หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 118)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Do you think this film is _______________ seeing?

(คุณคิดว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ ___________________ (กับ) การชมหรือไม่)

(a) enjoy

(b) happy

(c) worth    (คุ้มค่า, ควรค่า)

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  คำคุณศัพท์  “Worth”  และ   “Busy” (มีธุระยุ่ง, มีงานยุ่ง)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น

         - This book is worth reading.

(หนังสือเล่มนี้ควรค่าแก่การอ่าน)

         - The boys were busy doing their homework.

(พวกเด็กๆกำลังยุ่งอยู่กับการทำการบ้านของตน)

2. This book is ______________ difficult for me to read.

(หนังสือเล่มนี้ยาก _____________________ สำหรับผมที่จะอ่าน)

(a) enough

(b) so

(c) very

(d) too    (เกินไป, มากเกินไป)

3. This book is not easy ______________ for me to understand.

(หนังสือเล่มนี้ไม่ง่าย ___________________ สำหรับผมที่จะเข้าใจได้)

(a) only

(b) enough    (เพียงพอ)

(c) very much

(d) and funny

4. ______________ these books belong to you?

(หนังสือเหล่านี้เป็นของคุณ _____________________ )

(a) Are

(b) Does

(c) Do    (ใช่หรือไม่)

(d) Will

ตอบ   -   ข้อ    (C)  “Belong”  (เป็นของ)  เป็นกริยาธรรมดา  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม  ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วย   และใช้   “Do”  เนื่องจากประธาน  (these books)  เป็นพหูพจน์

5. You can write your answers ______________ in ink or in pencil.

(คุณสามารถเขียนคำตอบของคุณ __________________ ด้วยหมึก  ก็ด้วยดินสอ)  (ให้เลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(a) either    (ไม่)

(b) neither

(c) both

(d) not only

ตอบ   -   ข้อ    (a)  เป็นการใช้คำคู่   “Either……..or……….

6. Three ______________ seven leaves four.

(สาม ___________________ เจ็ด  เหลือสี่)

(a) and

(b) minus    (ลบ)

(c) from    (หักออกจาก,  เอาออกจาก)

(d) after

7. He is too sensible to believe a story _____________ that.

(เขาฉลาดเกินไปที่จะเชื่อเรื่อง ____________________ นั้น)

(a) as

(b) like    (เช่น, แบบ, เหมือน, คล้าย)  (ในที่นี้เป็น  “Preposition”)

(c) alike

(d) such

8. ______________ fifty is one hundred.

(ห้าสิบ ______________________ เป็นหนึ่งร้อย)

(a) Two

(b) Double

(c) Twice    (สองครั้ง, สองหน)

(d) Both

9. She told me how to make clothes ______________ longer.

(เธอบอกผมวิธีการทำให้เสื้อผ้า ___________________ นานขึ้น)

(a) become

(b) stand

(c) stay

(d) last    (ทนทาน, อยู่ไปได้นาน)  (ในที่นี้เป็นคำกริยา)

10. ______________ all the boys in the class Jimmy is the most industrious.

(_____________________  เด็กผู้ชายทั้งหมดในชั้นเรียน  จิมมี่ขยันมากที่สุด)

(a) Among

(b) Of    (ในบรรดา)

(c) For

(d) Except

11. Did he do this by himself or ______________ someone help him?

(เขาทำสิ่งนี้ด้วยตนเอง  หรือ ___________________ มีคนช่วยเหลือเขา)

(a) will

(b) does

(c) did

(d) should

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เพื่อให้สอดคล้องกับ   “Did”  ตัวหน้า  เนื่องจากเป็นการถามเหตุการณ์ในอดีตทั้ง  ๒  เรื่อง  (เขาทำเอง  หรือมีคนช่วยเขาทำ)

12. He could not make anybody _____________ that he was innocent.

(เขาไม่สามารถทำให้ใครๆ _____________________ ว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์)

(a) believe    (เชื่อ)

(b) believes

(c) believed

(d) to believe

ตอบ   -   ข้อ   (a) เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Make + กรรม + Verb 1

