หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 119)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. The enemy gave ______________ without further resistance. 

(ศัตรู ____________________ โดยมิได้ต้านทานอีกต่อไป)

(a) up    (“Give up”  =  ยุติ, เลิก)

(b) out    (“Give out”  =  แจก, มอบให้)

(c) in    (“Give in”  =  ยอมแพ้,  ยอมจำนน)

(d) away

2. Seldom _____________ we hear such fine singing.

(เรา ____________________ ไม่ใคร่จะได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะเช่นนั้น)

(a) does

(b) are

(c) do

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (c)  มาจากโครงสร้างประโยค  “We seldom hear such fine singing.”   แต่ประโยคข้างบนต้องการเน้นว่า  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  จึงต้องเอา  “Seldom” มาไว้ข้างหน้าประโยค  โดยเปลี่ยนรูปเป็น  “Seldom + Verb พิเศษ  (Do, Does, Did, Has, Have, Will, Would, Shall, Should) + Subject + Verb แท้”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-   My mother doesn’t drink coffee.  _________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ __________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่,,,,,,,,,,,,,,เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                     ตัวอย่างที่ ๒

-   Traveling by air is not cheap.  Neither ___________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                       ตัวอย่างที่ ๓

-  Never before in my life _______________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                 ตัวอย่างที่ ๔

-         Not only _________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค   เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ   เช่น  “Never (ไม่เคยเลย),  Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),   No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often,  Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่   ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner  (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.   (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย   ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

3. His marks were higher than the ______________ I gained.

(คะแนนของเขาสูงกว่า _____________________ ที่ผมได้รับ)

(a) marks

(b) one

(c) ones    (คะแนน)

(d) those

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Ones”  แทน   “Marks” ซึ่งเป็นรูปพหูพจน์  เนื่องจากอยู่หลัง   “The”   แต่ถ้าไม่มี   “The”   ให้ใช้   “Those”  แทน  เป็น   “…………than those I gained

4. Tell me the reason _______________ your coming here. 

(จงบอกผมถึงเหตุผล __________________ การมาที่นี่ของคุณ)

(a) of

(b) for    (สำหรับ, ของ)

(c) in

(d) why 

5. _______________ these reasons, I will not help him any more.

(___________________  เหตุผลเหล่านี้  ผมจะไม่ช่วยเขาต่อไปอีกแล้ว)

(a) With

(b) By

(c) On

(d) For    (ด้วย, จาก)

6. Everyone must pass ______________ sooner or later.

(ทุกคนจะต้อง ___________________ ไม่ช้าก็เร็ว)

(a) off

(b) away    (“Pass away”  =  ตาย)

(c) on    (“Pass on”  =  ส่งต่อๆกันไป)

(d) in

7. I will stay here _______________ longer.

(ผมจะ __________________ พักที่นี่ต่อไปอีก)

(a) any

(b) no    (ไม่)

(c) not

(d) for

8. I see my own face in a mirror; that means I see ______________.

(ผมเห็นหน้าของตัวเองในกระจก  นั่นหมายความว่า  ผมเห็น ______________ )

(a) me

(b) mine

(c) myself    (ตัวเอง)

(d) himself

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูการใช้   “Reflexive pronoun”  (Himself, Herself, Itself, Myself, Yourself, Yourselves, Themselves, Ourselves)  จากประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ ๑

-   It is a pity we can’t see ourselves as others see _____________________ .

(มันน่าเสียดาย ที่เราไม่สามารถมองเห็นตัวของเราเอง  เหมือนที่คนอื่นมองเห็น ____________________ )

(a) us    (เรา)

(b) ourselves    (ตัวของเราเอง)

(c) themselves    (ตัวของพวกเขาเอง)

(d) ours    (ของเรา)

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจากต้องใช้   “Pronoun”   ในรูปกรรม (ได้แก่   “me, you, them, him, her, it, us”)   เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “See”   เพราะมิได้มีการสะท้อนเข้าหาตัวแต่อย่างใด  สำหรับรูป   “Reflexive pronoun” (myself, yourself, yourselves, themselves, himself, herself, itself, ourselves)   มีที่ใช้ดังนี้ คือ

                ๑. ประธานเป็นผู้ทำกริยาโดยลำพังตนเอง มิมีผู้ใดช่วย เช่น

         - He did it himself.   

 (เขาทำมันตามลำพัง – ไม่มีใครช่วย)

(= He himself did it. = He did it by himself.)

           - She tries to solve the problem herself.

 (เธอพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง– ไม่มีใครช่วย)

(= She herself tries to solve the problem. = She tries to solve the problem by herself.)

                 ๒. ใช้เป็นกรรมของกริยา  หรือ  “Preposition”  เพื่ออ้างถึงบุคคล หรือสัตว์  หรือเป็นประธานของประโยคก็ได้   เพื่อให้รู้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน   หรือสัตว์ตัวเดียวกันกับที่ได้พูดไปก่อนหน้านั้นแล้ว   เช่น

              - Tom himself became the manager of the company.

(ทอมเองนั่นแหละเป็นผู้จัดการบริษัท)

            - I’ve just talked with David himself.

