๒

            - In the cities ______________ live as hard a life as they were in the villages.

(ในเมืองใหญ่ _________________ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีต  ตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “The poor”   หมายถึง   “คนจน”   ถือเป็นคำนามพหูพจน์จึงใช้กับกริยา  “Live

                        ตัวอย่างที่ ๓        (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑) – (๔)

-         The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ    –     ข้อ   ๓   แก้เป็น   “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)   และนำหน้าอนุประโยค   (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   (sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ   (“คนป่วย”   และ  “คนยากคนจน”)   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   ซึ่งต้องใช้กับกริยา“are, were, have”   (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)   เช่น“the poor”  (คนจน)  “the rich” (คนรวย)“the blind”   (คนตาบอด)  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”  (คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ)  “the young” (คนหนุ่มสาว)  “the old”  (คนแก่)  “the deaf”  (คนหูหนวก)   “the dumb”  (คนเป็นใบ้)   นอกจากนั้น   Verb + ing (Present participle)   และ กริยาช่องที่ ๓   (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)หรือ  “The wounded”(คนเจ็บ)   “The injured”(คนเจ็บ)  “The handicapped”  (คนพิการ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา   “are, were, have”  เช่นกัน   ดังตัวอย่างประโยค

       - The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

       - The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

       - In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

         - The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

         - The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

         - The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

The blind do not see what other people see.

(คนตาบอดมองไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็น)

The deaf typically need hearing aids.

(คนหูหนวกโดยทั่วไปต้องการเครื่องช่วยฟัง)

15. Cubes of ice form in the ________________ compartment of the refrigerator.

(น้ำแข็งรูปลูกบาศก์ก่อตัวขึ้นในช่อง _________________ ของตู้เย็น)

(a) freeze    (ทำให้เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(b) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ “Freeze” )

(c) frozen    (ถูกแช่แข็ง,  เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(d) freezing    (ทำให้เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Freezing”  เป็น “Gerund”  ขยายนาม  “Compartment”  (ช่องแช่)   เพื่อบอกว่า  นามนั้น(ช่องแช่)  มีไว้เพื่อทำกริยานั้น  ในที่นี้  คือ  “ช่องแช่สำหรับทำให้ (อาหาร)  เย็นจนแข็ง”  คำอื่นๆในแบบเดียวกัน  เช่น  “Swimming pool”  (สระ (สำหรับ) ว่ายน้ำ),  “Drinking water”  (น้ำดื่ม),  “Dancing hall”  (โรงเต้นรำ),  “Walking stick”  (ไม้เท้า  -  ไม้สำหรับเดิน),  “Killing field”  (ทุ่งสังหาร  -  ทุ่งสำหรับประหารคน),  “Running track”  (ลู่สำหรับวิ่ง),“Cooking utensil  (อุปกรณ์ทำครัว),  “Looking glasses”  (แว่นตา  -  แว่นสำหรับมอง),   เป็นต้น

16. My teacher has _______________ patience with the students.

(ครูของผมมีความอดทน _____________________ กับนักเรียน)

(a) very    (ใช้ขยายคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)

(b) too    (ใช้ขยายคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)

(c) a lot of    (มาก)  (ใช้ทั้งกับนามนับไม่ได้  และนามนับได้ พหูพจน์)

(d) many    (มากมาย)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A lot of” (= Lots of)  ใช้ขยาย  “Patience”  (ความอดทน)   ซึ่งเป็นนามนับไม่ได้

17. A person whom people cannot trust will have _______________

friends.

(บุคคลผู้ซึ่งผู้คนไม่สามารถไว้วางใจได้  จะมีเพื่อน ____________________ )

(a)    little    (น้อยมาก)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)   

(b)   few    (น้อยมาก(จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)   

(c)    a few    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d)   a lot of    (มาก)  (ใช้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (b) หมายถึงมีเพื่อน  “น้อยมาก”  และใช้กับนามพหูพจน์   “Friends

18. There is a great demand _______________ our goods now.

(มีความต้องการอย่างมาก _________________ สินค้าของเราในปัจจุบัน)

(a) of     

(b) in

(c) to

(d) for   (สำหรับ)

(e) from

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ “For”  ดูพารากราฟข้างล่าง

                      สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful for your assistance.  (ผมขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                        ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For”   เช่น  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ), “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้เป็นต้น