13. If only he had tried _____________, he would have succeeded.

(ถ้าเพียงแต่ว่าเขาได้พยายาม _____________________ เขาก็คงจะประสบความสำเร็จไปแล้ว)

(a) hardly

(b) little harder

(c) a little harder    (หนักขึ้นเล็กน้อย,  มากขึ้นนิดหน่อย)

(d) a little hard

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ประโยคข้างบนเป็น   “If clause” แบบที่  ๓  (Past unreal)   (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  คือ  “เขามิได้พยายามมากขึ้นเล็กน้อย  เขาจึงไม่ประสบความสำเร็จ”  ทั้งนี้  ต้องใช้  “A little, A bit   หรือ  A little bit” (ทุกคำ หมายถึง “นิดหน่อย, เล็กน้อย”)  ขยายคำคุณศัพท์  “ขั้นกว่า”  เช่น   “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  “A bit smaller”  (เล็กกว่านิดหน่อย),  “A little bit hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  เป็นต้น

14. The fire is believed to _____________ in the barber shop which was next to his house.

(ไฟไหม้ถูกเชื่อว่า _____________________ ในร้านตัดผม  ซึ่งอยู่ถัดจากบ้านของเขาไป)

(a) start

(b) have started    (ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว)  (ใช้แบบ  “Active voice”)

(c) being started

(d) be started

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเหตุการณ์ได้เกิดขึ้นแล้ว

15. _______________ was to take down the flag at five p.m.

(________________________ คือ นำธงลง (จากเสา) เวลา  ๕  โมงเย็น)

(a) One of his duty

(b) One of duties

(c) One of his duties   (หน้าที่อย่างหนึ่งของเขา)

(d) One of the duty

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “One of + his (her, my, the) + Noun (Plural) + กริยาเอกพจน์  (is, was)  ตาม  “One” + ส่วนขยาย   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-   He is _______________ on the project.

(เขาเป็น ________________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists    (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)

(d) one of the young artist

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “One of the + noun (plural)”   (หนึ่งในบรรดา.............)    สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค   ต้องใช้กริยาตาม   “One”  เช่น

-     One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

-     One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

                         ในกรณีที่อยู่ในประโยค แต่เป็นส่วนของอนุประโยค ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ “นามพหูพจน์” เช่น

         - Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

          - Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

           - She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

16. Free movie tickets will be sent to ______________ comes first.

(ตั๋วหนังฟรีจะถูกส่งไปยัง _____________________ มาถึงเป็นคนแรก)

(a) whoever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยค)

(b) whomever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นกรรมของอนุประโยค)

(c) whoseever    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) however    (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยค  ประเภท  “Noun clause”  (whoever comes first)   ซึ่งเป็นกรรมของ  Preposition “To”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whoever”  จากประโยคข้างล่าง

              - Whoever says so is a liar.

(ใครก็ตามที่พูดเช่นนั้น  เป็นคนโกหก)

                - If death occurs at home, whoever discovers the body should contact the family doctor.

(ถ้าการตายเกิดขึ้นที่บ้าน  ใครก็ตามที่พบศพ  ควรติดต่อกับแพทย์ประจำครอบครัว)

               - Whoever answered the telephone was a very admirable person.

(ใครก็ตามที่รับโทรศัพท์  เป็นบุคคลที่น่ายกย่องชื่นชมอย่างมาก)

                - I will give this book to whoever needs it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

                - Whoever they are, they’ve violated the laws and orders.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม  พวกเขาได้ฝ่าฝืนกฎหมายและความสงบเรียบร้อย)

17. Kate is more beautiful than ________________ girl I have ever met.

(เคทสวยกว่าเด็กหญิง ____________________ ที่ผมเคยพบมา)

(a) any

(b) other

(c) any other    (คนอื่นใดก็ตาม)

(d) the other

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-        Bangkok is the biggest city in Thailand.

(กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย)

-        Bangkok is bigger than any other city in Thailand.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองอื่นใดในประเทศไทย)

-        No other city in Thailand is as big as Bangkok. 