(ผมเพิ่งจะคุยกับตัวเดวิดเองเลย)

               - It was easy for a clever young man like himself    (หรือhim)  to make a good living.

(มันง่ายสำหรับคนหนุ่มที่ฉลาดเช่นเขา ที่จะดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม– ดีงาม)

                 ๓. ประธานของประโยคเป็นผู้ทำกริยาสะท้อนเข้าหาตนเอง  คือทำกับตัวเอง  หรือทำให้กับตัวเอง   เช่น

             - He killed himself with a bullet in the head.

(เขาฆ่าตัวเองด้วยกระสุนปืน ๑ นัดในหัว)

            - She bought herself a gold watch.

(เธอซื้อนาฬิกาเรือนทองให้ตัวเอง)

            - James introduced himself to his new neighbor.

(เจมส์แนะนำตัวเองกับเพื่อนบ้านใหม่ของเขา)

            - He poured himself a whisky.

(เขารินวิสกี้ให้ตนเอง ๑ แก้ว)

           - He lacks confidence in himself.

(เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง)

*****ห้ามใช้   I bought herself a gift for her birthday.”เนื่องจากมิได้สะท้อนเข้าหาตนเอง   แต่เป็นคนละคน  ต้องใช้เป็น  “I bought her a gift for her birthday.”   แต่ใช้     I bought myself a gift for my birthday.”    (ผมซื้อของขวัญให้ตัวเอง................)

9. _______________ I in your position, I would accept his offer.

(ถ้าผม _________________ ในสถานะของคุณ  ผมจะยอมรับข้อเสนอของเขา)

(a) If

(b) Am

(c) Were    (อยู่)

(d) When

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-   If I ______________ you, I would think twice before taking the job.

(ถ้าผม _____________________ คุณ  ผมจะพิจารณาอย่างรอบคอบ  ก่อนรับงานมาทำ)

(a) was

(b) were    (เป็น)

(c) should be    (ควรจะ)

(d) might be    (อาจจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                         ตัวอย่างที่ ๒

-  If I ________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม ____________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”

                   ตัวอย่างที่ ๓

-  This test is in English.  If it were in Thai, ______________ I

it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _______________มันเลย)

(a)    shall not mind

(b)   am not minding

(c)   would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d)   would not be minded

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่ ๒   “Present unreal”  คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                   ตัวอย่างที่ ๔

-       If you lived closer to the office, you ________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _________________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a)   don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่ ๒   “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ   “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”   แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”   ประโยคเงื่อนไข   “If clause  แบบที่ ๒”(Present unreal)  ในประโยคใหญ่   (Main clause)   จะใช้รูป  “Subject + V.ช่องที่ 2”  และในกรณีมี  “Verb to be”    ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อย  หรืออนุประโยค(Subordinate clause)  จะใช้รูป   “Subject + would + (not) + V.ช่องที่1

                        สำหรับการใช้   “If clause” แบบที่  ๒ นี้  มักใช้เมื่อ  (๑)  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   (๒) ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยคข้างล่าง

If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  –  ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า   “คุณคงจะไม่มาหรอก   และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า   “คุณ” คงมางานเลี้ยงแน่   และคงได้พบภรรยาผมแน่   ผู้พูดก็จะพูดในรูป   “If clause  แบบที่1”   คือ  “If + subject + V. 1, subject + will + V. 1”   คือ

If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

        ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่ ๒  เช่น

- If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

       - If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

     - If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

      - If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

      - If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

      - If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

      - I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless  =  if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

       - Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

              สำหรับใน  “If clause”  ที่มีกริยา    “Were”    เราสามารถใช้โครงสร้าง    “ผกผัน”  (Inversion)   คือเอา  “Were” มาไว้ข้างหน้าประโยค   แทน   “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

           - Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

        - Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

       -Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

      - I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

10. The accident took _______________ in front of my house.

(อุบัติเหตุ ____________________ หน้าบ้านของผม)

(a) up

(b) place    (“Take place”  =  เกิดขึ้น)

(c) after    (“Take after”  =  เหมือน, คล้าย  -  ด้านรูปร่างหน้าตา, นิสัยใจคอ)

(d) off    (“Take off”  =  (เครื่องบิน) บินขึ้นจากพื้นดิน)

11. I shall come to see you every ______________ day.

(ผมจะมาพบ (หรือเยี่ยม) คุณ  วัน __________________ )

(a) one

(b) another

(c) other    (เว้นวัน)

(d) the other

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Every other day”  =   “วันเว้นวัน

12. _______________ you mind lending me this book?