                     สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ   “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑  เดือน  ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซนต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย    แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  “For hire”  (ให้เช่า, สำหรับเช่า) -  Do you have horses for hire?  (คุณมีม้าให้เช่าไหม),   เป็นต้น

19. He won’t change his mind, so my ________________ to see him would be useless.

(เขาจะไม่เปลี่ยนใจหรอก  ดังนั้น _________________  พบเขาของผมจะไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด)

(a) go

(b) having gone

(c) going    (การไป)

(d) to go

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้รูป  “Gerund”  (Going)   ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  ทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา   “Would be”  โดยมี   “Possessive adjective”  (My)  ขยายข้างหน้า   ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ ๑

-    Would you mind ________________ your class?

(คุณจะรังเกียจ _____________________ (ใน) ห้องเรียนของคุณหรือไม่) 

(a) me observing

(b) me to observe

(c) my observe

(d) my observing    (การสังเกตการณ์ของผม)  (คือ มาดูคุณสอน  หรือมาดูว่านักเรียนของคุณอยู่กันอย่างไร  เป็นต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Mind + Verb + ing”  หรือคำนาม  และเนื่องจาก  “Verb + ing” (Gerund)  เป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถนำหน้าด้วย  “Possessive adjective” (my, your, his, her, their, our, its)   ได้  เหมือนคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๒

-   Does Betty object to ______________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ _____________________ สำหรับเธอทุกๆคืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆคืน  ใช่หรือปล่าว)

(a) your waiting   (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “To”  ใน  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น  Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย   ดังนั้น  จึงสามารถใช้  “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น  “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking” เป็นต้น 

                  กล่าวโดยสรุป   คือ  “Gerund” (Verb + ing)  อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

             - His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

            - We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

            - Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

            - It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

            - The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

            - I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

            - You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

20. All students in the school are free to join any club they wish, or ____________ club at all.

(นักเรียนทุกคนในโรงเรียนมีอิสระที่จะเข้าร่วมกับชมรมใดๆที่พวกเขาปรารถนา  หรือ  ______________ (เข้าร่วม) ชมรมใดเลยก็ได้)

(a)    none

(b)   not

(c) no    (ไม่)

(d) without

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ดูคำอธิบาย   “No, Not” จากตัวอย่างข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

I am very sorry that you have _________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ ____________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆอ่าน”

                       ตัวอย่างที่ ๒

                 จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ (๑) – (๔)

(1)Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี – หมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี – ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี ๑๙๓๓   เมื่อฟรานเซสเพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ    -    ข้อ  ๑  แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก  “No”   ใช้นำหน้าคำนาม  (woman)   ส่วน   “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า  “A,  A,  The,  Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

            - No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

            - We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

            - She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

            - He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

              - They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

              - No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้  -  ใช้  “No”แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ“Man”  ในที่นี้ หมายถึง “บุคคล”)

              - No two men think alike.

(ไม่มีใคร – บุคคล -  ๒ คน ที่คิดเหมือนกัน  - แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ   -   “Not” อาจจะใช้กับคำนามได้   โดยหมายถึง   “ไม่ใช่”   แต่ “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

            - You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

           - No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                         นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้  “Not”  กับ  “Infinitive with to”และ  “Gerund” (Verb + ing)  ได้    ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            - He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

            - You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

            - She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

             - They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                        ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming”  (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)   “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)

                      สำหรับตัวอย่างของ  “No” และ “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

               - No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

               - You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม  -  หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม)

               - He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

               - She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

                - The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

                - The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

               - He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

              - There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

              - Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

              - No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย  -  แน่นอนทีเดียว  -  ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

             - Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

             - There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

             - There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

             - It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

            - There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

             - There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

             - There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

21. The friend _______________ whom I received a telegram is arriving here this afternoon.

(เพื่อนผู้ซึ่งผมได้รับโทรเลข ___________________ เขา  กำลังจะมาที่นี่ตอนบ่ายวันนี้)

(a) to

(b) by

(c) from    (จาก)

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยค   “I received a telegram from my friend.”  ดังนั้น  เมื่อมาสร้าง “Adjective clause”  ขยายคำนาม   (The friend)  ก็ต้องเอา  “From”  ติดมาด้วย

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้