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้ง  ๓  ข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน  เพียงแต่พูดไปคนละแบบ  จงสังเกตว่า  ใน  “ขั้นกว่า”  และ  “ขั้นเสมอกัน”  ต้องมี   “Other”  เนื่องจาก   “Bangkok”  เป็น   “City”   ในประเทศไทย    แต่จงสังเกตความแตกต่างของโครงสร้างประโยค  จากประโยคข้างล่าง

            - Bangkok is bigger than any city in Laos.

(กรุงเทพฯ ใหญ่กว่าเมืองใดๆ ในลาว)

               - No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใดในลาวใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

หมายเหตุ   -   ๒  ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกัน  โดยไม่ต้องมี   “Other”  เพราะ   “Bangkok”   ไม่ได้เป็น   “City”  ในลาว

                      อนึ่ง  ให้สังเกตว่า  หลัง  “Any other”  หรือ   “Any”  ในขั้นกว่า  ควรเป็นคำนามเอกพจน์    เนื่องจาก  “Any”    ใช้ในความหมาย   “ใดก็ตาม”  ไม่ใช่ในความหมายแสดง   “จำนวน”  ดังเช่นในประโยค

          - Do you have any money?

(คุณมีเงินบ้างไหม)  (“Any”แสดงจำนวน)

            - Were there any women at the party?

(มีผู้หญิงบ้างไหมที่งานเลี้ยง)  (“Any”แสดงจำนวน)

                          ดูเพิ่มเติมการใช้ในความหมาย  “ใดก็ตาม”  จากประโยคข้างล่าง

          - He is bigger than any other man here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ใครก็ตาม”  (ชายคนอื่นใด) ที่นี่)

            - He is bigger than some other men here.

(เขาตัวใหญ่กว่า  “ผู้ชายบางคน”  ที่นี่)

                        แต่หลัง   “No other”   หรือ   “No” ใน    “ขั้นเสมอ”   อาจตามด้วยคำนามเอกพจน์   หรือพหูพจน์ก็ได้   แต่ถ้าใช้คำนามพหูพจน์   ก็ต้องใช้กริยาพหูพจน์ด้วย    เช่น    “Are, Were, Have, etc.”  เช่น

             - No students in the class are as smart as Jim.

(ไม่มีนักเรียนในชั้นที่ฉลาดเท่ากับจิม)

             - No river in Thailand is as long as the Chao Phraya River.

(ไม่มีแม่น้ำในประเทศไทยที่ยาวเท่ากับแม่น้ำเจ้าพระยา)

                - No other city in Thailand is as crowded as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นในประเทศไทย  ที่มีประชากรหนาแน่นเท่ากับกรุงเทพฯ)

            - No other American presidents are as controversial as Donald Trump.

(ไม่มีประธานาธิบดีอเมริกันคนอื่น  ที่มีความขัดแย้ง (หรือเป็นที่โต้เถียง-ถกเถียง)  เท่ากับโดนัลทรัมพ์)

18. What ________________ do you want from me?

(อะไร __________________ ที่คุณต้องการจากผม)

(a) thing

(b) things

(c) else    (อื่นอีก)

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (c)  จริงๆแล้ว  ข้อ  (a)  และ  (b)  ก็ใช้ได้  แต่ความหมายเหมือนกัน  ทำให้ไม่สามารถเลือก  ๒   ข้อนี้ได้    เลยเหลือ ข้อ (c)   เพียงข้อเดียว

19. I studied in Paris ________________ five years ago.

(ผมเรียนหนังสือในปารีส ____________________ ห้าปีมาแล้ว)

(a) since    (ตั้งแต่)

(b) for    (เป็นเวลา)

(c) during    (ในระหว่าง)

(d) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

20. You are not allowed to go home till you ______________ your work.

(คุณไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน  จนกระทั่งคุณ ________________ งานของคุณ)

(a) finished

(b) will finish

(c) have finished    (ได้ทำ  -  งาน  -  เสร็จแล้ว)