(คุณ __________________ รังเกียจการให้ผมยืมหนังสือเล่มนี้หรือไม่)

(a) Would    (จะ)

(b) Will

(c) Are

(d) Did

ตอบ   -   ข้อ    (a)  หรือตอบ   “Do” ก็ได้

13. Her husband _________________ last year.     

(สามีของเธอ __________________ เมื่อปีที่แล้ว)

(a) committed a suicide

(b) committed the suicide

(c) committed suicides

(d) committed suicide    (กระทำอัตวินิบาตกรรม หรือ ฆ่าตัวตาย)

14. Make ______________ while the sun shines.

(จงเก็บเกี่ยว ___________________ ขณะที่ดวงอาทิตย์ยังส่องแสง)  (ประโยคข้างบนเป็นสุภาษิต  ความหมาย คือ  น้ำขึ้นให้รีบตัก)

(a) the hay

(b) a hay

(c) hay    (หญ้าเฮย์)

(d) hays

15. You can take everything you want; _______________ do not touch my wife. 

(คุณสามารถเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณต้องการไปได้  _________________  อย่าแตะต้องภรรยาของผม)

(a) you

(b) please

(c) but that

(d) only    (ขอเพียงแต่ว่า)

16. That horse cannot run any more.  Its _____________ are broken.

(ม้าตัวนั้นไม่สามารถวิ่งต่อไปได้อีก __________________ ของมันหัก)

(a) frontlegs    (ต้องใช้เป็น  “Front legs”  =  ขาหน้า)

(b) beforelegs    (คำนี้ไม่มีใช้)

(c) forelegs    (ขาหน้า)

(d) behindlegs    (ต้องใช้  “Hind legs”  =  ขาหลัง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)    

17. How ________________?

(_____________________ หรือ มากเท่าใด)

(a) is this well deep

(b) many feet is this well deep

(c) is the depth of this well

(d) many feet is this well in depth    (บ่อน้ำนี้ลึกกี่ฟุต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรืออาจถามว่า   “How deep is this well?”  (บ่อน้ำนี้ลึกเท่าใด)  หรือ   “What is the depth of this well?”  (ความลึกของบ่อน้ำนี้เป็นเท่าใด)   ก็ได้

18. My friend, with her parents, _______________ left for Japan. 

(เพื่อน (หญิง) ของผม, พร้อมด้วยพ่อแม่ของเธอ, _________________ จากไป (เดินทางไป) ประเทศญี่ปุ่นแล้ว)

(a) must

(b) did

(c) have

(d) has    (ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ประธานฯ  ๒  ตัว  (My friend  และ  Her parents) เชื่อมด้วย   “With”   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหน้า  (My friend)

19.  The boy did not know that statistics _______________ related to mathematics. 

(เด็กคนนั้นไม่รู้ว่าวิชาสถิติ _________________ สัมพันธ์กับวิชาคณิตศาสตร์)

(a) had

(b) are

(c) is being

(d) be

(e) is

ตอบ   -   ข้อ    “E”  “Statistics, Mathematics”  ถือเป็นเอกพจน์  จึงใช้กับ   “Is”  ดูเพิ่มเติมคำที่ลงท้ายด้วย  “S”  แต่ถือเป็นคำเอกพจน์

                      ตัวอย่างที่ ๑

-    _______________ a childhood disease.

( ________________________โรคในวัยเด็ก)

(a) Measle is

(b) Measles are

(c) Measles is    (โรคหัด – อีสุกอีใส – เป็น)

(d) Measle are

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Measles”  (โรคหัด)  ต้องเติม   “S”  ข้างท้ายเสมอ  และถือเป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ด้วย  (ในที่นี้ คือ  “Is”)  ดูเพิ่มเติมคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  “s” และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๒     จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

(1) Basic knowledge of (2)mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (d) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอีเล็คทรอนิคส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อีเล็คทรอนิคส์ความเร็วสูง)

ตอบ   -    ข้อ  ๒  แก้เป็น   “mathematics”   เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S”  เสมอ แต่ถือเป็นเอกพจน์

                      ตัวอย่างที่ ๓

-  Physics _____________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกซ์ ___________________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่า  ยากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a)       are

(b)      have been

(c)      is    (ถูก)

(d)      will be

ตอบ     –    ข้อ   (c)   เนื่องจากชื่อวิชา  ที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น   “economics (เศรษฐศาสตร์), phonetics (วิชาการออกเสียง), statics (สถิตศาสตร์), dynamics (พลศาสตร์), statistics (วิชาสถิติ), psychics  (จิตตศาสตร์), aeronautics  (วิชาการบิน), astrophysics  (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), aesthetics  (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), mathematics  (คณิตศาสตร์), politics  (การเมือง), รวมทั้ง  news (ข่าว), mumps  (โรคคางทูม), measles (โรคหัด),  means (วิธี), ashes  (เถ้าถ่านศพ), alms  (ทาน),  billiards  (กีฬาบิลเลียด), cross-roads  (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)  เช่น 

             - A cross-roads is a place where two roads cross.

(๔ แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

             - Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

             - Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

             - Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

20. Would you please keep the fire ______________ for me? 

(คุณจะกรุณารักษาให้กองไฟ ________________ อยู่ต่อไป  สำหรับผมได้ไหม)

(a) burnt

(b) burning    (ลุกไหม้)

(c) to burn

(d) burn

(e) being burnt

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Keep +  กรรม + Verb + ing”  หรือ  “Keep + Verb + ing”  เช่น

-    She kept me waiting for two hours.

(เธอทำให้ผมรอคอยเป็นเวลา  ๒  ชั่วโมง)

-    They kept working the whole night.

(พวกเขาทำงานกันต่อไปตลอดคืน)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้