(d) will have finished    (จะได้ทำเสร็จแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้  “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3}  เพื่อจะบอกว่า  “ประธานฯได้ทำกริยาอย่างใดอย่างหนึ่งเสร็จสิ้นไปแล้ว”  ส่วนข้อ  (d) ก็คล้ายๆกับ ข้อ (c)  แต่ใช้บอกว่า  “เมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคตตามที่ระบุไว้  ประธานฯจะได้ทำกริยาอย่างใดอย่างหนึ่งเสร็จสิ้นไปแล้ว”    แต่ “Future perfect tense”  {Subject + will (shall) + have + Verb 3} นี้  จะไม่ใช้ตามหลังอนุประโยคที่นำด้วย   “Till, Until”   ดูเพิ่มเติม  “Present perfect tense”  (Subject + has (have) + Verb 3)  (ได้ทำกริยาเสร็จสิ้นไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                      สำหรับกฎการใช้   “Present perfect tense”  ข้อหนึ่ง  คือ เพื่อบอกข้อความว่า   “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”   มักมีคำว่า  “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)   และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี   “Already” และ “Yet”   ก็ได้ เช่น

              - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

               - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.) 

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

              - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

               - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

                - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

21. Mr. Collins is ________________ in our town. 

(มิสเตอร์คอลลินส์เป็น _______________________ ในเมืองของเรา)

(a) one of the most notable figure

(b) one of most notable figures

(c) one of the most notable figures    (หนึ่งในบรรดาบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด)

(d) one of a most notable figure

22. Please lend me one of your pens.  I _______________mine at home.

(กรุณาให้ผมยืมปากกาของคุณสักด้าม  ผม __________________(ปากกา) ของผมไว้ที่บ้าน)

(a) forgot

(b) left    (ทิ้ง)

(c) didn’t remember

(d) have no

ตอบ   -   ข้อ   (b)  จะใช้   “Forget”  ไม่ได้  เนื่องจากมีวลี  “At home”  อยู่ข้างท้าย   เพราะถ้าใช้   “ลืม”  จะมีความหมายคือ   “ลืมที่บ้าน”  กล่าวคือ  เหตุการณ์ลืมเกิดขึ้นที่บ้าน   มิใช่ลืมปากกาทิ้งไว้ที่บ้าน   ดังนั้น   จึงต้องใช้   “Leave  (ทิ้งปากกาไว้ที่บ้าน)   สำหรับตัวอย่างการใช้   “Forget”   เช่น

             - I forgot to buy a newspaper this morning.

(ผมลืมซื้อหนังสือพิมพ์เมื่อเช้านี้)

             - She forgot meeting me in New York a long time ago.

(เธอลืมการพบกับผมในนิวยอร์คเมื่อนานมาแล้ว  -  คือเคยพบกัน  แต่เธอลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น)

             - He says he never forgets a face or a name.

(เขากล่าวว่า  เขาไม่เคยลืมใบหน้าหรือชื่อคน)

             - It was a marvelous occasion and I shall never forget it.

(มันเป็นโอกาสที่วิเศษมาก  และผมจะไม่ลืมมันเลย)

             - Jane was afraid that she had forgotten how to ride a bicycle.

(เจนเกรงว่า  เธอได้ลืมวิธีขี่รถจักรยานไปแล้ว)

              - It is a long forgotten event in her past.

(มันเป็นเหตุการณ์ในอดีตของเธอ  ที่ถูกลืมไปนานแล้ว)

             - I forgot all about him for several years.

(ผมลืมหมดทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขา  เป็นเวลานานหลายปี)

             - Don’t forget that I worked for her once. 

(อย่าลืมซิว่า  ครั้งหนึ่งผมเคยทำงานให้กับเธอ)

             - She forgot my birthday again this year.

(เธอลืมวันเกิดของผมอีกแล้วปีนี้)

            - Sorry to disturb you – I forgot my key.

(เสียใจที่ต้องรบกวนคุณ  ผมลืมเอากุญแจมาครับ)

             - “Don’t forget the bag,” she said.

(“อย่าลืมกระเป๋านะ”  เธอกล่าว)

23. I learn diligently _________________ fail in my examination. 

(ผมเรียนอย่างขยันขันแข็ง _______________________ สอบตก)

(a) in order to not

(b) in order not to    (เพื่อที่จะไม่ต้อง)

(c) not in order to

(d) in not order to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจใช้    “So as not to”   (เพื่อที่จะไม่ต้อง)   ก็ได้

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้